xs
xsm
sm
md
lg

คลี่ปม...เหตุใด “บิ๊กตู่” ไม่ปลด “ธรรมนัส”?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดปูม “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นทั้ง “จุดแข็ง” และ “จุดอ่อน” ของพลังประชารัฐ สถานะมือจ่าย มือเคลียร์ มือประสานจัดตั้งรัฐบาล นักวิชาการชี้มีปัญหาสะสมเรื่อง “ภาพลักษณ์” จึงถูกรุมกระหน่ำกรณีคนใกล้ชิดกักตุนหน้ากากอนามัย “รศ.ดร.พิชาย” เชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่กล้าปลด เหตุเกรงใจ “บิ๊กป้อม” ด้าน “รศ.ดร.วีระศักดิ์” ระบุ “ผู้กองตุ๋ย” กุมข้อมูลพรรค โยงฐานอำนาจค้ำรัฐบาล ขณะที่ “คนใกล้ชิด” ธรรมนัส เปรยเป็นเกมเลื่อยขาเก้าอี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสังกัดพลังประชารัฐ ได้กลายเป็น “เป้าใหญ่” ที่ทำให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ สั่นคลอนเพราะถูกโจมตีอย่างหนัก จากกรณีที่คณะทำงานของเขาเข้าไปพัวพันกับการกักตุนหน้ากากอนามัย เพราะไม่ว่า ร.อ.ธรรมนัส จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ แต่ประเด็นดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้แก่สังคมส่วนใหญ่ซึ่งมองว่าเป็นการหากินท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังเผชิญต่อวิกฤตขาดแคลนหน้ากากอนามัยที่ใช้ป้องกันภัยร้ายจากเชื้อโควิด-19

ทันทีที่เกิดเรื่อง องครักษ์พิทักษ์บิ๊กตู่ “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.ฝีปากกล้าจากพรรคเดียวกัน ได้ออกมาเรียกร้องให้ ร.อ.ธรรมนัส ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ขณะที่ ส.ส.ฝ่ายค้านต่างวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แม้แต่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลยังประกาศ “ไม่อยากพายเรือให้โจรนั่ง” ขู่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล กระทั่ง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องเรียกประชุม ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคเพื่อลงมติว่าจะร่วมรัฐบาลต่อไปหรือไม่? แต่ท่าทีของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยังคงออกโรงปกป้อง ร.อ.ธรรมนัส เหมือนเช่นที่ผ่านมา อีกทั้งยังทั้งท้าให้ประชาธิปัตย์ถอนตัวออกไปอีกด้วย

รศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เหตุการณ์นี้ทำให้คอการเมืองเกิดข้อสงสัยในหลายประเด็น อะไรที่ทำให้นักการเมืองมากบารมีอย่าง ร.อ.ธรรมนัส ตกเป็นเป้าที่แม้แต่คนพรรคเดียวกันยังรุมถล่ม และเขามีความสำคัญอย่างไร? ทำไม “บิ๊กตู่” ต้องออกมาปกป้อง?

หากพิจารณาจากบทบาทในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่า ร.อ.ธรรมนัส เป็นทั้ง “จุดแข็ง” และ “จุดอ่อน” ของพรรคพลังประชารัฐ

“ผู้กองตุ๋ย” เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2542 ภายใต้ร่มเงาพรรคไทยรักไทย และได้ลงสมัคร ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อในนามพรรคเพื่อไทยในปี 2557 แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ ต่อมา เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ายึดอำนาจ เขาก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ คสช.เรียกมารายงานตัว และได้ตัดสินใจเข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐในปี 2561

