xs
xsm
sm
md
lg

"บิ๊กต่อ" ต้องเลิกเฟรนลี่ คดีแก๊งลูกตำรวจฆ่า "ป้าบัวผัน" สะเทือนขวัญสังคมไทยปล่อย "โจ๊กเจ้าเก่า" หาแสงมีแต่ศรัทธาเสื่อมถอย **เพิ่งเริ่มต้น! ศาล รธน.ฟัน “โอ๋ นมเย็น-ศักดิ์สยาม” พ้นความเป็นรมต.แบบนี้คดีอาญา-คดีทุจริต ตามมาอีกเป็นหางว่าว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว



**"บิ๊กต่อ" ต้องเลิกเฟรนลี่ คดีแก๊งลูกตำรวจฆ่า "ป้าบัวผัน" สะเทือนขวัญสังคมไทยปล่อย "โจ๊กเจ้าเก่า" หาแสงมีแต่ศรัทธาเสื่อมถอย

คดีฆาตกรรมสะเทือนใจ"ป้าบัวผัน" หรือ "ป้ากบ" หญิงสติไม่สมประกอบที่ภายหลัง"คดีพลิก" เพราะ คนร้ายตัวจริงเป็นกลุ่มเยาวชน "แก๊งลูกตำรวจ" ไม่ใช่ "ลุงเปี๊ยก” หรือ ปัญญา คงแสนคำวัย 54 ปี สามีของผู้ตาย ที่รับสารภาพไปในตอนแรก

นอกจากสังคมจะมีคำถามขึ้นมาอีกวาระว่า จะหวังพึ่งพาตำรวจได้หรือไม่ ?

กรณี"ลุงเปี๊ยก" รับเป็น"แพะ"นั้น เป็นเพราะฝีมือตำรวจใช้ "วิชามาร" บังคับขู่เข็ญหรือไม่ ?

ว่ากันถึงเรื่องราวหนักหนาสาหัสขนาดมีขู่ หรือ ใช้ถุงดำคลุมหัว ทำร้ายร่างกายเพื่อให้รับสารภาพ โดยบอกบทให้ทำในขั้นตอนทำแผน

ตำรวจทำไปทำมาไม่เนียน ถูกจับโป๊ะได้ด้วยกล้องวงจรปิด และมีคนใกล้ชิด “ลุงเปี๊ยก” บอกเล่า สอดคล้องเชื่อมโยงกับขั้นตอน ทะแม่งๆของตำรวจตั้งแต่เชิญตัว “ลุงเปี๊ยก” มาตั้งแต่วันแรกแล้วมีข่าวรับสารภาพ วันต่อมามอบตัวแจ้งข้อกล่าวหาแล้วค่อยนำตัวไปฝากขัง

ฟังว่า ที่เชิญมาตอนแรกหลอกจะให้เป็นพยาน ความมาแตกด้วย "คลิปเสียง" ว่าลุงโดนซ้อมก่อนตกเป็นผู้ต้องหา

เห็นว่าในที่สุด ผู้บังคับการตำรวจภูธร สระแก้ว สั่งเด้ง รอง ผกก.สส.สภ.อรัญประเทศ เซ่นปมคลิปเสียงดังกล่าวพร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง สั่งรายงานผลภายใน 7 วัน

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล
ท่ามกลางประเด็นสงสัย ท่ามกลางความสนใจจากสังคมเกาะติดคดี สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของคดีนี้อย่างยิ่งยวด แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะ "บิ๊กต่อ" พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุวิมล ผบ.ตร. ก็คุ้นชินกับวิธีการเดิมๆ รอให้ประชาชนด่าแล้วค่อยคิดหาทางกู้วิกฤติศรัทธา

ยิ่งวันก่อนปล่อยให้ "โจ๊กเจ้าเก่า" พล.ต.อ สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กระโดดเข้ามา "เอาแสง" เหมือนเคย โดยเดินทางไปยังกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามคดี นั้น ชาวบ้านบ่นกันขรม เปลืองไฟเปลืองค่าเน็ต อุตส่าห์ดูจะมีอะไรในกอไผ่กลับไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน

แน่นอน “พล.ต.อ สุรเชษฐ์” กลับเล่นบทถนัดเจื้อยแจ้วนิสัยแบบตนเองไม่ไว้หน้าคนทำผิด หรือช่วยเหลือลูกน้องที่ไม่ดี แต่ออกตัวแทนตำรวจด้วยกันว่า คดีนี้ตำรวจทำตามขั้นตอนถูกต้องแล้ว แถมเคลมด้วยว่า พิสูจน์จนลุงเป็นพ้นมลทิน

โจ๊กเจ้าเก่าเล่ายี่ห้อ ขึงขังจริงจัง สุดท้ายก็เหมือนปกป้องพวกพ้อง ลักษณะเดิมๆ เหมือนกรณี "คดีกำนันนก" ประชาชนจำได้ แต่ทำไม "บิ๊กต่อ" ไม่จำ

ใครๆก็รู้ว่า พล.ต.อ สุรเชษฐ์ ขยันหาแสง ชอบแสง แต่คดีที่โจ๊กเจ้าเก่าไปปรากฏตัว "เละเป็นโจ๊ก" ทุกที สตอรี่แบบนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ก็น่าจะมีบทเรียน แต่ก็ยังสั่งการให้โจ๊กเจ้าเก่าไปลงพื้นที่

ผบ.ตร.ต้องเลิกภาคภูมิใจกับฉายา "ต่อเฟรนลี่" พี่เป็นมิตรกับทุกคน กับทุกสถานการณ์ได้แล้ว งานนี้ไม่ใช่งานหาแสงสำหรับตำรวจหิวแสง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล
ต้องไม่ลืมว่าโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับ "ป้าบัวผัน" พฤติกรรมของแก๊งเยาวชนลูกตำรวจ อุกอาจและโหดเหี้ยมเกินกว่าสังคมจะรับได้

ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกฟังว่าแก๊งเยาวชนพวกนี้วีรกรรมในท้องที่ที่ผ่านมาก็เลวร้ายขั้นสุด มีทั้งเผาทำลาย ศาลตายาย ไล่ฟันวัยรุ่นด้วยกัน

ยิ่งประชาชนสงสัยว่า ตำรวจพยายามที่จะปกป้องลูกตำรวจ มีพฤติกรรมช่วยเหลือพวกพ้องทำคดีบิดเบือนไปจากที่เป็นจริง “พล.ต.อ.ต่อศักดิ์” ควรต้องมองเป็นเรื่องวิกฤตศรัทธา สร้างความมั่นใจให้ประชาชน ด้วยความใส่ใจ ลุยได้ลุยด้วยตนเอง

การสั่งการให้โจ๊กเจ้าเก่ามาแสดงจำอวดไม่ได้ช่วยอะไรให้กระจ่าง ขณะที่ ผบ.ตร. ออกตัวว่า รอรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาส่งมาจึงจะพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไป

คำถามก็คือการตั้งรับแล้วปล่อยให้ประชาชนสงสัยตำรวจ ไม่ไว้วางใจตำรวจ จะรอรายงานถ่ายเดียวได้หรือ?

งานนี้ช้าๆ ไม่ได้พร้าเล่มงามมีแต่ศรัทธาต่อตำรวจเสื่อมถอยไปทุกวัน เตือนกันไว้ด้วยความหวังดีนะทั่น

ลุงเปี๊ยก” ปัญญา คงแสนคำ
**เพิ่งเริ่มต้น! ศาล รธน.ฟัน “โอ๋ นมเย็น-ศักดิ์สยาม” พ้นความเป็นรมต. แบบนี้คดีอาญา-คดีทุจริต ตามมาอีกเป็นหางว่าว ดีไม่ดียาวไปถึงขั้นยุบพรรคด้วย

เรียบร้อยโรงเรียนศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อตุลาการฯมีมติเสียงข้างมาก 7 : 1 เสียง ให้ความเป็นรัฐมนตรี "เสี่ยโอ๋” ศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามคำร้อง “คดีซุกหุ้นบุรีเจริญ” นับแต่วันที่ศาลหยุดสั่งปฏิบัติหน้าที่ คือ วันที่ 3 มี.ค.66

โดยเมื่อวานนี้ (17 ม.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำวินิจฉัย ในคำร้องของ สส.พรรคก้าวไกล ได้ยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กรณีการถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญ คอนสตรัคชัน (หจก.บุรีเจริญฯ) ของ นายศักดิ์สยาม ในฐานะ รมว.คมนาคม (ขณะนั้น) สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
ซึ่ง “ศักดิ์สยาม” ก็ได้เดินทางมารับฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเอง

จากเสียงตุลาการศาลฯเสียงข้างมาก ที่ฟันนายศักดิ์สยามแบบขาดสองท่อน มีเพียง “นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม” เพียง 1 เสียง ที่เห็นว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ส่วนอีกเสียงคือ “นายวิรุฬห์ แสงเทียน” ที่ลาป่วย

ย้อนความที่มาที่ไปของคดีนี้ เริ่มจากสื่อ “สำนักข่าวอิศราฯ” เริ่มตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ “หจก.บุรีเจริญฯ” เมื่อช่วงปี 2564 ว่า เคยเป็นบริษัทที่นายศักดิ์สยาม เคยเป็นผู้ก่อตั้ง และเคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่กลับได้เข้าประกวดราคางานของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคม ช่วงที่ “นายศักดิ์สยาม” เป็นรัฐมนตรีว่าการ

ตามข้อมูลพบว่า “หจก.บุรีเจริญฯ” ชนะการประกวดราคาอย่างน้อย 4 โครงการของ 2 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม คือ กรมทางหลวงชนบท 2 โครงการ และกรมทางหลวง 2 โครงการ รวมมูลค่า 122.18 ล้านบาท จากที่ปรากฏข้อมูลในภายหลังว่า หจก.บุรีเจริญฯ รับงานกระทรวงคมนาคม ยุค “รมต.โอ๋” มูลค่าเกินกว่าพันล้านบาท

อีกทั้งยังเป็นที่น่าสังเกตว่า ในการยื่นประกวดราคาของ หจก.บุรีเจริญฯ พบว่ามี “คู่เทียบ” เป็นบริษัทหน้าเดิม คือ บริษัท บุรีรัมย์พนาสิทธิ์ จำกัด โดย บจ.บุรีรัมย์พนาสิทธิ์ฯ ปรากฏชื่อเป็นผู้ที่บริจาคเงินเข้าพรรคภูมิใจไทยด้วย

ขณะนั้นทาง “ศักดิ์สยาม” ก็ได้ชี้แจงว่า ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ หจก.บุรีเจริญฯ เพราะได้ขายบริษัทให้กับบุคคลอื่นแล้ว ทว่าก็มีการตรวจสอบพบว่า มีความไม่ชอบมาพากลในขั้นตอนการโอนหุ้น โดยพบว่า “ศักดิ์สยาม”” ได้โอนหุ้นบุคคลชื่อ “นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์” จำนวน 119.4 ล้านบาท เมื่อปี 2561 แต่ก็มีข้อมูลว่า อาจจะไม่ได้มีการจ่ายเงินกันจริง เพราะไม่ปรากฏเงินส่วนนี้ในบัญชีทรัพย์สินของ นายศักดิ์สยาม ที่ยื่น ป.ป.ช. ในปี2562

แต่หลังการโอนหุ้น ยังพบว่าใช้ที่อยู่บ้านของนายศักดิ์สยาม เป็นที่ตั้งของ หจก.บุรีเจริญฯ ก่อนจะแจ้งย้ายที่ตั้งก่อนที่ นายศักดิ์สยาม เข้ารับตำแหน่ง รมว.คมนาคม เพียงไม่กี่วัน

ประเด็นกังกล่าวถูก พรรคก้าวไกล นำไปใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายศักดิ์สยาม เมื่อเดือน ก.ค.65 โดยกล่าวหาว่า “ศักดิ์สยาม” ปกปิดทรัพย์สินของตัวเอง ในส่วนที่เป็น หจก.บุรีเจริญฯ โดยใช้ลูกจ้างเป็นนอมินี จงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย เพื่อให้ตนเองมีส่วนได้รับผลประโยชน์จากโครงการต่างๆ ของรัฐ

การอภิปรายครั้งนั้น ที่ “ประธานเอิร์ธ” ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นผู้รับหน้าเสื่อเรื่องนี้ ได้ไล่เรียง ความเป็นมาของ หจก.บุรีเจริญฯ ที่เป็นของ “ตระกูลชิดชอบ” ตั้งแต่ก่อตั้ง เมื่อปี 2539 เพิ่งมาโอนหุ้นให้บุคคลอื่นที่เชื่อว่าเป็น “นอมินี” เมื่อปี 2561 นัยว่าเพื่อแต่งตัว นายศักดิ์สยาม ก่อนเข้าสู่การเบือกตั้ง 2562 แต่ขั้นตอนการซื้อขายโอนหุ้นกลับไม่แนบเนียนหลายจุด

