ในปี 1957 นิสิตฟิสิกส์ที่กำลังศึกษาระดับปริญญาเอกคนหนึ่งจากมหาวิทยาลัย Princeton ในสหรัฐอเมริกาได้ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นแรกในชีวิต ปรากฏว่าไม่มีใครให้ความสนใจในผลงานของเขาเลย เพราะทุกคนคิดว่าสิ่งที่เขาเสนอเป็นเรื่องเหลวไหล เหลือเชื่อ และไม่จริง จากนั้นดอกเตอร์คนนั้นก็หายสาบสูญไปจากวงการวิชาการ เพราะเขาถูกสังคมฟิสิกส์ต่อต้าน ประณาม หยามเหยียด และดูแคลน เขาจึงไปสมัครทำงานเป็นวิศวกรทหารที่มีหน้าที่วิเคราะห์โครงการผลิตอาวุธเพื่อป้องกันประเทศ แต่วิถีชีวิตของเขาก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จึงหันไปสูบบุหรี่จัดและดื่มสุราหนัก จนป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง และโรคซึมเศร้า อีกทั้งฐานะก็กำลังอยู่ในสภาพล้มละลาย ในที่สุดเขาก็เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจในวัย 51 ปี เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ.1982 ด้านลูกสาวก็ป่วยเป็นจิตเภท และได้สมรสกับคนติดยา แต่ในที่สุดก็ฆ่าตัวตาย
ชีวิตของชายคนนี้จึงเป็นชีวิตที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อถึงวันนี้ Hugh Everett III เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งผู้ได้เคยเสนอทางออกของทฤษฎีควอนตัมให้นักฟิสิกส์เข้าใจในความลึกลับของกลศาสตร์ควอนตัม ด้วยการนำเสนอแนวคิดเรื่องพหุภพ (multiverse) หลายโลก (many worlds) เอกภพคู่ขนาน (parallel universe) ฯลฯ ให้นักฟิสิกส์ขบคิด
Hugh Everett III เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ.1930 ที่กรุง Washington D.C. ในสหรัฐอเมริกา และเติบโตที่นั่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อบิดาถูกส่งไปประจำการที่เยอรมนีตะวันตก Everett ได้เดินทางไปพำนักกับบิดาเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วกลับไปศึกษาระดับปริญญาตรีต่อที่อเมริกา ในสาขาวิศวกรรมเคมีที่ The Catholic University of America หลังจากนั้นก็ได้ทุนของ National Science Foundation ไปเรียนฟิสิกส์ระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย Princeton เมื่อได้เรียนกลศาสตร์ควอนตัมที่ Robert Dicke สอน ก็รู้สึกชอบมากถึงระดับคลั่งไคล้
นอกจากกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว Everett ยังได้เรียนวิชา Methods of Mathematical Physics ที่ Eugene Wipner (รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 1963) สอนด้วย ซึ่งทำให้ Everett เข้าใจความสำคัญของการประยุกต์ใช้ทฤษฎีเกม (game theory) ในทางทหาร หลังจากที่เวลาผ่านไป 2 ปี Everett ก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท และหันไปสนใจทำวิจัยเรื่องจักรวาลวิทยาที่ใช้กลศาสตร์ควอนตันเป็นพื้นฐาน โดยมี John Archibald Wheeler เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา คนทั้งสองได้เสนอผลงานวิจัย 1 ชิ้น เรื่อง Wave Mechanics Without Probability (กลศาสตร์คลื่นที่ไม่ต้องใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็น) แต่ Wheeler ไม่ชอบชื่อของบทความ เพราะชื่อที่ Everett ตั้งมีนัยขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของกลศาสตร์ควอนตัมอย่างสิ้นเชิง Wheeler จึงเสนอให้ใช้ชื่อใหม่ว่า “The Theory of the Universal Wave Function” (ทฤษฎีของฟังก์ชันคลื่นสากล)
เมื่องานวิจัยนั้ได้รับการตีพิมพ์ในเดือนกันยายน 1956 Everett ก็ได้งานทำที่ Weapons Systems Evaluation Group โดยทำวิจัยด้าน Computer Modelling เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานของอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นความลับทางทหาร ผลงานจึงตีพิมพ์เผยแพร่ไม่ได้
