xs
xsm
sm
md
lg

“สามนิ้ว” ถ่อย ด้อยค่า “ทมยันตี” ทะลุแก๊ส วงแตก ห้าวใส่ “ขาใหญ่สามนิ้ว” แฉ “ม่อน อาชีวะ” อมเงินบริจาคซื้อรถ?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ “สามนิ้ว” ถ่อย ด้อยค่า “ทมยันตี” ขอบคุณภาพ จากเพจเฟซบุ๊ก THE TRUTH
ประจานตัวเอง “สามนิ้ว” ถ่อย ด้อยค่า “ทมยันตี” โดนสวนไม่เคยอ่านวรรณกรรม รสนิยมละครน้ำเน่า หลังข่าว “ทะลุแก๊ส” วงแตก ห้าวใส่ “ขาใหญ่สามนิ้ว” สุดท้าย ไร้เงินสนับสนุน แฉ “ม่อน อาชีวะ” ถูกล้างแค้น ปมอมเงินบริจาคซื้อรถ?

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (14 ก.ย. 64) เพจเฟซบุ๊ก THE TRUTH โพสต์ประเด็น “สามนิ้ว” ด้อยค่า “ทมยันตี” โดนสวนเจ็บ

โดยระบุว่า จากกรณีนักเขียนนวนิยายชื่อดัง คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ เจ้าของนามปากกา ทมยันตี เสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 85 ปี ทำให้มีคนจำนวนมากทั้งในวงการบันเทิงและนอกวงการ ต่างพากันไว้อาลัย

ต่อมาหลังกระแสข่าว ทมยันตี เสียชีวิตติดกระแส มีผู้คนมากมายให้ความสนใจ ทำให้ “กลุ่มขบวนการสามนิ้ว” เริ่มเคลื่อนไหว ด้อยค่า โดยมีแนวร่วมจำนวนมาก แห่แชร์ข้อความบนทวิตเตอร์ กว่า 2 หมื่นครั้ง (ในขณะนี้) โดยมีเนื้อหาว่า

“นางคือผู้กำหนด mindset เรื่องชายเป็นใหญ่ ชะนีคือต้องถูกตบจูบๆ แต่งชุดสั้นคือร่าน ชะนีทำงานคือตนด้อยสังคม แย่งผัวพรากครอบครัว เลียแข้งเลียขา ไต่เต้าด้วยเต้าไต่ ฉากข่มขืนทั้งหลายก็มาจากนางทั้งนั้น ลาก่อน หมดยุคสมัยของเธอแล้ว ทมยันตี เป็นชะนีแต่สร้างวรรณกรรมที่ด้อยค่าตัวเองแท้ๆ เสียดาย น่าจะอยู่ให้ถึงวันที่ระบอบทหารที่เธอเชียร์นักเชียร์หนาล่มสลายลงกับตา ชอบแต่งนิยายตอนจบให้นางอิจฉาหรือตัวร้ายเป็นบ้า เข้า รพ. หากเป็นนางคงได้เข้า รพ.บ้าสมใจ และจากโลกไปพร้อมๆ กับระบอบเลวๆ นั่นซะ”

เรื่องนี้ ทำให้เพจชื่อดังอย่าง “เรื่องเล่าของ ๒๗๗” ได้ออกมาโพสต์ข้อความสวนกลับด้วยประโยคสุดเจ็บปวด ว่า “ดูแต่ละครหลังข่าว แต่ไม่เคยอ่านตัววรรณกรรม ชัวร์!!”

นอกจากนี้ ยังมีแฟนคลับของ “ทมยันตี” และผู้ที่เคยอ่านวรรณกรรมจริงๆ ได้ออกมาเคลื่อนไหวกันเป็นจำนวนมาก เพราะเรื่องราวต่างๆ ที่ผู้ใช้ทวิตเตอร์ดังกล่าวโพสต์ไม่ตรงตามความเป็นจริง เพราะ วรรณกรรม ของ ทมยันตี ไม่เคยมีเรื่องราวดังที่กล่าวมา แถมส่วนใหญ่แล้ว ตัวเอกที่เป็นฝ่ายหญิง จะมีความเข้มแข็ง ฉลาด แถมยังใจดี ต่างจากพล็อตละครหลังข่าว ในยุคสมัยใหม่เป็นอย่างมาก