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
จุดสลบของคดีนี้ คงเป็นการที่ หจก.บุรีเจริญฯ มารับงานกระทรวงคมนาคม ในช่วงที่ “เสี่ยโอ๋” เป็นรมว.คมนาคม โดยหลายงานมีความผิดปกติ ชนะประมูลต่ำกว่าราคากลางเฉลี่ยไม่ถึง 1% และมีคู่เทียบเพียงรายเดียวตามที่กล่าวไปข้างต้น

และยังพบว่า นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ หรือ “นายเอ” เป็นเพียง “ลูกน้อง-นอมินี” ไม่เพียงมีชื่อรับโอนหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ เท่านั้น ยังมีชื่อเป็นผู้ซื้อต่อที่ดินในพื้นที่พิพาท “เขากระโดง” ของตระกูลชิดชอบ รวมทั้งบริจาคให้พรรคภูมิใจไทย หลายล้านบาทอีกด้วย ทั้งที่ข้อมูลการแสดงรายได้ต่อปีของ “นายเอ” มีเพียงหลักแสนบาท หรือมีเงินเดือนไม่ถึง 1 หมื่นบาท เท่านั้น!!

ซึ่งในการอภิปรายครั้งนั้น นายศักดิ์สยาม ก็ได้ชี้แจงแย้งทุกข้อกล่าวหา รวมทั้ง นายศุภวัฒน์ หรือ “นายเอ” ก็ได้อัดคลิปยืนยัน ไม่ใช่นอมินีของนายศักดิ์สยาม

ก่อนที่ช่วงต้นเดือน ก.พ.66 คดีนี้ สส.ก้าวไกล 54 คน จะยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่า นายศักดิ์สยาม ในฐานะ รมว.คมนาคม (ผู้ถูกร้อง) ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น อย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้ผู้ถูกร้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วน เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 ประกอบพ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 มาตรา 4 (1) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่

ต่อมาวันที่ 3 มี.ค.66 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และสั่งให้ นายศักดิ์สยาม หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย และหลังจากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวนคดี

เป็นเหตุให้แม้ว่า นายศักดิ์สยาม เจ้าของตำนาน “โอ๋ นมเย็น” จะยังคงเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และลงได้รับเลือกตั้งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้ง พ.ค.66 แต่ก็ไม่ได้มีชื่อเป็นรัฐมนตรีใน “รัฐบาลเศรษฐา” ที่ “ค่ายเซราะกราว” พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพราะยังมีคดีนี้ติดตัว

พลันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเชือด “ศักดิ์สยาม” ออกมา เจ้าตัวก็ได้ลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ทันที

อย่างไรก็ดี ผลพวงของคดีนี้ยังคงไม่จบเท่านี้ เพราะจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ “ผูกพันธ์ทุกองค์กร” นั้นชี้ชัดว่า พฤติการณ์ของ ศักดิ์สยาม มีความผิดตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย อย่างชัดเจน

ยิ่งเมื่อมีการชี้ว่า นายศักดิ์สยาม มีความเป็นเจ้าของ หจก.บุรีเจริญฯ เรื่องก็ไม่ได้หยุดแค่เพียงการปกปิดบัญชีทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังต้องสาวไปถึงโครงการงบประมาณที่ หจก.บุรีเจริญฯ ได้รับนับพันล้านบาท ช่วงที่นายศักดิ์สยาม ดูแลกระทรวงคมนาคมด้วย!!

โทษที่ให้ความเป็นรัฐมนตรีของ "เสี่ยโอ๋ นมเย็น” สิ้นสุดลงเฉพาะตัว จึงเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของกระบวนการทางกฎหมาย ที่จะตามมาอีกเป็นหางว่าว

ว่ากันว่าความผิดของ นายศักดิ์สยาม ก็ไม่ใช่เรื่อง “เฉพาะตัว” ด้วยมีการไล่เบี้ยกันจริง อาจเลยเถิดไปถึงขั้นยุบ “ค่ายเซราะกราว” พรรคภูมิใจไทย เมื่อปรากฏชื่อ หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่า นายศักดิ์สยาม มีความเป็นเจ้าของ เป็นหนึ่งในผู้บริจาคเงินให้กับ พรรคภูมิใจไทย อยู่ด้วย

ฟังแบบนี้ เค้าลางอวสานปิดตำนาน “ค่ายเซราะกราว” พรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอีกต่อไป!!


กำลังโหลดความคิดเห็น