xs
xsm
sm
md
lg

3 ป.แท็กทีมสู้ศึกใหญ่ แยกกันตายหมู่ !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมืองไทย 360 องศา

เชื่อว่าภาพความเคลื่อนไหวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่เมืองทองธานี ทำให้หลายคนมองออกว่า มีเจตนาที่จะสื่อสารทางการเมืองออกไปชัดเจน เพราะภาพที่ทั้ง “สาม ป.” คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกงานพร้อมกัน และด้วยลักษณะท่าทางในลักษณะที่ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี

ที่สำคัญ เป็นลักษณะที่ “บิ๊กตู่” เดินนำหน้า และ พล.อ.ประวิตร กับ พล.อ.อนุพงษ์ เดินประกบข้างซ้ายขวา เป็นภาพที่เหมือนกับการสื่อให้เห็นว่าเป็นการ “เรียงลำดับการนำ” อย่างชัดเจน และที่หลายคนสังเกต ก็คือ เป็นเจตนาต้องการแสดงให้เห็นความเป็น “เอกภาพ” หลังจากมีข่าวคราวระหองระแหงก่อนหน้านี้มาตลอด โดยระหว่าง “พี่ใหญ่” กับน้องรอง และน้องเล็ก แข่งบารมีกันอยู่ในที ซึ่งเชื่อว่า คงพอมองเห็นได้ แม้ว่าที่ผ่านมาจะพยายามปฏิเสธ และพูดย้ำทุกครั้งว่า “ยังรักกันดี” ก็ตาม

แต่ภาพการเปิดโครงการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี สร้างโอกาสด้านอาชีพ สร้างสรรค์บทบาทสตรี สู่ความเข้มแข็งในชุมชน ในวันดังกล่าวที่เมืองทองธานี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็น “เจตนา” ให้เห็นภาพแบบนั้นออกมา

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากเหตุผลแล้วภาพที่ออกมาในวันนั้นมันก็ย่อมมีที่มา เพราะอย่างที่รับรู้กันดีว่า เวลานี้ “สภาพ” ของ “สาม ป.” ล้วนอยู่ในช่วง “ขาลง” อย่างแรง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ “อยู่มานาน” จนเกิดความน่าเบื่อ เหมือนกับกลุ่มอำนาจในยุคก่อนหน้านี้ แต่ส่วนสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เลย ก็คือ ภาพของ “ความแตกแยก” ภาพของการแข่งขันสร้างบารมี แยกกัน “สร้างฐานอำนาจ” ประกอบกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทั้งในและนอกประเทศ ทั้งวิกฤตโรคระบาด เศรษฐกิจ สงคราม รวมไปถึงผลงานที่ผ่านมาที่หลายเรื่องไม่ตอบสนองต่อความต้องการ และความคาดหวังของสังคมได้ไม่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “การปฏิรูป” ที่ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เห็นเป็นรูปธรรม มีแต่ภาพของความเป็น “รัฐราชการ” ที่มองว่าล้าหลัง ไม่ทันโลก สารพัด

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ว่านี้ล้วนทำให้เป็นการบั่นทอนพวกเขา คือ “สาม ป.” ลงอย่างรุนแรง ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาอาจเข้าใจว่า การ “แยกกัน” การแข่งกันสร้างบารมี ฐานอำนาจของแต่ละคนด้วยลักษณะ “ถือดี” อาจเป็นเพราะคนรอบข้างยุยง หรือต้องการหาประโยชน์จากสถานการณ์แบบนั้น แต่มันทำให้ทุกอย่างแย่ลง ภาพของความแตกแยกภายในพรรคพลังประชารัฐที่นำมาสู่ความเบื่อหน่ายรำคาญของประชาชน โดยเฉพาะผู้สนับสนุนที่เคยเทให้ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะปฏิเสธไม่ได้อย่างเด็ดขาดว่าเป็นเพราะ แรงสนับสนุน “บิ๊กตู่” เป็นหลักก็ตาม แต่ในภาพรวมมันก็ต้องไม่มีภาพความขัดแย้งในกลุ่มอำนาจ คือ “สาม ป.” นั่นแหละ

