xs
xsm
sm
md
lg

SARS-CoV-2

เผยแพร่:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน


บุคลากรทางการการแพทย์ในอู่ฮั่นที่เป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดไวรัสโควิด-19 ตรวจสอบข้อมูลหลังเก็บตัวอย่างจากผู้เข้าข่ายติดเชื้อไปตรวจสอบ (Hector RETAMAL / AFP)
เมื่อเวลา 1 ทุ่มของวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ.2019 สถาบันไวรัสวิทยา (Institute for Virology) แห่งเมือง Wuhan ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑล Hubei ในจีนตอนกลางได้รับสารคัดหลั่งตัวอย่างจากคนไข้โรคปอด ยาม 2 คน ซึ่งมีอาการไข้ไม่ธรรมดา ทางศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Center for Disease Control and Prevention) ได้ให้ความเห็นจากผู้ป่วยคงได้รับไวรัสโคโรน่า (coronavirus) สายพันธุ์ใหม่จึงใคร่ขอความเห็นเป็นการยืนยันจากสถาบันไวรัสวิทยา

ประเด็นที่น่าสะพรึงกลัว คือ ถ้านักวิจัยพบว่ามันเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่จริง ทุกคนก็จะตระหนกตกใจมาก เพราะนั่นหมายความว่า การระบาดได้เริ่มขึ้นแล้ว และอาจจะรุนแรงเท่าหรือกว่าการระบาดของโรคติดเชื้อ SARS (severe acute respiratory syndrome) ที่ได้ทำให้ประชากรโลกใน 37 ประเทศจำนวน 9,098 คน ล้มป่วย และคน 787 คนเสียชีวิต และในที่สุดการระบาดก็ได้สิ้นสุดในปี 2003

ทันทีที่ได้รับการขอร้อง ผู้อำนวยการของสถาบันไวรัสวิทยาก็ได้บัญชาให้ Shi Zhengli ซึ่งเป็นนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านสายพันธุ์ของไวรัสดำเนินการ

Shi เป็นนักไวรัสวิทยาที่ได้ทำงานด้านนี้มากว่า 16 ปีแล้ว และเป็นคนมีชื่อเสียงในฐานะที่พบสาเหตุของโรคติดเชื้อ SARS ว่ามาจากค้างคาว เธอจึงนั่งรถไฟความเร็วสูงจาก Shanghai กลับ Wuhan ทันที และครุ่นคิดมาตลอดทางว่า Wuhan ไม่น่าจะเป็นแหล่งกำเนิดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ความรู้ที่เธอได้จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า กวางตุ้ง กวางสี และยูนนานน่าจะเป็นแหล่งกำเนิดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่มากกว่า เพราะตลาดเนื้อสัตว์ป่าในสามเมืองดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่าที่ Wuhan มากหรือว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้เล็ดรอดออกมาจากห้องปฏิบัติการของเธอ

บุคลากรทางการการแพทย์ในอู่ฮั่นที่เป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดไวรัสโควิด-19  เก็บตัวอย่างจากผู้เข้าข่ายติดเชื้อไปตรวจสอบ (Hector RETAMAL / AFP)
ในขณะที่ Shi ยังไม่ทราบเรื่องนี้ชัด โรคติดเชื้อก็ได้ระบาดไปทั่วจีน และต่างประเทศทำให้คนกว่า 200,000 คน ติดเชื้อ และกว่า 50,000 คนเสียชีวิต และในที่สุดคณะวิจัยของเธอก็ได้พบว่า มันเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ได้กลายพันธุ์มาจาก SARS จริง

จากประสบการณ์ที่ได้ศึกษาค้างคาวมาตั้งแต่ปี 2015 ในพื้นที่เมือง Nanning ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑล Guangxi เพราะที่นั่นมีค้างคาวมาก และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงได้รายงานว่าคนขายชะมด (ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พบมากในเอเชียและแอฟริกา) ติดโรคที่มีอาการคล้าย SARS เธอจึงนำค้างคาว มาตรวจเลือด ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย และพบว่าค้างคาวคือแหล่งของ coronavirus ที่หลากหลายสายพันธุ์ซึ่งสามารถสร้างสายพันธุ์ใหม่ได้โดยการถ่ายทอดไปสู่สัตว์อื่น เช่น Hendra virus จากม้าสู่คนกับ Nipahvirus จากหมูสู่คน แต่ม้า หมูก็เป็นทางผ่านหาใช่ต้นเหตุของไวรัสโคโรน่าไม่

ปัจจุบันนี้นักวิชาการรู้ว่า ไวรัส COVID-19 ที่กำลังคร่าชีวิตคนเป็นว่าเล่นเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในวงศ์ corona เดียวกับ SARS จึงมีชื่อใหม่เป็นทางการว่า SARS-CoV-2 เลข 2 แสดงว่า เป็น SARS รุ่น 2 (แต่ในที่นี้จะเรียกชื่อที่ทุกคนคุ้นคือ COVID-19)

