xs
xsm
sm
md
lg

สธ.พบผู้ป่วย 4 รายจากอู่ฮั่น นำเข้าห้องแยกโรค ผลแล็บเป็น "หวัดใหญ่" 2 ราย อีก 2 ยังรอผล

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สธ.พบผู้ป่วยจากอู่ฮั่น 4 ราย นำเข้าห้องแยกโรคสถาบันบำราศฯ 3 ราย และ รพ.เอกชน 1 ราย เผยผลตรวจแล็บ 2 ราย เป็นไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A H3N2 และสายพันธุ์ C ไม่เกี่ยวไวรัสปริศนาที่จีน รอผลตรวจยืนยันครั้งที่ 2 ก่อนให้กลับบ้าน ส่วนอีก 2 ราย อยู่ระหว่างรอผลตรวจแล็บ ระบุทั้งหมดอาการดีขึ้น ไม่มีอาการรุนแรง "อนุทิน" มั่นใจคัดกรองได้ 100% ไม่มีหลุดรอด พร้อมเฝ้าระวังสายการบินจากฮ่องกง และสิงคโปร์ หลังเริ่มมีพบรายงานผู้ป่วย

วันนี้ (6 ม.ค.) ที่สถาบันบำราศนราดูร นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจความพร้อมห้องแยกโรคความดันลบ (Negative Pressure) สถาบันบำราศนราดูร เพื่อรองรับการเฝ้าระวังโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส ที่มีการระบาดอยู่ในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ว่า จากการตรวจเยี่ยมการคัดกรองโรคที่ท่าอากาศยานเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา และสถานที่รักษาในวันนี้ ถือว่าเรามีความพร้อมอย่างมาก ขอให้ความมั่นใจชาวไทยทุกคนและนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ เรายังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ มั่นใจว่าโรคที่เป็นความกังวลจะไม่แพร่ระบาดในประเทศไทย เพราะระบบคัดกรอง คัดแยก นำตัวผู้มีอาการเป็นไข้มารักษาเราทำ 100% อย่างห้องแยกโรคความดันลบที่ใช้แยกตัวผู้ป่วยนั้น ความกดอากาศภายในจะต่ำกว่าภายนอก เชื้อจากภายในจะแพร่ภายนอกไม่ได้ ซึ่งไทยต่อกรณีเช่นนี้มานักต่อนักแล้ว ทั้งกรณีโรคซาร์ส โรคเมอร์ส โรคไข้หวัดนก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ตนกังวลเรื่องความไม่เข้าใจ การรับข้อมูลไม่ถูกต้อง เพราะหากกระจายออกไป จะเป็นความตื่นตระหนก วิตกกังวลกับสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ซึ่งไม่เป็นผลดี

"ยืนยันว่าขณะนี้ไทยยังปลอดภัยทุกประการ คนติดเชื้อไม่ว่าสายพันธุ์ใด เรามั่นใจรักษาให้หายได้ปกติ ไม่มีการแพร่ของเชื้อในวงกว้างและทำอันตรายคนทั่วไปได้ ไม่มีอะไรเกินความสามารถด้านการแพทย์ของเรา ถ้ามีอะไรอันตรายก็มีมาตรการรองรับตามความรุนแรงสถานการณ์ ขณะนี้เราแจ้งไปยัง รพ.เอกชนทั่วประเทศ ถ้ามีคนไข้ที่มีอาการติดเชื้อหวัดเข้ามาขอรักษา และสงสัยว่ามาจากต้นทางที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังให้แจ้ง สธ. จะส่งรถพยาบาลไปรับ และผู้ที่เดินทางกลับมาจากจีน โดยเฉพาะอู่ฮั่น หากเจ็บคอ มีไข้ คัดจมูก ปวดศีรษะ อย่าช้า ให้ติดต่อมา โดยโทร.มาที่ 1422 จะรีบรับมาดูแล" นายอนุทิน กล่าว


นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศที่จคัดกรองนั้น สายการบินตรงจากอู่ฮั่นเรามีการแยกทางเข้าหรือเกตต่างหากซึ่งแต่ละวันก็มีประมาณ 2-3 ไฟลท์ เช่น สุวรรณภูมิ 3ไฟลท์ ดอนเมือง 2 ไฟลท์ ซึ่งไม่ได้มากเกินความสามารถที่จะหลุดจากการควบคุม นักท่องเที่ยวจะได้รับการ์ดที่มีคิวอาร์โคด หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ให้สแกนคิวอาร์โคดที่ระบุวิธีปฏิบัติตัว รวมถึงให้บอกหัวหน้าทัวร์ ไกด์ โทร.มา1422 ก็จะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมีคนไข้ที่เดินทางมาจากอู่ฮั่น 4 รายที่อยู่ในความดูแลในห้องแยกโรค วันนี้ตนก็มาเยี่ยม ซึ่งบางรายทราบข่าวว่ากลับมาแล้วหากมีไข้ให้รีบสงสัย ก็ติดต่อเข้ามาทันที ซึ่งต้องขอบคุณเพราะถือว่าช่วยเรื่องการควบคุมโรคให้ลดความรุนแรง แต่จากอาการที่รายงานนั้น ไม่ใช่หวัดต้นเหตุของปัญหาที่จีน บางรายผลออกมาแล้วว่าเป็นหวัดทั่วไป แต่ที่ต้องแยกตัวไว้ก่อน เพราะเราต้องสันนิษฐานทำเกินไว้ก่อน เพื่อมั่นใจป้องกันการระบาดของโรคได้ ดังนั้น ข่าวดีคือยังไม่มีโรคเข้าไทย สามารถดูแลควบคุมจำกัดขอบเขตการแพร่เชื้อได้ ขอให้คลายกังวล ใช้ชีวิตปกติ ไม่มีอะไรที่รุนแรง หากประสงค์เดินทางไปอู่ฮั่น ก็ไปได้ แต่ต้องระวังตัวเองดีๆ อย่าอยู่กลางคนหมู่มากนานๆ แต่หากไปเที่ยวเลื่อนได้ก็เลื่อน

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า นิยามผู้เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (Patient Under Investigation : PUI) มี 3 เกณฑ์ คือ 1.มีไข้ 2.มีอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น เป็นไข้ ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ถึงโรคเกี่ยวกับปอดอักเสบ คือ หายใจเร็ว หายใจหอบ และ 3.มาจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ซึ่งปัจจุบันคือเมืองอู่ฮั่น ถ้ามี 3 เกณฑ์จะรับเข้ามาสอบสวน ถ้าเป็นไข้ก็จะอยู่ห้องแยกโรค ถ้าไม่มีไข้ก็จะเป็นการกักโรค จนถึงปัจจุบันมี 4 รายที่อยู่ในความดูแล คือ 1.เด็กชายอายุ 3 ปี ชาวจีน ซึ่งมีการมาต่อเครื่องที่เมืองอู่ฮั่น เดินทางมาถึงไทยเมื่อประมาณช่วงค่ำวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตรวจคัดกรองเจอว่ามีไข้ที่ด่านควบคุมโรค จึงนำมาห้องแยกโรค สถาบันบำราศฯ แต่จากการตรวจผลทางห้องปฏิบัติการพบว่า ไม่เจอเชื้อซาร์ส เมอร์ส และเชื้ออันตรายอื่นๆ ที่ต้องตรวจเช่นนี้ เพราะจีนยังอยู่ระหว่างการหาสาเหตุของเชื้อที่ทำให้เกิดการระบาด ทำให้มีข้อจำกัดการตรวจ จึงต้องตรวจว่าไม่เป็นตัวนี้แล้วตัดออก และดูอาการทางคลินิกประกอบ อย่างไรก็ตาม เชื้อที่ทำให้เด็กรายนี้เกิดอาการระบบทางเดินหายใจ คือ ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A H3N2 ซึ่งอาการดีขึ้นโดยลำดับ ตอนนี้พำนักกับมารดาในห้องแยกโรค โดยได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจแล็บครั้งที่ 2 แล้ว อยู่ระหว่างการรอผล หากผลออกและไม่มีไข้ก็จะให้กลับบ้าน เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อตัวเองและชุมชน


นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า 2.เป็นนักศึกษาหญิงอายุ 24 ปี ศึกษาที่เมืองอู่ฮั่นและกลับมา แต่กลับมามีไข้และไป รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง และเมื่อเห็นข่าวว่าหากมีไให้รีบมา จึงขอ รพ.เอกชนว่า มารักษาตัวที่สถาบันบำราศฯ ซึ่งขณะนี้อาการดีขึ้นโดยลำดับ ผลตรวจทางห้องแล็บไม่พบเชื้อซาร์ส เมอร์ส หรือไข้หวัดนก เชื้อที่ตรวจเจอทำให้เกิดไข้หวัด คือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C และ RSV ต้องรอจนไข้หายสนิท และตรวจเชื้อซ้ำอีกรอบ 3.นักศึกษาหญิงอายุ 22 ปี เรียนที่อู่ฮั่น และกลับมาเมืองไทย มาตรวจพบว่ามีไข้ จึงแยกและนำส่งโดยรถสถาบันบำราศฯ มารับ อยู่ระหว่างเก็บตัวอย่างส่งตรวจ แพทย์พิจารณาว่าจะให้ยาต้านไวรัสหรือไม่ แต่พูดคุยได้ตามปกติ ไม่ได้มีอาการของโรคติดเชื้อรุนแรงของทางเดินหายใจส่วนล่างหรือปอดอักเสบ และ 4.หญิงอายุ 40 ปี โดยเป็นไข้ ไอ มีอาการระบบทางเดินหายใจ และเดินทางไปเที่ยว ซึ่งได้พำนักอู่ฮั่นเป็นเวลาสั้นๆ โดยขณะนี้อยู่ใน รพ.เอกชน แต่กำลังพิจารณาว่าจะส่งตัวมายังบำราศฯ หรือไม่ โดยอยู่ระหว่างรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ แต่อาการดีขึ้นไม่รุนแรง

"ทั้ง 4 รายพูดคุยทำกิจกรรมได้ตามปกติ ไม่ได้มีอาการรุนแรง คือ ปอดอักเสบ ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หอบจนเริ่มมีระบบหายใจล้มเหลว ภาวะช็อก เป็นต้น แต่ด้วยมาตรการที่กำหนดไว้ คือ ต้องแยกไว้ก่อน และดูแลเต็มที่ เหมือนที่รองนายกฯ บอกว่าทำเกินไว้ก่อนปลอดภัยทั้งผู้ป่วย ผู้ใกล้ชิด และชุมชน อย่างไรก็ตาม ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เจ้าหน้าที่มีอำนาจในกักผู้สัมผัส อย่างกรณีซาร์ส หากสัมผัสแต่ไม่มีอาการก็กัก แต่กรณีนี้เราทำเท่าที่จำเป็น ไม่ได้กักผู้ที่สัมผัส ทั้งนี้ ยืนยันว่ายังไม่มีผู้ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบรุนแรงจากเชื้อไวรัสจากที่เมืองอู่ฮั่น และที่เดินทางกลับมายังไม่มีแม้แต่รายเดียว ส่วนเชื้อดังกล่าวคืออะไร เนื่องจากจีนอยู่ระหว่างการหาสาเหตุ ยังไม่ยืนยัน จึงเป็นการคาดการณ์ว่าเป็นเชื้อไวรัสกลุ่มโคโรนาหรือไม่ จึงต้องรอให้ชัดก่อน" นพ.สุวรรณชัย กล่าว


นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา รองนายกฯ ให้ความสำคัญคือ มีการยกระดับ โดยเปิดศูนย์ปฏิบัติการ (eoc) ที่กรมควบคุมโรค และกำลังจะยกระดับเป็นขั้นที่ 2 ซึ่งหมายความว่าไทยมีการเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการบริหารจัดการและการประสานงาน นอกจากนี้ ยังมีการออกรายงานทุกวัน ซึ่งฉบับหนึ่งออกตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ส่วนรายงานฉบับที่ 2 ออกเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่มีการเผยแพร่ให้ความรู้ประชาชน ส่วนการจะยกระดับเป็นขั้นที่ 2 หรือไม่ มีการพิจารณาจากหลายส่วน เช่น มีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น อย่างที่จีน วันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยประมาณ 27 ราย วันที่ 3 ม.ค. พบผู้ป่วย 44 ราย มีผู้ป่วยอาการรุนแรง 11 ราย และยังเฝ้าระวังและแยกกักอีก 121 ราย มีการขยายพื้นที่ เช่น ฮ่องกงก็พบผู้ป่วย 7 ราย สิงคโปร์พบผู้ป่วยแต่เป็นผู้ป่วยเข้าข่าย 

เมื่อถามว่าทางการจีนมีการระบุถึงลักษณะการแพร่กระจายหรือไม่ว่าเป็นจากคนสู่คนหรือว่าจากสัตว์สู่คน นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ข้อมูลเท่าที่มี คือ ผู้ป่วย มีความสัมพันธ์กับอู่ฮั่น โดยผู้ป่วยหลายคนมีประวัติเชื่อมโยงกับตลาดขายส่งอาหารทะเล แต่ที่นั่นมีการขายสัตว์ประเภทอื่น จึงมีการตั้งสมมติฐานขึ้นกับโรคที่ไม่รู้จักและโรคที่มีความรุนแรงมักจะเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น ไข้หวัดนก เป็นต้น ดังนั้นจึงมีการสงสัยประเด็นเหล่านี้ แต่ก็มีประเด็นที่ทางทีมของไทยได้มีการวิเคราะห์ และก็เป็นเหตุหนึ่งที่จะยกระดับ คือ มีประเทศอื่นที่เริ่มพบ จำนวนป่วยเพิ่มขึ้นแม้ว่าในจีนจะยังไม่มีการรายงานจากคนสู่คน แต่จำนวนที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นคำถามว่า ถ้าคนที่ไม่ได้ไปสัมผัสกับสิ่งที่คิดว่ามีความเสี่ยงเหมือน กรณีหวัดนก คือต้องไปสัมผัสกับตัวเชื้อหรือสัตว์ตาย แต่ในกรณีนี้หากมีคนที่อยู่อาศัยใกล้เคียงกับคนที่ป่วยแล้วติด จึงมีข้อสงสัยว่าอาจจะมีการติดต่อจากคนสู่คนหรือไม่เป็นต้น


เมื่อถามว่าต้องมีการเข้มงวดเข้มงวดกับสายการบินของฮ่องกงและสิงคโปร์เพิ่มขึ้นหรือไม่ นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า ขณะนี้เรามีการประสานอยู่แล้ว หากพบว่ามีผู้ป่วยบนเครื่องก็ให้รีบแจ้งมายังเจ้าหน้าที่บนเครื่องบินเลยเพื่อให้มีการสวมใส่หน้ากากเพื่อป้องกัน หลังจากนั้นเมื่อลงมาสู่สนามบินก็จะมีการแยก อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคนที่ร่วมสายการบินก็จะมีการทำประวัติและหมายเลขที่นั่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านี้เป็นสิ่งน่ากลัว แต่แค่เราต้องมีการติดตามและให้ความรู้ถึงการปฏิบัติตัว หากมีอาการก็ให้มีการติดต่อมายังกรมควบคุมโรค อย่างไรก็ตามการ จะมีการทำเอกสารแผ่นเล็กเพื่อให้ พกติดตัว เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาไทยเพื่อให้ความรู้กับนักท่องเที่ยว เป็นต้น






















กำลังโหลดความคิดเห็น...