xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ]SONDHI TALK : หายนะโลก หลังโควิด-19 เป็นตัวเปลี่ยนทุกอย่างบนโลกหรือไม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




“สนธิ”แนะรัฐบาลเพิ่มเยียวยาผลกระทบโควิด-19 จ่ายเงินให้ผู้ประกันตนคนละ 2 พันบาท 6 เดือน ให้ใช้ไฟฟรี 60 หน่วยโดยไม่ต้องกำหนดขนาดหม้อแปลง เชื่อพิษไวรัสระบาดทำอเมริกาทรุดหนักแน่ ต้องใช้เงิน 6-10 ล้านล้านเหรียญฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขณะหนี้สาธารณะท่วม ส่งผลเงินดอลลาร์กลายเป็นแบงก์กงเต็ก จีน-ยุโรปจะเซตาม แนะคนไทยปรับตัว หยุดใช้เงินฟุ่มเฟือย มีเงินสดให้เก็บไว้ก่อน คนออกต่างจังหวัดไม่ต้องกลับเข้ากรุงเทพฯ ให้หาทางทำมาหากินอยู่ที่บ้าน พัฒนาสินค้าท้องถิ่นส่งขายออนไลน์ เชื่อรัฐบาลนี้เข้าใจ จะจัดงบประมาณลงสู่ชุมชนมากขึ้น

วันที่ 10 เม.ย.63 เวลา 09.20 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” และช่องยูทูป Sondhitalk เล่าถึงสถานการณ์หลังการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ลดหายไป ไวรัสตัวนี้จะเป็นตัวเปลี่ยนทุกอย่างบนโลกหรือไม่ หนักกว่าสงครามโลกครั้งไหนๆ แล้วเราคนไทยควรดำเนินชีวิตอย่างไรจากนี้ต่อไป


คำต่อคำ SONDHI TALK [10 เม.ย. 63] : ไวรัสโควิด-19 หายนะของโลก แล้วเราจะทำตัวอย่างไร?


สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2563 อีก 3 วันก็จะถึงวันสงกรานต์แล้ว แต่สงกรานต์ปีนี้ก็ไม่ได้ต่างไปกว่าตรุษจีนของประเทศจีนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ไม่มีการเฉลิมฉลองอะไรทั้งสิ้นเลย สงกรานต์ปีนี้ ให้ยึดถือข้อเสนอแนะ และข้อตักเตือนของกระทรวงสาธารณสุขเอาไว้ให้แม่นยำ เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโลกนี้เลวร้ายมาก และในประเทศไทยนั้นยังไม่ถึงขั้นเลวร้าย แต่เราสามารถจะหยุดยั้งเรื่องราวต่างๆ ของคนติดเชื้อได้ ถ้าเรายึดถือในหลักการที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำเอาไว้ สงกรานต์นี้ ท่านผู้ชมครับ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องกลับไปที่บ้าน ไปหาพ่อหาแม่ โทรศัพท์ไปก็พอ แล้วก็ไม่ต้องมีการรดน้ำดำหัวอะไรทั้งสิ้น ผมคิดว่าทุกท่านคงจะเข้าใจ


และที่สำคัญที่สุด สงกรานต์นี้อย่าไปดื่มเหล้าดื่มเบียร์เลย ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้รัฐบาลยุติการขายเหล้าขายเบียร์ จริงๆ แล้วในช่วงของการหยุด ให้อยู่กับบ้านนี้ ใจผมยังคิดว่ารัฐบาลน่าจะเสนอ หรือรัฐบาลน่าจะห้าม ไม่ให้ทุกแห่งขายเหล้าขายเบียร์ จนกระทั่งพ้นระยะเวลาที่ผมคิดว่ารัฐบาลมั่นใจพอสมควรแล้วว่าเราเอาอยู่ ถึงจะเปิดให้เหมือนเดิม ในช่วงวิกฤตแบบนี้ทุกคนต้องช่วยกัน ผมเชื่อว่าเจ้าของบริษัทเหล้า บริษัทเบียร์ น่าจะแสดงน้ำใจออกมาก่อนเพื่อนว่าผมพร้อมที่จะไม่ขายเหล้าขายเบียร์


ท่านผู้ชมครับ วันนี้ท่านผู้ชมที่อยากจะชมรายการนี้ ก็มีช่องทางหลายช่องทาง ซึ่งผมเคยพูดไปแล้วหลายครั้ง ก็จะทบทวนให้ท่านผู้ชมอีกครั้งหนึ่ง นะครับ


วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต "มองโลก มองเรา กับสนธิ" "บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์" จนมาถึงรายการ "SONDHI TALK"


สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ


สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone - iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป


ท่านผู้ชมครับ เมื่อวันพุธที่ผ่านมานี้ ผมได้ออกรายการพิเศษในเรื่องของการรักษาโรคต่อมลูกหมากของผม ซึ่ง อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เป็นผู้ที่ได้ดำเนินการรักษาผมจนหาย ผมก็ได้เชิญ อ.ปานเทพ มาออกเป็นรายการพิเศษเพื่ออธิบายที่มาที่ไป ผมก็คิดว่าท่าน อ.ปานเทพ ท่านก็อธิบายได้ถูกต้อง แล้วก็เป็นที่แจ่มชัด และท่านผู้ชมคงจะรู้พอสมควรแล้วว่าแพทย์แผนไทย แพทย์ไทยแผนโบราณนั้นไม่ใช่ภูมิปัญญาที่เราควรจะละเลย มีอะไรดีๆ หลายอย่าง ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วย


สำหรับท่านผู้ชมที่ต้องการยาในการรักษาโรคต่อมลูกหมากตามที่ อ.ปานเทพ ได้พูดให้ฟังนั้น ก็สามารถจะโทรเข้ามาที่พอดีคอลเซ็นเตอร์ได้ ที่เบอร์ 02-633-5353 แจ้งความประสงค์ไป แล้วรายละเอียดนั้นเจ้าหน้าที่ที่คอลเซ็นเตอร์ก็จะพูดจากับท่านผู้ชมเอง




ท่านผู้ชมครับ มีหลายท่านถามผมมา ผมเป็นคนที่ทานน้ำมันมะพร้าวมาร่วม 20 ปีแล้ว แล้วผมก็ไม่เคยเป็นหวัด ด้วยความสัตย์จริงนะครับ ผมไม่เคยเป็นตั้งแต่ผมทานน้ำมันมะพร้าวมา วิธีทานของผมก็คือ เป็นน้ำมันมะพร้าวหีบเย็น คือท่านผู้ชมจะไปซื้อน้ำมันมะพร้าวที่ไหนก็ได้ ในห้างสรรพสินค้าก็ได้ ในซูเปอร์มาร์เก็ตก็ได้ แต่ขอให้เป็นหีบเย็น หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Virgin Oil หรือถ้าท่านขี้เกียจเดิน ท่านก็โทรศัพท์มาที่พอดีคอลเซ็นเตอร์ 02-633-5353


น้ำมันมะพร้าวหีบเย็นนี้ ผมเป็นคนตัวใหญ่ สูง 180 เซนติเมตร น้ำหนัก 82-83 กิโลกรัม เพราะฉะนั้นแล้วผมก็เลยทานทุกเช้า ตื่นมาปั๊บผมก็เอาน้ำมันมะพร้าวมาเทใส่ช้อนโต๊ะ ผมทาน 3 ช้อนโต๊ะเต็มๆ หรือ 4 ช้อนโต๊ะ แต่ละช้อนก็ไม่เต็ม แต่ท่านผู้ชมที่ร่างกายเล็ก ตัวเล็ก ผมคิดว่าสัก 1 ช้อนโต๊ะเต็มๆ หรือ 2 ช้อนโต๊ะเต็มๆ ก็ได้ ผลข้างเคียงไม่มีอะไร แต่มีบางคนไม่เคยทาน ก็อาจจะต้องถ่ายท้องมากเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่เป็นอะไร ท่านผู้ชมไม่ต้องตกใจนะครับ ก็จะเป็นการล้างพิษในตัวออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ น้ำมันมะพร้าวนั้น อย่างที่ อ.ปานเทพ ได้พูด จะสร้างอุณหภูมิในร่างกายของเราข้างในให้สูงขึ้น ถ้าท่านทานไปสัก 1 เดือน ก็จะสูงขึ้นประมาณ 1 องศาฯ อุณหภูมิในร่างกายกับอุณหภูมิที่วัดกันนี่จะไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแล้ว อุณหภูมิในร่างกายเราน่าจะประมาณ 38 องศาฯ ในขณะที่อุณหภูมิข้างนอกของเราตามปกติก็คือ 36.5 หรือ 36.6-36.7 ประมาณนั้น


