xs
xsm
sm
md
lg

ผลงานพิสูจน์! “อัษฎางค์” ยกติดโควิด-19 ลดลง สู้ฝ่ายแค้น “วัฒนา” มามุกเก่าค้านดะ “ปิยบุตร” ฉะไม่เป็น ปชต.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพจากเฟซบุ๊ก อัษฎางค์ ยมนาค
“อัษฎางค์” ข้องใจด่ารัฐบาลได้ด่ารัฐบาลดี ไม่ดูผลงาน “วัฒนา” มามุกเก่าค้านดะ ล่าสุด จวกขยายปิดการบิน ทำให้คนไทยตกค้าง “ปิยบุตร” พูดจ้อปัญหาเหลื่อมล้ำ กรณีเยียวยา 5 พัน แต่ลงท้าย “มีธง” อีหรอบเดิม “ไม่เป็น ปชต.”

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (16 เม.ย. 63) เฟซบุ๊ก อัษฎางค์ ยมนาค โพสต์หัวข้อ “ความพอใจอยู่ที่ไหนหนอ”

โดยระบุว่า “ตัวเลขของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิต อันเป็นผลของการทำงานหนักของรัฐบาลและทีมงานสาธารณสุข ที่ออกมาเป็นตัวเลขที่ดูออกชัดเจนเหลือเกิน ว่าเป็นยังไง

แต่ฝ่ายแค้นก็ยังจุดไฟสุม ว่ารัฐบาลทำงานไม่เป็น

แบบนี้ตัวเลขของผู้ติดเชื้อและผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผลงานรัฐบาลประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย จะเรียกว่าอะไร?

ที่สำคัญคือ ฝ่ายแค้นก็จุดไฟติดเสียด้วย เพราะสาวกและลูกหาบ ก็ช่วยกันสุมหัวใส่ไฟ ว่ารัฐบาลทำงานไม่ได้เรื่อง

ตัวเลขหลักพัน เทียบกับหลักหลายแสน ของผู้ติดเชื้อ
ตัวเลขหลักสิบ เทียบกับหมื่น ของผู้เสียชีวิต

มันไม่เข้าตาติ่งและกรรมการฝ่ายแค้นบ้างเลยหรือ?”

ภาพนายนายวัฒนา เมืองสุข จากแฟ้ม
คำถามนี้ ถ้าให้ นายวัฒนา เมืองสุข ตอบ คงตอบได้อย่างเดียว “ไม่เลย”

เห็นได้จาก วันเดียวกันนี้ นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า

“การออกคำสั่งปิดน่านฟ้าต่อไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน เป็นอีกตัวอย่างของรัฐบาลที่ทำงานโดยขาดการวางแผนที่สำคัญคือขาดความรับผิดชอบ เพราะการห้ามเครื่องบินขึ้นลง ก็คือ การห้ามคนไทยกลับประเทศ โดยไม่ได้คิดว่าคนไทยที่ติดอยู่ต่างประเทศจะอยู่กันอย่างไร จะเอาอะไรกิน หรือเกิดวีซาของคนเหล่านั้นหมดอายุจะทำอย่างไร

กรณีไม่ต่างจากการล็อกดาวน์ประเทศ ถ้าจำกันได้ประมาณวันที่ 20 มีนาคม คณะแพทย์กลุ่มหนึ่งบอกว่าถ้าไม่เพิ่มมาตรการถึงวันที่ 15 เมษายน จะมีผู้ติดเชื้อโควิด 350,000 คน และจะมีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 7,000 คน พลเอก ประยุทธ์ เชื่อจึงนำไปสู่การออกคำสั่งดังกล่าว ในขณะที่แพทย์อีกกลุ่มเห็นว่าเป็นการปั่นตัวเลขเพื่อสร้างความหวาดกลัว ในที่สุดตัวเลขผู้ป่วย ณ วันที่ 15 เมษายน ไทยมีผู้ติดเชื้อรวม 2,643 คน เป็นผู้ติดเชื้อใหม่ 30 คน แต่รัฐบาลก็ยังคงเลือกที่จะปิดประเทศต่อ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ทำมาหากินไม่ได้

หากการปิดน่านฟ้าเป็นเพราะกลัวคนต่างชาตินำเชื้อเข้ามาในประเทศ รัฐบาลก็ควรจะจัดเครื่องบินไปรับคนไทยกลับบ้านเหมือนที่ประเทศอื่นทำ หรือการที่รัฐบาลไม่มีปัญญาจะจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนทุกคน และตัวเลขผู้ติดเชื้อก็อยู่ในสถานการณ์ที่การสาธารณสุขไทยดูแลได้แล้ว รัฐบาลก็ควรผ่อนคลายมาตรการให้ประชาชนกลับไปทำมาหากินบนข้อกำหนดเพื่อความปลอดภัยอันแสดงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อประชาชนของตัว

คงไม่ต้องพูดซ้ำว่า ตราบใดที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ถูกแก้ไข คนไทยก็จะเจอรัฐบาลเฮงซวยที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อไป เพราะคนที่ทำให้พลเอกประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ คือ ส.ว. 250 คน และรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการ จึงไม่ต้องเห็นหัวประชาชน ปรี๊ดปรี๊ด”

ภาพนายปิยบุตร แสงกนกกุล จากแฟ้ม
นอกจากนี้ ยังมี นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ [ ประเทศไทยเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆ หรือ? ]

เนื้อหาระบุว่า “เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่กระทรวงการคลังมีประชาชนจำนวนมากไปเรียกร้อง กราบกราน และทักท้วงว่า มาตรการเยียวยาคนละ 5 พันบาท มีการชี้ข้อบกพร่องที่ทำให้ประชาชนถูกตัดสิทธิ์ออกไป กลายเป็นที่สนใจของสังคมขึ้นมา หลายคนดูแล้วน้ำตาไหล เพราะสงสารประชาชนที่ถูกตัดสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม

แต่ผมอยากชวนให้คิดไปไกลกว่านั้น…
มาตรการเยียวยาครั้งนี้ของรัฐบาล แจกประชาชนคนละ 5 พันบาท เป็นเวลา 3 เดือน จำนวน 3 ล้านคน เท่ากับใช้งบประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท
ดูเหมือนใช้งบประมาณเยอะใช่หรือไม่?
แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลรัฐประหารและรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ทำอะไรให้กลุ่มทุนใหญ่ เจ้าสัว และคนที่อยู่บนสุด 1% ในสังคมไปแล้วบ้าง?
ไม่นับว่าไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อีกเท่าไหร่?
ที่ถูกกล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันอีกเท่าไหร่?

ทั้งหมดนี้ ในขั้นตอนการตัดสินใจ การประชุมเพื่อเคาะออกมาเป็นมาตรการต่างๆ ใช้เวลาไม่นาน และบังคับใช้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวาง บางอันใช้ ม.44 เซ็นครั้งเดียวก็จบ

ส่วนมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน 5 พันบาทข้างต้นที่ผมกล่าวมานั้น รัฐบาลคิดแล้วคิดอีก ชักเข้าชักออก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จำกัดจำเขี่ยในการใช้งบประมาณ มีข้ออ้างสารพัด เงินไม่พอบ้าง ต้องคัดเลือกคนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ บ้าง ทิ้งระยะเวลามาเป็นสัปดาห์ ทั้งที่มีประชาชนกินไม่อิ่มนอนไม่หลับอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง

ทั้งหมดนี้ สะท้อนวิธีคิดของรัฐบาลตลอดหลายปีที่ผ่านมาที่เอื้อนายทุน เอื้อคนรวย เอื้อคนส่วนน้อยไปเป็นล้านล้านบาทแต่ไม่สนใจประชาชนคนเล็กคนน้อย ที่ยังไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรกินหรือไม่

“ประชาธิปไตย” คือ “For the many, not the few”
นี่หรือคือรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย???
นี่หรือรัฐบาลในระบอบที่ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด???
หรือแท้จริงแล้วอำนาจสูงสุดของประเทศนั้นตกเป็นของคนเพียงไม่กี่คน???

และถ้าหากรัฐบาลไม่ได้ทำเพื่อประชาชน ไม่ได้ทำเพื่อคนส่วนใหญ่ เราจะมีรัฐบาลไปทำไม?
ถึงเวลากลับมาตั้งคำถามดังๆ ว่า “ประเทศไทยเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆ หรือ?”
ได้เวลาทวงคืนอำนาจสูงสุดให้กลับมาเป็นของประชาชน”

แน่นอน, ถ้าพูดถึงผลงานการแก้ปัญหาโควิด-19 ถือว่ารัฐบาลสอบผ่านในระดับที่คนไทยค่อนข้างพอใจ แต่พอพูดถึงมาตรการรองรับปัญหา คือ การให้เงินเยียวยา 5 พันบาท 3 หรืออาจ 6 เดือนนั้น ถือว่า มีข้อผิดพลาดให้เห็นอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการเด้งกลับมาหลังลงทะเบียน ไม่ตรงกับสิ่งที่ชาวบ้านเข้ามีอาชีพจริง จนหลายคนเสียโอกาสที่จะได้รับเยียวยา หลายคนอาจกลายเป็นคนไม่เข้าข่ายอะไรเลย เพราะระบบตรวจสอบโยนกันไปโยนกันมา ฯลฯ แน่นอน สิ่งเหล่านี้กระทรวงการคลังกำลังหาทางแก้ไข แต่อย่าลืมว่า ในทางการเมือง นี่คือ เหยื่ออันโอชะของฝ่ายแค้น ฝ่ายค้านเลยทีเดียว

ดังจะเห็นว่า ทุกวันนี้มีการโหนกระแสโจมตีรัฐบาลเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด อย่างนี้แล้ว ต่อให้ฝ่ายแค้นฝ่ายค้านไม่ต้องออกแรงอะไรมาก สถานการณ์ก็ดูย่ำแย่ และไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลแล้ว

นี่ถ้าผลงานแก้โควิด-19 ไม่ช่วยชีวิตเอาไว้ ป่านนี้ก็คงอยู่ไม่ได้แล้ว ที่สำคัญเรื่องนี้ใหญ่มากสำหรับคนทุกข์คนยาก ถ้าดูเบาปัญหาและปล่อยเลยตามเลย เชื่อข้าราชการประจำมากเกินไป

เพราะอดีตเคยมีให้เห็นแล้ว กรณีพรรคประชาธิปัตย์ปล่อยหมากัดคนอีสานที่ไปเรียกร้องให้รัฐบาลชวน หลีกภัย แก้ปัญหาที่ทำเนียบรัฐบาล ถ้ายังจำกันได้ นับจากวันนั้น คนอีสานเขียนติดหนังหมาเอาไว้เช่นกัน “โนเลือก ประชาธิปัตย์” มาจนถึงวันนี้ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน!!!


กำลังโหลดความคิดเห็น...