เมืองไทย 360 องศา
จะให้มองผ่านไปก็คงไม่ใช่ กับการโพสต์ ของรัฐมนตรีกัมพูชาคนหนึ่ง ซึ่งสำหรับคนไทยแล้วคงไม่ได้มองเห็นถึงความสำคัญอะไรนัก แต่หากพิจารณาจากข้อมูลส่วนตัวแล้วพบว่าเป็น “ระดับอาวุโส” ก็ย่อมหมายถึงคนใกล้ชิด หรือให้ชัดก็คือ “ลูกน้องใกล้ชิด” ของ นายฮุน เซน ผู้มีอำนาจในกัมพูชาตัวจริงนั่นเอง การที่รัฐมนตรีคนนี้ออกมาเรียกร้องให้เลือกพรรค “ส้มและแดง” หากคนไทยไม่ต้องการให้เกิดสงครามกับกัมพูชารอบสาม แต่หากต้องการสงคราม ก็ต้องเลือกพรรคน้ำเงิน และให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี
แต่เชื่อหรือไม่ว่า เมื่อรัฐมนตรีเขมรคนนี้ทำหน้าที่เป็น “หัวคะแนน” จำเป็น กลับทำให้บางพรรค “สะดุ้งโหยง” ขณะที่ บางพรรค กลับ “ยิ้มกริ่ม”
ไม่เชื่อก็ลองพิจารณาจากท่าทีตอบกลับมาของ พรรคส้ม คือ พรรคประชาชน กับพรรคแดง คือ เพื่อไทย ที่แสดงอาการโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่แสดงปฏิกริยาออกมาชัดเจน
โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค กล่าวถึงกรณีดังกล่าว ว่าเป็นการแทรกแซงกิจการทางการเมืองภายในของประเทศไทยอย่างชัดเจน ไม่เหมาะ ไม่ควรอย่างยิ่ง ซึ่งมองว่ามีความไม่ปกติของทั้งจังหวะและเวลา
“ผมค่อนข้างเป็นห่วง เพราะสิ่งที่พูดออกมานั้นไม่ได้เป็นผลดีกับพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาชน ใครก็อ่านออก” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุ
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ประเทศเพื่อนบ้านเราก็ทำเราเจ็บปวดมาหลายอย่าง ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีๆ อ่านให้ถึงเจตจำนงค์ว่าทำไมเขาถึงพูดอะไรออกมา ย้ำว่าขอให้อ่านให้ลึก และให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณติดตาม อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่ปกติเป็นเพราะไม่เคยพูดถึงการเมืองไทย แต่ใช้ช่องทางสื่อสารที่เป็นสาธารณะและพูดถึงประเด็นที่จะเข้าสู่การเลือกตั้ง ทั้งที่รู้ว่า ความรู้สึกของประชาชนไทยในขณะนี้กับทางรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้อยู่ในระดับที่ดี ฉะนั้น การพูดอะไรออกมา ก็ต้องดูและอ่านเจตจำนงค์ให้ออก
ไม่ต่างจากท่าทีตอบโต้จากพรรคประชาชน โดยนายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า “อย่าหลงกล ฮุน เซน” คำพูดของรัฐมนตรีกัมพูชาที่ออกมาชี้นำว่า ควรเลือกพรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย และไม่ควรเลือกพรรคภูมิใจไทย คือ การแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยอย่างโจ่งแจ้ง และไม่ใช่ครั้งแรกที่เครือข่ายของ ฮุน เซน แสดงพฤติกรรมในลักษณะนี้
“แท็กติกตื้นๆ ที่คนในรัฐบาลกัมพูชานำมาใช้ คือความพยายามสร้าง “แนวร่วมมุมกลับ” ให้กับฝ่ายของฮุน เซน ในไทย เพราะฮุน เซน ย่อมรู้ดีว่า หากออกมาสนับสนุนพรรคการเมืองใดโดยตรง ประชาชนชาวไทยจำนวนมาก ที่ไม่ยอมรับและต่อต้านระบอบฮุน เซน จะถอนการสนับสนุนจากพรรคการเมืองนั้นทันที และหันไปสนับสนุนกลุ่มการเมืองอื่น ซึ่งฝ่ายฮุน เซน คำนวณแล้วว่า จะเป็นประโยชน์ต่อเครือข่ายของตนเอง นี่คือลูกไม้การเมืองราคาถูก ที่ “บอสแก๊งสแกมเมอร์” อย่าง ฮุน เซน คงเชื่อว่าประชาชนชาวไทยจะหลงเชื่อได้โดยง่าย