ถึงฤดูใบไม้ผลิปี 1957 Everett ได้สอบป้องกันวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เมื่อผ่านการสอบเขาได้เขียนบทความสั้นๆ ร่วมกับ Wheeler เพื่อลงเผยแพร่ในวารสาร Reviews of Modern Physics ฉบับเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1957
Everett ได้แต่งงานกับ Nancy Gore และมีลูก 2 คน ชื่อ Elizabeth กับ Mark Oliver
ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 1959 อาจารย์ Wheeler ได้ขอให้ศิษย์ Everett เดินทางไป Copenhagen เพื่อสนทนาฟิสิกส์กับ Niels Bohr (รางวัลโนเบลฟิสิกส์ปี 1922) เพราะ Everett ไม่เห็นด้วยกับ Bohr ในการแปลความหมายของฟังชันก์คลื่น ดังเวลา Bohr อธิบายว่า แม้อิเล็กตรอนสามารถอยู่ในอะตอมโดยมีพลังงานได้หลายค่าพลังงาน และในหลายสถานที่ได้ในเวลาเดียวกัน แต่เวลานักทดลองลงมือวัดสมบัติของอิเล็กตรอน จากพลังงานต่างๆ ที่เป็นไปได้ และหลายสถานที่ๆ อิเล็กตรอนอยู่ได้ ทุกอย่างจะยุบตัวรวมกันเหลือเพียงหนึ่งเดียว คือให้คำตอบพลังงาน และสถานที่เพียงค่าเดียว การอธิบายของ Bohr ในลักษณะนี้ Everett ไม่เห็นด้วยเลย เพราะเขาคิดว่าสถานะต่างๆ มิได้หายไปไหน แต่ไปปรากฏในเอกภพอื่น
แม้ Everett จะเพียรพยายามอธิบายความคิดและความเชื่อของเขาสักเพียงใด Bohr ก็ไม่ฟังและไม่เชื่อ อีกทั้งยังได้ปรามาส Everett ว่า โง่เพราะไม่เข้าใจความคิดพื้นฐานของกลศาสตร์ควอนตัมเลย
ในปี 1962 Everett ได้เดินทางไปเสนอวิธีคิดเรื่องฟังก์ชันคลื่นของเขาที่มหาวิทยาลัย Cincinnati ว่า ฟังก์ชันคลื่นที่แสดงสถานะต่างๆ ของอนุภาคมิได้ยุบตัว ตามที่ Bohr กล่าว แต่ได้กระจายแยกย้ายกันไป ด้านผู้สังเกตก็แยกออกจากกันเป็นจำนวนมากถึงอนันต์ เอกภพจึงมิได้มีเพียงหนึ่งเดียว แต่มีจำนวนมากนับอนันต์ คือ เป็นพหุภพ
ในปี 1970 Bryce De Witt ได้เขียนบทความเรื่อง Multiverses ตามแนวคิดของ Everett ลงในนิตยสาร Physics Today และได้รับการตอบรับที่ดีมาก
ในปี 1977 Everett ได้รับเชิญไปบรรยายในที่ประชุมนานาชาติที่ Wheeler จัดที่มหาวิทยาลัย Texas ในเมือง Austin และมีคนสนใจเข้าฟังมาก David Deutsch จึงได้เรียบเรียงความคิดของ Everett ให้คนทั่วไปอ่าน
ทั้งๆ ที่นักฟิสิกส์หลายคนสนใจและยอมรับ แต่ Wheeler ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา กลับไม่สบายใจที่มีชื่อปรากฏในผลงานร่วมกับ Everett จึงได้พยายามชักนำให้ Everett กลับคืนสู่โลกฟิสิกส์ธรรมดาของคนทั่วไป แต่ Everett ได้บอกอำลาฟิสิกส์และหายสาบสูญจากวงการด้วยความขมขื่น
ถึงเวลาดึกของวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ.1982 Everett ซึ่งเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง โรคอ้วน อีกทั้งสูบบุหรี่จัด และเป็นคนล้มละลายที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ ก็จบชีวิตด้วยอาการหัวใจวายที่บ้านในเมือง McLean รัฐ Virginia
หลังพิธีฌาปนกิจ ภรรยาได้เก็บเถ้าอังคารไว้เป็นเวลา 2 ปี แล้วนำไปทิ้งถังขยะตามที่สามีสั่ง ส่วนลูกสาว Elizabeth ก็เป็นโรคจิตเภทก็ได้ฆ่าตัวตายในปี 1996 ในจดหมายลาตาย เธอเขียนว่าเธอจะขอไปอยู่กับพ่อในเอกภพหน้า ที่เป็นคู่ขนานกับเอกภพนี้ อีก 6 ปีต่อมา ภรรยา Nancy ก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เหลือ Mark Oliver Everett เพียงคนเดียว ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ต่อในเอกภพนี้ โดยมีอาชีพเป็นนักร้อง และนักแต่งเพลงประจำวงดนตรี Eels
