สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ NARIT ส่งมอบอุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย "CE-7 MATCH" ให้จีน เพื่อนำไปติดตั้งกับยานโคจรรอบดวงจันทร์ในภารกิจฉางเอ๋อ 7 เตรียมขึ้นสู่อวกาศกลางปี 2569 พิธีรับมอบจัดขึ้น ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์อวกาศแห่งชาติจีน (NSSC) สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (CAS) ได้รับเกียรติจากนางสาวพสุภา ชินวรโสภาค อัคราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ประจำสถานเอกอัคราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ทีมผู้บริหาร และวิศวกรของทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน
อุปกรณ์ CE-7 MATCH (Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope) เป็นผลงานความร่วมมือระหว่างทีมวิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ไทย นำโดย NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสถาบันวิจัยชั้นนำของจีน ได้แก่ องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) โครงการสำรวจดวงจันทร์ของจีน (CLEP) ห้องปฏิบัติการสำรวจอวกาศห้วงลึก (DSEL) และหน่วยงานภายใต้สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences: CAS) ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์อวกาศแห่งชาติจีน (NSSC) สถาบันทัศนศาสตร์ กลศาสตร์ขั้นสูงและฟิสิกส์แห่งฉางชุน (CIOMP) สถาบันฟิสิกส์สมัยใหม่ (IMP) รวมถึงมหาวิทยาลัยจี๋หลิน เริ่มดำเนินการในช่วงต้นปี 2567
การพัฒนาอุปกรณ์ CE-7 MATCH แบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ได้แก่ การสร้างและทดสอบ Electrical Model (EM) ในช่วงเดือนตุลาคม 2567 - กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อจำลองการทำงานในสภาพแวดล้อมอวกาศ พร้อมทดสอบระบบอิเล็กทรอนิกส์ แหล่งจ่ายพลังงาน การสื่อสาร และระบบควบคุม รวมถึงการทดสอบแรงสั่นสะเทือนจากจรวดนำส่ง และสภาพแม่เหล็กไฟฟ้าที่คล้ายคลึงกับการปฏิบัติภารกิจจริงในอวกาศ
จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการสร้าง Qualified Model (QM) ในช่วงเดือนมีนาคม - กรกฎาคม 2568 โดยไทยได้พัฒนาโครงสร้างชิ้นส่วนจำนวน 81 ชิ้นขึ้นเองทั้งหมด ณ ห้องปฏิบัติการขึ้นรูปชิ้นงานเชิงกลความละเอียดสูง ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จ. เชียงใหม่ โดยใช้วัสดุแมกนีเซียมอัลลอย (MB15) ที่ผ่านมาตรฐานการใช้งานในอวกาศ น้ำหนักเบา แข็งแรง และทนความร้อน พร้อมเคลือบนิเกิลและสีขาวเพื่อลดการดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์ ในขั้นตอนนี้ได้ทดสอบทั้งระบบไฟฟ้าและเชิงกลอีกครั้ง เพื่อแก้ไขข้อจำกัดและข้อผิดพลาดจาก Electrical Model
ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือการประกอบ Flight Model (FM) สำหรับการติดตั้งจริงบนยานโคจรรอบดวงจันทร์ในภารกิจฉางเอ๋อ 7
โครงการฉางเอ๋อ และ บทบาทของทีมวิศวกรไทย
โครงการฉางเอ๋อ เป็นโครงการสำรวจดวงจันทร์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เริ่มส่งยานสำรวจดวงจันทร์ครั้งแรกในปี 2007 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีภารกิจที่มีชื่อเสียงหลายลำ ล่าสุดเช่น ฉางเอ๋อ 5 ที่สามารถนำดินจากดวงจันทร์กลับมายังโลกได้ และฉางเอ๋อ 6 ที่สามารถลงจอดบนดวงจันทร์ด้านไกลและเก็บตัวอย่างกลับมายังโลกได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก
สำหรับภารกิจฉางเอ๋อ 7 มีเป้าหมายเพื่อไปสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์ที่คาดว่าอาจมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานในโครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station : ILRS) ประกอบด้วยยานโคจรรอบ (orbiter) ยานลงจอด (lander) รถสำรวจ (rover) ยานกระโดดสำรวจ (hopper) และดาวเทียมถ่ายทอดสัญญาณ (relay satellite)
ประเทศไทยได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่จะติดตั้งไปกับยานดังกล่าว เพื่อโคจรรอบดวงจันทร์ นั่นคือ CE-7 MATCH ขนาด 14.6 × 14.5 × 26.5 เซนติเมตร มีภารกิจหลักคือการวัดอนุภาคพลังงานสูงในวงโคจรรอบดวงจันทร์ เพื่อตรวจสอบผลกระทบของรังสีคอสมิกและพายุสุริยะที่จะส่งผลต่อระบบเทคโนโลยี โดยทีมวิศวกรไทยมีบทบาทสำคัญดังนี้
- ออกแบบและวิเคราะห์โครงสร้างอุปกรณ์ให้มีน้ำหนักเบา แข็งแรง และทนทานต่อสภาพแวดล้อมในอวกาศ
- พัฒนาซอฟต์แวร์การทำงานของวงจรรวมที่ออกแบบเพื่อการใช้งานเฉพาะ (ASICs) เพื่อระบุทิศทางของรังสีคอสมิกที่เข้ามาชนหัววัด
- พัฒนาซอฟต์แวร์ประมวลผลข้อมูลและอัลกอริทึมในการวิเคราะห์ข้อมูล
- พัฒนาชิ้นส่วนเชิงกลความละเอียดสูง ด้วยความละเอียดสูงสุด 5 ไมโครเมตร สำหรับ Qualified Model (QM) ซึ่งใช้วัสดุแมกนีเซียมอัลลอยมาทำเป็นโครงสร้าง เนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่าอลูมิเนียมถึง 40% โดยกระบวนการขึ้นรูปชิ้นงานมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้ความระมัดระวัง แม้สะเก็ดเพียงเล็กน้อยก็อาจลุกติดไฟได้ ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและชำนาญเป็นพิเศษ และ ยังไม่มีหน่วยงานรัฐใดในประเทศไทยเคยขึ้นรูปด้วยวัสดุชนิดนี้มาก่อน
หลังจากพิธีส่งมอบ วิศวกรไทยจะเข้าร่วมการสอบเทียบพลังงานและทิศทางของหัววัดกับแหล่งพลังงานรังสีมาตรฐาน เพื่อทดสอบคุณภาพการตอบสนองของหัววัดในแต่ละมุม และปรับปรุงซอฟต์แวร์ให้สามารถบอกทิศทางของแหล่งรังสีได้อย่างแม่นยำ ก่อนปล่อยสู่อวกาศในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569
ความสำเร็จในการพัฒนาและส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ไทยด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูง และเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างไทย-จีน โครงการนี้ไม่เพียงยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรไทย แต่ยังสร้างโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีและข้อมูลขั้นสูงที่จำเป็นต่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านอวกาศ อันจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมนานาชาติ และเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว