xs
xsm
sm
md
lg

“พัลลภ-ตท. 10” เล่นใต้ดิน จัดการพวกต้านระบอบทักษิณ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ฝ่ายความมั่นคงประเมินทักษิณเปลี่ยนตัวคนกุมอำนาจ ใครที่ไม่มีผลงานต้องหลุด ทั้ง ประชา พรหมนอก-คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง-วรพงษ์ ชิวปรีชา รวมถึง เฉลิม อยู่บำรุง ดึง “พัลลภ ปิ่นมณี” และหาช่องดึงเพื่อนรุ่น 10 มาใช้หวังให้เกิดความรุนแรง เดินเกมลงใต้ดิน รักษาฐานอำนาจให้นานที่สุดเพื่อต่อรอง แม้ต้องเหยียบศพคนอื่น เชื่อไม่รุนแรงเหมือนปี 53 เตือนยิ่งลักษณ์รู้ตัวหรือไม่มีบาปติดตัว

การเข้ามาค้ำอำนาจของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่พี่ชายอย่างพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เดินเครื่องเต็มสูบในช่วงที่ทุกอย่างไม่เป็นใจ และกำลังอยู่ในสถานะที่ใกล้จะพ่ายแพ้ ทำให้ทักษิณต้องหันมาใช้เกมแรงเพื่อเปิดช่องให้คนในตระกูลชินวัตรอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบน้อยที่สุด และต้องแสดงถึงความรับผิดชอบที่ดึงเอาน้องสาวคนสุดท้องเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศแทนตัวเอง

การปรับหมากในการเดินเกมแต่ละครั้ง คนทั่วไปรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ใช่ออกมาจากมันสมองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่มาจากทักษิณทั้งหมด

เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเดินเข้าสู่โหมดของการประจันหน้าระหว่างรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีคนอย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ โดดออกมาต่อต้านบนท้องถนน ที่ไม่นึกไม่ฝันว่าจะดึงเอาคนเรือนล้านออกมาร่วมต่อต้านรัฐบาลของน้องสาวเลยไปจนถึงล้มล้างระบอบทักษิณ แม้จะมีการลองเชิงกันว่าท้ายที่สุดม็อบของกำนันสุเทพจะฝ่อลงไปเอง

ที่ไหนได้เรียกระดมพลครั้งใดมาเรือนแสนเรือนล้าน

เกือบ 4 เดือนที่การชุมนุมของประชาชนที่ยกระดับจากการต่อต้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ขยับขึ้นเป็นล้มล้างระบอบทักษิณไปจนถึงต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศไทย ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลตกอยู่ในสถานะตั้งรับโดยใช้อำนาจรัฐและบุคลากรของหน่วยงานราชการต่างๆ เข้ามาแก้ไขสถานการณ์ ทั้งการใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงจนถึงพระราชกำหนดฉุกเฉินก็ยังไม่สามารถยุติปัญหาได้

อำนาจในการชี้เป็นชี้ตายในการเลือกคนเข้ามาปฏิบัติงานให้กับรัฐบาล ภายใต้สถานการณ์ที่ต้องประจันหน้ากันเช่นนี้ยังคงเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีตัวจริงอย่าง ทักษิณ ชินวัตร เห็นได้จากหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงที่ประกาศเพิ่มเติมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2556 พร้อมตั้ง พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก เป็นผู้กำกับดูแลศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) มีพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ และพลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้กำหนดตัวบุคคลที่เข้ามารับผิดชอบสถานการณ์
ไม่เข้าตา-เปลี่ยนตัว

เมื่อสถานการณ์พัฒนาการจนมีการปะทะกันระหว่างฝ่ายผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถเข้าจัดการผู้ชุมนุมได้ และมีความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงมีคำสั่งเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการเหตุการณ์จากพลตำรวจโทคำรณวิทย์ มาเป็นพลตำรวจเอกวรพงษ์ ชิวปรีชา

ถัดมาได้เปลี่ยนตัวผู้กำกับดูแล ศอ.รส. จากพลตำรวจเอกประชามาเป็นนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อ 2 ธันวาคม 2556 ที่ถือเป็นสายตรงของทักษิณ และเป็นมือทำงานประเภทสั่ง 10 ทำให้ 100

