ปาล์มน้ำมันเป็นพืชพลังงานที่มีความต้องการเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มมากเป็นอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย ปัจจุบันมีเกษตรกรไทยปลูกปาล์มน้ำมันมากกว่า 1.28 แสนครัวเรือน และมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 4.28 ล้านไร่
ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สวก. กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศเรายังคงประสบปัญหาในเรื่องของพันธุ์ปาล์มน้ำมันอยู่มาก ทั้งปัญหาพันธุ์ปาล์มที่ให้ผลผลิตต่ำและปัญหาพื้นที่ในการปลูก เนื่องจากธรรมชาติของปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการน้ำค่อนข้างสูง การปลูกปาล์มในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานจึงมักจะประสบปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่องจนทำให้ผลผลิตต่ำ ส่วนภาคกลางก็สามารถปลูกได้ในพื้นที่บางส่วน และปัญหาอื่นๆ เช่น ราคาผลปาล์มดิบตกต่ำ พันธุ์ปาล์มน้ำมันคุณภาพต่ำ เป็นต้น
“สวก.จึงได้ระดมสมองจากนักวิชาการเพื่อทำการวิจัยร่วมกันแบบบูรณาการ เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ปาล์มน้ำมันให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น โดยที่เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง และสามารถปลูกได้ผลผลิตดีในทุกภาคของประเทศไทย และริเริ่ม “โครงการปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้ำมันแบบก้าวกระโดด” ซึ่งเป็นการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแทนการใช้เมล็ด โดย สวก.ได้ให้ทุนสนับสนุนแก่ 5 หน่วยงาน ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กรมวิชาการเกษตร และ หจก.โกลด์เด้นเทเนอร่า จังหวัดกระบี่ หลังจากริเริ่มจนตอนนี้มาเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งในปัจจุบันเรามีทีมนักวิจัยได้ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ต้นปาล์มคุณภาพดี และได้ต่อยอดไปสู่โครงการต้นแบบในการขยายผลปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีไปสู่เกษตรกรได้ในขณะนี้”
ด้าน นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อให้ผู้ผลิตปาล์มน้ำมันได้สายพันธุ์ปาล์มที่มีคุณภาพ ดังนั้นจึงเปิดจำหน่ายต้นกล้าปาล์มน้ำมันให้แก่ผู้สนใจและเกษตรกรที่สนใจสั่งซื้อต้นกล้าปาล์มน้ำมันที่ได้ติดต่อสอบถามเข้ามายัง สวก. และ มก.เป็นจำนวนมากผ่านโครงการปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้ำมันแบบก้าวกระโดด ซึ่งเชื่อว่าโครงการดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันเท่านั้น แต่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้แก่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันด้วย และยังช่วยให้ประเทศไทยของเราสามารถก้าวไปยืนอยู่แถวหน้าในวงการการผลิตอุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซลในอนาคตอีกด้วย
ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง สถาบันจีโนม ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หัวหน้าโครงการต้นแบบในการขยายผลปาล์มน้ำมันไปสู่เกษตรกร กล่าวว่า หจก.โกลด์เด้นเทเนอร่า จังหวัดกระบี่ เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดหาคู่ผสมที่เหมาะสม โดยจัดหาพ่อแม่พันธุ์ปาล์มที่ให้ผลผลิตสูง และสามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมภูมิอากาศในบ้านเรา มาเพาะเนื้อเยื่อขยายพันธุ์ปาล์มมาปลูกทดสอบในเมืองไทย
โดยทำการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์อย่างละ 4 ต้นมาผสมกันจนได้จำนวนคู่ผสม 16 คู่ผสม โดยผลสุกนำมาเพาะให้เกิดเมล็ดงอกเพื่อทำเป็นต้นกล้า จากนั้นจึงนำไปปลูกทดสอบตามภาคต่างๆ ซึ่ง 16 คู่ผสมนี้มาจากแม่พันธุ์ดูรา (DURA) ที่คุณสมบัติเด่นคือมีกะลาหนา ให้ผลผลิตสูง เปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำ และพ่อพันธุ์ฟิซิเฟอรา (Fisifera) ซึ่งให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง ไม่มีกะลา ให้ผลผลิตต่ำ มาผสมกันกลายเป็นลูกผสมเทเนรา (Tenera) ซึ่งเมื่อผสมออกมาแล้วผลที่ได้คือกะลาบาง ให้ผลผลิตสูง และเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง
ทั้งนี้ ใช้เทคโนโลยีในการผลิตพันธุ์ปาล์มน้ำมัน โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและ DNA ตรวจความบริสุทธิ์ของพันธุ์ปาล์มน้ำมัน ที่ตรวจสอบความผิดปกติของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ ซึ่งจะให้ความสม่ำเสมอเท่ากันกว่าการใช้เมล็ด ช่วยในการเพิ่มจำนวนต้นปาล์มที่จะใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ทั้งต้นที่เป็นดูราและฟิซิเฟอรา ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการสร้างเมล็ดลูกผสมถูกลง
ปัจจุบันประสบความสำเร็จเพราะสามารถย่นระยะเวลาให้สั้นลง และได้พันธุ์ปาล์มที่ดี มีปริมาณของน้ำมันที่สูงมากขึ้น และการทดลองปลูก ณ สถานีทดลองเกษตรจังหวัดขอนแก่น ศรีสะเกษ และหนองคายได้รับผลเป็นที่น่าพอใจ โดยปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์ดี ARDA จะให้ผลผลิตที่ไม่ต่ำกว่า 5 ตัน/ไร่/ปี ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเมื่ออายุ 8 ปี โดยมีอัตราการให้น้ำมันต่อทะลายสูงเฉลี่ย 25-26% ผลผลิตจำนวนทะลายปาล์มสด 15-20 ทะลาย/ต้น/ปี เนื้อหนา กะลาบาง ลักษณะลำต้นสูงปานกลาง ความสูงเฉลี่ย 40-50 ซม./ปี ซึ่งสะดวกแก่การเก็บเกี่ยวและดูแลรักษา สามารถปรับตัวได้ดีและให้ผลผลิตสม่ำเสมอตลอดปีในทุกพื้นที่ ในทุกสภาพอากาศ ที่สำคัญสามารถทนแล้งนาน 90 วัน
ขณะเดียวกันก็จะได้ต้นเมล็ดลูกผสมที่เป็นเทเนราที่เป็นสายพันธุ์ดีเป็นจำนวนมากที่สามารถ 1. เพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันให้สูงขึ้น 2. เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ 3. เพิ่มน้ำหนักและจำนวนทะลายของผลปาล์ม 4. ได้ปรับปรุงต้นให้เตี้ยลง 5. สามารถทนทานต่อความแห้งแล้ง และ 6. ต้านทานโรค และสามารถปลูกได้ครบในทุกพื้นที่ของประเทศ เนื่องจากปาล์มซึ่งเป็นพืชพลังงานทดแทนที่ให้ปริมาณน้ำมันที่สูงสามารถนำไปผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซลแทนน้ำมันดีเซลได้ ดังนั้น ผู้ปลูกและผู้ประกอบการน้ำมันให้ความสนใจโครงการนี้อย่างมาก เพราะสามารถรองรับวิกฤตการใช้พลังงานที่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ เป็นอีกก้าวแห่งความสำเร็จของนักวิจัยไทย โดยผ่านการสนับสนุนของ สวก.ที่ได้เร่งสนับสนุนและต่อยอดงานวิจัยชิ้นนี้ ได้ลงสู่ภาคการผลิตและเกษตรกรไทย เพื่อช่วยยกระดับประเทศให้มีการพัฒนาด้านการเกษตรที่ยั่งยืน ผู้สนใจ ติดต่อสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เลขที่ 2003/61 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือ โทร. 0-2579-9738 ต่อ 3306
* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า “SME ผู้จัดการออนไลน์” รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมาย คลิกที่นี่เลย!! * * *


