องคมนตรีติดตามโครงการพระราชดำริภาคอีสาน ชูแนวสืบสานรักษา ต่อยอด ส่งเสริมอาชีพ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มรายได้เกษตรกร พร้อมเปิดข้อมูล “ฝายหนองเอียนแห่งที่ 2” โครงการใหม่ล่าสุดที่ในหลวงทรงรับไว้เพื่อช่วยเหลือราษฎร
พล.อ.อ. จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี รองประธานกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดบุรีรัมย์ว่าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่อยู่ระหว่างการติดตามและขับเคลื่อนจำนวน 29 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 25 โครงการ และอยู่ระหว่างดำเนินการ 4 โครงการ ขณะที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีทั้งหมด 30 โครงการ ดำเนินการแล้วเสร็จ 24 โครงการ ระหว่างดำเนินการ 2 โครงการ และมีแผนดำเนินงานในปี 2569 จำนวน 4 โครงการ
พล.อ.อ.จอมกล่าวว่า หนึ่งในโครงการใหม่ล่าสุดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับไว้ตามที่ราษฎรถวายฎีกาขอพระราชทานความช่วยเหลือคือ “โครงการฝายบ้านหนองเอียนแห่งที่ 2” ตำบลเขาคอก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งได้แจ้งให้ประชาชนทราบเพื่อให้เกิดความปีติ และเป็นสิ่งยืนยันว่าพระองค์ทรงห่วงใยความเดือดร้อนของราษฎรเสมอ ทั้งยังทรงเน้นย้ำให้ประชาชนร่วมกันดูแลโครงการด้วยความรัก ความสามัคคี และตั้งใจเป็นคนดีของบ้านเมือง
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับโครงการฝายบ้านหนองเอียนแห่งที่ 2 ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามที่ราษฎรขอพระราชทานความช่วยเหลือ โดยได้แจ้งแก่ราษฎรในพื้นที่ได้รับทราบ และรับรู้ถึงพระราชปณิธานในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎรในครั้งนี้ และขอให้ราษฎรมีความรักและสามัคคีช่วยกันดูแลโครงการฯ และเป็นคนดีของบ้านเมือง” พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี กล่าว
องคมนตรีกล่าวต่อว่า การสืบสานและต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้และความมั่นคงให้ประชาชน โดยกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ร่วมบูรณาการ สนับสนุนพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่ใช้น้ำน้อยและมีมูลค่าสูง เพื่อให้ราษฎรมีรายได้ที่ยั่งยืน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ปรับปรุงโครงการเดิมที่ใช้งานมานาน เช่น การขุดลอกแก้มลิงที่ตื้นเขินเพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำ พร้อมดึงน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียงเข้ามาเติมเพื่อให้เพียงพอในการใช้ประโยชน์ในช่วงหน้าแล้งต่อไป
โอกาสนี้องคมนตรีและคณะประกอบด้วย นายศุภรัชต์ อินทราวุธ รองเลขาธิการ กปร. และคณะอนุกรรมการฯ ได้เดินทางไปยังโครงการเขื่อนลำนางรองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลโนนดินแดง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการฯ ซึ่งเป็นหนึ่งโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงบริเวณพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดนครราชสีมา
ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชดำริเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2521
ให้กรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในหน้าฝน และกักเก็บน้ำเพื่อใช้อุปโภคบริโภคและทำการเกษตรในช่วงหน้าแล้งให้แก่ราษฎร แล้วเสร็จในปี 2525 สามารถส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกช่วงหน้าฝน 139,180 ไร่ และหน้าแล้ง 727 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ อำเภอโนนดินแดง อำเภอละหานทราย อำเภอปะคำ อำเภอนางรอง และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับระบบประปาหมู่บ้านในพื้นที่บริเวณดังกล่าว รวมทั้งส่งน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก และอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ ในช่วงขาดแคลนแหล่งผลิตน้ำอุปโภคบริโภคในอำเภอเมืองบุรีรัมย์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อให้ราษฎรได้พักผ่อนหย่อนใจ โดยอ่างเก็บน้ำลำนางรอง ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ทะเลสาบแห่งอีสานใต้”
