xs
xsm
sm
md
lg

ร้อง ป.ป.ช.สอบผู้บริหารท้องถิ่นยึดหัวหินบาร์ซาร์ ขวางเจ้าของสิทธิเข้าทำประโยชน์ให้ ร.ฟ.ท.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ร้อง ป.ป.ช.สอบผู้บริหารท้องถิ่น เอี่ยวยึดหัวหินบาร์ซาร์ ขวางเจ้าของสิทธิเข้าทำประโยชน์ให้ ร.ฟ.ท. หลังผู้มีบารมีในท้องถิ่นขัดขวางคนที่มาขัดผลประโยชน์

วันนี้ (28 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะทำงานศึกษากำหนดยุทธศาสตร์การบริหารพื้นที่และติดตามกำกับนโยบายจากการจัดการรายได้จากทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เป็นประธานในการประชุม หนึ่งในวาระการประชุม มีการหารือประเด็น จำนวนสัญญา ประเภทสัญญา และมูลค่าสัญญาของแปลงที่ดินของ ร.ฟ.ท. โดยให้ ร.ฟ.ท.จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแปลงที่ดินต่างๆ พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถจัดหาประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ของ ร.ฟ.ท.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งที่ผ่านมา ร.ฟ.ท. ไร้ประสิทธิภาพ การจัดหาประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ของ ร.ฟ.ท.เอง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีบริษัท ซัสเซส แพลน จำกัด ที่สะท้อนความล้มเหลว ความไร้ประสิทธิภาพของ ร.ฟ.ท.ได้อย่างชัดเจน

บริษัท ซัสเซส แพลน ได้สิทธิ์ในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินสถานีหัวหิน หรือหัวหินบาร์ซาร์ เนื้อที่ 2.34 ไร่ บริเวณทางลงชายหาดหัวหิน ถนนเรศดำริห์ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จาก ร.ฟ.ท. หลังชนะการประกวดราคา แต่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่น ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ขัดขวางการเข้าพัฒนาพื้นที่ในที่ดินดังกล่าว เพื่อแสวงหาผลประโยชน์เอง จนทำให้บริษัท ซัสเซส แพลน ต้องเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา เสียผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย

ที่ดินสถานีหัวหิน หรือหัวหินบาร์ซาร์ เดิม ร.ฟ.ท. ให้เทศบาลหัวหินเช่าเพื่อหาผลประโยชน์ตั้งแต่ปี 2526 โดยทางเทศบาลหัวหินได้สร้างอาคาร แบ่งเป็นห้องให้ผู้ประกอบการเช่าช่วงค้าขาย

จนสัญญาเช่าสิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 ร.ฟ.ท.จึงได้บอกเลิกสัญญากับเทศบาลหัวหิน และให้ผู้ประกอบการ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายทรัพย์สิน ออกจากพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2546

ต่อมาวันที่ 26 มี.ค. 2553 ร.ฟ.ท.ประกาศเชิญชวนให้ผู้สนใจเสนอโครงการพัฒนาที่ดินดังกล่าว เพื่อหารายได้นำไปพัฒนากิจการของ ร.ฟ.ท. ซึ่งบริษัท ซัสเซส แพลน เข้าร่วมประมูล และชนะการประกวดราคา โดย ร.ฟ.ท.ได้ทำสัญญากับบริษัท ซัสเซส แพลน 2 ฉบับ คือ

ฉบับที่ 1.สัญญาเช่าที่ดินจากร.ฟ.ท.เพื่อปลูกสร้างอาคาร มูลค่า 17.29 ล้านบาท มีกำหนดระยะ เวลาก่อสร้าง 3 ปี ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2555 ถึง 31 ธ.ค. 2557 ซึ่งในสัญญาหากดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามกำหนดจะต้องถูกริบเงินประกัน และอาจถูกบอกเลิกสัญญาเช่าได้