นี่จึงเป็นอีกครั้งที่กลุ่มขบวนการสามนิ้ว พยายามด้อยค่าคนอื่น โดยที่ไม่ได้มีการศึกษา หรือรู้จริงแต่อย่างใด แถมยังยัดเยียดความเชื่อผิดๆ ให้กับสังคมที่ไม่ได้ศึกษาด้วยเช่นกัน ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหว ทำลายสังคมอย่างแท้จริง

ภาพ “ทะลุแก๊ส” วงแตก ห้าวใส่ “ขาใหญ่สามนิ้ว” ขอบคุณภาพ จากเพจเฟซบุ๊ก THE TRUTH
ขณะเดียววัน THE TRUTH ยังโพสต์ประเด็น “ทะลุแก๊ส” วงแตก หลังห้าวใส่ “ขาใหญ่สามนิ้ว” สุดท้ายเจอขับไล่ ไร้เงินสนับสนุน

เนื้อหาระบุว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยกระดับการคุมเข้มพื้นที่แยกดินแดงมากขึ้น ทำให้ช่วงที่ผ่านมา สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้ ทั้งหมด 51 ราย แบ่งเป็น เยาวชน 6 ราย ผู้ใหญ่ 23 ราย และบุคคลอื่นๆ อีก 22 รายนั้น ในการชุมนุมวันที่ 12 ก.ย. กลุ่มทะลุแก๊ส เริ่มตอบโต้กับเจ้าหน้าที่รุนแรงมากขึ้น รวมทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ คฝ. ได้รับบาดเจ็บสาหัส และอยู่ระหว่างการรักษาตัว

ต่อมา “ทะลุแก๊ซ” ได้ประกาศปิดเพจ ขอยุติบทบาท และขอให้มวลชนไปติดตามความเคลื่อนไหวในเพจทะลุแก๊ซแทน ซึ่งน่าสังเกตว่า กลุ่มนี้จะมีการเปิดเพจเคลื่อนไหวแยกกัน คือ กลุ่มทะลุแก๊ซ ที่สะกดด้วย ซ. และ ทะลุแก๊ส ที่สะกดด้วย ส. แต่การเคลื่อนไหวยังเน้นปักหลักที่แยกดินแดงเหมือนเดิม และตอบโต้พร้อมอาวุธที่หนักขึ้น

ด้านเพจดัง พี่ทัก นักสืบเอกชน ได้ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม เพจเฟซบุ๊ก “ทะลุแก๊ซ” ถึงต้องปิด นี่เป็นเพียงโดมิโนตัวแรกเท่านั้นที่ล้ม รอดูตัวต่อๆ ไปล้มลงได้เลย สำหรับใครที่อยากรู้ว่า โดมิโนตัวนี้ล้มได้อย่างไร เชิญมาอ่านรายละเอียดที่นี่ครับ แล้วจะเข้าใจทุกอย่างเอง แนวๆเด็กน้อยงอแง ขี้งอนอะไรประมาณนี้”

ภาพ โพสต์แฉเบื้องหลังวงแตก ขอบคุณภาพ จากเพจเฟซบุ๊ก THE TRUTH
ต่อมาเพจดังได้เฉลยปม ที่ทะลุแก๊ซขอหยุดการเคลื่อนไหว เพราะว่าเบื้องหลังเรื่องนี้ คือมี แอดมิน “ทะลุแก๊ซ” ไปปีนเกลียวรุ่นใหญ่ อย่าง “โชติศักดิ์ อ่อนสูง” จนโดนแนวร่วมสามนิ้วรุมถล่ม โดย โชติศักดิ์ อ่อนสูง สามนิ้วรุ่นใหญ่ เป็นผู้เปิดศักราชการต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ด้วยการไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญในโรงภาพยนตร์

ลาก่อนแอดมินทวิตเตอร์ “ทะลุแก๊ซ” หลังจากที่ทนโดนทั้งการ์ดสามนิ้วและแนวร่วมสามนิ้วรุ่นใหญ่สบประมาทมานาน วันนี้แอดมินทะลุแก๊ซก็นอตหลุด ปีนเกลียวใส่ โชติศักดิ์ อ่อนสูง หลังจากที่โดนจี้ใจดำด้วยคำว่า “ไม่ได้อยู่หน้างาน” เพราะไม่ได้ลงหน้างานจริงๆ รับไม่ได้ก็เลยตอบโต้กลับไป

