xs
xsm
sm
md
lg

“สามนิ้ว” ยกระดับกดดันศาล ได้ผล หรือเข้าคุกเพิ่ม !!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมืองไทย 360 องศา

อาจเป็นเพราะช่วงสถานการณ์โควิดระบาดในระลอกใหม่ ทำให้ข่าวคราวหรือความสนใจของสังคมแทบทั้งหมดเบนไปทางนั้นก็ได้ ทำให้อีกฝ่ายในที่นี้ ก็คือ “ม็อบสามนิ้ว” ต้องออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องความสนใจถี่ยิบ และ “แปลกๆ” มากเป็นพิเศษ เพราะมีแต่วิธีนี้เท่านั้น ที่จะสามารถหล่อเลี้ยงมวลชนและดึงดูดความสนใจให้กลับมาได้บ้าง

เพราะตราบใดที่สังคมเมินเฉย หรือหันเหไปทางอื่น มันก็จบเห่ แบบ “มืดสนิท” กันเลยทีเดียว ซึ่งในเวลานี้ก็แทบจะเป็นไปทางนั้นแล้ว เพราะหากพิจารณาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ กลุ่มคนที่ยังสนใจอยู่ก็มีเพียงแค่กลุ่มนักศึกษาที่ยังทำกิจกรรม รวมไปถึงบรรดาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ที่ไม่กล้าออกตัวมาอยู่ข้างหน้า แต่ยังใช้วิธียุยงนักศึกษาที่เป็นเยาวชนออกมาเคลื่อนไหวแทน
เหมือนกับการที่สังคมได้เห็นการเคลื่อนไหวของบรรดามวลชนกลุ่มหนึ่งไม่กี่สิบคน ที่ชุมนุมก่อกวนอยู่ในอาคารบริเวณศาลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในจำนวนนั้นมีทั้งพวกนักศึกษา และแม่ของจำเลยที่ถูกฟ้องในคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และอีกหลายคดี ซึ่งถูกศาลสั่งห้ามประกันตัวมาแล้วอย่างน้อย 9 ครั้ง ซึ่งแน่นอนว่า ในแต่ละครั้งย่อมต้องมีเหตุผลอธิบายว่ามีสาเหตุและเหตุผลอย่างไรบ้าง

ในเวลาต่อมา “นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ” อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาได้อธิบายถึงหลักเกณฑ์การปล่อยชั่วคราว กรณียกคำร้องประกันตัวแกนนำกลุ่มราษฎรหลายครั้ง ว่า การปล่อยชั่วคราวตามสิทธิสามารถกระทำได้ตลอด แต่ต้องดู ป.วิ.อาญา เกี่ยวกับเรื่องการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวว่า ก่อนหน้านี้ ที่ศาลไม่ให้ประกันเป็นเพราะอะไร เพราะว่าเราพิจารณาตามลักษณะภาพ และการกระทำของจำเลยแต่ละคนในคดีที่ถูกฟ้อง ว่าได้กระทำอะไรบ้าง จึงไม่อนุญาต โดยอาศัยหลักตาม มาตรา 108/1 ที่ว่า หากให้ประกันแล้ว เกรงว่าจะไปก่อเหตุภยันตรายประการอื่น

“ซึ่งเหตุนี้มีความหมายว่า เป็นเรื่องที่กระทำมาแล้ว แล้วจะกลับไปกระทำอีก ส่วนผิดหรือไม่ผิด เอาไว้อีกที ในเมื่อเขาฟ้องมาแล้วว่าคุณทำอย่างนี้ ปล่อยคุณไป ก็ไปกระทำอีก อันนี้ก็เป็นเหตุอันตรายประการอื่นก็ได้ หรือเป็นเหตุอันตรายประการอื่น ที่ไม่เกี่ยวกับคดีนี้ คือไปก่อเรื่องอื่นที่ผิดกฎหมาย เรื่องอื่น อันนี้ก็อยู่ในของเขตคำนี้ ศาลก็พิจารณาถึงข้อนี้ จึงไม่อนุญาตไป” อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ระบุ

นายสิทธิโชติ ระบุต่อว่า การขอประกันครั้งต่อไป จึงต้องดูว่า สิ่งที่ศาลไม่อนุญาตเพราะเหตุใด และจำเลยหรือผู้ต้องหาจะสามารถแก้ไขเหตุนั้น หรือทำให้เหตุนั้นมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เหมือนกรณีของ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน และ นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม หรือ หมอลำแบงค์ ที่ทั้ง 3 ได้แถลงต่อศาลเองว่า จะไม่กระทำแบบเดิม ศาลก็รับเงื่อนไข ซึ่งทั้ง 3 นั้น ในช่วงที่ถูกควบคุมตัว อาจจะไปนั่งคิดพิจารณาขึ้นมาได้ ว่าสิ่งที่ทำลงไปมันไม่ควร จะทำ และเข้าใจในคำสั่งศาล ว่าคำว่าไปก่อเหตุภยันตรายประการอื่นซ้ำ ในสิ่งที่ถูกฟ้องมา จึงได้มาแถลงต่อศาลเองว่า จะไม่กระทำแบบเดิม มันจึงเป็นเหตุที่ถูกแก้ไข