ด้วยหวังว่าการปฏิบัติงานฝ่ายรัฐบาลจะเข้มข้นมากกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมทั้งใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศดึงเอาต่างชาติเข้ามาร่วมรับรู้เหตุการณ์ แต่ภายใต้ข้อจำกัดที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลและมีแนวทางที่จะไม่ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม เนื่องจากหวั่นเกรงภาพเก่าๆ อย่างเหตุการณ์ในปี 2553 จะกลับเข้ามาตอกย้ำภาพลบให้กับรัฐบาล ดังนั้นแม้จะมีการเปลี่ยนตัวคนสายตรงเข้ามาก็ยังไม่สามารถยุติปัญหาเหล่านี้ได้

หลักธุรกิจ-เน้นผลไม่เน้นวิธีการ

“คุณทักษิณเป็นคนใจร้อน ต้องการเห็นผลเร็ว ทำทุกอย่างต้องหวังผล ถ้าเกิดใช้คนไหนทำอะไรแล้วไม่สำเร็จก็จะเปลี่ยนคนดูแล ซึ่งวิธีการนี้เป็นแนวคิดของนักธุรกิจ ที่เน้นไปในเรื่องของกำไรขาดทุน แต่ถ้าคนไหนทำได้ก็อยู่ต่อ อย่างการเปลี่ยนตัว ผอ.ศอ.รส.จากพลตำรวจเอกประชา มาเป็นนายสุรพงษ์ ก็เพราะคุณประชาเป็นตำรวจเป็นข้าราชการมาก่อน เขารู้เรื่องกฎระเบียบและข้อกฎหมายต่างๆ ดีว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องระวังในเรื่องของบางคำสั่งที่อาจจะย้อนกลับมาเล่นงานผู้ออกคำสั่งได้ในภายหลัง ทุกอย่างจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจทำให้เขาเสี่ยงต่อการติดคุกได้ บางอย่างจึงไม่เป็นไปตามที่ทักษิณต้องการ” แหล่งข่าวความมั่นคงกล่าวและเพิ่มเติมว่า

นิสัยของทักษิณเป็นคนที่มุ่งหวังเรื่องของผลมากกว่าวิธีการ ใครจะใช้วิธีการอะไรก็ได้แต่ให้ผลออกมาตามที่ทักษิณต้องการเป็นพอ อย่าง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล นั้นบอกตามตรงว่าความรู้ความสามารถทุกอย่างเป็นรองประชา พรหมนอก ทุกด้าน แต่ที่ต้องเอาสุรพงษ์เข้ามาแทนก็เพราะสั่งได้ อีกทั้งสุรพงษ์ไม่สนใจว่าวิธีการที่ทำลงไปนั้นจะเหมาะสมหรือไม่ ขอให้ทำแล้วถูกใจนายเป็นพอ

อย่างเช่นการเชิญทูตต่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์ในทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้เห็นการดำเนินงานของรัฐบาลในการรับมือกับผู้ชุมนุม งานนี้เท่ากับเป็นการจับเอาทูตต่างประเทศเข้ามาเป็นตัวประกัน ท้ายที่สุดก็ไม่มีทูตท่านใดมาที่ทำเนียบรัฐบาล
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้อำนวยการ ศรส.
“เฉลิม” แค่นักสร้างราคา

เมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อขึ้น อำนาจภายใต้พระราชบัญญัติความมั่นคง ทำได้น้อยเกินไปที่จะจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ประกอบกับกลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มประกาศไล่ล่านายกรัฐมนตรีน้องสาวของทักษิณ สถานการณ์ความรุนแรงจึงเริ่มเกิดขึ้นกับผู้ชุมนุมมากขึ้นทั้งเหตุการณ์ขว้างระเบิดที่ถนนบรรทัดทองและที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต สถานการณ์เหล่านี้เป็นเหตุผลชั้นดีที่ทำให้รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินเมื่อ 22 มกราคม 2557 ด้วยหวังว่าอำนาจที่มีให้กับรัฐบาลมากกว่าพระราชบัญญัติความมั่นคงจะช่วยให้ฝ่ายรัฐเข้ามาจัดการกับผู้ชุมนุมได้ง่ายขึ้น

ชื่อของร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กลายเป็นตัวเลือกที่ไม่ต้องเลือกในการเข้ามาดูแลศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) เนื่องด้วยงานเข้าตาตั้งแต่เมื่อครั้งที่มีชายชุดดำปรากฏตัวอยู่บนดาดฟ้าของกระทรวงแรงงานเมื่อครั้งที่มวลชนไปกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เปิดรับสมัครพรรคการเมืองที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง

ร.ต.อ.เฉลิมจัดว่าเป็นคนที่สร้างราคาให้กับตัวเอง ท่าทีที่ดูเหมือนขึงขัง เด็ดขาด ดุดัน ทำให้ได้รับเลือกเข้ามาทำหน้าที่ แต่ผลงานที่ออกมาก็ไม่แตกต่างกัน ม็อบของกำนันสุเทพยังเดินหน้าต่อไปได้ ปฏิบัติการบนดินทางกฎหมายก็ถูกศาลแพ่งออกคำสั่งห้ามปฏิบัติ 9 ข้อ เสมือนกับรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการใดๆ กับผู้ชุมนุมได้เลย กลายเป็นว่าการออกพระราชกำหนดฉุกเฉินครั้งนี้เหมือนกับไม่มี อีกทั้งฝ่ายทหารแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่ขอเป็นแนวหน้าในการจัดการ รัฐบาลจึงต้องใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นทีมงานหลัก

ดังนั้น ประสิทธิภาพในการเข้าดำเนินการต่างๆ จึงอ่อนลงไปถนัดตา แม้จะมีความพยายามเดินกระบวนการใต้ดินเพื่อหวังให้ฝ่ายผู้ชุมนุมลดน้อยลง ทั้งจากการใช้กลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาลเข้ามาลอบทำร้าย แต่ก็ถูกตอบโต้ด้วยปฏิบัติการของนักรบป๊อบคอร์นที่เปิดตัวย่านหลักสี่

รวมไปถึงเหตุการณ์ที่รัฐบาลหมายจะเผด็จศึกผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้า แต่กองกำลังตำรวจที่มีทั้งชุดเจรจาและชุดเข้าสลายการชุมนุม ต้องล่าถอยออกมาไม่เป็นท่าเมื่อเจอยุทธการของกลุ่มคนที่ออกมาปกป้องผู้ชุมนุม

เมื่อคำสั่งศาลออกมาถึงข้อห้ามที่รัฐบาลต้องปฏิบัติตาม ทำให้แนวทางการทำงานของคุณเฉลิมต้องสะดุดลงทันที
พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี เมื่อครั้งมีเสธแดงอยู่เคียงข้าง
ปลุกนักรบวัย 78

ชื่อของพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี อดีตนายทหารที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติในอดีตและผู้นักรบนอกเครื่องแบบ ถูกเปิดออกมาทันที พร้อมๆ กับเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งระเบิดที่ย่านประตูน้ำเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ การถล่มเวที กปปส.จังหวัดตราด ในวันที่ 22 และระเบิดที่ย่านราชประสงค์ 23 กุมภาพันธ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตในจำนวนนั้นเป็นเด็ก 4 ราย และเหตุรุนแรงยังเกิดต่อเนื่องมาโดยตลอด

เมื่อ ร.ต.อ.เฉลิมทำไม่ได้อย่างที่พูด ทักษิณต้องเปลี่ยนตัวเป็นธรรมดา ส่วนใครจะพอใจหรือไม่พอใจทักษิณเขาไม่สน ส่วนที่บางคนจะออกมาปฏิเสธนั้นอาจเป็นเพียงยุทธวิธีทางการเมืองเท่านั้น เพราะภาพของพลเอกพัลลภนั้นผูกติดกับความรุนแรงมาโดยตลอด

“คิดว่าที่เลือกพี่พัลลภมาก็เพราะทักษิณไม่มีใครให้เลือกอีกแล้ว เห็นได้จากพี่เขาก็มีตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้อยู่ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในมา 2 ปี ไม่เคยเรียกใช้ คราวนี้อาจต้องการเคลื่อนแนวทางในการต่อสู้ลงใต้ดินจึงเลือกพี่พัลลภขึ้นมา”

แต่วันนี้ไม่มีเสธ.แดง หรือพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ที่เคยทำงานร่วมกันมาในปี 2553 แล้ว ปีนี้พลเอกพัลลภอายุ 78 ปีแล้ว ทีมงานหายไปเยอะมาก ลูกน้องก็เหลือน้อย ถ้ารับงานนี้มาก็ต้องมาหาลูกน้องกันใหม่ หรือต้องระดมคนกันมาและฟื้นแนวทางและยุทธวิธีกันใหม่

