xs
xsm
sm
md
lg

ปธ.ญาติวีรชนพฤษภา จี้ “บิ๊กตู่” ลาออก เลิกอ้างปฏิรูป หนุนสืบทอดอำนาจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา (แฟ้มภาพ)
ครบรอบ 28 ปี พฤษภาทมิฬ! ญาติวีรชนออกโรงจี้ “ประยุทธ์” ลาออก! หยุดสืบทอดอำนาจ หมดเวลาอ้างปฏิรูปประเทศ เปิดทางรัฐบาลใหม่ ล้างกระดานสร้างความปรองดองแห่งชาติ

วันนี้ (17 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโอกาสครบรอบ 28 ปี เหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา ที่มีนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ เป็นประธานได้ออกแถลงการณ์ 4 ข้อ ดังนี้ 1. บัดนี้การเมืองไทยภายหลังยุคสมัย คสช. ผ่านพ้นมาจนถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาจากการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร แต่ยังคงมีความขัดแย้งทางการเมืองสะสมเรื่อยมา กลุ่มประชาชนที่เคยชุมนุมเรียกร้องต่างๆ ยังคงทุกข์ระทม การเมืองไทยยังอยู่ในวงจรอุบาทว์ นักการเมืองหน้าเดิมๆ เข้ามาเสวยอำนาจ ท่ามกลางปัญหาความยากจนข้นแค้นของประชาชน และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่มหาศาล หลังจากประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติทางธรรมชาติจากการระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รัฐบาลได้ประกาศใช้อำนาจพิเศษตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมทุกด้าน ขณะที่ปัญหาพื้นฐานสำคัญก็ยังไม่มีการแก้ไข ซ้ำร้ายปัญหาเศรษฐกิจและความขัดแย้งมีแนวโน้มจะขยายบานปลายหลังวิกฤตของไวรัสโควิดในระยะ 3-4 เดือนข้างหน้านี้ซึ่งจะเป็นวิกฤติรอบด้านหนักหน่วงรุนแรงกว่าทุกครั้ง

2. แม้คณะกรรมการญาติวีรชนฯ จะเคยสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำในการแก้ไขสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ซึ่งขณะนี้เริ่มคลี่คลายลงแล้ว เนื่องด้วยระบบสาธารณสุขของประเทศไทยที่วางรากฐานไว้อย่างเข้มแข็งตั้งแต่พระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ จนถึงรัชกาลปัจจุบัน และบัดนี้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เหมาะกับสถานการณ์ใหม่แล้ว เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ปฏิรูปประเทศและสร้างความปรองดองสมานฉันท์ตามสัญญาและยังสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่ออกแบบเอง จึงกลายเป็นคู่ขัดแย้งใหม่ซึ่งเป็นอุปสรรคของการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตยเสียเอง และกำลังสร้างความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลเองด้วย หากเกิดวิกฤติรอบใหม่จะไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ จึงควรแสดงเจตจำนงด้วยการเสียสละลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลชุดต่อมาที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งได้เข้ามาแก้ปัญหาซึ่งถือเป็นการล้างกระดานใหม่ ก่อนที่สถานการณ์ต่างๆของบ้านเมืองจะรุมเร้าเกิดความปั่นป่วนโกลาหล และกระทบต่อสถาบันสำคัญของชาติ จนไร้หนทางเยียวยาวแก้ไขได้

3. อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ทำเพื่อบ้านเมืองก่อนลงจากอำนาจในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้านี้โดยเฉพาะการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมท่ามกลางภาวะข้าวยากหมากแพงและไวรัสโควิด-19 ระบาดคนยากจนตกงานจำนวนมาก ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางแทบเอาตัวไม่รอด สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ ยังถูกบรรดานักธุรกิจการเมืองผูกขาดแสวงหากำไร จึงขอให้นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งแก้ไขให้มีการลดค่าใช้ไฟฟ้า ประปา ราคาพลังงานและระบบขนส่งมวลชนสาธารณะให้ถูกลงกว่าเดิม เพื่อบรรเทาภาระของประชาชน ด้วยการยกเลิกสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่ทำไว้กับเอกชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้สัดส่วนเอกชนในการผลิตไฟฟ้าเกินความจำเป็น หรือการให้เอกชนผูกขาดการจัดการทรัพยากรน้ำและพลังงานต่างๆ เป็นต้น รวมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยฉันทามติของรัฐสภาและประชาสังคมร่วมกันในอนาคต และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามเสียงเรียกร้องของประชาชน ซึ่งการแก้ปัญหาเหล่านี้จะเป็นคำตอบของนายกรัฐมนตรีว่าจะเลือกลงจากหลังเสือที่ทำให้ประชาชนยกย่องสรรเสริญหรือถูกประขาชนขับไล่

4. พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ รวม1.9ล้านล้านบาท และร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจากวิกฤติไวรัสโควิด-19 รัฐบาลจะต้องนำงบประมาณไปใช้ฟื้นฟูเศรษกิจสังคมอย่างแท้จริง มีการเยียวยาวประชาชนที่ได้รับผลกระทบเดือดร้อนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ต้องไม่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุนและอย่าให้มีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะวงเงินกู้ 4 แสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ดีแต่ที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณล้วนเป็นไปตามความต้องการของกระทรวงมหาดไทยมิได้รับฟังความเห็นของชุมชนอย่างแท้จริง นำไปสู่การรั่วไหลและการหาประโยชน์ส่วนตนอันมิชอบ ดังนั้น การคัดเลือกโครงการต่างๆ จะต้องผ่านกระบวนการประชุมแลกเปลี่ยนกันในชุมชน เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิผลป้องปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างแท้จริง

ท้ายนี้ คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ 35 หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์จะมีมโนสำนึกด้วยตัวเอง จะอ้างเป็นผู้นำที่มาคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองหรือแก้วิกฤตไวรัสโควิด-19 จนคลี่คลาย เพื่อจะรักษาอำนาจของตัวเองต่อไปไม่ได้ เพราะจะเป็นการรักษาระบบการเมืองที่ล้มเหลวไม่ตอบโจทย์ประเทศในสถานการณ์ใหม่ ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างใหญ่หลวง


กำลังโหลดความคิดเห็น...