ฉบับที่ 2.สัญญาเช่าเพื่อดำเนินการจัดหาผลประโยชน์ มีกำหนดระยะเวลาเช่า 20 ปี หลังสร้างอาคารศูนย์การค้าแล้วเสร็จ เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2558 ถึง 31 ธ.ค. 2578 และต้องจ่ายค่าเช่าในปีแรก 1.49 ล้านบาท และต้องเพิ่มค่าเช่าร้อยละ 5 ของค่าเช่าเดือนสุดท้ายทุก 1 ปี

โดยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2554 บริษัท ซัสเซส แพลน ได้ชำระค่าตอบแทนให้กับ ร.ฟ.ท.ทั้งค่าเช่าพื้นที่ ค่าธรรมเนียมจัดผลประโยชน์ เป็นเงิน 10.37 ล้าน พร้อมกับวางหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร จำนวน 17.29 ล้านบาท

และเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2558 จ่ายค่าเช่า สำหรับปี 2556 และ 2557 อีก 1.87 ล้านบาท

รวมเป็นเงินที่บริษัท ซัสเซส แพลน จ่ายให้ ร.ฟ.ท.ไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 12.24 ล้านบาท

แต่ปัญหาคือ แม้บริษัท ซัสเซส แพลน จะได้สิทธิในการเข้าทำประโยชน์ แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าไปดำเนินใดๆ ในที่ดินดังกล่าวได้

เพราะนับตั้งแต่ ร.ฟ.ท.มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่า และแจ้งให้ผู้ประกอบการค้าในที่ดิน ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินตั้งแต่ 1 มิ.ย. 2546 จนบริษัท ซัสเซส แพลน ชนะประมูล แต่ผู้ประกอบการทั้ง 27 ราย และหนึ่งในนั้น มีนายมนตรี ชูภู่ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นถึง “รองนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองหัวหิน” เปิดร้านขายอาหารเครื่องดื่ม ร่วมกับผู้ค้ารายอื่นๆ ในนั้นด้วย ไม่ยอมรื้อถอนออกจากพื้นที่ ยังคงแสวงหาผลประโยชน์เรื่อย มาโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย และไม่เสียค่าเช่าแต่อย่างใด แถมยังพยายามร้องเรียนหน่วยงานต่างๆ เพื่อประวิงเวลาไม่ยอมย้ายออก

โดยในปี 2553 นายมนตรี และพวก รวมตัวกันร้องเรียนสำนักนายกรัฐมนตรี ร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ร้องเรียนต่อ คสช.

และวันที่ 18 มิถุนายน 2553 ไปยื่นฟ้อง ร.ฟ.ท.ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนประกาศ เชิญชวนเสนอโครงการพัฒนาที่ดินของ ร.ฟ.ท. และขอให้ยกเลิกการทำสัญญาระหว่างบริษัท ซัสเซส แพลน กับ ร.ฟ.ท. แต่ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง

หลังศาลพิพากษายกฟ้อง บริษัท ซัสเซส แพลน ก็ได้มีหนังสือแจ้งให้นายมนตรี และพวกขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน แต่นายมนตรีและพวกยังคงดื้อแพ่ง เพิกเฉย ทำมาค้าขายหากินกันต่อไป

บริษัท ซัสเซส แพลน จึงจำเป็นต้องยื่นฟ้องขับไล่นายมนตรี และพวก และเรียกค่าเสียหายจากการไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน และต้องเสียโอกาสทางธุรกิจต่อศาลจังหวัดหัวหิน ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2558

จนเมื่อวันที่ 13 กรกฏาคม 2560 นายมนตรีกับพวก ยอมความ โดยขอประกอบกิจการในที่ดินต่อไปอีก 10 เดือน จนถึงวันที่ 3 เมษายน 2561 เมื่อครบกำหนดแล้วจะย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน โดยในสัญญาประนีประนอมยอมความ นายมนตรีและพวกจะได้สิทธิทำการค้าในศูนย์การค้าแห่งใหม่เมื่อก่อสร้างศูนย์การค้าแล้วเสร็จ แต่เมื่อครบกำหนดย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน นายมนตรีและพวกก็ยังไม่ยอม ยังคงประกอบกิจการแสวงหาผลประโยชน์กันต่อไป

