xs
xsm
sm
md
lg

ขนาดนั้น! “จอม” ยก “เพนกวิน” นักสู้ เทียบชั้นรุ่นพี่ๆ ลุง ป้า น้าอา.. เข้าตาอย่างแรง เปิดตัว “jomvoice Channel”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพจาก เฟซบุ๊ก Jom Petchpradab ของ นายจอม เพชรประดับ
หลัง “อารยะขัดขืน” พ.ร.ก.ฉุกเฉิน “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ก็ดังเข้าตาแดงล้มเจ้า อย่าง “จอม” ยกเป็นเยาวชนไทยเลือดนักสู้ ที่ไม่ก้มหัวให้เผด็จการทหารเทียบชั้นนักสู้รุ่นพี่ๆ ลุง ป้า น้าอา พร้อมเปิดใจ ทางยูทูป jomvoice Channel

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เฟซบุ๊ก Jom Petchpradab ของ นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ลี้ภัยในสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความระบุว่า

“คืนนี้วันที่ 2 กรกฎาคม เวลาสามทุ่มครึ่งเป็นต้นไป ตามวันเวลาประเทศไทย พบกับการสัมภาษณ์เปิดใจ เยาวชนไทยเลือดนักสู้ ที่ไม่เคยก้มหัวให้กับเผด็จการทหารในประเทศไทย “น้องเพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์

การเอาชีวิตตัวเองลงสู่สงครามการเมืองตั้งแต่ชั้นมัธยมฯ จวบจนใกล้จบมหาวิทยาลัย ชีวิตที่เต็มไปด้วยบาดแผลไม่น้อยไปกว่านักสู้รุ่นพี่ๆ ลุง ป้า น้าอา ...เขายืนหยัดอยู่ได้ด้วยอะไร ..? ห้ามพลาด ไลฟ์สดทางเฟสนี้ และพร้อมกันใน ยูทูป jomvoice Channel ..เหมือนเดิมครับ”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 63 เวลา 13:02 น. ที่ สน.ปทุมวัน นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน” และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่มสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) จัดกิจกรรม “อารยะขัดขืน! ไม่ขอยอมรับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ที่บริเวณหน้า สน.ปทุมวัน เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

หลังจากที่พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ออกหมายเรียก นายพริษฐ์ และ นางสาวปนัสยา มารับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนข้อกำหนดของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ร่วมกันจัดให้มีกิจกรรม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากในลักษณะมั่วสุมประชุมกัน หรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่าย จากการชุมนุมที่สกายวอล์คหน้าหอศิลปวัฒนธรรม ในกิจกรรม “ทวงความเป็นธรรมให้กับนายวันเฉลิม” ที่ถูกอุ้มหายในประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 63

ขณะเดียวกัน น.ส.ปนัสยา อ่านแถลงการณ์ว่า ถึงนายกรัฐมนตรีเผด็จการ พล.อ.ประยุทธ์และพวก พวกเรา 2 คน เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยืนหยัดต่อต้านอำนาจเผด็จการของพวกคุณมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งกำมะลอ ที่พวกคุณจัดขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจของตัวเอง พวกเราไม่แน่ใจว่า พวกคุณจำหน้าพวกเราได้หรือเปล่า แต่คุณคงจำได้ว่า เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา พวกเราพร้อมเพื่อนๆ หลายสถาบันลุกฮือต่อต้านอำนาจของพวกคุณ พวกคุณโหนกระแสไวรัสโควิด-19 ใช้เป็นข้ออ้างปิดมหาลัยใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาห้ามเราชุมนุมทั้งที่เชื้อไวรัสเพิ่มแพร่ระบาดมาระยะหนึ่งแล้ว แต่รัฐบาลของคุณไม่ได้มีท่าทีใส่ใจ ไม่มีแม้กระทั่งปิดพรมแดนเพื่อป้องกันเชื้อไวรัส แต่มาสนใจควบคุมการระบาดเมื่อพวกเราขยายวงไปทั่วประเทศแล้วเท่านั้น...

