สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย เผย พบสตรีทั่วโลกป่วยมะเร็งปากมดลูก 5 แสนราย ชูวิธีตรวจหาเชื้อ HPV ด้วยเครื่องสกัดสารพันธุกรรม ควบแพปเสมีย เพื่อคัดกรองมะเร็ง
วันนี้ (13 ม.ค.) นพ.วิสิทธ์ สุภัครพงษ์กุล นายกสมาคมมะเร็งนรีเวชไทยและหัวหน้าแผนกศูนย์สุขภาพหญิงและหัวหน้าแผนกมะเร็งนรีเวช รพ.บำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวในงาน “When 16+18=70 : Only PAP is Not Enough เปิดตัววิธีทดสอบหาเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกในสตรีของบริษัท โรช ว่า ในแต่ละปีสตรีทั่วโลกเกือบ 500,000 คนที่ได้รับวินิจฉัยว่า เป็นโรงมะเร็งปากมดลูก และครึ่งหนึ่งของสตรีเหล่านี้ต้องเสียชีวิตจากโรคนี้ ส่วนใหญ่ของการเสียชีวิตนี้เกิดขึ้นในทวีปเอเชียซึ่งถือเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 52 ของสตรีทั่วโลกที่ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกและด้วยจากการที่ยังไม่มีการพัฒนาวิธีตรวจหาเชื้อที่มีประสิทธิภาพทำให้อัตราการเสียชีวิตของสตรีที่ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทยมีแนวโน้นว่าจะสูงถึงร้อยละ 51 ในช่วงระหว่าง พ.ศ.2551-2568 และจากการสำรวจพบว่า ประเทศไทยอยู่ในระดับที่ 4 ของกลุ่มประเทศตะวันออกเฉียงใต้ที่พบอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกสูงสุด รองจาก กัมพูชา พม่า และลาว และการสำรวจจากประชากรไททย ปี 2553 พบว่า สตรีไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกโดยเฉลี่ย 24.5 ต่อ 100,000 คนต่อปี อัตราเสียชีวิต 12.8 ต่อ 100,000 คนต่อปี และยังพบอีกว่าสตรีไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกและเสียชีวิตโดยเฉลี่ยปีละ 9,999 ราย เสียชีวิต 5,216 ราย หรือ 14 รายต่อวัน และมีโครงการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก 76 จังหวัด เฟส 2 ปี 2553-2557 กลุ่มเป้าหมายคือ อายุ 30-60 ปี ได้รับการตรวจคัดกรองด้วยวิธีแพปเสมียร์ อย่างน้อย 1 ครั้ง โดยมีประสงค์ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายอย่างน้อย ร้อยละ 70 ในระยะเวลา 5 ปี
“จากอัตราการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทยมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่ควรจะต้องตรวจหาเชื้อที่มีความเสี่ยงต่อการพัฒนา เพราะเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ของสตรีในประเทศไทย เชื่อว่าการตรวจแบบแพปเสมียร์ ยังไม่พอต่อการวินิจฉัยโรค ดัังนั้น ควรตรวจหาเชื้อ HPV ร่วมกัน 2 วิธี คือ วิธีเครื่องสกัดสารพันธุกรรมอัตโนมัติ และการตรวจแพปเสมียจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดมะเร็งปากมดลูกของสตรีไทยได้เป็นอย่างดี ถือว่าวิธีทดสอบเพื่อตรวจหาสายพันธุ์ HPV เป็นยุคใหม่ในการตรวจหาและป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกผลของเป้าหมายที่วางไว้มีความคุ้มค่าสามารถช่วยเหลือในการดูแลสุขภาพของผุ้ป่วยที่มีเชื้อที่มีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตัดสินใจในการเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาผู้ป่วยซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจในการรักษาได้ โดยทั่วไปหลังจากการติดเชื้อ HPV จะยังไม่แสดงอาการออกมา ดังนั้น การตรวจหา HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งวิธีการทดสอบนี้จะปฏิบัติโดยแพทย์ทั่วไป หรือสูตินรีแพทย์ ซึ่งสามารถตรวจพร้อมกับการตรวจแบบแพปเสมียร์ได้ในเวลาเดียวกัน" นายกสมาคมกล่าว
ศ.วอร์เนอร์ เค ฮา ศาสตราจารย์จากภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา สาขามะนรีเวชวิทยามหาวิทยาลัยอะลาบามา กล่าวว่า “จากผลการศึกษาที่มีชื่อว่า ATHENA เป็นการศึกษาวิจัยที่ใช้กลุ่มประชากรขนาดใหญ่ด้วยสตรีจำนวน 47,000 คน ด้วยวิธีตตรวจสอบเพื่อตรวจหาสายพันธุ์ HPV ของบริษัท โรช พบว่า 1 ใน 10 ของสตรีที่ตรวจพบเชื่อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 เสี่ยงต่อการเป็นรอยโรคก่อนมะเร็ง แม้ว่าผลการตรวจของแพปเสมียร์เป็นปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นข้อจำกัดของการตรวจแบบแพปเสมียร์อย่างเดียว นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า สตรีที่ตรวจพบการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 มีความเสี่ยงถึง 35 เท่าที่มีความเสี่ยงจะพัฒนาเป็นรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกมากกว่ากลุ่มที่ตรวจไม่พบเชื้อ HPV ซึ่งทางสมาคมแพทย์ American Society for Colposcopy and Cervical Pathology ประเทศสหรัฐอเมริกา ออกมาแนะนำการดูแลสตรีที่มีผลตรวจ HPV ทั้ง 2 สายพันธุ์เป็นบวก แนะนำให้ส่งตรวจทาง coloscopy ทันทีเพื่อติดตามการวินิจฉัยต่อไป คาดว่าในอนาคตอาจจะนำการตรวจหาเชื้อ HPV มาใช้ตรวจคัดกรองเป็นอันดับแรกแทนแพปเสมียร์ ” ศาสตราจารย์ ฮา กล่าว


