xs
xsm
sm
md
lg

พิษโซเชียล! “ดร.กิตติธัช” ชี้ มีขบวนการจัดตั้ง แรง! แบน “ไอดอลไทยในเกาหลี” ล่าแม่มด “ลูกประยุทธ์”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ จากเฟซบุ๊ก Kittitouch Chaiprasith ของ ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์
“ดร.กิตติธัช” เตือนอย่าหลงผิด โลก “โซเชียล” คนละเรื่องกับโลกความจริง ยิ่งกว่านั้น ยังมี “บอท” และขบวนการจัดตั้ง ปั่นไลก์ แชร์ แฮชแท็ก ทำให้เชื่อว่า เป็น “เสียงส่วนใหญ่” แรง! “แบนไอดอลไทยในเกาหลี” ล่าแม่มด “ลูกประยุทธ์”

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เฟซบุ๊ก Kittitouch Chaiprasith ของ ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้านปรัชญาการเมือง โพสต์ข้อความระบุว่า

“ระบบ AI และ Algorithm ทำให้ผู้คนเห็นแต่คน/แนวที่เราชอบ มันทำให้คนขาดโอกาสในการเห็นความคิดของคนอื่นๆ มันทำให้เราเชื่อว่า โลกที่เราเห็นคือ “ทั้งหมด” และมีแต่ “คนคิดแบบเดียวกับเรา”
และที่สำคัญคือ ไม่ใช่แค่ Algorithm เท่านั้น แต่วันนี้มันยังมี “บอท” และขบวนการจัดตั้ง ที่คอยปั่นยอดไลก์ ยอดแชร์ ปั่่นแฮชแท็ก จนทำให้คนเชื่อว่า นี่คือ “เสียงส่วนใหญ่” ของสังคมอีกด้วย

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อคุณออกไปหา/พบปะ/พูดคุยและเจอคนให้มาก แลกเปลี่ยนกันให้มาก คุณจะรู้เลยว่าโซเชียลมีเดียเป็นแค่โลกสมมุติแคบๆ อันหนึ่งที่ถูกกำหนดโดย AI เท่านั้น

ข้างนอกโซเชียลมีเดีย ยังมีผู้คนที่มีความคิดเป็นอิสระ มีปัญหาเชิงประจักษ์ที่รอได้การแก้ไขพัฒนาอีกเยอะ ไม่ใช่มีแต่เรื่องการเมืองที่เห็นๆ กันอยู่ในโซเชียลเท่านั้น”

ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊ก Kittitouch Chaiprasith โพสต์ว่า
“เป็นปรากฏการณ์ที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ กับกลุ่มที่ “อ้างประชาธิปไตย” เพื่อบีบบังคับให้คนอื่นต้องออกมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของตน
ซึ่งพอประชาชนทั่วไปไม่ทำตาม ก็ไปคุกคามคนเหล่านั้น งานนี้พวกเขาพยายามบีบศิลปินไทยในเกาหลีออกมาสนับสนุนพวกเขา

ซึ่งพอไอดอลเหล่านั้นไม่ออกมาสนับสนุนพวกเขา เขาก็ปั่นแฮชแท็ก “แบนไอดอลไทยในเกาหลี” จนขึ้นอันดับหนึ่งในทวิตเตอร์ (ตามเคย)
#RedGuardModel
#หยุดอ้างประชาธิปไตยคุกคามประชาชน”

พร้อมกับ แชร์เรื่องราวจาก “The POINT” โดยระบุว่า

“31 สิงหาคม เวลา 22:00 น. •
ทวิตเตอร์ระอุ #แบนไอดอลคนไทยในเกาหลีขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่ง จี้ไอดอลคนดังแสดงจุดยืนทางการเมือง