สำหรับ พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน” เคยพูดถึงตัวเองเอาไว้ว่า

“คนรุ่นผมคือคนที่เป็นมิลเลนเนียน ผมเกิดปี 2541 พอถึงปี 2549 มีม็อบเสื้อเหลืองเดินผ่านหน้าโรงเรียน จู่ๆ อ้าว ไม่ต้องไปโรงเรียน ทำไมมีทหารออกมา มีรัฐประหาร ผ่านไป อ้าว มีม็อบเสื้อแดง พอช่วงมัธยมต้นกำลังจะขึ้นมัธยมปลาย เราก็เห็นการชุมนุมของ กปปส. ผมโตมากับบรรยากาศอะไรอย่างนี้

“ช่วงที่ผมอยู่มัธยมปลาย ผมอยากจะทำอะไรสักอย่างให้กับสังคม มีกลุ่มหนึ่งชื่อกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทที่ทำเรื่องการปฏิรูปการศึกษา เราก็เริ่มต้นทำงานจากช่วงนั้น ช่วงแรกๆ ผมเรียกร้องให้ปฏิรูปวิชาหน้าที่พลเมือง ซึ่งเป็นวิชาที่เพิ่มขึ้นมาตามนโยบายของรัฐบาล ผมเห็นการครอบงำทางความคิด เห็นการขีดกรอบ เห็นการโฆษณาชวนเชื่อ พอโตขึ้นมาอีกหน่อย ผมเรียกร้องให้รักษาสิทธิ์ของนักเรียนที่จะได้เรียนฟรีอย่างมีคุณภาพจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็คือ ม.ปลาย

“เวลาพูดเรื่องเรียนฟรี เราไม่ได้เห็นแค่เรื่องที่ว่า เด็กจะได้เรียนหรือไม่ได้เรียน แต่เราเห็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่องสวัสดิการ เรื่องอำนาจต่อรองของประชาชน นี่คือ สารพัดสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำว่าการศึกษา เป็นยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่รากของปัญหาก็คือสังคมที่ไม่เป็นธรรมสร้างการศึกษาที่ไม่ดี

“ผมคิดว่าใน พ.ศ.นี้ ไม่มีใครปฏิเสธพลังคนรุ่นใหม่ แต่ในโครงสร้างจริงๆ แล้ว หน่วยงานต่างๆ ไม่ได้ใส่ใจฟังเด็กจริงๆ เขาแค่ต้องการเสียงของเด็กไปเพื่อบอกได้ว่า นี่ไง ฉันฟังเด็กแล้ว ผมรู้สึกว่าการจะก้าวข้ามอะไรอย่างนี้ไป แทนที่เด็กจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันของผู้ใหญ่ เราต้องสร้างสถาบันการเมืองของคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเอง ถ้าเราอยู่ในสถาบันการเมืองของคนรุ่นเก่า สุดท้ายด้วยวัฒนธรรมอะไรบางอย่าง เราก็ต้องเข้าสู่ระบบไต่เต้าเหมือนเดิม

“ผมเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ว่าผมใช้ชีวิตในช่วงเด็กๆ ในช่วงประถมฯ ที่ลำปาง แล้วผมก็กลับลำปางปีละ 3-4 ครั้ง เพื่อนของผมมีทุกรูปแบบ ทั้งเพื่อนที่เรียนอาชีวะ หรือเพื่อนที่ไม่ได้เรียนอะไรเลย พื้นเพคนในสังคมมันแตกต่างกัน แต่คำถามคือ ทำอย่างไรตัวเราเองถึงจะเข้าใจ