จากตลาดค้าเนื้อสัตว์ป่า (ค้างคาว นิ่ม ชะมด) ในเมือง Wuhan เชื้อ COVID-19 ได้ระบาดไปทั่วโลกทำให้คนใน 200 ประเทศกว่า 500,000 คนติดเชื้อ และเสียชีวิตกว่า 23,000 คน

ตัวเลขนี้ทำให้ทุกคนกลัวและกังวล เพราะตนแทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับศัตรูที่มองไม่เห็นเลยว่า เข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร ใช้เส้นทางใด ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอย่างไร โอกาสการรักษาให้หายขาดมีหรือไม่ จะป้องกันโรคนี้ได้อย่างไร การระบาดจะสิ้นสุดเมื่อใด จะมีวัคซีนป้องกันได้หรือไม่ และเมื่อไร ไวรัสตัวนี้จะกลายพันธุ์ได้อีกไหม เมื่อไร และจะมีผลกระทบอย่างไร เหล่านี้คือ คำถามที่ทุกคนสนใจใคร่รู้คำตอบ

ข้อมูลปัจจุบันแสดงว่า การระบาดของ COVID-19 รุนแรงและร้ายแรงกว่าการระบาดของ SARS ประมาณ 1,000 เท่า

ทันทีที่รู้ว่า การระบาดได้เกิดขึ้นแล้ว รัฐบาลจีนได้พยายามสกัดกั้นการระบาดอย่างจริงจัง และฉับพลัน โดยการปิดเมือง Wuhan และเมืองใกล้เคียงไม่ให้ใครเข้า-ออก และได้ออกประกาศเตือนคนจีนทุกคนว่า มีสิทธิ์ได้รับเชื้อไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนชรา การติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในทุกสถานที่ ถ้ามีการมั่วสุม พบปะ แตะเนื้อต้องตัวกับผู้มีเชื้อในตัว (ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว) โดยการได้รับเชื้อจากการไอ จาม เข้าทางจมูก ปาก ตา และถ้าคนที่ได้รับเชื้อมีสุขภาพไม่ดี หรือเป็นโรคร้ายที่เรื้อรัง เช่น เบาหวาน มะเร็ง ความดันโลหิตสูง ฯลฯ เขาก็มีโอกาสเสียชีวิตค่อนข้างมาก

สถิติในจีนแสดงให้เห็นว่า คนที่เป็นโรคต่างๆ มีโอกาสการเสียชีวิต ดังนี้ โรคหัวใจ 10.5% โรคเบาหวาน 7.5% โรคหอบหืด ปอดอักเสบ 6.3% โรคความดันโลหิตสูง 6% โรคมะเร็ง 5.6% ส่วนคนที่ไม่เป็นโรคอะไรเลย โอกาส RIP จะเท่ากับ 0.9%

ในส่วนของอาการเริ่มเป็นนั้น เริ่มด้วยจะมีไข้สูง และมีอาการไอแห้ง คือ ไอแบบไม่มีเสมหะ และทันทีที่รู้ว่า “เป็น” ก็ควรแยกตัวจากผู้อื่นทันที เพราะการระบาดจะเริ่มแล้ว

สำหรับความรวดเร็วในการระบาดนั้น นักระบาดวิทยาได้ สร้างแบบจำลองการระบาด โดยใช้พารามิเตอร์ R0 บอกการแพร่เชื้อระหว่างคน ถ้า R0 = 1 แสดงว่า คน 1 คนจะทำให้คน 1 คนติดเชื้อ นี่เป็นการระบาดเชิงเส้น แต่ในกรณี COVID-19 R0 มีค่าประมาณ 2.6 ดังนั้น การระบาดจะเป็นแบบ exponential ซึ่งหมายความว่า ถ้ามีคนติดเชื้อ 5 คนการระบาดจะทำให้ในเวลาต่อมา มี 18, 52, 140, 350 … และนี่ก็คือ สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ ตามปกติ R0 ­จะมีค่าไม่คงตัว โดยจะเปลี่ยนตามสถานการณ์

เมื่อติดเชื้อสถิติของจีนแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกคนต้องตายเพราะ 81% จะรักษาหาย 14% มีอาการหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล และ 5% ต้องเข้า ICU

ในการเข้าสู่ร่างกายคนนั้น แพทย์ได้พบว่า ไวรัสจะใช้ยอดแหลมจำนวนมากที่อยู่ตามผิวของมัน จับคู่กับ receptor ตัวรับรู้ที่อยู่ตามผนังเซลล์ปอด แล้วแทรกตัวลงไปภายในเซลล์ปอด จากนั้นจะเข้าคุมการทำงานของ golgi apparatus ในเซลล์ เมื่อผลิตไวรัสน้อยๆ ออกมามากมายเพื่อทำลายปอด จนกระทั่งไม่สามารถนำออกซิเจนไปสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ นั่นคือ ปอด จะอักเสบอย่างรุนแรง การหายใจจะติดขัด เพราะร่างกายไม่มีออกซิเจนอย่างเพียงพอ