วันนี้เรามีเรื่องราวที่จะพูดกันประมาณ 3 เรื่อง ก็อย่างที่ท่านผู้ชมบางท่านก็อาจจะอยากฟังมากหลายๆ เรื่อง แต่ต้องเรียนให้ท่านผู้ชมทราบเสียก่อนว่า 3 เรื่องนี้ เป็นเรื่องเดียวกันหมด เกี่ยวพันกัน แต่เป็นคนละหัวข้อ เรื่องแรกที่ผมจะพูดในวันนี้ จะเป็นเรื่องของสถานการณ์โควิด-19 ทั้งต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ไม่พูดก็ไม่ได้ เราต้องมาอัปเดตกันทุกอาทิตย์ และผมก็จะมีข้อคิดของผม เท่าที่ผมศึกษาข้อมูลมา และเท่าที่ผมติดตามข่าวมาตลอดเวลา ในช่วงโควิด-19 นั้น สำนักข่าวทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นบีบีซี ไม่ว่าจะเป็นซีเอ็นเอ็น ไม่ว่าจะเป็นอัลจาซีรอ ทุกๆ เรื่องจะเน้นในเรื่องของโควิด-19 ความขัดแย้งทางการเมือง ดูเหมือนว่าจะหายไปแล้วตอนนี้ ไม่มีใครพูดว่าอิหร่านจะถล่มอเมริกาอย่างไร หรืออเมริกาจะส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปถล่มอิหร่านอย่างไร เยเมนยังจะทะเลาะอะไรกับซาอุดีอาระเบียหรือเปล่า การขัดแย้ง การทะเลาะเบาะแว้งกัน การพิพาทกันในระหว่างเชื้อชาติ ชนชาติ หรือว่าการพิพาทกันในระหว่างความขัดแย้งทางการเมืองนั้น ยังคงมีอยู่ในโลกนี้ และมีมานานแล้ว ตั้งแต่เป็นร้อยๆ ปี พันๆ ปี เป็นต้นมา และก็จะไม่มีวันหายไป แต่โควิด-19 ก็เป็นตัวการที่ทำให้ทุกคนยุติทุกอย่างไปหมด แล้วก็หาทางที่จะช่วยตัวเองและเอาตัวเองให้รอดไปได้ เพราะฉะนั้นแล้ว โควิด-19 ข้อเสียมีมาก แต่ข้อดีก็มีพอสมควรนะครับ


อัตราการติดเชื้อของโควิด-19 ในขณะนี้ เอาตัวเลขกลมๆ ก็แล้วกันนะครับ ก็ประมาณ 1.5 ล้านกว่า หรือประมาณ 1.6 ล้านกว่า ประมาณนั้น ทั่วโลกนะครับ แล้วก็มีคนตายไปแล้ว 88,495 คน ซึ่ง 8 หมื่นกว่าคนนี้ ผมคิดว่าน่าจะประมาณ 4 หรือ 5 เปอร์เซ็นต์ เกือบๆ 6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอัตราตายเฉลี่ยน่าจะต่ำกว่า 3 ก็ต้องถือว่าค่อนข้างสูง ที่ค่อนข้างสูงก็เพราะว่าบางประเทศนั้น อย่างเช่นอิตาลี และสเปน ตายกันอย่างหนักหนาสาหัสมาก คนที่ติดเชื้อในอเมริกาขณะนี้ ล่าสุดน่าจะใกล้ 5 แสนคนแล้ว เมื่อวานนี้ คือวันพฤหัสฯ ยอดประมาณ 4 แสนกว่า ที่สำคัญก็คือว่า มันก็เป็นข่าวที่ใช้ได้นะ มีคนซึ่งหายจากโรคนี้ 3.3-3.4 แสน หรือบางทีอาจจะ 3.5 แสนเสียด้วยซ้ำ ก็แสดงว่าตัวเลขที่คนหายก็ไม่น้อย ก็ทยอยมากขึ้น ก็จะถึงวันหนึ่งที่ว่าคนติดเชื้อ 100 คน อาจจะมีคนหาย 50-60 คน 70 คน 70 เปอร์เซ็นต์ ผมก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี



เรามาดูประเทศไทยกันนิดหนึ่ง ผมเรียนท่านผู้ชมนิดหนึ่ง ยอดติดเชื้ออันดับ 1 ในโลก ก็ยังคงเป็นอเมริกาเฟิร์สต (America First) อยู่ ของท่านประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะท่านต้องการให้ประเทศอเมริกามาอันดับ 1 ตอนนี้สมใจท่านแล้ว มาอันดับ 1 จริงๆ อันดับที่ 2 น่าจะเป็นสเปน คนติดเชื้อประมาณ 1 แสน เกือบๆ 2 แสนแล้ว ต่อมาก็อิตาลี 1.3-1.4 แสน รองลงมาเรื่อยๆ เยอรมนี ฝรั่งเศส ไล่ลงมาเรื่อยๆ ผมว่าประเทศไทยยังคงอยู่อันดับประมาณ 30 กว่า เมื่อเราดูประเทศไทยแล้ว คนไทยบางคนก็ตื่นตระหนกว่าทำไม 1-2 วันที่่ผ่านมานี้ คนติดเชื้อแค่ 38 คน ยอดลดลง แต่ทำไมจู่ๆ กระโดดขึ้นไปเป็น 111 คน ท่านผู้ชมครับ ไม่ตกใจ ตัวเลขที่กระโดดขึ้นมานั้น เป็นตัวเลขที่คนกลับจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยที่ไปอินโดนีเซีย ไปงานศาสนาอิสลาม หรือไปมาเลเซีย กลับมา น่าสนใจมาก กลับมาจากอินโดฯ 42 คน ติดทั้ง 42 คนเลย เพราะฉะนั้นแล้วผมก็คิดว่านี่เป็นกรณีพิเศษ ก็คือติดมาจากต่างประเทศ แต่ว่าในประเทศจริงๆ แล้วยอดมันลดลง มันไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะอย่างน้อยที่สุดการที่มีเคอร์ฟิวตอนกลางคืน 4 ทุ่ม ถึงตี 4 ก็ได้ผลดีพอสมควร แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐบาลพิจารณานิดหนึ่ง ผมคิดว่าน่าจะเริ่มเคอร์ฟิวที่ประมาณสัก 1 ทุ่ม เพราะ 1 ทุ่ม กรุงเทพฯ ก็ไม่มีใครออกไปไหนมาไหนอยู่แล้ว 1 ทุ่ม ถึงตี 4 ลองอีกสักตั้งนะครับ ยังคงไม่จำเป็นต้องมีเคอร์ฟิวถึง 24 ชั่วโมง