แอดมินทะลุแก๊ซ พาดพิงถึงประเด็น PTSD และชาวมุสลิม ส่งผลให้เกิดคำสรรเสริญเยินยอ จากชาวสามนิ้วในทวิตเตอร์กันแบบรัวๆ รีทวีตกันสนั่นทวิตเตอร์ ถ้าผมเป็นแอดมินทะลุแก๊ซคงจะอายจนแทรกแผ่นดินหนีไปแล้ว แต่อย่างว่า สำนึกของคนเรามันไม่เท่ากัน แทนที่จะสำนึกและยอมรับผิด กลับแถเนียนๆ เลยว่า เป็นแอดมินคนอื่นมาตอบแบบนั้น แถแบบนี้ ใครจะไปเชื่อ แถมยังมองเป็นเรื่องตลกอีก ก็ยิ่งกลายเป็นดรามาหนักเข้าไปอีก

งานนี้เลยกลายเป็นว่า กลุ่มทะลุแก๊ซ ไม่ได้รับการยอมรับจากฝั่ง 3 นิ้ว และขาดแแนวร่วมสนับสนุน ทั้งกำลังคนและเงินบริจาค ส่วนกลุ่มเยาวรุ่นทะลุแก๊ส ที่ยังเคลื่อนไหวในเพจเฟซบุ๊ก เพื่อแจ้งข่าวสารการชุมนุม ทุกวันนี้ก็ขอเปิดรับบริจาคอุปกรณ์ ขอเงินช่วยเหลือจากมวลชนบ้าง แต่ก็ดูท่าว่าจะไม่ได้ผล รวมทั้งกระแสช่วงหลังเรียกว่าเป็นม็อบขาลง คนเริ่มไม่เห็นด้วยกับการไปปักหลักที่แยกดินแดง

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามว่า ในวันที่ 19 กันยา ที่ทาง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ บก.ลายจุด จัดชุมนุมใหญ่ “ทะลุแก๊ส” จะไปร่วมหรือไม่

ภาพ แฉ “ม่อน อาชีวะ” ถูกล้างแค้น ปมอมเงินบริจาคซื้อรถ? ขอบคุณภาพ จากเพจเฟซบุ๊ก THE TRUTH
ที่นาสนใจไม่แพ้กัน THE TRUTH โพสต์กรณี คนในสมาคมช่างภาพ แฉแกนนำ “ม่อน อาชีวะ” อมเงินบริจาคชุมนุม?

โดยระบุว่า สืบเนื่องจาก “นายธนเดช ศรีสงคราม” หรือ “ม่อน อาชีวะ” ที่เป็นแกนนำขับเคลื่อนกลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเคยมีประเด็นขัดแย้งกับกลุ่มการ์ดอื่นๆ ที่ขับเคลื่อนในขบวนการสามนิ้ว จนต่อมาถูก “ตั้ง อาชีวะ” อดีตแกนนำการ์ดอาชีวะเสื้อแดง ขับไล่ออกจากกลุ่ม

อีกทั้ง เคยพูดเหน็บแนมถึงเรื่องการเปิดรับเงินบริจาคของ กลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประมาณว่า กลุ่มของตนเองจะไม่เปิดรับเงิน เพราะจะทำให้เกิดความไม่โปร่งใส

ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 64 ม่อน อาชีวะ ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “คุณม่อน อาชีวะมีนบุรี” โดยเป็นภาพที่รถของตนเองนั้นถูกราดด้วยน้ำมัน จนเสียหายรอบคัน ซึ่งมีรายละเอียดว่า “ไม่ใช่นิสัยของนักเลง แต่มันคือหมารอบกัด”

ภาพ “ม่อน อาชีวะ” ขอบคุณภาพ จากเพจเฟซบุ๊ก THE TRUTH
ต่อมาผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “อนุวรรตน์ ภูมิมาศ” ซึ่งเป็นกรรมการ สมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้โพสต์ภาพดังกล่าวของ “ม่อน อาชีวะ” พร้อมทั้งโพสต์ข้อความประมาณว่า เป็นเรื่องของการอมเงินการทำม็อบ โดยมีรายละเอียดว่า

“#ผลของกรรมที่สร้างมันร้อนเป็นไฟ
ได้เงินมาจากทำม็อบ แล้วอมไว้คนเดียวไม่แบ่งเพื่อน เอาไปซื้อรถมาใช่ไหม
เลยโดนเพื่อนเอาน้ำยาลอกสีรถมาราดให้เต็มรถเลย
ใครละที่รู้จักบ้านม่อน ใครล่ะที่เข้าออกบ้านม่อนได้….เพื่อนม่อนไง เอวัง!!”