ขณะเดียวกัน ช่างแตกต่างจากท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่กล่าวแบบทีเล่นทีจริง แบบขำขำ รู้ทันว่า “นี่คือหัวคะแนนใหญ่” เลยทีเดียว ซึ่งก็เหมือนกับเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” นั่นแหละ เพราะหากพิจารณาเฉพาะกรณีเขมร หรือกัมพูชา คนไทยส่วนใหญ่ย่อมต้องการให้จัดการกับ “ฮุน เซน” ให้สิ้นสภาพ มากว่าปล่อยให้ลอยนวลอยู่แบบนี้
นายอนุทิน กล่าวถึงกรณีรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ระบุว่า การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่ให้เลือกนายอนุทิน แต่ให้เลือกพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดสงคราม นายอนุทิน สู้กับกระแสนี้ไหวใช่หรือไม่ โดยนายอนุทิน กล่าวติดตลกว่า “โห นั่นหัวคะแนนใหญ่เลยนะนั่น”
ถามว่า โซเชียลฯ มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลปลุกกระแสรักชาติ เหมือนกับกัมพูชา นายอนุทิน กล่าวว่า คนไทยทุกคนรักชาติไม่ต้องไปปลุก ดูสิ มีใครยอมให้เปิดด่านหรือไม่ในช่วงนี้
ถามย้ำว่า กังวลว่า กรณีนี้จะทําให้กระแสที่กําลังพุ่งอยู่ลดลง หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เขาบอกให้เชียร์ใคร ไม่ให้เชียร์ผม ทั้งที่ผมเป็นคนที่ยืนหยัดต่อสู้ รักษาเกียรติภูมิ รักษาอธิปไตย รักษาแผ่นดิน ร่วมกับฝ่ายกองทัพมาโดยตลอด การที่บอกไม่ให้เชียร์ผม หมายความว่า เขาคิดว่าผมเป็นผู้ที่ทําความเสียหายให้เขามาก น่าจะมีคนที่เขาควบคุมได้หรือไม่ ก็แล้วแต่
แน่นอนว่า ทั้งสามพรรคย่อมต้องมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอยู่แล้ว ระหว่างสองพรรคแรกคือ พรรคประชาชน กับ เพื่อไทย ที่ย่อมต้องแสดงอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยง กับรัฐมนตรีเขมรคนนี้แน่นอน เพราะการที่เชียร์ให้คนเลือกแบบนี้ มันก็เหมือนกับ “แนวร่วมมุมกลับ” เกิดขึ้นมาทันที โดยเฉพาะกับพรรคเพื่อไทย ที่ย่อมมี “อาการหลอน” ซ้ำเติมเข้ามาอีก หลังจากที่มี “คลิปอังเคิล” จนทำให้ “ครอบครัวชินวัตร” และพรรคเพื่อไทย “เกือบต้องสิ้นสภาพ” มาจนถึงวันนี้ และหากเงียบๆ คนเริ่มลืมเลือนไป ตามกาลเวลา แต่เมื่อมากระตุ้นแบบนี้ เป็นใครก็ต้องโกรธ
ยิ่งในช่วงเลือกตั้งแบบนี้ มันก็ย่อมมีผลต่อการลงคะแนนไม่มากก็น้อย ยิ่งในภาวะ“ชาตินิยม” เกลียดเขมรเข้าไส้แบบนี้ มันก็ยิ่งเข้าทาง ส่วนจะเข้าทางใครนั้นไม่ต้องบอก พิจารณาจากท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็น่าจะมองเห็นกันได้ชัดเจนแล้วว่างานนี้ใคร “สะดุ้ง” และ ใคร “ยิ้มกริ่ม” แบบหัวคะแนนธรรมชาติ ในอีกอารมณ์หนึ่งนั่นแหละ
เอาเป็นว่างานนี้ มองเป็นเรื่องขำๆ ไปด้วยก็ได้กับการเข้ามา “แส่” ของ “ลูกน้องฮุน เซน” เที่ยวนี้ เพราะแม้ว่าคงไม่มีผลกับคะแนนเลือกตั้งมากมายนัก แต่อย่างน้อยก็อาจเป็นการกระตุ้นเตือนความจำคนไทยขึ้นมาอีกครั้งแบบไม่ได้ตั้งใจนัก แต่สำหรับพรรคที่ต้องสะดุ้งโหยงก็ย่อมเป็นสองพรรคที่ถูกเขมรเชียร์ให้เลือกคือ “ส้ม กับแดง” ขณะที่ พรรคที่ถูกเขมรไม่ต้องการให้เลือก ไม่อยากให้เป็นนายกฯ คือ “พรรคน้ำเงิน” ถึงกับยิ้มไม่หุบ เพราะนี่คือหัวคะแนนธรรมชาติ เข้าทางเต็มๆ !!


