นักวิชาการ เรียกร้อง “พรรคการเมือง” ประกาศชัด หนุน-ค้าน ประชามติ ทำ รธน.ใหม่ หวังสร้างคลื่นประชาชนออกไปใช้สิทธิประชามติ ด้าน “สิริพรรณ” ห่วง “กกต.” ทำงานผิดพลาด แนะให้ทบทวน-ปรับปรุง
วันนี้ (13 ม.ค.) ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค สว. ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า และองค์กรเครือข่าย จัดเวที Policywatch Connect 2026 เลือกตั้ง69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ
โดยในเวทีเสวนา ช่วงของหัวข้อ “รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และประชามติ” มีนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม มีข้อเรียกร้องต่อพรรคการเมืองให้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนต่อการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปรับปรุงการทำงานเพื่อลดข้อผิดพลาดจากการทำหน้าที่กำกับเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ
โดย นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าขณะนี้มีหลายฝ่ายกังวลเรื่องการซื้อเสียง เพราะไม่ไว้ใจประชาชน แต่ตนฐานะคนที่เคยประเมิน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา พบว่ามีประเด็นที่น่ากังวลคือ ข้อผิดพลาดของการคำนวณผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ทำให้ได้ สส.ปัดเศษ เข้าสภา ซึ่งประชาชนไม่ได้เลือก นอกจากนั้นแล้วคือ ประเด็นของบัตรเสีย ที่พบการทำเครื่องหมายที่ไม่เป็นไปตามที่ กกต.กำหนด ดังนั้นกกต.ยังมีเวลาที่จะแถลงให้ชัดเจนต่อการทำเครื่องหมายการออกเสียง ที่อาจกาไม่เต็มกรอบ หรือ เลยกรอบออกมานั้นทำได้ เพื่อลดจำนวนบัตรเสีย เพราะตนมองว่าการทำเครื่องหมายแบบใดบนบัตรนั้นเท่ากับเป็นการแสดงเจตจำนงของการเลือกตั้ง นอกจากนั้นควรปรับลดการลงคะแนนในคูหาโดยรวมการเลือกตั้งสส. กับประชามติไปในคราวเดียวกัน เพื่อ กกต.ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการ เช่น ค่าจองเต็นท์
นางสิริพรรณ กล่าวต่อว่า การรณรงค์ประชามติ สำคัญกว่าการเลือกตั้ง สส. เพราะจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยส่วนตัวไม่กังวลมาก เพราะหากดูพรรคการเมืองหลัก 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน 25 ล้านเสียง สนับสนุนทำประชามติทำรัฐธรรมนูญใหม่ แต่การออกมาจำนวนมากจะสะท้อนเรื่องความชอบธรรม หากออกมาใช้สิทธิน้อยกว่าการทำประชามติปี 2559 อาจเกิดคำถามได้ นอกจากนั้น ตนขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองแสดงจุดยืนให้ชัดเจนต่อการทำรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งที่สนับสนุนหรือไม่สนับสนุน เช่น พรรคภูมิใจไทย การเลือกตั้งปี 2566 สนับสนุนให้มี ส.ส.ร. แต่ไม่กระตือรือร้น ทั้งนี้ ตนมองว่า การรณรงค์ประชามติ ควบคู่กับการลงพื้นที่หาเสียง หากแสดงจุดยืนจะทำให้คลื่นสนับสนุนทำประชามติแข็งแรงมาก และพรรคการเมืองควรต้องรักษาคำสัญญา หากจะโยงกันให้พรรคการเมืองแสดงจุดยืนให้ชัดเจนต่อความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับประชามติ
“มีประเด็นต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจต่อการออกเสียงประชามติ ที่จะเป็นประตูให้แก้ไขมาตรา 256 และลดข้อกังวลของการเขียนเช็คเปล่า สิ่งที่ต้องรณรงค์ คือ ระยะเวลาการแก้ทั้งฉบับ หากประชามติผ่าน จะใช้เวลาอีก 1 ปี ถึงจะแก้ทั้งฉบับได้ ระหว่างนี้สามารถแก้รายมาตรา และที่ควรแก้ คือ บัญชีที่พรรคสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี และกลับไปใช้ระบบที่สส.ที่มาจากการเลือกตั้งสามารถถูกเลือกเป็นนายกฯได้ เพิ่มไม่ให้มีมุมอับทางการเมือง และ สส.ในสภา 500 คนสามารถถูกเลือกเป็นนายกฯได้ แทนที่ถูกจำกัดอยู่เพียงคนไม่กี่คน” นางสิริพรรณ กล่าว
ขณะที่ นายณัชปกร นามเมือง เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนไม่ทราบว่าการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ต้องได้รับบัตรจำนวน 3 ใบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความล่าช้าของรัฐบาลที่เคาะคำถามประชามติช้า รวมถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ไม่ชัดเจนในกติกา รวมถึงการรณรงค์มีน้อย อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่า ประชาชนจะออกไปใช้สิทธิและเห็นสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 นั้นมีปัญหาในหลายประเด็น ทั้งกรณีของการมีพรรค สว. องค์กรอิสระ ที่แทรกแซงการเมือง หากประชามติแพ้ ตนบอกไม่ได้ว่าจะอยู่กับรัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยวไปอีกนานเท่าใด ทั้งนี้ ตนมองว่าหากได้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะทำได้เนื้อหาที่ก้าวหน้าและทันสมัย
“การเลือกตั้ง สส. มีผลสัมพันธ์กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะ สส.จะเป็นผู้เข้าไปแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดประตูไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บัตร 3 ใบ ทั้งบัตรเลือกตั้งและบัตรประชามติ คือ อำนาจที่อยู่ในมือประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ” นายณัชปกร กล่าว
นายณัชปกร กล่าวเรียกร้องให้พรรคการเมืองแสดงจุดยืนให้ชัดเจนต่อแนวทางสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นอกจากนั้นแล้ว ตนกังวลต่อการนับคะแนนของ กกต. เพราะการเลือกตั้งจะมีหน่วยเลือกตั้ง 1 แสนหน่วย หากขานคะแนนผิดหน่วยละ 10 คะแนน จะทำให้คะแนนหายไป 1 ล้านคะแนน ดังนั้นขอให้ กกต.อย่าผลักภาระไปที่ประชาชน ขอให้ตั้งกล้องถ่ายทอดสดให้ประชาชนตรวจสอบ เพื่อให้ผลเลือกตั้งและประชามติโปร่งใส และน่าเชื่อถือ