ในส่วนของ “จุดแข็ง” นั้น ด้วยความที่เป็นคนกว้างขวางและมีประสบการณ์ทางการเมืองจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการยุทธศาสตร์ภาคเหนือของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งที่มีขึ้นในเดือน มี.ค.2562 และเขาเองก็ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขต 1 จ.พะเยา โดยชนะเจ้าของพื้นที่เดิมจากพรรคเพื่อไทย ที่สำคัญ ร.อ.ธรรมนัส ยังเป็นมือทำงานของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ โดยมีฐานะเป็น "มือประสานสิบทิศ" ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ในส่วนของการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส ก็มีบทบาทไม่น้อยเช่นกัน โดยเขาได้รับการแต่งตั้งจาก พล.อ.ประวิตร ให้เป็นประธานอนุกรรมการการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ

ด้วยความที่เป็นคนใจใหญ่ จ่ายหนัก จัดเต็ม ร.อ.ธรรมนัส จึงมี ส.ส.ที่อยู่ในความดูแลไม่ต่ำกว่า 30 คน และทุกครั้งที่กลุ่มก๊วนต่างๆ ในพลังประชารัฐ รวมถึง 7 พรรคเล็กที่เข้าร่วมรัฐบาล เกิดงอแง มีปัญหา ลุกขึ้นมาทวงเก้าอี้ หรือมีทีท่าจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ก็เป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องเข้าไปเจรจาเคลียร์ใจ

กระทั่ง ร.อ.ธรรมนัส เคยบ่นดังๆ ว่า “ผมเป็นคนเลี้ยงลิง เลยต้องเอากล้วยให้ลิงกินตลอดเวลา ขณะนี้เชื่อว่ากินจนอิ่มแล้วน่าจะพอได้แล้ว เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวนั้นไม่ต้องเคลียร์”

หรือในครั้งที่ ร.อ.ธรรมนัส แถลงเปิดใจว่าตนเองไม่ใช่มาเฟีย ไม่ได้ขนยาเสพติดเข้าออสเตรเลีย ก็ถึงกับประกาศว่า “เขารู้ว่าผมเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่จะเอาเลือดไปหล่อเลี้ยงในหัวใจของรัฐบาล จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อล้มผม”

รศ.ดร. พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์ประจำหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา และอดีตคณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
ขณะที่ในส่วนของ “จุดอ่อน” ของ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งกลายเป็นเป้าใหญ่ที่ทำให้พลังประชารัฐถูกโจมตี ก็คือปัญหาเรื่อง “ภาพลักษณ์” เนื่องจากสังคมมองว่าเขาคือน้องรักของ “เสธ.ไอซ์” พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต นายทหารผู้ถูกขนานนามว่าเป็น “Godfather” เมืองไทย ผู้มากบารมีในวงการคนมีสี หลังจากออกจากราชการ ร.อ.ธรรมนัส ก็จับมือกับ เสธ.ไอซ์ ทำธุรกิจรักษาความปลอดภัย ในชื่อ บริษัท ธรรมนัส การ์ด ซึ่งปัจจุบันได้ขายกิจการไปแล้ว นอกจากบริษัท รปภ. เขายังต่อยอดทำธุรกิจด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น รถเมล์ อสังหาริมทรัพย์ ตลาด และยี่ปั๊วขายสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยเมื่อ 7-8 ปีก่อน ร.อ.ธรรมนัส จัดว่าเป็นยี่ปั๊วรายใหญ่ของประเทศ เพราะเข้ามาบริหาร หจก.ขวัญฤดี ซึ่งเป็นหนึ่งใน “ห้าเสือกองสลาก”

ที่สำคัญเขามีประเด็นฉาวหลายเรื่องที่ถูกขุดคุ้ยหลังจากเข้ามาเป็นหนึ่งในแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรณีวุฒิการศึกษาปริญญาเอกปลอม หรือกรณีเคยต้องโทษในคดีค้ายาเสพติด ทำให้ถูกจำคุกที่ออสเตรเลียถึง 4 ปี และเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถูกฝ่ายค้าหยิบยกขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ว่า ร.อ.ธรรมนัส จะชี้แจงอย่างไรก็ดูจะไม่เป็นผล ซึ่งในการลงมติเขาจึงเป็นรัฐมนตรีที่มีเสียงไว้วางใจน้อยที่สุด