ผมถือปรัชญาในการทำงานว่า เมื่อเราสมาทานในประชาธิปไตย เชื่อในพลังของประชาชน ดังนั้น ประชาชนต้องมาก่อน เราต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับมวลชน นักศึกษาจะต้องทำงานกับสหภาพแรงงานมากขึ้น ทำงานกับคนทั่วๆ ไป เพราะการต่อสู้เคลื่อนไหวในรูปแบบของพรรคการเมือง มันคือการทำงานเชิงนโยบาย คือ การทำความคิดของเราให้ออกมาเห็นเป็นรูปธรรมและนำไปใช้ปฏิบัติจริง

“ปรัชญาในการทำงานของผมอย่างหนึ่ง คือ ผมเชื่อว่าใครๆ ก็ต้องการที่จะมีชีวิตที่ดีกว่า และมันไม่ยากที่เราจะหาแนวร่วม ในเมื่อเรากำลังทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้น แต่เราไม่รู้หรอกว่าคนที่เดินไปเดินมารอบๆ เนี่ย เขาจะเป็นแนวร่วมพรรคเราได้หรือไม่ เขาจะเป็นแนวร่วมให้กับความคิดที่ต้องการจะสร้างความเปลี่ยนแปลงของเราได้หรือไม่

แต่ถ้าเรารู้สึกว่าเรากล้าที่จะออกจากความเป็นตัวเอง เพื่อไปเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นเขาคิด เขาอยากได้ เพื่อที่จะไปเป็นมิตรกับทุกๆ คน ถ้าเราอยู่ด้วยหลักการนี้ เราอยู่ด้วยหลักการของความพร้อมที่จะเจอคนที่แตกต่างจากเรา ความพร้อมที่จะยอมรับว่า เราไม่ใช่คนที่ถูกต้องที่สุด ความพร้อมที่จะฟังทุกคน ผมคิดว่าถ้าเราพร้อมที่จะฟังทุกคน ทุกคนก็พร้อมที่จะฟังเรา

“คำถามว่า ทำอย่างไรให้สังคมทั้งสังคมเห็นและเชื่อมั่นในพลังของเรา ผมคิดว่าพลังของคนรุ่นใหม่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้เฉพาะคนรุ่นใหม่ แต่พลังของคนรุ่นใหม่คือโอกาสของทุกคน”

อย่างไรก็ตาม พริษฐ์ ชิวารักษ์ เข้าร่วมกับกลุ่มก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้สนับสนุนคนหนึ่ง ยังไม่ใช่ผู้ก่อการ เนื่องจากอายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์

ต่อมา เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 61 พริษฐ์ ชิวารักษ์ เขียน “จดหมายถึงอนาคตใหม่” ทางเฟซบุ๊กส่วนตัว

อ้างในตอนหนึ่งว่า “ในสถานการณ์การเมืองที่กดดันและยังไม่มีทีท่าว่าจะมีการเลือกตั้งตามคำมั่นของ คสช. การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการเลือกตั้งเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วน แต่หากผมยังคงเคลื่อนไหว ก็ไม่มีใครทราบว่าผมจะถูกกลั่นแกล้งด้วยกฎหมายหรือไม่ และก็ไม่ทราบเช่นกันว่า จะเดือดร้อนไปถึงพรรคอนาคตใหม่ด้วยหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ ประกอบกับเงื่อนไขชีวิตส่วนตัว ผมจึงตัดสินใจไม่สมัครสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ และไม่ได้เข้าร่วมการประชุมพรรคที่จัดขึ้นในวันนี้ ผมต้องขออภัยอาจารย์ปิยบุตรและทุกคนที่ไม่ได้ร่วมทางกันต่อจนสุด...”