ส่วนที่ทนายความอ้างว่า ได้ยื่นคำร้องประกันตัว นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน กับพวกโดยใช้เงื่อนไขเดียวกับ 3 คน ก่อนหน้านี้ นายสิทธิโชติ ตอบว่า “ไม่ใช่ ในคำร้องที่ยื่นมา เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา มันแตกต่างกับ 3 คน ที่ได้ประกันตัวในหลายประเด็น ของ 3 คนนั้น ตัวจำเลยเองเป็นคนลงชื่อในคำร้อง ยืนยันต่อศาล ขอให้ศาลทำการไต่สวน และแถลงต่อศาลด้วยตนเองว่า จะไม่กระทำลักษณะที่ถูกฟ้อง และจะไม่ก่อเหตุร้ายประการอื่น ส่วนข้อกำหนดอื่น ก็ให้ศาลสั่ง ซึ่งศาลเองก็ไม่สามารถสั่งอย่างอื่นได้ ต้องสั่งตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 ที่ว่า จะไม่ก่อเหตุร้ายประการอื่น ศาลก็จะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เพราะจำเลยเป็นคนเสนอเงื่อนไขเอง และจำเลยก็เป็นคนแถลงเอง ไม่ใช่ทนายความเป็นคนแถลงแต่ฝ่ายเดียว มันแตกต่างกัน

“ส่วนที่ทนายความยื่นคำร้องเมื่อวาน ทนายยื่นเอง ในเนื้อหา ก็ไม่ได้พูดถึงเลย พูดเพียงแต่ว่าให้ศาลกำหนดเงื่อนไขเอา ซึ่งศาลจะไปบังคับเขาก็ไม่ได้ ศาลจะไม่บังคับใคร แต่ว่าหากตัวจำเลยเห็นว่า สิ่งที่ศาลสั่งว่าเกรงจะไปก่อเหตุภยันตรายประการอื่น ที่ศาลก็บอกแล้วว่า ที่ไม่ให้ประกันเกรงจะไปกระทำซ้ำในความผิดที่ฟ้อง และจำเลยตัดสินใจ จะไม่กระทำแบบนั้นอีก พร้อมยอมรับในกระบวนการยุติธรรมอีก ศาลก็จะพิจารณา” นายสิทธิโชติ ระบุ

นั่นเป็นคำชี้แจงของ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ถึงหลักการ เหตุผลรวมไปถึงข้อกฎหมายการสั่งการของศาลภายใต้ ป.วิอาญา มาตรา 108/1 ซึ่งจะว่าไปแล้ว ที่ผ่านมาถือว่าเกิดขึ้นน้อยครั้งมาก ที่ศาลจะออกมาแถลงในเรื่องแบบนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุการณ์ “ท้าทาย หรือกดดันศาล” แบบนี้มาก่อน ซึ่งอาจเป็นเพราะว่า พวกที่มาเคลื่อนไหวแบบนี้ มาเพราะ “ไม่รู้” หรือคิดว่าด้วยแรงยุยง ให้ข้อมูลผิดเพี้ยนจากผู้ใหญ่ที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง โดยให้บรรดาเด็กๆ เยาวชนเคลื่อนไหวออกหน้าแทน เหมือนกับการเคลื่อนไหวจาบจ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ตัวเอง “ไม่มีความกล้า” เพราะกลัวติดคุก

ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวในลักษณะที่เลือกใช้วิธีกดดัน ข่มขู่ศาล ของกลุ่ม “สามนิ้ว” ที่ล่าสุดยังเพิ่มเติมด้วยการใช้วิธี “โกนหัว” ประท้วงศาล ของบรรดา “แม่ๆ” ของจำเลยบางคน เช่น กรณีของ นางสุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ มารดาของ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ที่ล่าสุดได้ใช้วิธีดังกล่าว โดยอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จากกรณีที่ศาลยกคำร้องไม่ให้ประกันตัวลูกชายของเธอ พร้อมจำเลยรายอื่นรวม 7 ราย เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา

นอกเหนือจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวในลักษณะที่ว่าเป็นพฤติกรรม “ล่าแม่มด” นั่นคือ การโพสต์ในโซเชียลฯ เปิดเผยชื่อ ที่อยู่ พร้อมทั้งรูปภาพของผู้พิพากษา และคนในครอบครัวของผู้พิพากษา ที่มีคำสั่งยกคำร้อง 7 จำเลยดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการ “คุกคาม” อย่างชัดเจน จนทำให้หลายคนต้องเตือนว่า เป็นการความผิดแบบละเมิด รวมไปถึงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง และยอมรับได้

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยข่มขู่ คุกคามศาลของพวก “ม็อบสามนิ้ว” ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่พวกเขามั่นใจว่า จะต้อง “ได้ผล” นั่นคือ ศาลจะต้องปล่อยตัวจำเลยออกมาจากเรือนจำได้ แต่ขณะเดียวกัน ในอีกมุมหนึ่งมีหลายคนมองเป็นตรงกันข้าม เชื่อว่าวิธีแบบนี้ไม่มีทางได้ผล เพราะหากศาลยอมตาม ก็เท่ากับว่าบ้านเมืองจะไม่มีหลักการและกฎหมายใดๆ ใช้แต่ความรู้สึกในการตัดสินเท่านั้น

อีกทั้งยังเชื่อว่า ด้วยวิธีการแบบนี้ยังจะทำให้อีกหลายคนต้องติดคุกเพิ่มขึ้น อย่างน้อยก็กำลังจะโดนคดี “ละเมิดศาล” เพิ่มขึ้นอีกหลายคนแน่นอน !!


กำลังโหลดความคิดเห็น