คำตอบอยู่ที่เงิน

หากจะให้พลเอกพัลลภเข้ามาทำหน้าที่ใน ศรส. เพื่อความเด็ดขาดหรือเพื่อปฏิบัติการใต้ดินนั้น คำตอบอยู่ที่เงิน เพราะงานอย่างนี้ต้องทำกันเป็นทีม ค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องสำคัญ จะต้องคำนวณว่าได้ค่าแรงคุ้มหรือไม่ เพราะอย่างเหตุการณ์ปี 2553 เท่าที่ทราบทักษิณเป็นคนตระหนี่ในเรื่องเงิน ให้มาน้อยมาก เป็นเลขตัวเดียวของหลักล้านเท่านั้น

คนที่รับงานมาอย่างพลเอกพัลลภ รับค่าแรงมาก็ต้องจ่ายต่อให้ลูกน้องอีก หากได้น้อยก็หาคนเข้ามาร่วมงานได้น้อยเช่นกัน เพราะพวกเขาต้องพร้อมจะเสี่ยงทั้งชีวิต พิการ และคดีความหากโดนจับกุม รวมถึงต้องพร้อมจะหนีไปหลบซ่อนตามที่ต่างๆ ต้องพร้อมห่างครอบครัวหากฝ่ายทหารเข้ามาดำเนินการไล่ล่า ซึ่งจะต้องมีค่าแรงที่สูงพอ

นอกจากนี้ยังต้องประเมินในเรื่องของโอกาสที่จะได้รับชัยชนะด้วย หากการเมืองใหญ่เพื่อไทยไม่สามารถกลับเข้ามาได้อีก โอกาสที่พวกเขาจะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปก็ลำบาก

การคาดหวังถึงความสำเร็จที่จะให้พลเอกพัลลภเข้ามาช่วยงาน พ.ต.ท.ทักษิณจนได้รับชัยชนะในศึกครั้งนี้นั้น เป็นเรื่องคาดเดาลำบาก แต่สิ่งที่รู้กันดีคือพลเอกพัลลภเป็นนักรบรุ่นเก่า ยังมีเรื่องของคุณธรรมในจิตใจ ดังนั้นการที่จะให้เขามากระทำการที่ทำให้คนไทยต้องบาดเจ็บหรือล้มตายนั้น เชื่อว่าเขาไม่อยากทำ อีกทั้งผลงานในอดีตนั้นถือว่าเป็นงานระดับสากล ดำเนินการกับเป้าหมายต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวรายนี้ยังเชื่อว่า ทักษิณคงไม่ได้ติดต่อพลเอกพัลลภเพียงรายเดียว เพราะเพื่อนร่วมรุ่นอย่างเตรียมทหารรุ่น 10 ที่อายุราว 65 ปี ก็ยังพอมีลูกน้องที่ยังรับราชการอยู่บ้าง อาจดึงเอากำลังในส่วนนี้ออกมาได้ง่ายกว่า
โกตี๋ หรือนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ เสื่อแดงปทุมธานี
“โกตี๋-คนอื่น” ของปลอม

ส่วนรายอื่นๆ ที่ดูเหมือนว่ามีกองกำลังอย่างโกตี๋ หรือนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ ถือว่าเป็นกลุ่มที่ต้องการสร้างผลงานให้เข้าตาทักษิณมากกว่าและเข้ามารับประโยชน์โดยตรง แต่ผลงานที่หลักสี่นั้นชัดเจนว่าทีมงานของโกตี๋พ่ายหมดรูป ที่มีทีมป้องกันประชาชนออกมาช่วยสกัด จะเห็นได้ว่ายุทธวิธีในการใช้อาวุธนั้นเป็นมืออาชีพ ที่สำคัญเป้าหมายไม่ได้เน้นปลิดชีวิตฝ่ายตรงข้าม เพียงแต่ต้องการสกัดฝ่ายตรงข้ามให้หยุดหรือถอยออกไปเท่านั้น เพื่อให้มวลชนที่เคลื่อนมานั้นพ้นจากพื้นที่สังหารของฝ่ายรัฐ ถ้าแน่จริงหลังจากนั้นโกตี๋หนีไปทำไม