กลายเป็นกระแสร้อนแรงในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ทวิตเตอร์ หลังแฮชแท็ก #แบนไอดอลคนไทยในเกาหลี ขึ้นติดเทรนอันดับหนึ่ง สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ มีการชุมนุมประท้วงของกลุ่มเยาวชนปลดแอกที่ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ขณะที่ในโลกออนไลน์ก็มีการเคลื่อนไหวคู่ขนานกัน โดยการติดแฮชแท็กสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุม และแฮชแท็กต่อต้านกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล พร้อมติดแฮชแท็กแบนสินค้าต่างๆ จนกลายเป็นประเด็น ดรามาในสื่อออนไลน์ไปแล้วนั้น ล่าสุด ในทวิตเตอร์ก็ปรากฏ แฮชแท็ก #แบนไอดอลคนไทยในเกาหลี โดยสาเหตุมาจากการที่เหล่าไอดอลไทยที่ไปมีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศเกาหลีนั้น ไม่ยอมแสดงจุดยืนทางการเมือง

ขณะเดียวกัน ก็มีผู้ออกมาแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยบางส่วนไม่เห็นด้วยกับแฮชแท็กดังกล่าว โดยมองว่า เป็นสิทธิของดาราศิลปินหรือไอดอลที่จะแสดงออกหรือไม่แสดงออก และไอดอลบางรายก็มีสังกัดและมีกฎระเบียบที่ห้ามออกมาพูดหรือแสดงความเห็นในประเด็นเหล่านี้

#ThePOINT #ม็อบเยาวชน #กลุ่มเยาวชนปลดแอก #ทวิตเตอร์ #แบนไอดอลคนไทยในเกาหลี”

ภาพ นางสาวธัญญา จันทร์โอชา และ นางสาวนิฏฐา จันทร์โอชา  จากแฟ้ม
สอดรับกับกรณี มีการเผยแพร่คำชี้แจงของ นางสาวธัญญา จันทร์โอชา และ นางสาวนิฏฐา จันทร์โอชา จากข้อกล่าวหาใน Social Media #ตามหาลูกประยุทธ์ ที่เป็นกระแสสังคมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้า นางสาวธัญญา จันทร์โอชา และ นางสาวนิฏฐา จันทร์โอชา ประสงค์ดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล หรือสื่อใดๆ ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จ, ด่าทอให้ร้าย, กล่าวหา, คุกคาม, หมิ่นประมาท ข้าพเจ้าทั้งสอง เช่น การกล่าวหาว่า ข้าพเจ้าทั้งสอง เปลี่ยนนามสกุล, อาศัยอย่างสุขสบายอยู่ในคฤหาสน์ต่างประเทศ, เป็นเส้นทางฟอกเงินของบิดาและอื่นๆ โดยปราศจากหลักฐานและไม่มีมูลความจริงเช่นนี้ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวข้าพเจ้าทั้งสองและวงศ์ตระกูล ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง

ข้าพเจ้าทั้งสอง ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการงานของบิดา ไม่เคยแสดงความคิดเห็นใดๆ ทางการเมือง วันนี้ข้าพเจ้าทั้งสอง จำเป็นต้องปกป้องเกียรติยศ ศักดิ์ศรี สิทธิของตนเองและวงศ์ตระกูล ข้าพเจ้าทั้งสองขอเรียนชี้แจง ในประเด็นข้อกล่าวหาต่างๆ ซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้น ดังนี้

ข้อ 1 กล่าวหาว่า - มีการเปลี่ยนมาใช้นามสกุลมารดา เพื่อทำเรื่องผิดกฎหมายต่างๆ เช่น ฟอกเงิน ขอวีซ่าเพื่อหนีไปอยู่ต่างประเทศ ฯลฯ
ข้อเท็จจริง -ไม่เคยมีการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลใดๆ ยังคงใช้ชื่อ ธัญญา จันทร์โอชา และ นิฏฐา จันทร์โอชา ตั้งแต่กำเนิดจนถึงปัจจุบัน

ข้อ 2 กล่าวหาว่า - ไม่ได้อยู่ประเทศไทย
ข้อเท็จจริง - อยู่ประเทศไทยมาโดยตลอด ใช้ชีวิตปกติอย่างประชาชนคนไทยทั่วไป

ข้อ 3 กล่าวหาว่า - เรียนอยู่ประเทศออสเตรเลีย
ข้อเท็จจริง - ไม่เคยเรียนที่ประเทศออสเตรเลีย เคยเดินทางไปท่องเที่ยวเพียงครั้งเดียว เมื่อวัยเด็ก