จากนั้น ม่อน อาชีวะ ได้โพสต์ข้อความอีกครั้งว่า “ใช่ว่าจะทำรถผมพังแล้ว ผมจะไม่สามารถไปม็อบได้ ถึงรถผมจะพังแต่ใจผมยังสู้ ผมก็ไปม็อบได้เหมือนเดิม และผมออกไปชุมนุมตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อน หรือไปฆ่าใครตาย #ถ้าใจเรายังสู้เราก็ต้องสู้
#เชื่อมั่นและศรัทธา”

แน่นอน, ทั้งหมดเห็นชัดแล้วว่า กลุ่มขบวนการที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยอ้าง เพื่อเรียกร้อง “ปฏิรูปสถาบันฯ” แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ และ ไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และองคาพยพนั้น แท้จริงแล้ว ก็คือ กลุ่มคนประเภทหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยอคติต่อสิ่งที่พวกเขาต่อต้าน โดยไม่มีเหตุผล และไม่เป็นความจริง หรือ สร้างเฟกนิวส์ จากการ “มโน” เอาเอง เป็นส่วนใหญ่

นี่คือ “จุดด้อย” อย่างสำคัญที่ทำให้ภาพลักษณ์การต่อสู้ทางการเมืองของคนส่วนนี้ เริ่มกลายเป็นการต่อต้านด้วยอคติ มากกว่าการสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีงามในสังคมไทยและประเทศไทย อย่างที่กล่าวอ้าง อันเป็นการด้อยค่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตามที่กล่าวอ้างอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งยังอ้างไม่ได้ว่า เป็นเรื่องของ “สาวก” เพราะแกนนำที่สนับสนุนม็อบสามนิ้ว และขบวนการสามนิ้ว ก็มีพฤติกรรมไม่ต่างกัน คือ สร้างวาทกรรมบิดเบือนความจริง ใส่ร้ายป้ายสี ปลุกระดมคำโตมอมเมาทางความคิดคนรุ่นใหม่ เรื่องต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย แบบรัฐในอุดมคติ ที่ไม่มีทางเป็นจริงได้ ซึ่งแม้แต่แกนนำดังกล่าว ก็ไม่เคยยึดถืออุดมการณ์ที่กล่าวอ้างอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้เห็นได้ชัดแล้วเช่นกัน

ที่สำคัญอีกประเด็น ก็คือ เรื่อง “อมเงินบริจาค” ที่มีการแฉกันมาตลอด โดยเฉพาะการแฉว่า แกนนำ เอาเงินบริจาคไปใช้หนี้สินส่วนตัว หรือ แกนนำ มีเงินบริจาคเข้ากระเป๋าส่วนตัวคนละหลายล้าน และกรณี ม่อน อาชีวะ ก็เป็นหนึ่งในกรณีที่ถูกแฉทำนองเดียวกัน ส่วนว่าจริงหรือไม่ ก็ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสให้สาธารณชนเห็น เพราะอย่าลืมว่านี่คือ เงินบริจาค ของผู้เห็นด้วยกับการชุมนุม ไม่ใช่ค่าจ้างชุมนุม? แต่ก็ชอบธรรมที่จะถูกกล่าวหา เพราะว่าแกนนำม็อบ ไม่เคยมีใครทำความโปร่งใสเรื่องนี้แม้แต่คนเดียว

เหนืออื่นใด คือ ความเสื่อมที่เกิดขึ้นทั้งหมด เริ่มนับถอยหลังในความรู้สึกของคนไทยแล้ว ว่า ควรยุติการชุมนุมเสียเถิด เพราะนอกจากสนองตัณหา “ล้มเจ้า” ของคนบางกลุ่มแล้ว ก็ไม่เห็นประโยชน์อะไรเลย นี่เรื่องจริง


กำลังโหลดความคิดเห็น...