แกนนำเสื้อแดงอย่าง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ หรือ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นางธิดา ถาวรเศรษฐ หรือนายแพทย์เหวง โตจิราการ กลุ่มนั้นเป็นทีมที่ทำงานด้านมวลชน หรืออย่าง นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ก็เช่นกัน การที่จะไประดมคน 2 แสนคนนั้นเป็นเรื่องไม่ง่าย ทุกอย่างต้องใช้เงิน คนอื่นๆ ก็เช่นกัน อย่างกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 หรือนายขวัญชัย สาราคำ ทุกอย่างอยู่ที่เงิน

เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย กลุ่มนี้ก็แตกกันเป็นหลายส่วน มาอยู่กับหลายฝ่าย ที่เราเห็นนั้นเป็นเรื่องของการใช้เครื่องแบบเก่าๆ ที่มีอยู่มาหารายได้ พวกนี้เคยอยู่ในป่า ยอมรับว่ามีเรื่องของการจัดตั้งที่ดี โดยกลุ่มทางอีสานใต้ก็มีแกนนำของเพื่อไทยอย่าง นายภูมิธรรม เวชยชัย หรือ “หมอมิ้ง” นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ที่เข้าถึงได้ง่าย

สถานการณ์ที่เป็นอยู่ ถือเป็นโอกาสของการหาเงินจากรัฐบาลให้ได้มากที่สุด
เหตุการณ์ระเบิดหน้าบิ๊กซี ราชดำริ เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2557
เหยียบศพรักษาอำนาจ

หากรัฐบาลจะเดินเกมนอกกฎหมายนั้น กำลังหลักน่าจะเป็นตำรวจเหมือนปี 2553 ที่ถอดเครื่องแบบออกมาปฏิบัติการ และอาจจะมีทหารนอกแถวออกมาร่วมด้วย แต่หากฝ่ายทหารเข้มงวดกวดขันก็กระดิกตัวยาก เพราะทหารทำหน้าที่ยับยั้งไม่ให้ฝ่ายรัฐบาลทำร้ายประชาชน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่จะเห็นเหมือนเหตุการณ์ในปี 2553

ส่วนการที่ฝ่ายทักษิณต้องลงมาเล่นใต้ดิน ก็เพื่อประชดศาลที่ไม่ให้ทำ โดยใช้คนเสื้อแดงเข้ามาป่วน ที่สำคัญเป้าหมายในตอนนี้ไม่ใช่เพื่อแพ้หรือชนะ แต่เพื่อรักษาอำนาจของรัฐบาลไว้ให้นานที่สุด เพื่อการต่อรองกับฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น

เมื่อปี 2553 พรรคเพื่อไทยก็เหยียบศพคนเสื้อแดงขึ้นมาเป็นรัฐบาล วันนี้ 2557 เมื่อ กปปส.ยึดหลักการชุมนุมโดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ก็อาศัยศพของคนอื่นเพื่อให้รัฐบาลนี้อยู่ให้นานที่สุด ยิ่งนานภาพของนายกฯ ยิ่งลักษณ์และทักษิณยิ่งแย่ ตอนนี้สื่อต่างชาติก็รายงานไปในทางลบกับรัฐบาลมากขึ้นทุกขณะ

พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “คุณยิ่งลักษณ์รู้ตัวหรือไม่ว่ามีบาปติดตัว แค่ 2 วันเด็กตาย 4 คน”

ขณะที่แหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินว่าเหตุการณ์ที่จังหวัดตราดนั้นเป็นทีมหน่วยจรยุทธ์ ที่มีทั้งคนเสื้อแดงและทีมจากต่างชาติ โดยมีตำรวจเป็นคนชี้เป้าและพร้อมทำตัวเป็นเกียร์ว่างปล่อยผ่าน พร้อมทั้งยอมรับว่าหากรัฐบาลใช้พลเอกพัลลภเข้ามาร่วมงาน คนนี้แรงจริง ส่วนคนอื่นไม่มีอะไรมาก เหตุที่เกิดในเวลานี้เป็นเรื่องของการล่อให้ทหารออกมาปฏิวัติเท่านั้น

ดังนั้น การเลือกพลเอกพัลลภและเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 มาเพื่อใช้หยุดยั้งในสถานการณ์ที่ยิ่งลักษณ์กำลังถูกดำเนินคดีจำนำข้าว คดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง รวมถึงถูกจำกัดพื้นที่จากกลุ่ม กปปส. ความรุนแรงที่นำมาใช้จึงทำให้ประเทศไทยคงจะหลีกเลี่ยงสภาวะสงครามกลางเมืองได้ยากเสียแล้ว

กำลังโหลดความคิดเห็น...