ด้วยเหตุนี้การรักษาจึงต้องใช้วิธีทำลายการจับคู่ระหว่าง “หนาม” บนตัวไวรัสกับตัวรับรู้ ACE2 ที่เซลล์ปอดไม่ให้เกิดขึ้น การบล็อกการจับคู่จึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะใช้ในการรักษา ซึ่งอาจทำได้เพราะปัจจุบันนักวิจัยจีนที่ National Engineering Research Center for the Emergence Drugs ที่กรุงปักกิ่ง กำลังหาวิธีบล็อกการจับคู่นี้อยู่โดยใช้เทคนิค bioinformatics, supercomputer เพื่อวิเคราะห์ genome ของไวรัส COVID-19 และ ACE2 receptor แล้วหาวิธีไม่ให้มันจับคู่กัน

การรักษาอีกวิธีหนึ่ง คือ (ถ้าวิธีแรกไม่ได้ผล) และไวรัสสามารถเข้าไปในเซลล์ปอดได้ ก็ต้องหาวิธีบล็อกการทำงานของ RNA ในไวรัสไม่ให้ผลิตลูกไวรัส คือ ไม่ให้เชื้อแพร่ (replicate) จนเยื่อหุ้มปอดพัง

และวิธีสุดท้ายในการรักษา คือ กระตุ้น T-cell ในร่างกายให้ทำงานอย่างแข็งขัน และมีจำนวนมากพอ จะต่อสู้ไวรัสการเสียชีวิตของผู้ชรา ส่วนใหญ่เกิดจากการมี T-cell น้อย และไม่แข็งแรง

เหล่านี้คือ วิธีที่จะรักษา โดยนักวิชาการจะหาทั้งยาและวัคซีน กระนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าเราจะมีวัคซีนเมื่อไร แต่ในส่วนของยานั้นแพทย์ได้ใช้ยาที่ใช้รักษา SARS เพราะไวรัสจับกับ recptor เดียวกัน

ประชาชนในอู่ฮั่นเข้าคิวรอรับการตรวจเชื้อโควิด-19 (Hector RETAMAL / AFP )
สำหรับการป้องกันตนเอง แพทย์ขอให้ล้างมือด้วยสบู่บ่อย เพราะสบู่มีโมเลกุลที่สามารถฆ่าไวรัสได้ เช่น เวลาไวรัสมาจับติดที่ผิวหนังโมเลกุลของสบู่สามารถไชทะลุผนังของไวรัสลงไปฆ่ามันได้ ดังนั้น ถ้าล้างผิวหนังด้วย gel ไวรัสที่ตายไปแล้วก็จะถูกชะไปจนหมด แต่ถ้าไม่หมดไวรัสก็อาจสืบพันธุ์ได้ใหม่อีกภายในเวลา 20 นาที

ในประเทศเกาหลี การตรวจไข้ก่อนระบาดทำได้บ่อย และดี เพราะใช้เครื่องตรวจที่มีประสิทธิภาพสูง และคนเกาหลีเป็นคนมีวินัย ดังนั้น อัตราการเสียชีวิตจึงน้อย ซึ่งแตกต่างจากอิตาลีและสเปน หรือแม้แต่อเมริกาเอง ที่บริการสาธารณสุขเรื่องยังไม่ดี และประเทศไม่ได้เตรียมตัวรับภัยระบาดชนิดนี้เลย

ในขณะที่ประเทศจีนมีสถานพยาบาลทดลองยาที่อาจใช้รักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 กว่า 80 แห่ง

ยาที่ว่ามีหลายชนิด เช่น ยารักษา HIV ชื่อ lopinavir และ ritonavir เพราะสามารถบล็อก enzyme ที่ไวรัสใช้แพร่พันธุ์ได้ และยา remdesvir เพราะพบว่า รักษาโรคติดเชื้อ COVID-19 ในสัตว์ได้

แพทย์จีนบางคนได้ลองใช้ยา chloroquine ที่ใช้รักษามาลาเรีย ฆ่าไวรัส COVID-19 และบางคนใช้ยาพื้นบ้านของจีน คือ shuanghuaglian ที่สกัดได้จากผล lianqiao (Forsythiae fructus) รักษา

การใช้ยาทั้งพื้นบ้านและทันสมัยทำให้เกิดปัญหาในการตัดสินว่า ยาอะไรดีหรือไม่ดี เพราะการเปรียบเทียบประสิทธิภาพทำได้ยาก ดังนั้น WHO จึงได้เข้ามาจัดการสร้างมาตรฐานการใช้ยาให้เป็นแบบเดียวกัน โดยใช้เทคนิคปัจจุบันตรวจสอบคุณภาพยาพื้นบ้าน

เมื่อยามีหลายรูปแบบที่กำลังทดลองใช้ WHO จะเป็นองค์กรกลางที่ตัดสินว่า ยาใดดีและยาอะไรไม่ได้เรื่อง รวมทั้งจะทำหน้าที่วิจัยเรื่องนี้ต่อไปในอนาคต ไม่ให้หยุดไปเหมือนกรณี SARS

อ่านเพิ่มเติมจาก Pandemic coronavirus: from the front lines ใน Nature, Vol.578 20 February 2020


สุทัศน์ ยกส้าน

ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" จาก "ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน" ได้ทุกวันศุกร์


กำลังโหลดความคิดเห็น...