ในการให้สัมภาษณ์ ลูกชายของ Everett เล่าว่า พ่อเป็นคนดื้อรั้น ไม่เคยสนใจลูกทั้งสองคน ชอบใช้ความรุนแรงกับแม่ และมีความคิดว่า ชีวิตคือเกมที่ต้องเล่นให้สนุก จึงไม่ให้ความสำคัญกับชีวิตครอบครัวเลย
ในการแปลความหมายฟิสิกส์ควอนตัมนั้นทั้ง Everett และ Bohr ต่างก็ไม่ยอมรับในความเห็นของกันและกัน เพราะ Everett คิดว่า ฟังก์ชันคลื่นทุกฟังก์ชัน เป็นสิ่งที่ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่กระจายแยกจากกันไปในหลายเอกภพ ด้านนักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ ชื่อ H.G.Wells ก็คิดในทำนองเดียวกันว่า เรามีโลกนี้ โลกหน้า โลกอดีต โลกอนาคต และโลกทางเลือก ฯลฯ
แต่นักฟิสิกส์ส่วนมากคิดว่า แนวคิดนี้ออกแนวเหนือจริง (metaphysics) และเป็นมุมมองหนึ่งที่ใช้ทำนายปรากฏการณ์อะไรไม่ได้ จะพิสูจน์ว่าถูกต้องก็ไม่ได้ จะพิสูจน์ว่าผิดก็ไม่ได้
กระนั้น นักฟิสิกส์อีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ยังครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ต่อไป
ในหนังสือ The Many Worlds of Hugh Everett Ⅲ: Multiple universes mutual assured destruction, and the meltdown of a nuclear family ที่ Peter Byrne เรียบเรียง และจัดพิมพ์โดย Oxford University Press ในปี 2010 Byrne ซึ่งได้วิเคราะห์เอกสารที่ Everett ทิ้งไว้ในกล่องแล้วนำไปเก็บที่ใต้ถุนบ้านซึ่งอยู่ในรัฐ Virginia และไม่มีใครได้เปิดอ่านเลย Byrne ได้พยายามปะติดปะต่อเหตุการณ์ ความนึกคิด และความรู้สึกของ Everett ขณะเขียนเอกสารเหล่านั้น และกำลังทำความเข้าใจความหมายของกลศาสตร์ควอนตัมในมุมมองของ Everett เองว่า เอกภพจะต้องเกิดใหม่ทุกครั้งที่เราศึกษาอะตอม และอะไรต่างๆ ที่เป็นไปได้ จะมีเอกภพของมันเอง
หนังสือนี้ได้กล่าวสรุปว่า Everett เป็นคนที่มีเป้าหมายในชีวิต เป็นคนที่เชื่อในความบริสุทธิ์ของวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อถูกประณามและปรามาสโดย “ปราชญ์” เขาจึงหลบสังคม ติดสุรายาเมา และตายอย่างหมดอาลัยในชีวิตในที่สุด
ในการอ่านหนังสือนี้ ผู้อ่านก็จะเห็นอีกว่า John Wheeler นักฟิสิกส์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของ Everett ประสงค์ ”ร้าย” ต่อลูกศิษย์ เพราะเมื่อ Everett ไม่เห็นด้วยกับ Bohr ในการแปลความหมายของกลศาสตร์ควอนตัม Wheeler ได้จัดส่ง Everett ไปพบ Bohr เพื่อให้ Bohr “จัดการ” และหลังจากที่ Everett เสียชีวิต Wheeler ได้ขอถอนชื่อจากงานวิจัยที่ทำร่วมกับ Everett
ในภาพรวมเราจึงเห็นว่า Everett เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีควอนตัมที่เป็นฮีโร่ของนักอ่านนวนิยายไซไฟ ซึ่งได้เสนอทฤษฎีของพหุภพ อันเป็นที่ถกเถียงกันมากว่ามีจริงหรือไม่มี ก่อนที่นักฟิสิกส์จะรับรู้เรื่อง quantum decoherence ที่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดโอกาสความเป็นไปได้ที่เป็นพื้นฐานการแปลความหมายของกลศาสตร์ควอนตัมจึงสลายตัวให้เรามีประสบการณ์สัมผัสเพียงหนึ่งเดียว
แม้ทฤษฎีของ Everett จะเป็นที่รู้จักกันดี แต่วิถีชีวิตของเขากลับไม่เป็นที่รู้กันมาก แม้แต่ลูกๆ ก็รู้เพียงว่า เขาเป็นพ่อที่ห่างเหิน สูบบุหรี่จัด และติดเหล้า จนวาระสุดท้ายของชีวิต ชีวิตของ Everett จึงเป็นชีวิตที่แตกกระจายเป็นหลายเส้นทางเหมือนการแตกแยกของเอกภพเป็นพหุภพตามที่เขาคิด และจบลงอย่างเศร้าก่อนที่คนอื่นๆ จะให้อภัย
เกี่ยวกับผู้เขียน
สุทัศน์ ยกส้าน
ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
อ่านบทความ สุทัศน์ ยกส้าน ได้ทุกวันศุกร์