ขณะเดียวกันก็ให้ น.ส.สมพิศ บุญนวน หนึ่งในผู้ประกอบการร้านค้าซึ่งเป็นพวกของนายมนตรี ยื่นหนังสือถึงนายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหัวหิน ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 ขอให้เทศบาลเมืองหัวหินช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าหัวหินบาร์ซาร์ โดยอ้างว่าได้รับความเดือดร้อน และขอให้เทศบาลช่วยเหลือทำสัญญาเช่ากับ ร.ฟ.ท.แล้วนำให้ผู้ค้าเช่าช่วง

ที่น่าแปลกใจ คือ นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหัวหิน รีบทำหนังสือถึง ร.ฟ.ท.ขอทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณอาคารหัวหินบาร์ซาร์ โดยอ้างว่าเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งหนังสือดังกล่าวลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 วันเดียวกับที่ น.ส.สมพิศ ยื่นถึงนายนพพร

เมื่อนายมนตรี และพวก ไม่ยอมย้ายออกจากที่ดิน วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 ศาลจังหวัดหัวหินจึงต้องออกหมาย ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการขับไล่รื้อถอน โดยมีกำหนดจะนำหมายไปปิดประกาศในวันที่ 24 สิงหาคม 2561

การดื้อแพ่งของนายมนตรี และพวก ที่พยายามประวิงเวลา กินเวลายืดเยื้อ ทำให้บริษัท ซัสเซส แพลน ไม่สามารถเข้าไปพัฒนาพื้นที่ปลูกสร้างอาคารได้ภายใน 3 ปี ตามเงื่อนไขสัญญา จน ร.ฟ.ท.มีหนังสือลงวันที่ 11 มิถุนายน 2561 เรื่องริบเงินประกันสัญญา กรณีผิดเงื่อนไขสัญญาเช่า และหนังสือเรื่องขอให้ชำระเงินตามสัญญาหนังสือค้ำประกันของธนาคาร จำนวน 17.29 ล้านบาทด้วย ทำให้นายมนตรีและพวกอาศัยหนังสือของ ร.ฟ.ท.เรื่องริบเงินประกันสัญญา เป็นข้ออ้างว่าบริษัท ซัสเซส แพลน ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวแล้ว ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหัวหินเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีชั่วคราว

ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2561 ศาลจังหวัดหัวหิน เลื่อนการปิดประกาศขับไล่รื้อถอนออกไป จึงทำให้นายมนตรี และพวก ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินจนถึงปัจจุบัน และในเดือนสิงหาคม 2562 ร.ฟ.ท.ก็มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับบริษัท ซัสเซส แพลน

“การเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในที่ดินสถานีหัวหิน หรือหัวหินบาร์ซาร์ โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ของนายมนตรี และพวก และพยายามขัดขวางบริษัท ซัสเซส แพลน ซึ่งมีสิทธิชอบด้วยกฎหมาย จนไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ใดๆ ก็เพราะอาศัยความมากบารมีในท้องถิ่น มีตำแหน่งเป็นถึงรองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหัวหิน ขนาดเจ้าหน้าที่รถไฟหัวหินต่างก็เกรงอกเกรงใจไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ ทำให้บริษัท ซัสเซส แพลน ต้องเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และเสียผลประโยชน์ทางธุรกิจ จนต้องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบพฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นในหัวหิน”

“ต่อไปหาก ร.ฟ.ท.จะนำที่ดินรถไฟหัวหินมาหาผลประโยชน์ เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาประมูลเพื่อหารายได้เข้าร.ฟ.ท. จะมีใครที่ไหนกล้ามาลงทุนหากต้องมาเจอกับผู้มากบารมีในท้องถิ่นที่คอยขัดขวางคนที่มาขัดผลประโยชน์ส่วนตนแบบนี้” แหล่งข่าวกล่าว




กำลังโหลดความคิดเห็น...