อีกเรื่องหนึ่งที่ผมจำเป็นต้องพูดนิดหนึ่ง คือเรื่องรายการเยียวยาที่ทางรัฐบาลได้ออกมาตรการมา ก่อนอื่นผมต้องขอชมเชยท่านรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อุตตม และท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คุณวิรไท สันติประภพ ผมดีใจมากที่ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นคนที่ไม่ใช่มุ่งหวังหลักทางวิชาการ แต่ท่านมองตามข้อเท็จจริง การปฏิบัติตนของผู้ว่าฯ แบงก์ชาติครั้งนี้เหนือความคาดหมายผมพอสมควร ผมต้องขอชมเชยท่าน เพราะว่าท่านกล้าที่จะตัดสินใจหลายๆ เรื่อง ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นผู้ว่าฯ คนเก่าๆ จะกล้าตัดสินใจแบบท่านหรือเปล่า ทั้งๆ ที่ท่านมีลักษณะเป็นนักวิชาการมากๆ แต่ท่านก็กล้าพอที่จะประกาศเอาเงินออกมาอุ้มอุตสาหกรรมนั้น อุ้มอุตสาหกรรมนี้ และมิหนำซ้ำท่านก็ยังประกาศอีกว่า เงินกองทุนสำรองที่ธนาคาต้องมีไว้สำรองหนี้เสียนั้น ที่เคยตั้งไว้ 4.6 เปอร์เซ็นต์ ท่านลดเหลือ 2.3 เปอร์เซ็นต์ แล้วลดไป 2 ปีด้วย แสดงว่าท่านเป็นคนที่เข้าใจเรื่องราวแบบนี้ ดีมากๆ




แต่ผมมีข้อสังเกตนิดหนึ่ง ในขณะนี้เริ่มมีคนพูดกันในเรื่องของเงินเยียวยาคนละ 5,000 บาท คนที่มีประกันสังคมเขาก็ถามมาว่าทำไมเขาไม่ได้บ้าง ผมเสนออย่างนี้ได้ไหม ผมจะพูดกับดินน้ำลมไฟก็แล้วกัน ผมเสนออย่างนี้ได้ไหมว่า คนที่มีประกันสังคมก็ควรจะให้เขา แต่อาจจะให้เขาแค่ 2,000 บาทพอ ทุกคน และที่สำคัญที่สุด ผมอยากจะฝาก ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นิดหนึ่ง ว่าจริงๆ แล้วท่านน่าจะเอาเงินที่ท่านมีอยู่ เพราะว่าเงินที่ท่านมีอยู่นั้น มีเยอะมาก มีอยู่หลายกอง เงินประกันสังคมในขณะนี้ ณ เวลานี้ มีอยู่ประมาณ 2 ล้านล้านบาท ส่วนเงินทดแทนที่มีอยู่ก็มีประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านบาท ผมคิดว่าให้คนที่มีประกันสังคม ผมเข้าใจว่ามีอยู่ประมาณ 10 กว่าล้านคน ให้เขาคนละ 2,000 บาท เป็นระยะเวลา 6 เดือน ก็น่าพอจะทำได้ ถ้าอย่างนั้นแล้วมันก็จบไป




อีกประการหนึ่ง ที่สำคัญที่สุด ผมอยากเสนอท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ใครก็ตามที่มีเงินประกันสังคม และต้องจ่ายเงินประกันสังคมไป แล้วก็ทำงานมาแล้วตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ผมคิดว่าน่าจะพิจารณาเป็นพิเศษให้เขาสามารถที่จะเอาเบี้ยประกันที่เขาส่งให้กับกองทุนประกันสังคม หรือบริษัทส่งให้ ประมาณ 7.5 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉลี่ยแล้ว ท่านผู้ชมครับ คนที่ทำงานมา 5 ปี จะมีเงินสะสมอยู่ในกองทุนประกันสังคมของเขาเอง ในชื่อของเขา ประมาณ 5 ปี มีประมาณ 45,000 บาท ถ้าทำงานมา 10 ปี ก็จะมีประมาณ 90,000 บาท ถ้าทำงาน 20 ปี เงินก้อนนี้ก็จะมีอยู่ 180,000 บาท ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานครับ เป็นไปได้ไหมที่ท่านจะเสนอ ครม. หรือเสนอคณะกรรมการชุดนี้ให้เห็นว่าคนที่มีกองทุนประกันสังคมอยู่ ตามตัวเลขที่ผมบอกนะ ถ้าเขาทำงานมาแล้ว 5 ปี เขาจะมีเงินประมาณ 45,000 บาท เขาจะสามารถยืมเงินในอนาคตของเขา คนที่ทำงานมา 5 ปี อย่างน้อยที่สุดก็ยังไม่แก่ ยังไม่อยู่วัยกลางคนเสียด้วยซ้ำ อาจจะช่วง 20 กว่า 30 ต้นๆ คนพวกนี้สามารถหรือไม่ที่จะ ควรจะเอาเงิน 45,000 บาท ในเรทที่เขามีอยู่ในกองทุนประกันสังคมนั้น เอาออกมาโดยใช้หลักตัวนี้เป็นหลักประกันในการไปกู้เงินธนาคาร จะกู้จากออมสินก็ได้ โดยเอาตัวนี้ค้ำประกันเอาไว้ เป็นเงินกองทุนของเขา อย่างน้อยที่สุด หลายๆ คนเวลาตกงาน ปัญหาใหญ่มันมี ทุกวันนี้ธนาคารก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายอย่างอื่นก็มี อย่างเช่น เขาต้องผ่อนรถ หลายคนนะ ผ่อนบ้าน ไม่เป็นไร ถ้าผ่อนกับธนาคาร ธนาคารเขามีมาตรการอยู่แล้วว่าจะช่วย ว่าให้สามารถหยุดผ่อนได้เป็นระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน ก็ว่าไป แต่หลายอย่างมันนอกเหนือความควบคุมของเขา เช่น เขาต้องผ่อนรถยนต์ หรือบางคนไม่มีรถยนต์ เขาต้องผ่อนมอเตอร์ไซค์ของเขา เขาก็จะได้เอาเงินก้อนนี้เอาไปผ่อน อย่างน้อยที่สุดเงิน 45,000 บาท ในช่วงยุคที่ ไม่ได้ข้าวยากหมากแพงหรอกครับ มันไม่มีข้าว ไม่มีหมาก และไม่มีเงินให้ใช้เลยแม้แต่นิดเดียว อย่างน้อยก็บรรเทาออกไปบ้าง ไม่มากก็น้อย ผมฝากให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล คิดนิดหนึ่งครับ ช่วยหน่อยว่าตรงนี้จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ฝากท่านนิดหนึ่งนะครับ คนที่ได้ประกันสังคมน่าจะได้เงินเยียวยาคนละ 2,000 บาท เป็นระยะเวลา 6 เดือนเช่นกันน


อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องไฟฟ้า เรื่องไฟฟ้านั้น ผมเข้าใจคนที่ทำงานการไฟฟ้า คนพวกนี้จะไม่ยอมขาดทุนเลยแม้แต่เม็ดเดียว ครั้งล่าสุดก็เสนอรายการลดค่าไฟให้ ซึ่งฟังแล้วเป็นที่ตลกขบขันมาก ซึ่งผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดตัวนี้ขึ้นมา ผมไม่อยากจะรู้ชื่อ เพราะผมรู้ว่าซื่อบื้อมากนะคนที่คิดตัวเลขนี้ คือลดให้ 3 เปอร์เซ็นต์ ท่านผู้ชมจำได้ใช่ไหมครับ ผมเป็นคนที่ออกมาโวยวาย ต่อมาก็เลยมีการปรับ ปรับว่าใครก็ตามที่ใช้ไฟฟ้าที่บ้าน 5 แอมป์ ให้ใช้ได้ฟรี 90 หน่วย




