“สมศักดิ์” ลงพื้นที่พิษณุโลกดูงานธนาคารน้ำใต้ดิน พร้อมดันทำทั่วประเทศ แก้น้ำท่วม–แล้ง–ไฟป่าแบบยั่งยืน “ดร.เร่งรัด” ชี้ไทยเก็บน้ำได้เพียง 12% เร่งเสนอทำระบบปิด–ระบบเปิด สร้างภาชนะเก็บน้ำใต้ดินเพิ่มศักยภาพรับมือวิกฤต
วันนี้ ( 29 พ.ย. 2568 )นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายเจนวิทย์ จันทรา ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.พิษณุโลก เขต 3 และผู้นำท้องถิ่นจากจังหวัดสุโขทัย ลงพื้นที่ศึกษาโครงการธนาคารน้ำใต้ดินของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกมะยงชิดรักไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี ดร.เร่งรัด สุทธิสน ผู้อำนวยการสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ และนางมยุรา มนะสิการ อดีต สส.พรรคไทยรักไทย ให้ข้อมูลและบรรยายสรุปความสำคัญของโครงการ
นายสมศักดิ์กล่าวว่า โครงการธนาคารน้ำใต้ดินเป็นแนวคิดที่ตนได้ศึกษาและผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง โดยในสมัยที่นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี เคยให้ความสนใจ แต่ยังไม่มีการออกแบบตามหลักวิชาการรองรับ ทำให้งบประมาณถูกตีตกไป ครั้งนี้จึงเตรียมผลักดันอีกครั้ง เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีแม่น้ำยมไหลผ่าน โดยมีมวลน้ำมากกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่รับน้ำได้เพียงประมาณ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงต้องทำโครงการยมฝั่งซ้ายและฝั่งขวา เพื่อเพิ่มกำลังการระบายน้ำฝั่งละ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างไรก็ตาม การเพิ่มศักยภาพการเก็บน้ำก็มีความจำเป็น ซึ่งธนาคารน้ำใต้ดินสามารถตอบโจทย์ได้
นายสมศักดิ์ระบุว่า หลายพื้นที่ ทั้งภูเขาและพื้นที่ป่าไม้ ถูกบุกรุกและถูกตัดทำลาย ทำให้การปลูกป่าทดแทนทำได้ยาก เนื่องจากขาดความชุ่มชื้น การทำธนาคารน้ำใต้ดินบนพื้นที่ป่าจะช่วยสร้างความชุ่มชื้นในดินและป้องกันไฟป่า โดยโมเดลนี้สามารถนำไปทำได้ทั่วประเทศ เพราะเมื่อฝนตก น้ำจะไม่ไหลบ่าหรือระเหยออกไปอย่างรวดเร็ว แต่จะถูกดูดซึมลงดิน ทำให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ทั้งการเก็บกักน้ำ สร้างความชุ่มชื้น ฟื้นฟูต้นไม้ บรรเทาน้ำท่วม และลดความเสี่ยงไฟป่า ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมาก
ด้าน ดร.เร่งรัด กล่าวว่า ประเทศไทยประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งทุกปี เนื่องจากแม้จะมีปริมาณฝนตกปีละ 736,802 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่สามารถเก็บได้เพียง 97,140 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือคิดเป็นเพียง 12% เท่านั้น สาเหตุสำคัญคือ ประเทศไทย “ขาดภาชนะเก็บน้ำ” ดังนั้น การทำธนาคารน้ำใต้ดินจึงเป็นทางออกที่จะช่วยเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งได้
สำหรับ ธนาคารน้ำใต้ดินมี 2 ระบบ คือ ระบบปิด ขุดหลุมลึก 3–5 เมตร ขนาดประมาณ 2×2×2 เมตร แล้วเทหินกรวดแม่น้ำลงไป เพื่อให้สามารถดูดซึมน้ำลงสู่ชั้นดินตื้น และระบบเปิด ขุดลงลึกจนทะลุชั้นดินเหนียวถึงชั้นหินอุ้มน้ำ ลึกประมาณ 7–8 เมตร เพื่อให้ซึมลงชั้นดาบาลได้มากขึ้น การทำทั้งสองระบบควบคู่กันจะเห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ป่า ซึ่งจะช่วยซับน้ำ ลดน้ำป่าไหลหลากได้
ขณะที่ นางมยุรา กล่าวว่า ในปี 2562 สวนมะยงชิดของตนประสบภาวะแห้งแล้งรุนแรง จึงเริ่มทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อเก็บน้ำฝนไว้ใต้ดิน หลังดำเนินการต่อเนื่อง 6 ปี พบว่ามีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้นชัดเจน ทำให้ผลผลิตเพิ่มจากปีละ 30–50 ตัน เป็น 125 ตันต่อปี อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาไฟป่า เพราะดินชุ่มขึ้น รวมถึงลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เนื่องจากน้ำฝนถูกซึมลงดินจนหมด ไม่ตกค้างในแอ่งน้ำตามพื้นเหมือนเดิม