ด้านนางเพชรมณี แก้วเนตร กรรมการและรักษาการแทนประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป อำเภอโนนดินแดน จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการเขื่อนลำนางรองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เผยว่าวิสาหกิจชุมชนโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2551 หลังจากโรงงานหลวงเดิมปิดตัวลง พนักงานและเจ้าหน้าที่โรงงานหลวงเดิมจึงรวมตัวกันสืบต่อความรู้จากโรงงาน มาสร้างกิจการชุมชน ปัจจุบันดำเนินงานต่อเนื่องมา 17 ปี มีสมาชิก 79 คน ใช้เสาวรสเป็นพืชหลัก ผลิตเสาวรสแช่แข็งและน้ำเสาวรสบรรจุขวด ส่งผลให้มีทุนหมุนเวียนจาก 85,000 บาท เพิ่มเป็นกว่า 2 ล้านบาท พร้อมขยายไปสู่การส่งเสริมปลูกมัลเบอร์รี่และกระเจี๊ยบ โดยได้รับน้ำหล่อเลี้ยงจากโครงการเขื่อนลำนางรองตลอดปี
“ตอนนี้ได้ให้สมาชิกปลูกมัลเบอร์รี่ และกระเจี๊ยบ เพื่อนำมาแปรรูปเพิ่มเติม เนื่องจากพื้นที่มีดินอุดมสมบูรณ์มากขึ้น และมีน้ำเพียงพอจากโครงการเขื่อนลำนางรองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลโนนดินแดง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ตลอดทั้งปี” นางเพชรมณีกล่าว
โอกาสเดียวกันนี้องคมนตรีและคณะฯ ยังได้ติดตามการดำเนินงานโครงการฝายบ้านหนองเอียนแห่งที่ 2 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลเขาคอก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับไว้ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ตามที่ราษฎรบ้านหนองเอียน หมู่ที่ 3 ตำบลเขาคอก
อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ขอพระราชทานความช่วยเหลือ โดยจะก่อสร้างในปี 2569 เมื่อแล้วเสร็จจะส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคให้แก่ราษฎรบ้านหนองเอียน หมู่ที่ 3 ตำบลเขาคอก อำเภอประโคนชัย จำนวนประมาณ 220 ครัวเรือน ราษฎร 793 คน และราษฎรบางส่วนในพื้นที่บ้านหนองตะโก หมู่ที่ 7 ตำบลเขาคอก อำเภอประโคนชัย บ้านเขาดินใต้ หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านกรวด อำเภอ บ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ และพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมสนับสนุนพื้นที่ทำการเกษตรได้ประมาณ 1,000 ไร่
นางสุรินทร์ พัฒนะแสง ราษฎรหมู่ 8 ตำบลกู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ เผยว่า พื้นที่แห่งนี้เคยประสบปัญหาภัยแล้งสลับน้ำหลาก ทำให้ทำนาไม่ได้ผล แต่เมื่อมีระบบน้ำจากโครงการพระราชดำริเข้ามา ปัญหาคลี่คลาย สามารถปลูกพืชผักสวนครัวเพิ่มรายได้นอกเหนือจากการทำนา เพราะมีน้ำเพียงพอ หนองน้ำประจำหมู่บ้านซึ่งได้รับการเติมน้ำจากระบบโครงการมีความอุดมสมบูรณ์ตลอดปี ชาวบ้านสามารถจับปลาเพื่อนำรายได้เข้ากองกลางหมู่บ้าน ใช้ประโยชน์ในการทำกิจกรรมสาธารณะ ทำให้คุณภาพชีวิตวันนี้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งโครงการยังส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมกลุ่มทอผ้า “ลายปรางค์กู่สวนแตง” ซึ่งมีเอกลักษณ์จากโบราณสถานในพื้นที่ รวมถึงรวมกลุ่มจักสานผลิตตะกร้า เสื่อ และหมอนกก สร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือน
“โครงการฯ ได้ส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันทอผ้า และจักสาน สำหรับผ้าที่ทอส่วนใหญ่จะทำเป็นลายปรางค์กู่สวนแตง เป็นลายผ้าเอกลักษณ์ของที่นี่ ซึ่งปรางค์กู่สวนแตง เป็นโบราณสถานศิลปะขอมรูปทรงปราสาท 3 องค์ ตั้งอยู่ในพื้นแห่งนี้ มีทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหม เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้ามาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยเริ่มตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การมัดย้อม และการทอ ส่วนการจักสานส่วนมากจะเป็นการรวมกลุ่มของผู้ชาย อาทิ ผลิตภัณฑ์ตะกร้าไม้ไผ่ เสื่อ หมอนหนุนจากกก เป็นต้น
นอกจากนี้หนองน้ำของหมู่บ้านมีน้ำสมบูรณ์ มีปลาชุกชม ซึ่งเป็นผลจากการเติมน้ำผ่านระบบของโครงการ ชาวบ้านจะรวมตัวกันจับปลาโดยจ่ายเงินเป็นค่าจับปลา ซึ่งเงินที่ได้จะรวบรวมเป็นเงินกองกลางสำหรับใช้ประโยชน์ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของหมู่บ้าน เกิดเงินหมุนเวียนในหมู่บ้าน ทำให้ทุกวันนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก” นางสุรินทร์กล่าว


