กรมส่งสริมอุตสาหกรรม โชว์ผลงานโครงการฟู้ด วัลเล่ย์ ผลผลิตจากหุบเขาดอยแม่สลอง กับชาอินทรีย์ชั้นดี ระดับสากลให้การยอมรับ เตรียมดันสร้างแบรนด์แหล่งชาอินทรีย์ที่ดีที่สุด หลังพบเกษตรกรส่งชาขายต่างชาติแบบ OEM เชื่อเกษตรกรไทยมีศักยภาพพร้อมพลิกไร่ชาไทยสู่เกษตรอินทรีย์
ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยถึง ความสำเร็จจากการสนับสนุนโครงการไทยแลนด์ ฟู้ดวัลเล่ย์ (Thailand Food valley) ว่า จากที่ผ่านมาได้มีการนำร่องที่หลายจังหวัดในภาพเหนือ โดยเฉพาะที่ จ.แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย และเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของไทย และหนึ่งในนั้นคือชาอินทรีย์ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ที่ดอยแม่สลอง จ.เชียงราย โดยมีเครือข่ายผู้ประกอบการชาอินทรีย์ ดอยแม่สลอง ที่มีศักพยภาพในการผลิตชาอินทรีย์ที่มีคุณภาพอันดับต้นๆ ของเอเชีย ปัจจุบันมีเกษตรกรประมาณ 21 รายที่ปลูกชาอินทรีย์ และมี 8 รายที่ได้รับการต่ออายุมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จาก USDA สหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ชาอินทรีย์ จากดอยแม่สลองได้รับการยอมรับจากประเทศจีนและไต้หวัน จากพันธุ์อู่หลงก้านอ่อน , อู่หลงเบอร์ 12 และ4 ฤดู โดยมีผลผลิตอยู่ที่ 3 ตัน/ปี ส่งออกประมาณ 70% และอีก 30% จำหน่ายในไทย ซึ่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด จากคุณภาพได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จาก USDA สหรัฐอเมริกา และ EU รวมถึงโรงงานผลิตชาอินทรีย์ที่ได้รับมาตรฐาน GMP จากหน่วยงานที่ได้รับการยิมรับในระดับสากลอย่าง OneCert Asia ส่งผลให้ชาอินทรีย์จากดอยแม่สลอง เป็นที่รู้จักและยอมรับในกลุ่มลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหารได้ไม่ต่ำกว่า 5-10%
ด้านนายทวี อภิรดีชนะ ผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมชาดอยแม่สลอง (กลุ่มคลัสเตอร์ชา) กล่าวว่า การรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกชาอินทรีย์ถือเป็นแนวทางที่ดีในการเริ่มต้น และเป็นแหล่งความรู้แก่เกษตรกรผู้ปลูกชาที่ยังใช้สารเคมีอยู่ในเห็นถึงความสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิต แม้ในช่วงเริ่มต้นจะต้องประสบภาวะขาดทุนอยู่บ้างประมาณ 3 ปี แต่หลังจากนั้นรายได้จะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากการหันมาปลูกชาอินทรีย์ที่กำลังเป็นที่ต้องการในตลาดโลก เนื่องจากชาอินทรีย์มีมูลค่าสูงกว่าชาปกติกว่า 10 เท่า เช่น ชาอู่หลงเบอร์ 12 มีราคาสูงกว่าชาปกติถึงกิโลกรัมละ 2,000 บาท และเบอร์ 17 ราคา 1,000-3,600 บาท/กก.
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาชาอินทรีย์จากดอยสลอง ยังประสบปัญหาหลายด้าน เช่น บรรจุภัณฑ์ การรับรู้ในวงกว้าง และการสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกร ให้หันมาปลูกชาอินทรีย์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นข้อจำกัดทำให้ชื่อเสียงชาอินทรีย์ดอยแม่สลองไม่เป็นไปตามคาด รวมถึงเกษตรกรหลายรายกลายเป็นผู้รับจ้างผลิตให้ต่างชาติ (OEM) เพื่อนำไปติดแบรนด์เอง ซึ่งหากมีการสร้างแบรนด์ “ชาอินทรีย์ ดอยแม่สลอง” ให้ชัดเจน จะกลายเป็นจุดขายสำคัญซึ่งสิ่งเหล่านี้ทางกรมฯ จะเร่งดำเนินการ พร้อมหาที่ปรึกษาเฉพาะด้านลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป
* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SME ผู้จัดการออนไลน์" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมายคลิกที่นี่เลย!! * * *