ข้อ 4 กล่าวหาว่า - เรียนอยู่ต่างประเทศ
ข้อเท็จจริง - ข้าพเจ้าทั้งสอง เรียนจบชั้นประถมและมัธยม จาก โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ เรียนจบปริญญาตรี จาก คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เท่านั้น

ข้อ 5 กล่าวหาว่า - สอบตกปริญญาโท อธิการบดีถูกกดดันให้รับเข้าเรียน
ข้อเท็จจริง - ไม่ได้เรียนปริญญาโท และ ไม่เคยสอบตก เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ด้วยเกรดเฉลี่ย 4.00 และ 3.96 และ เรียนจบปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับเกียรตินิยมอันดับ 2 ทั้งคู่

ข้อ 6 กล่าวหาว่า - ปัจจุบันใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ที่ประเทศอังกฤษ โดยมีเจ้าสัวซื้อให้
ข้อเท็จจริง - ข้าพเจ้าทั้งสองใช้ชีวิตตามปกติในประเทศไทย ไม่เคยพำนักอาศัยในประเทศอังกฤษหรือประเทศอื่นใดเป็นระยะเวลานาน ไม่เคยพักอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ใดๆ ข้าพเจ้าทั้งสองได้เดินทางไปเที่ยวประเทศอังกฤษครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2558 ด้วยวีซ่าท่องเที่ยว โดยเข้าพักโรงแรมตามปกติ ในการนี้ ข้าพเจ้าทั้งสองได้มอบหลักฐานการเดินทางเข้าออกประเทศไทย ให้กับพนักงานสอบสวนเรียบร้อยแล้ว

ข้อ 7 กล่าวหาว่า - มีการซุกเงิน ฟอกเงิน โดยบิดาโอนเงินเข้าบัญชีลูกที่ต่างประเทศ
ข้อเท็จจริง - ข้าพเจ้าทั้งสองไม่มีบัญชีธนาคารที่ต่างประเทศ มีเพียงบัญชีธนาคารในประเทศไทยเท่านั้น

ข้อ 8 กล่าวหาว่า - บิดาโอนเงินเข้าบัญชีลูกทั้งสองคนเพื่อฟอกเงิน
ข้อเท็จจริง - บิดาโอนเงินให้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือ ความลับใดๆ บิดาเป็นผู้ชี้แจงเองและแจกแจงที่มาที่ไปของเงินอย่างชัดเจนในการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.อย่างเปิดเผย ตั้งแต่เมื่อครั้งรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2557 และยังปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อทั่วไปหลายครั้งแล้ว โดยเงินส่วนนี้มีที่มาจากการขายที่ดินของ พันเอก ประพัฒน์ จันทร์โอชา (คุณปู่) และมีการแบ่งทรัพย์สินภายในครอบครัว ซึ่งที่ดินผืนนี้เป็นมรดกตกทอดของครอบครัวมามากกว่า 50 ปี

ข้อ 9 กล่าวหาว่า - ทำไมไม่เคยมีภาพหลุดออกมาใน Social Media ใดๆ เลย แม้กระทั่งของเพื่อนยังไม่มีภาพ
ข้อเท็จจริง - ข้าพเจ้าทั้งสองไม่มีบัญชีส่วนตัวใน Social Media ใดๆ และ กลุ่มเพื่อนที่ติดต่อกันก็เข้าใจในสิทธิความเป็นส่วนตัว จึงไม่เคยแชร์ภาพใดๆ และไม่ต้องการให้มีบุคคลใดนำภาพไปแอบอ้างใช้หาประโยชน์

ข้อ 10 กล่าวหาว่า - ไม่เปิดเผยตัวเหมือนลูกนักการเมือง หรือ ลูกนายกฯ คนอื่นๆ
ข้อเท็จจริง - ข้าพเจ้าทั้งสองใช้ชีวิตปกติเหมือนประชาชนคนไทยทั่วไป ไม่ได้ต้องการเป็นที่รู้จักหรือเปิดเผยตัวว่าเป็นลูกใคร เพราะไม่ต้องการได้รับอภิสิทธิ์หรือเพื่อรับผลประโยชน์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งของบิดา หากมีใครแอบอ้างว่ารู้จัก สามารถช่วยเหลือเพื่อรับผลประโยชน์ต่างๆ ได้ เป็นเรื่องเท็จทั้งหมด