ดังนั้น เมื่อมีข่าวคณะทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส เข้าไปพัวพันกับการกักตุนและส่งออกหน้ากากอนามัยซึ่งมีความจำเป็นต่อความปลอดภัยในการป้องกันไวรัสโควิด-19 ในขณะที่รัฐบาลกำลังประสบปัญหาความล้มเหลวในการจัดสรรหน้ากากอนามัย สังคมตั้งคำถามว่า “หน้ากากอนามัยหายไปไหน?” ด้วยเกิดการขาดแคลนสินค้าอย่างหนักทั้งในส่วนของภาคประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทุกขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ เสียงวิพากษ์วิจารณ์และกระแสความไม่พอใจจากทุกภาคส่วนจึงถาโถมเข้าหา ร.อ.ธรรมนัส ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ดูไม่กระตือรือร้นที่จะจัดการปัญหา ก็ยิ่งสร้างความขุ่นเคืองใจให้สังคม ถึงขั้นที่หลายฝ่ายมองว่ากรณีนี้อาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ “รัฐบาลล่ม” ก็เป็นได้

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
รศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เนื่องจากขณะนี้วิกฤตความน่าเชื่อถือของรัฐบาลมาถึงจุดต่ำสุด ปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยสะท้อนถึงการไร้ความสามารถในการจัดการของรัฐบาลในภาวะวิกฤต เมื่อเกิดกรณีคนใกล้ชิดของ ร.อ.ธรรมนัส เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกักตุนหน้ากากอนามัย ขณะที่ตัว ร.อ.ธรรมนัส มีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์อยู่แล้ว จึงทำให้คนส่วนใหญ่ปักใจเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ยิ่ง ร.อ.ธรรมนัส พุ่งเป้าไปที่การฟ้องร้องผู้นำเสนอข่าว มากกว่าจะอธิบายรายละเอียดในข้อเท็จจริงและดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้สังคมได้รับความกระจ่าง ก็ยิ่งเกิดกระแสความไม่พอใจ

“รัฐบาลไม่มีทีมกุนซือที่จะวางยุทธศาสตร์ว่าหากเกิดปัญหาเรื่องนั้นเรื่องนี้จะต้องจัดการอย่างไร เมื่อเกิดปัญหากรณี ร.อ.ธรรมนัส ท่านนายกฯ ก็ยังใช้วิธีจัดการเป็นแบบเดิมๆ คือเพิกเฉยต่อการชี้แจง พรรคประชาธิปัตย์ส่งเสียงว่าจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล นายกฯ ก็ท้าให้ถอน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าท่านปกป้อง ร.อ.ธรรมนัส ประชาชนก็ยิ่งไม่พอใจ อย่างไรก็ดี เชื่อว่ากรณีกักตุนหน้ากากอนามัยของคนสนิท ร.อ.ธรรมนัส ยังไม่ใช่ฟางเส้นสุดท้ายที่จะทำให้รัฐบาลล่ม แต่ปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส จะเป็นหมากตัวหนึ่งที่ถูกใช้ในการกัดกร่อนรัฐบาล” รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าว

พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ
ด้าน รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์ประจำหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา และอดีตคณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เห็นว่า เหตุที่ตอนนี้สังคมรุมถล่ม ร.อ.ธรรมนัส เกิดจากการที่ ร.อ.ธรรมนัส มีปัญหาสะสมหลายเรื่อง ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส ก็ยังไม่สามารถชี้แจงให้เกิดความกระจ่าง พอเกิดกรณีคนใกล้ชิดกักตุนหน้ากากอนามัยทำให้แม้แต่คนที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังรับไม่ได้ เพราะเชื่อว่าแม้จะเป็นเรื่องคนละกระทรวง แต่หากเป็นผู้มีอิทธิพลในรัฐบาลก็สามารถทำได้ ทั้งที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า ร.อ.ธรรมนัส เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่