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Jom Petchpradab ของ นายจอม เพชรประดับ
ส่วน นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ลี้ภัยในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 63 ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jom Petchpradab ว่า มีการสอบถามเข้ามามากว่า เสียงที่ปรากฏอยู่ในคลิปที่กลุ่มของ PixelHELPER ซึ่งกำลังเคลื่อนไหวตรวจสอบ ตั้งคำถามกษัตริย์ไทยในประเทศเยอรมนีนั้น ว่าเป็นเสียงของผมหรือไม่ ก่อนที่จะตอบว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่

ขออธิบายความ ที่ไปที่มาของคลิปนี้ดังนี้ครับ ผมได้รับการติดต่อจาก คุณ Oliver Bienkowski ผู้นำมูลนิธิ PixelHELPER ว่าจะขอใช้เสียงเพื่อทำคลิปล้อเลียน หรือ Fake เพื่อความตลก โปกฮา สร้างสีสันในกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับกษัตริย์ไทย โดยใช้ภาพเคลื่อนไหวของกษัตริย์ไทยมาประกอบ ซึ่งผมเห็นว่า ก็ไม่แปลก เพราะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วในสังคมยุโรปที่ทำเช่นนี้ จึงตอบตกลงไป

แต่เมื่อทำออกมาแล้วไม่ใช่ลักษณะการล้อเลียนโดยปกติทั่วไป แต่ออกมาเป็นลักษณะที่พยายามทำให้เหมือนจริง ไม่มีอารมณ์ตลก ล้อเล่น เพื่อให้เกิดความสนุกสนานแต่อย่างใด

และที่สำคัญ มีข้อความคำพูดที่สุ่มเสี่ยงต่อความผิดการใส่ร้าย หรือการกล่าวหาผู้อื่นซึ่งเป็นอาชญากรรมร้ายแรง-ผมจึงได้คัดค้านในประเด็นนี้ไปยังคุณ Oliver Bienkowski โดยขอให้เขาปรับปรุงแก้ไข หรือไม่ก็ตัดเสียงท่อนที่มีความสุ่มเสี่ยงนี้ออกไป แต่เขาก็ยังคงยื่นยันที่จะดำเนินการเผยแพร่คลิปนี้แบบเดิมต่อไป

ดังนั้น สิ่งที่ผมกระทำได้ ณ เวลานี้คือ การปฏิเสธ ไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อคลิปเสียงดังกล่าว เพราะไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลงที่ได้ตกลงกันเอาไว้ และผมก็ได้แสดงการคัดค้านไม่เห็นด้วยไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผมยังคงให้การสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่ม PixelHELPER ในเยอรมนี ในการตั้งคำถาม ตรวจสอบ ท้วงติง การใช้อำนาจอิทธิพลของ พระมหากษัตริย์ไทย ที่ไม่เป็นการทำลายหลักการกฎหมายสากล หลักสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค เสรีภาพ และหลักการประชาธิปไตยทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศ.

นอกจากนี้ “จอม” ยังมักเป็นปากกระบอกเสียงให้กับ “ขบวนการล้มเจ้า” ในต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่มีประเด็นกระทบถึงไทย รวมทั้งเจ้าตัวยอมรับว่า เป็นสาวก หรือ “ติ่ง” ของ “อดีตพรรคอนาคตใหม่” อย่างชัดเจน หลังจากก่อนหน้านี้เคยนิยมชมชอบ พรรคเพื่อไทย จนแทบพูดได้ว่า เป็นกระบอกเสียงของ “ทักษิณ” มาก่อน แต่พอมีอดีตพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา ก็พบกับความหวังใหม่ ที่จะต่อสู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน นั่นเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด ก็คือ การเคลื่อนไหวของ พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน” และเพื่อน จะปรามาสว่า เป็นเพียงการแสดงออกของพวก “ละอ่อน” ไร้เดียงสาอีกต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะอย่าลืมว่า การยกให้เทียบชั้นรุ่นพี่ ลุงป้า น้าอา ของ “จอม” ย่อมไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆก็เป็นได้ ถ้ามันหมายถึง การสนับสนุน หนุนหลัง ให้คนเหล่านี้ได้แสดงออกบนความไร้เดียงสา พลังบริสุทธิ์ แต่มีเบื้องหลังอันน่ากลัวขึ้นมา จะทำอย่างไร???


กำลังโหลดความคิดเห็น...