ข้าพเจ้า นางสาวธัญญา จันทร์โอชา และ นางสาวนิฏฐา จันทร์โอชา ต้องการใช้สิทธิทางกฎหมายโดยการฟ้องดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด กับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จ, ด่าทอให้ร้าย, กล่าวหา, คุกคาม, หมิ่นประมาท ทั้งหมด ทั้งผู้ที่โพสต์และแชร์ ในทุกช่องทาง Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Youtube ฯลฯ รวมถึงสื่อ หรือ พื้นที่สาธารณะอื่นๆ โดยไม่มีการยอมความใดๆ ทั้งสิ้น

ข้าพเจ้าทั้งสองประสงค์ให้กรณีนี้เป็นกรณีตัวอย่างและบรรทัดฐานของการใช้ Social Media ในประเทศไทย ว่า ผู้ใดก็ตาม ไม่มีสิทธิเผยแพร่ข้อมูลเท็จ, ด่าทอให้ร้าย, กล่าวหา, คุกคาม, หมิ่นประมาท ผู้อื่น โดยปราศจากหลักฐาน และในขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรมีผู้ใดตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง จากการหลงเชื่อข้อมูลโดยขาดการไตร่ตรอง คิดวิเคราะห์แยกแยะ เพียงเพราะความอคติ และ ความเกลียดชัง อีกต่อไป

หากผู้ใดมีหลักฐานการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ, ด่าทอให้ร้าย, กล่าวหา, คุกคาม, หมิ่นประมาท ที่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าทั้งสองเพิ่มเติม ขอความร่วมมือส่งข้อมูลมาที่ทนายความของข้าพเจ้าทั้งสอง ทางอีเมล law.one555@gmail.com เพื่อรวบรวมและดำเนินการฟ้องร้องต่อไป
#ความจริงลูกประยุทธ์”

แน่นอน, แทบไม่ต้องสงสัยว่า การแบนคนเห็นต่าง หรือ แบนคนที่ไม่ยอมเล่นด้วยกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ เกิดจาก “โลกโซเชียล” จุดกระแส แล้วที่ร้ายไปกว่านั้น อย่างที่ ดร.กิตติธัช ว่า คือ มีขบวนการจัดตั้ง “คอยปั่นยอดไลก์ ยอดแชร์ ปั่่นแฮชแท็ก จนทำให้คนเชื่อว่า นี่คือ “เสียงส่วนใหญ่” ของสังคม”

จนนำมาสู่ กระแสล่าแม่มด โดยมีคนชี้นำ และชี้เป้า อย่างที่เกิดขึ้นกับ “แบนไอดอลไทยในเกาหลี” และการล่าแม่มด “ลูกประยุทธ์” ซึ่งก็เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

และนับวันเรื่องนี้จะรุนแรงขึ้นทุกวัน แม้แต่กฎหมายคอมพิวเตอร์ ก็ไม่สามารถปราบปรามได้ ยิ่งมีการต่อสู้ทางการเมือง และมีการใช้โซเชียลมีเดีย เป็นช่องทางหนึ่งในการต่อสู้ ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่า มันได้ตกเป็นเครื่องมือการเมืองอย่างสมบูรณ์ไปแล้ว

ประเด็น ก็คือ สังคมไทยจะรู้เท่าทันโลกโซเชียลแค่ไหน ทำอย่างไร จะหยุดพฤติกรรมชั่วร้าย “คุกคาม” คนเห็นต่าง ด้วยการ “ล่าแม่มด” เสียที เพราะไม่เช่นนั้น วันหนึ่งทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นคนถูกล่า และไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างที่หลายคนถูกล่าอยู่ในเวลานี้ ลองคิดดูก็แล้วกัน


กำลังโหลดความคิดเห็น...