ส่วนกรณีที่มีกระแสเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้ปลด ร.อ.ธรรมนัส ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น รศ.ดร.พิชาย วิเคราะห์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ดำเนินการ เนื่องจาก ร.อ.ธรรมนัส เป็นกำลังสำคัญของพรรคพลังประชารัฐ เป็นคนใกล้ชิดและมือทำงานของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งเป็นผู้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความเกรงใจ อีกทั้งยังมี ส.ส.ในสังกัดถึง 30 คน หากปรับออกจากรัฐมนตรีแล้ว ร.อ.ธรรมนัส ไม่ยินยอมก็อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล นอกเสียจากว่าจะมีผู้หลักผู้ใหญ่ระดับสมาชิกวุฒิสภาออกมาท้วงติงเหมือนกรณีแจก 2,000 บาท เพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 พล.อ.ประยุทธ์ ก็อาจจะเปลี่ยนใจ

“พล.อ.ประวิตร ซี่งเป็นพี่ใหญ่ในพลังประชารัฐไม่อยากให้ ร.อ.ธรรมนัส ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีหรอก เชื่อว่าตราบใดที่ พล.อ.ประวิตรยังอยู่ ยังไงก็ยังกระเตง ร.อ.ธรรมนัส ไปด้วย” รศ.ดร.พิชาย ระบุ

นายพิตตินันท์ รักเอียด คณะทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส ที่มีข่าวพัวพันกับการกักตุนหน้ากากอนามัย
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ รศ.ดร.วีระศักดิ์ ที่มองว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่กล้าปรับ ร.อ.ธรรมนัส ออกจาก รมช.เกษตรฯ เนื่องจาก ร.อ.ธรรมนัส เป็นคนกุมข้อมูลของพรรคพลังประชารัฐ และเชื่อมโยงกับฐานอำนาจที่ทำให้พลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาล อีกทั้งเชื่อว่าประชาธิปัตย์เองก็ยังอยู่ประคับคองรัฐบาลต่อไป เพราะยังไม่มีผลงานพอที่จะไปสู้หากมีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่

“ธรรมนัสเขาต้องมีดี ต้องมีพลังภายใน แม้ทุกคนจะรู้ว่ามีแผล แต่ไม่มีใครแตะ” รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าว

กล่าวได้ว่า “ศึกนอก” คือกระแสขับไล่จากประชาชน และพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้ายและรัฐบาล ที่ว่าหนักหนาสาหัสแล้ว ยังไม่เท่า “ศึกใน” ที่ ร.อ.ธรรมนัส ต้องถูกคนในพรรคเดียวกันออกมาเรียกร้องให้เขาลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี แม้หลายคนในพรรคจะติติงการกระทำของ “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กทม. ที่ออกเคลื่อนไหวเรื่องนี้ แต่ในทางการเมืองก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจเพราะถือว่าเป็นการขับเคี่ยวช่วงชิงระหว่าง “กลุ่ม กปปส.” กับ “กลุ่ม พล.อ.ประวิตร” ในช่วงที่มีกระแสปรับ ครม.เท่านั้น ซึ่งการ “ชกข้ามรุ่น” ขึ้นมาเล่นกับเบอร์ใหญ่ที่คนในพรรคเกรงใจอย่าง ร.อ.ธรรมนัส ก็จัดว่าสิระมีความกล้าไม่น้อยทีเดียว

อย่างไรก็ดี ได้ยินคนใกล้ชิด ร.อ.ธรรมนัส เปรยว่า “ข่าวเสียๆ หายๆ เกี่ยวกับหน้ากากอนามัยเป็นเกมการเมืองที่ต้องการเลื่อยขาเก้าอี้”

ส่วนว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับใครในพลังประชารัฐหรือไม่?...ก็ต้องติดตามชนิด “ห้ามกะพริบตา”!


กำลังโหลดความคิดเห็น