ผลที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านทางการเลือกตั้งหลายครั้ง การเลือกตั้งซ่อม 2-3 ครั้งที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐก็พ่ายแพ้อย่างหมดรูป ล่าสุด การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่สะท้อนผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ที่ผู้สมัครของพรรคได้แค่สองที่นั่ง มีคะแนนเสียงรวมกันทั้งหมดแค่สองแสนคะแนน จากที่เคยได้กว่าห้าแสนเสียง เมื่อการเลือกตั้ง ส.ส.ในกรุงเทพฯ คราวที่แล้ว

ขณะเดียวกัน การเกิดขึ้นของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร ด้วยคะแนนท่วมท้นเกือบ หนึ่งล้านสี่แสนเสียง กลายป็นกระแส “ฟีเวอร์” และคาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง

แต่ที่น่าสนใจก็คือ การเคลื่อนไหวของ นายชัชชาติ ได้ทำให้เกิด “การเปรียบเทียบ” กับการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฐานะนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงกลุ่ม “สาม ป.” โดยรวม เป็นภาพของความง่ายๆ เข้าถึงง่ายเป็นกันเองกับทุกคน และเข้าถึงปัญหาอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าอาจจะมองว่าเป็นการ “สร้างภาพ” ของ นายชัชชาติ อีกทั้งอาจเป็นช่วงใหม่ๆ ที่อะไรมันก็ดีไปหมด ยังต้องรอพิสูจน์ให้เห็นกับตาอีกระยะหนึ่ง ต้องมองกันยาวๆ ก็ตาม แต่นาทีนี้ถือว่าได้ผล เพราะได้สร้างกระแสการชื่นชมไปทั่ว ขณะเดียวกันยิ่ง นายชัชชาติ มีความโดดเด่นมากขึ้นเท่าใด อีกด้านหนึ่งมันก็เป็นการ “ข่ม” พล.อ.ประยุทธ์ และพวกให้หมองลงไปเท่านั้น การเปรียบเทียบก็จะเกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งหากคนหนึ่งกำลัง “ขาขึ้น” มันก็ทำให้อีกฝ่ายที่กำลัง “ขาลง” อยู่แล้วยิ่ง “ทิ้งดิ่ง” เร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง

อาจจะเป็นเพราะสาเหตุแบบนี้หรือเปล่าทำให้ช่วงหลังกลุ่มพี่น้องสาม ป. จึงต้องปรับกลยุทธ์รับมือกันอย่างรวดเร็ว คงคิดว่าหากแยกกันคงต้อง “ตายหมู่” แน่นอน อย่าว่าแต่จะคิด “ไปต่อ” เลย แค่รักษาอำนาจเฉพาะหน้ายังมีความเสี่ยงเลย ดังนั้น หากจะอยู่รอดก็ต้อง “ปรับตัว” ใหม่ อย่างน้อยก็ต้องทำให้เกิด “เอกภาพ” ลดภาพของความแตกแยกลงไป

ปรากฏการณ์ที่เห็นชัดที่สุดเริ่มมาตั้งแต่การอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ที่สามารถเอาชนะพรรคฝ่ายค้านได้อย่างสวยงาม แม้ว่ามีหลายองค์ประกอบ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ การประสาน ร่วมมือกัน และหลังจากนั้น ก็ได้เห็นการ “เดินสาย” ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ล่าสุด เตรียมลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร ที่ตามกำหนดการระบุว่าเป็นการติดตามความคืบหน้าโครงการพระราชดำริ

ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวภายในพรรคพลังประชารัฐ ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ทั้งมีความพยายามปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ มีการระดมความเห็นจากภายนอก เพื่อค้นจุดอ่อนจุดแข็ง ที่สำคัญ ก็คือ ลบภาพความขัดแย้งแตกแยกภายในพรรค มีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน

แม้ว่ายังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม รวมไปถึงยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พยายามปรับเปลี่ยนนั้นมาถูกทางหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ทั้งใน “กลุ่มสาม ป.” ที่เริ่มมีความเป็น “เอกภาพ” และชัดเจนมากกว่าเดิม ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะคิดได้แล้วว่า “รวมกันอยู่ครบ แยกกันตายหมู่” หรือเปล่า ขณะเดียวกัน ยังเป็นการผนึกกำลังเพื่อรับมือกับศึกใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า อย่างน้อยก็ต้องเจอ “ศึกซักฟอก” เป็นด่านแรก เสียก่อน !!


กำลังโหลดความคิดเห็น