ท่านผู้ชมครับ วันนี้ เวลานี้ คนที่ใช้ไฟฟ้า 5 แอมป์ ในกรุงเทพมหานคร หรือในประเทศไทย นอกจากต่างจังหวัดแล้ว ห่างไกล ไกลปืนเที่ยงแล้ว ไม่มีใครใช้ 5 แอมป์หรอกครับ เขาเริ่มกันที่ 15 แอมป์ เพราะฉะนั้นผมเสนออย่างนี้ได้ไหม ผมเสนอ อันนี้จริงๆ แล้วไม่ต้องให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ หรือการไฟฟ้านครหลวง หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตัดสินใจหรอก เพราะคนพวกนี้ก็คงไม่กล้าตัดสินใจอะไร น่าจะเป็นนโยบายที่รัฐบาลสั่งไปเลย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าระบุไปชัดเจนเลย ใครจะใช้ไฟฟ้ากี่แอมป์ก็ตาม ปล่อยเขาไปเถอะ แต่ว่า 90 หน่วยแรก ไม่ต้องเสียเงิน อย่างน้อยที่สุดคนที่เขาใช้ไฟฟ้า 15 แอมป์ บ้านเขาทั้งบ้าน ห้องนอนมีแอร์ 1 เครื่อง แล้วก็ต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างน้อยที่สุด ผมเชื่อว่าเขาสามารถที่จะประหยัดตัวเขาเองและใช้ไม่เกิน 90 หน่วย ดีไหมครับ ผมขอร้องเถอะ ทำอะไรก็ตาม อย่าไปลืมข้อเท็จจริง อย่างเช่นบอกว่าถ้าใช้ไฟฟ้าที่บ้าน มีกำลัง 5 แอมป์ ให้ใช้ได้ 90 หน่วย คุณไปเดินหาดูบ้านที่ใช้ 5 แอมป์ มีอยู่เท่าไร เพราะฉะนั้นแล้ว ตอนนี้ที่ลำบากมาก ไม่ใช่รากหญ้าลำบากอย่างเดียว คนชนชั้นกลางก็ลำบากด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อมาเช่นนี้แล้ว ก็ให้มันจบไปแล้ว


อีกเรื่องหนึ่ง ผมก็ดีใจนะครับที่ทางรัฐบาลมองเห็นความสำคัญของหลายภาค และผมเชื่อว่าจะยังคงมีมาตรการหลายอย่างที่จะออกมาเป็นเรื่องๆ อย่างเช่น ออกมาช่วยเหลือเยียวยาภาคเกษตร ออกมาช่วยเหลือเยียวยาภาคการท่องเที่ยว ซึ่งผมก็ดีใจมากที่ข่าวล่าสุดออกมาว่า พนักงานโรงแรมที่โรงแรมปิดไป ก็จะได้รับการเยียวยาเช่นกัน ก็เป็นเรื่องที่ดี


ทีนี้ มีเรื่องๆ หนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้ และเป็นเรื่องที่ผมรับไม่ได้เหมือนกัน รัฐบาลหาเงินหาทองมา กู้เงินกู้ทองมา เมื่อหาเงินหาทอง และกู้เงินกู้ทองมา เพื่อเอามาเยียวยาประชาชนที่ยากไร้ ที่ลำบาก 5,000 บาทต่อคน ทราบมาว่ามีคนลงทะเบียนไปแล้ว 24 ล้านคน ของพวกนี้ย่อมมีหลุดออกไปบ้าง ย่อมมีคนที่ไม่รู้เรื่องบ้าง คนที่ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องขอ 5,000 บาทบ้าง หรืออะไรก็ตาม แล้วก็มีพวกทะลึ่งอยู่บางประเภท ที่ตัวเองไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ก็ลงทะเบียนไป พอลงทะเบียนไปแล้วพอตัวเองได้ ตัวเองจะได้เงิน 5,000 บาท ดันทะลึ่งมาโพสต์ว่าเป็นเงินอยู่บนตู้เย็น




เงินอยู่บนตู้เย็น ท่านผู้ชมเข้าใจใช่ไหม ก็คือเงินที่เขาทิ้งไว้ในบ้านเพื่อจับจ่ายใช้สอยเล็กๆ น้อยๆ วางเอาไว้ เอาอะไรหนักๆ ทับเอาไว้ เงินอยู่บนตู้เย็น คือไอ้พวกนี้มันบัดซบมาก สมควรจะตบปาก และผมรับไม่ได้กับการที่พอถูกจับได้ก็ชอบอ้างคำพูดที่เป็นสัจวาจามาตลอดทุกครั้งที่ถูกจับผิดได้ว่า "รู้เท่าไม่ถึงการณ์" ต้องขออนุญาตใช้คำพูดนิดหนึ่ง พวกมึงนี่นะ? รู้เท่าไม่ถึงการณ์ พวกมึงนี่ทะลึ่ง ชาวบ้านเขากำลังลำบากยากเย็น มึงได้เงิน 5,000 บาท แทนที่มึงจะเอาเงิน 5,000 บาท ซึ่งไม่ควรจะได้ แล้วมึงก็รู้ว่าไม่อยู่ในข่าย แต่เผอิญมันหลุดเข้าไปได้อย่างไรไม่รู้ เอาไปคืนเขา โพสต์เฟซบุ๊กสิ ผมได้มา 5,000 บาท แต่ว่าผมไม่มีความจำเป็น ผมขอส่งคืน แจ้งไป แหมผมจะกราบตีนมัน แต่ทะลึ่งมาบอกว่า เงิน 5,000 บาท มันเงินอยู่บนตู้เย็น ไม่มีความจำเป็น ส่งมาให้คุณทำไม ไอ้พวกเวรตะไล ไอ้พวกเรือหายพวกนี้ พวกสันขวาน ไอ้เรือหาย ไอ้สันขวาน ไอ้เลว ผมรับไม่ได้จริงๆ เหมือนกับพวกที่ค้าหน้ากากอนามัยบนความทุกข์ยากของประชาชน ไอ้พวกเรือหาย ไอ้สันขวาน ไอ้เลว ทำไมสังคมไทยถึงพวกเรือหาย ไอ้สันขวาน ไอ้เลวเยอะนัก พวกเรานี่ต้องมารวมตัวกันนะครับ ต้องกระทืบมากทางสื่อสังคม โซเชียลมีเดีย เอามันให้จมดินไปเลย คนพวกนี้มันใช้ไม่ได้ มันไม่ใช่ซื่อบื้ออย่างเดียวนะ มันเลว และมันก็เลวจริงๆ


เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมครับ ตอนนี้เราต้องตั้งสติให้ดีๆ ผมดีใจมากที่ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ฯ ชื่ออะไรไม่รู้ ผมขี้เกียจจำ ชื่อมันยาวเหลือเกิน ท่านบอกว่าใครก็ตามที่สนใจจะขอทุนงานวิจัย วิจัยอะไรครับ วิจัยในเรื่องของอุปกรณ์ทางการแพทย์ วิจัยในเรื่องของข้าวของต่างๆ ที่ต้องเอามาใช้ในเรื่องของการรักษาโควิด-19 ไม่ว่าจะทำการวิจัย หรือทำการค้นคว้า ในเรื่องของการสร้างชุด เครื่องช่วยหายใจ หรือเอามาสร้างชุดตรวจโควิด-19 ขึ้นมา พวกนี้ ก็ให้มาขอทุนกับท่านได้ ท่านมี dead line ว่าต้องภายในกี่วัน ผมก็ไม่รู้ เข้าใจว่าภายในเดือนหน้า หรืออะไรทำนองนี้ ถ้ายื่นหลังจากนั้นก็จะไม่ได้แล้ว ผมเสนออย่างนี้ได้ไหมครับท่านรัฐมนตรีฯ สุวิทย์ เมษินทรีย์ ตรงนี้ท่านอย่าเชื้อเชิญเลย ผมว่าในขณะนี้มหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจุฬาฯ ไม่ว่าจะเป็นธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีลาดกระบัง ไม่ว่าจะเป็นโน่นเป็นนี่ ท่านคุยตรงกับอธิการบดีเลยได้ไหมว่าท่านพร้อมจะให้เงินทุนสนับสนุนมหาวิทยาลัยต่างๆ เหล่านี้ ท่านระบุไปเลย ท่านเชิญอธิการบดีมาเลย ประชุมร่วมกันเลย ทางเทคโนโลยี ท่านบอกว่าตอนนี้ประเทศไทยขาดเครื่อง/ชุดตรวจโควิด-19 มีใครไหมที่วิจัยแล้วสามารถจะสร้างเครื่องชุดนี้มาได้ในราคาที่ถูก คุณภาพ 100 เปอร์เซ็นต์ และสามารถตรวจได้ภายในไม่เกินครึ่งชั่วโมง 30 นาที หรือสูงสุดไม่เกิน 1 ชั่วโมง และสามารถที่จะ ... ภาษาอังกฤษเรียกว่า User friendly ก็คือให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อสม. ที่อยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ เขาสามารถใช้เครื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง ท่านถามไปในหมู่อธิการบดี


เรื่องที่สอง ท่านก็ถามต่อ เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ใหญ่นิดหนึ่ง อาจจะต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ อย่างเช่นมหาวิทยาลัยสุรนารี หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเอกชน อย่างเช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ลาดกระบัง หรือคณะวิศวะ จุฬาฯ บอกว่าอย่างนี้ได้ไหม เอานักศึกษาอัจฉริยะ อาจารย์ที่เก่งๆ 3-4 มหาวิทยาลัยมารวมกลุ่มกัน แล้วท่านสุวิทย์ เมษินทรีย์ ให้เงินวิจัยไปก้อนหนึ่งเลย ก้อนใหญ่เลย เพื่อทำเครื่องช่วยหายใจ และนอกจากเรื่องต่างๆ พวกนี้ ยังมีอุปกรณ์การแพทย์อีกหลายแบบ ผมเห็นแต่ละคนก็แยกย้ายกันทำ อย่างเช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้คนหนึ่งบอกว่าได้คิดค้นยาฆ่าเชื้อที่เขาเรียกว่านาโนแอลกอฮอล์ ซึ่งเขาก็ยืนยันว่าเขาสามารถจะฆ่าเชื้อด้วยสูตรที่เขาคิดค้นขึ้นมานี้ ดีกว่าใช้แอลกอฮอล์ แล้วก็อยู่ได้นานกว่า ต่างๆ เหล่านี้ ท่านสุวิทย์ครับ เรื่องพวกนี้อย่าไปนั่งแล้วให้เขาเดินมาหาเรา ผมอยากให้ท่านไปหาเขา หรือท่านจะส่งลูกน้องของท่านไปหาเขา ผมคิดว่าท่านต้องรุกบ้าง ลักษณะนั่งแล้วมาเสนอมันคือระบบราชการ ซึ่งควรจะเลิกได้แล้วในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ผมคิดว่าไม่ควรที่จะมาในลักษณะแบบนี้อีกต่อไป


ท่านผู้ชมครับ ในขณะนี้หลายๆ เรื่อง สำหรับผมแล้ว ผมมองโลกในแง่ดีนิดหนึ่ง เท่าที่ผมพิจารณาแล้ว ผมศึกษาแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าสถานการณ์ของเรากำลังเข้าสู่ในทางที่ดีขึ้น ท่านผู้ชมครับ ผมจะเอากราฟให้ดู




ของต่างประเทศ กราฟของคนป่วยต่างประเทศมันสูงชันแบบนี้เลย แสดงว่ามันยังพุ่งไม่หยุดไม่หย่อน แต่ว่ากราฟของประเทศไทย มันอาจจะสูงตรงนี้ แต่มันก็เริ่มค่อยๆ ลงมาอย่างนี้แล้ว ผมมองอย่างนี้ว่ามันน่าจะดีขึ้น แต่ว่าปัญหามันยังมีอยู่ ปัญหามันมีอยู่ตรงที่ว่า ในขณะนี้ คำถามมีอยู่ว่า มีคนอีกจำนวนมากที่ยังมีเชื้ออยู่ แต่ไม่ออกอาการ เราจะทำอย่างไรกับมัน อย่างที่ผมเคยเรียนให้ทราบในรายการคุยทุกเรื่องกับสนธิ ก่อนหน้านี้ ผมบอกว่าเกาหลีใต้ที่ทำงานได้สำเร็จ เพราะเขาใช้ลักษณะ 3T (T1, T2, T3)




T1 ก็คือ Trace คือตามหา แสวงหา วิ่งเข้าหาคนป่วย T ที่ 2 ก็คือ Test เมื่อเจอคนแล้ว จะป่วยหรือไม่ป่วยเขาไม่สนใจ เขา test ไปว่ามีเชื้อไหม ถ้ามีเชื้อก็ T ที่ 3 ก็คือ Treatment คือรักษา เท่าที่ผมทราบตอนนี้เกาหลีใต้น่าจะทดสอบคนประมาณเกือบๆ 1 ล้านคนแล้วมั้ง อย่างที่ว่านะ เขามีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม ของเรานี่ชุดตรวจโควิด-19 ไม่ได้เป็นเอกภาพกันเลย เดี๋ยวมหาวิทยาลัยนี้บอกว่าคิดได้แล้ว คณะแพทย์นี้คิดได้แล้ว ทำไมไม่จับมารวมกันล่ะครับ แล้วให้ทุนไป แล้วก็เอาอันที่ดีที่สุด แล้วก็หาคนลงทุน ผมเชื่อว่าถ้ามีอุปกรณ์อย่างนี้ขึ้นมา พวกคนที่สนใจจะลงทุนมีเยอะมาก กำหนดไปเลย ลงทุนแล้วผลิตออกมาปีละเท่าไรๆ


ท่านผู้ชมครับ แม้กระทั่งหน้ากากอนามัย ทำไมหน้ากากอนามัยที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ กับหน้ากากอนามัยที่หมอใช้ ถึงผลิตกันจริงจังไม่ได้ ทำไมที่หมอใช้ ต้องใช้ 3M หน้ากากอนามัยมันไม่ใช่วิทยาศาสตร์ นิวเคลียร์ ที่จะต้องเขียนออกมา ศึกษาออกมาเพื่อยิงจรวดขึ้นไป มันก็คือหน้ากากอนามัย ศึกษาได้ประเดี๋ยวเดียว ให้คนที่รู้เรื่องในมหาวิทยาลัยเรา คนเก่งๆ มีเยอะ เพียงแต่ว่าเขาไม่เคยได้รับโอกาส




ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมเชื่อผมไหมว่า ถึงแม้โควิด-19 จะจบไปแล้ว จะจบปลายปีนี้ หรือจบต้นปีหน้า แต่ว่าคนไทยจะเริ่มเคยชินกับการรักษาสุขภาพตัวเอง ป้องกันตัวเอง หน้ากากอนามัยก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีความจำเป็น และหน้ากากอนามัยก็มีหลายระดับ ท่านผู้ชมยังจะต้องเจอพิษฝุ่น PM 2.5 อยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย เพราะฉะนั้นหน้ากากอนามัยก็ยังจำเป็น แล้วสมัยก่อนคนไทยเฉยๆ กับการเป็นหวัด ตั้งแต่มีโควิด-19 และผมเชื่อว่าจากนี้ไป สมมุติว่าถึงจบไปแล้วก็ตาม จะมีวัคซีนแล้วก็ตาม ถ้าคนไทยเป็นหวัด คนไทยจะมีมารยาทพอที่จะใส่หน้ากากอนามัยออกนอกบ้าน และการใส่หน้ากากอนามัยจากนี้ไปไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าอับอาย สมัยก่อนคนไม่อยากใส่หน้ากากอนามัยเพราะเขิน เพราะเขินจริงๆ นะท่านผู้ชม ผมไม่ได้พูดเล่น เมื่อเขินแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือตัวเองไม่ใส่ แต่จากนี้ไปคนจะใส่มาก เพราะฉะนั้นหน้ากากอนามัยก็จะมีหลายระดับ ผมคิดว่าหน้ากากอนามัยระดับที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า high-end ระดับสูงขึ้นมา วิจัย ค้นมาสิครับว่าวิธีทำ ทำอย่างไร ผมเชื่อว่ามีคนพร้อมจะตั้งโรงงานเยอะเลย แล้วก็ทำออกขาย


ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ ท่านผู้ชมครับ จากนี้ไปขอให้เชื่อผมเลย คนจะไม่ได้ตายจากสงครามแล้ว คนจะตายจากเชื้อโรค และหน้ากากอนามัยเป็นส่วนหนึ่งของคนและการใช้ชีวิตประจำวันที่เราจะต้องสัมผัสกับมันมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น มากขึ้นตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอุปกรณ์การแพทย์ในการที่จะดูแล รักษา และต่อสู้กับพวกไวรัสต่างๆ ไม่ใช่มีแค่โควิด-19 นะครับ อีกหน่อยมันอาจจะมีโคอะไรก็ตาม หรืออาจจะมีชื่อใหม่ๆ แต่ว่าในที่สุดแล้วมันก็ต้องแพร่เชื้อมาได้ทางลมหายใจ มันก็ต้องแพร่เชื้อได้ทางละออง เพราะฉะนั้นแล้วหน้ากากอนามัยจากนี้ไปจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่ขาดไม่ได้ ที่ขาดไม่ได้จริงๆ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมก็เลยอยากจะฝากให้ท่านดินน้ำลมไฟ หรือฝากให้ท่านรัฐมนตรีฯ สุวิทย์ เมษินทรีย์ พิจารณานิดหนึ่ง อย่านั่งให้เขามาเสนอ ท่านน่าจะเสนอเองเลยว่า หน้ากากอนามัยแบบนี้ แบบที่ 3M ทำ ใครจะวิจัยบ้าง ทำมาได้ไหม ถ้าใครวิจัยทำมา ผมให้ทุนไป ให้เวลาคุณไม่เกิน 30 วัน คุณไปคิดมา เครื่องช่วยหายใจแบบนี้ ที่เราซื้อมาจากจีน ทำไมจีนทำได้ แล้วทำไมเราทำไม่ได้ เพราะจีนนี่เป็นจอมก๊อปปี้เลย เมื่อจีนเป็นจอมก๊อปปี้ เราก็ก๊อปปี้ต่อได้นี่ ไม่เสียหายอะไร เพราะมันเป็นเรื่องสุขภาพของคนเรา เพราะฉะนั้นแล้ว ซื้อเครื่องช่วยหายใจมา แล้วก็ทำ เขาเรียกว่าวิศวะย้อนกลับ ก็คือ Reverse Engineering ถอดมาเป็นชิ้นๆ เลย แล้วดูว่าทำกันอย่างไร มันไม่ยากอะไรเลย ทำไมท่านไม่คิด ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีฯ สุวิทย์คิดนิดหนึ่ง ในเมื่อท่านมีเงินก้อนนี้อยู่แล้ว อาจารย์เก่งๆ ก็มีเยอะ เอาเงินให้เขา ให้เขาทำขึ้นมา ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายคนพร้อมที่จะมาลงทุนในเรื่องนี้ ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหมครับ




เพราะฉะนั้นแล้ว อย่าลืมนะครับ แม้กระทั่งชุด ชุดขาวๆ ที่ให้หมอใส่ เราต้องมีโรงงานผลิตเอง แล้วคุณภาพของโรงงานเรา ผมเชื่อว่าคุณภาพของคนไทยที่ทำจะดีกว่าจีน ทำไมผมถึงพูดอย่างนั้น เพราะว่าจีน นักธุรกิจจีนจะฉวยโอกาส อย่างเช่นประเทศทางยุโรปบางแห่ง ซื้ออุปกรณ์ป้องกันโควิด-19 จากบริษัทบางบริษัทของจีนในเซินเจิ้น พอส่งไปแล้วเขาบอกว่าใช้ไม่ได้ คุณภาพไม่ถึง คุณภาพมีแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ แม้กระทั่งปืนที่ยิงวัดอุณหภูมิ ของพวกนี้นะ ท่านผู้ชมครับ ท่านรัฐมนตรีฯ สุวิทย์ เมษินทรีย์ ครับ ทำไมต้องให้ปืนที่ยิงวัดนี่ขายกันในท้องตลาด 3,200 บาท คนไทยทำได้แน่นอนงานนี้ ของที่ยึด ให้นักวิศวะ หรือทางสถาบัน มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีความสามารถ เราอาจจะผลิตเครื่องยิงพวกนี้ราคาไม่เกิน 100 บาท แล้วทุกคนก็หมดที่บ้าน มันจะเสียหายอะไร ต้องคิดอย่างนี้นะครับ จีนเขาจะฉกฉวยโอกาสต่างๆ ที่เกิดโควิด-19 เชื่อผมนะครับ จากนี้ไปประเทศจีนจะเน้นในเรื่องของการลงทุนเพื่อคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการรักษาโรค จากผลพวงของไวรัสโควิด-19 หรือเดิมทีที่เรียกว่าไวรัสอู่ฮั่น แล้วอุปกรณ์พวกนี้เขาก็จะเริ่มส่งออก วันนี้จีนส่งออกหน้ากากอนามัย 4,000 ล้านชิ้นแล้ว


ท่านผู้ชมสังเกตอะไรอย่างหนึ่งไหม คนจีนเวลามาเที่ยวประเทศไทย ท่านผู้ชมตามผมมา ทำไมบิ๊กซีคนถึงเข้าแน่นเอี้ยดเลย คนจีนไปซื้อขนม เพราะว่าขนมคนไทยทำอร่อยกว่าที่คนจีนทำ หลายคนซื้อข้าวของเครื่องใช้ของไทย เพราะเขาบอกว่าข้าวของเครื่องใช้ของไทยคุณภาพสูงกว่าของจีน อุปมาอุปไมยก็คือว่าในบรรดาสายพานการผลิต ผมเชื่อว่าคนไทยเก่งกว่าคนจีนเยอะในเรื่องของการควบคุมคุณภาพ ผมก็เลยอยากจะฝากไว้นิดหนึ่ง เชื่อผมสิ คนไทยฝีมือดี เป็นเพียงแต่ว่าคนไทยขาดโอกาส และไม่มีโอกาส คนจีนมีโชคอยู่อย่างหนึ่ง คือประชากรของเขา 1,400 ล้านคน เขาทำอะไรเขาก็ขายได้หมด ทุกๆ คนถึงอยากเข้าตลาดจีน แต่ว่าคนจีน ตลาดจีน เวลามาเที่ยวเมืองไทยกลับมาซื้อของคนไทยแล้วเอากลับไปที่บ้านตัวเอง ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหมครับ เรื่องนี้


ท่านสุวิทย์ เมษินทรีย์ ครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านสมคิด จาตุศรีพิท้กษ์ ครับ หลายๆ คนที่มีความคิดอยู่ทางด้านนี้ คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลองเอาเรื่องที่ผมพูดไปคิดดู นี่จะเป็นอุตสาหกรรมส่งออกตัวใหม่ในภาวะโรคภัยไข้เจ็บเต็มไปหมดทั่วโลก อาจจะเป็นสินค้า item เดียวของการส่งออกที่จะเจริญรุ่งเรือง ก็คืออุปกรณ์ในเรื่องการแพทย์ทุกอย่าง ทุกประการ ตั้งแต่หน้ากาก ชั้นทั่วไป ชั้นดี ชั้นโน่นชั้นนี่ ชั้นพิเศษ ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรอกครับหน้ากากที่ 3M ผลิต




เอาของเขามาสิครับ แล้วก็แกะดูว่าทำอย่างไร ทดสอบดู ทดลองดู ใส่แล้วไม่แน่น ทำอย่างไรให้มันแน่นแล้วไม่อึดอัด ทำอย่างไรมีความรู้สึกว่าคงทน ทนทาน ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหมครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเห็น และใช้สถานการณ์โควิด-19 มาสร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทย และดึงทุกๆ ฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม


ท่านผู้ชมครับ ก่อนจะไปเรื่องที่สอง ผมต้องขอชมเชยกระบวนการคัดกรองและเข้มงวดที่ต่างจังหวัด เข้มงวดมากท่านผู้ชม ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเขา ความผิดของเซียนมวยยุคนั้น ชุดหนึ่ง ความผิดของคนที่กลับมาจากต่างประเทศแล้วกลับไปที่บ้านของตัวเอง ต่างจังหวัดนั้น ชุมชนเขาเล็ก หมู่บ้านๆ หนึ่ง อย่าว่าแต่คนแปลกหน้าเข้ามาเลย แค่หมาเห่าเมื่อคืนเห่ากี่ครั้ง เขายังรู้กันเลย เพราะฉะนั้นแล้วใครก็ตามที่อยู่หมู่บ้านนั้นออกไปปั๊บ ไปในเมือง หายไป 2-3 วันแล้วกลับมา ทุกคนจะรวมตัวกัน เฮ้ย ไปไหนมา ใช้ความกดดันทางสังคม กดดันให้หมอนั่น หรือใครก็ตาม หรือยัยคนนั้น จะต้องถูกกักตัวในหมู่บ้านนั้นเป็นระยะเวลา 14 วัน


ท่านผู้ชมครับ อสม.ของเรา กระทรวงสาธารณสุขนี่มีทรัพย์สมบัติชิ้นหนึ่งซึ่งสุดยอดมากก็คือ อสม. อาสาสมัครในเรื่องสาธารณสุข คือ อสม. ถึงเวลาแล้วหรือยังที่กระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลจะต้องให้ค่าตอบแทน อสม.มากกว่าเดือนละ 2,000-3,000 ให้เขาอีกสักนิดหนึ่ง และที่สำคัญ ทำอย่างไรจะฝึกเขาได้


ย้อนกลับไปเรื่องของตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 ถ้าเราทำเครื่องนี้ได้ อสม.ต้องเรียนรู้วิธีใช้ และผมอยากเห็นกำนันก็ใช้เป็น ผู้ใหญ่บ้านก็ใช้เป็น ชุมชนแต่ละชุมชน ผมมีคนที่บินจากเชียงใหม่กลับมากรุงเทพฯ พอเขากลับไปปั๊บ ที่เชียงใหม่ เนื่องจากเขาโหลดแอปฯ เอาไว้เรียบร้อยแล้ว เขาก็เลยสามารถจะกลับไปกักตัวที่บ้านของเขาได้ สมมุติว่าบ้านเขาอยู่แม่ริม เขาไปกักตัวที่แม่ริม ท่านผู้ชมครับนึกดูแล้วกันการทำงานของเขาจะเป็นอย่างไร ก็คือวันดีคืนดี เดี๋ยว อสม.มาแล้ว มายิงอุณหภูมิ ออกไปไหนหรือเปล่า ไม่ได้ออกใช่ไหม มายิงอุณหภูมิ สักพักหนึ่งออกจากบ้านไป ผู้ใหญ่บ้านรู้ คนอยู่บ้านข้างๆ ไปฟ้องผู้ใหญ่บ้าน มันกลับมาแล้วมันไม่ยอมอยู่บ้านท่านผู้ใหญ่ ไปโน่นไปนี่ เขาจะตรวจสอบและเช็กกันเอง


อีกมิติหนึ่งของเรื่องนี้ ผมอยากจะฝากเอาไว้ให้คิดหน่อย ฝากให้กระทรวงมหาดไทยคิดด้วย วิกฤตการณ์โควิด-19 และการที่กระทรวงมหาดไทยออกมาตรการกว้างๆ แล้วให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด และกับผู้นำท่องถิ่น มากำหนดเองว่าจะทำตอนไหน วิธีใด อย่างไรบ้าง นี่คือการกระจายอำนาจในระดับที่ผมคิดว่าดีมาก คำถามมีอยู่ว่า ถ้าวิกฤตนี้พ้นไปแล้ว กระทรวงมหาดไทยพร้อมหรือเปล่าที่จะใช้วิธีกระจายอำนาจแบบนี้เหมือนเดิม ก็คือว่าเรื่องในจังหวัดนั้น ให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมกับผู้นำท้องถิ่น ประชุมกันและทำงานร่วมกัน และหาทางแก้ปัญหากัน และหาทางส่งเสริมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิสาหกิจชุมชน จะทำอย่างไรให้แต่ละหมู่บ้าน แต่ละอำเภอ ทุกๆ อำเภอ มีการทำมาหากินที่ดีขึ้น มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ผมขี้เกียจเข้ามาเรื่องนี้อีกแล้ว เดี๋ยวหาว่าผมเจาะจง จงใจ อย่างเช่นบริการส่งอาหาร แกร็บ ท่านผู้ชมให้มันไปส่งอาหาร ให้แกร็บไปจ้างเด็กที่อุดรธานี อำเภอเมือง ไปส่งอาหารได้อย่างไร มันต้องเป็นเรื่องของคนท้องถิ่นเขาทำ เพราะว่าแกร็บมันส่งเท่าไร มันหักเขา 30 เปอร์เซ็นต์ เข้ากระเป๋า มันก็ส่งกลับไปที่สิงคโปร์ แต่ถ้าเป็นคนท้องถิ่นทำ ใช้แรงงานท้องถิ่น เพราะมันต้องใช้แรงงานท้องถิ่นอยู่แล้ว เด็กมอเตอร์ไซค์ เด็กส่งของ มันเด็กที่ไหน ก็เด็กอุดรฯ ทำไมไม่ใช้คนอุดรฯ หาคนเป็นโต้โผ ไม่มีใครดีเท่าผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดก็สามารถจะประชุมพวกคหบดีทั้งหลาย เอามั้ย ลงทุนทำอันนี้กันไหม มันหักเขา 30 เปอร์เซ็นต์ ท่านผู้ว่าฯ ก็บอกว่า แกร็บอุดรฯ หรืออุดรฯ ส่งอาหาร หักให้ไม่เกิน 10-15 เปอร์เซ็นต์ ช่วยธุรกิจท้องถิ่น ทำให้คนมีงานทำ


ผมรับไม่ได้ที่แกร็บไปโตที่เชียงใหม่ แกร็บไปโตที่อุดรฯ แกร็บไปโตที่ขอนแก่น หรือภูเก็ต มันต้องเป็นของจังหวัดนั้นทำ เพราะว่ามันไม่ได้ข้ามจังหวัดนี่ มันก็แค่ภายในจังหวัดเท่านั้นเอง ภายในอำเภอ อย่างเช่นอำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอหาดใหญ่ มันต้องเป็นของท้องถิ่น และถ้าเป็นของท้องถิ่นปั๊บ เราต้องระดมประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นสนับสนุนธุรกิจของท้องถิ่น นั่นคือตัวอย่างๆ หนึ่งที่ผมอยากจะฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้พิจารณาเรื่องนี้ดูดีๆ นะครับ




เราพูดถึงเรื่องของโลก แต่เรายังไม่มีใครพูดถึงสถานการณ์ของโลกในขณะนี้ แล้วสิ่งที่มันกำลังเกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจ ในทางสังคม ผมจะละเว้นการเมืองไว้ชั่วคราวนะครับ ผมคิดว่าวันนี้ผมจะอธิบายบางเรื่องให้ฟัง นึกเสียว่าวันนี้เป็นการเข้าห้องเรียนก็แล้วกัน หลายๆ เรื่องผมก็คงต้องพยายามอธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่าเรื่องราวที่แท้จริงมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร


คือในโลกของเรา ถ้าพูดถึงวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันจะมีวิกฤตสงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามในเวียดนามก็ต้องถือว่าเป็นวิกฤตครั้งหนึ่ง แต่เป็นวิกฤตอยู่ในภูมิภาคเอเชียเท่านั้น ไม่ได้กระทบกระเทือนไปทั่วโลก มันเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศเวียดนาม กับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสหรัฐอเมริกาตอนนั้นมีความปรารถนาที่จะป้องกันไม่ให้การรุกคืบหรือขยายความ หรือขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งตอนนั้นมีรัสเซียกับจีนเป็นพี่เบิ้มใหญ่ 2 คน ให้เข้ามา และในที่สุดแล้วจะทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล้มเป็นโดมิโน ในกระบวนทัศน์ ความคิด ของนายจอห์น ฟอสเตอร์ ดัลเลส ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในยุคนั้น บอกว่าโดมิโนซึ่งตั้งเรียงกันไป ถ้าประเทศหนึ่งล้ม เช่น ถ้าประเทศไทยไปปั๊บ ก็จะทำให้ทุกประเทศล้มตามไปหมดเลย ด้วยเหตุนี้ตอนที่ฝรั่งเศสหลังจากที่แพ้สงครามที่เมืองเดียนเบียนฟู หลังจากนั้นฝรั่งเศสก็ตัดสินใจจะถอนตัวออกจากประเทศเวียดนาม ก็เลยเจรจากับอเมริกา ซึ่งอเมริกาตอนนั้นก็มีองค์กรซีไอเอ อเมริกากำลังจะเป็นมหาอำนาจ เพื่อให้อเมริกาเข้ามาแทนฝรั่งเศส เพื่อมายับยั้งการรุกขยายของคอมมิวนิสต์ในยุคนั้น ซึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าในยุคนั้นเวียดนามเหนือ นำโดยโฮจิมินห์ ไม่ได้มองว่าเขาเป็นลูกไล่ของคอมมิวนิสต์จีน หรือคอมมิวนิสต์เวียดนาม แต่เขาชาตินิยม เขาไม่ต้องการให้ทหารต่างชาติเข้ามาอยู่ในประเทศของเขา ฟังแล้วคล้ายคลึงกับทางอาหรับหรือเปล่า ที่ทุกวันนี้อิรักก็ไม่อยากให้อเมริกาตั้งฐานทัพอยู่ อัฟกานิสถานก็บอกว่าคุณมาอยู่ที่นี่ทำไม คุณออกไปซะ อะไรทำนองนั้น เข้าใจไหมครับ




นั่นคือวิกฤตการณ์ แต่เป็นวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง โดยมีอุดมการณ์เป็นตัวเชื่อม ส่วนอุดมการณ์ของใครถูกหรือของใครผิดนั้น อีกหน่อยประวัติศาสตร์จะเขียนออกมาเองว่าใครถูกหรือใครผิด แต่ที่แน่ๆ ก็คือว่าอเมริกานั้นเข้าไปรุกรานอยู่ในที่ๆ นั้นเพื่อปกป้องความเชื่อที่ตัวเองเชื่อว่าตัวเองนั้นต้องเป็นอย่างนี้ๆ เมื่อเป็นอย่างนี้ๆ ประเทศทั่วโลกก็ต้องเป็นอย่างตัวเอง คืออย่างนี้ๆๆ ซึ่งอันนี้ก็ลามระบาดมาจนถึง ถ้ามีแมคโดนัลด์ที่นิวยอร์ก แมคโดนัลด์ที่กรุงเทพฯ ก็ต้องมี แมคโดนัลด์ที่นั่นที่นี่ก็ต้องมี โคคา-โคล่า ต้องขายไปทั่วโลก ทุกคนต้องกินโคคา-โคล่าหมด เป๊ปซี่ก็เหมือนกัน ทุกอย่าง คือรักษาผลประโยชน์ทางการค้า และผลประโยชน์ทางการลงทุน และผลประโยชน์ในการที่จะเอาทรัพยากรของแต่ละประเทศนั้น เพื่อผ่องกลับคืนไปสู่ประเทศอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา


สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นเป็นความขัดแย้งที่ในที่สุดแล้วประวัติศาสตร์ก็ระบุลงไปชัดเจนเป็นเรื่องของการที่ญี่ปุ่นและเยอรมนี อิตาลี มาร่วมมือกันเพื่อที่จะยึดครองในสิ่งที่เขาคิดว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม




อังกฤษ และประเทศยุโรปบางประเทศก็ลุกขึ้นมาต่อต้าน จนกระทั่งสู้แทบจะไม่ไหว อเมริกาก็เลยต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปแล้ว อเมริกาเลยเป็นเจ้าใหญ่ที่สุด เป็นขาใหญ่ที่สุด ซึ่งในทางภูมิรัฐศาสตร์ทางการเมืองนั้น เขาก็เรียกว่าอเมริกาเป็นนายอำเภอโลก ผู้ช่วยนายอำเภอมีอยู่ 2 คน คนหนึ่งคือประเทศอังกฤษ อีกประเทศหนึ่งคือออสเตรเลีย เขาเรียกว่าผู้ช่วยนายอำเภอ 3 ประเทศนี้เป็นกลุ่มประเทศที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Anglo-Saxon คือประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ มีอังกฤษ ออสเตรเลีย และอเมริกา ออสเตรเลียก็มาทำเป็นผู้ช่วยนายอำเภอ ดูแลพื้นภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยเหตุนี้ออสเตรเลียถึงพยายามที่จะซึมเข้าไปในกลุ่มประเทศอาเซียนให้ได้ เข้าไปมีบทบาทต่างๆ เอาล่ะ ไม่เป็นไร



แต่โควิด-19 มันไม่เหมือนวิกฤตโลกทุกอย่าง วิกฤตโลกเคยเกิดขึ้นสมัยที่มีไข้หวัดใหญ่สเปน ที่เขาเรียกกันว่า Spanish Flu คนตายไป 30 กว่าล้านคนในยุคนั้น นั่นก็เป็นวิกฤตโลก แต่วิกฤตโลกของ Spanish Flu นั้น ระบาดเฉพาะทางยุโรป ไม่ได้ข้ามมาทางเอเชียเลย โควิด-19 เป็นข้อยกเว้น โควิด-19 คือหายนะของโลก วันนี้ได้พิสูจน์ชัดแล้ว ไม่มีประเทศไหนจะรอดพ้นจากโควิด-19 ได้เลยแม้แต่ประเทศเดียว



เอาล่ะ วันนี้เราจะไม่พูดถึงว่าใครเป็นคนเริ่มโควิด-19 วันหลังผมจะมีอีก session หนึ่งพูด เพราะว่ามีท่านผู้ชมหลายท่านที่เป็นคนที่เชียร์สหรัฐอเมริกา แล้วก็บอกว่าผมอวยจีน ไม่เป็นไรครับ เอาไว้ผมจะค่อยๆ อธิบายให้ฟังอีกที ยังมีเวลาอยู่ แต่ถ้าท่านที่ไม่ชอบขี้หน้าผม หาว่าผมอวยจีน เกลียดผม กรุณาอย่าเข้ามาฟัง เพราะว่าผมจะพูดให้กับคนที่มีปัญญา และคนที่มีเหตุมีผลมานั่งถกเถียงกันได้


โควิด-19 ในขณะนี้มันสร้างหายนะให้โลกอย่างไร สร้างให้ดังนี้ ธนาคารโลก (World Bank) เขาบอกชัดเจนว่าโลกปีนี้ การเจริญเติบโตของโลกทางเศรษฐกิจมันจะหายไปเยอะเลย จะหายไปจนกระทั่งทุกคนจะตกใจกันหมด โควิด-19 วันนี้ถ้าเราไม่พูดถึงประเทศหลัก กลุ่มประเทศหลัก 3 ประเทศนี้ไม่ได้เลย เพราะ 3 ประเทศนี้เป็นเสาหลักของโลกนี้ หนึ่ง คือสหรัฐอเมริกา อันดับ 1 อันดับ 2 คือ จีน อันดับ 3 คือยุโรป 3 ตัวนี้เชือกคล้องคอทั้ง 3 ตัวนี้เข้าด้วยกัน




ประเทศใดประเทศหนึ่งล้ม อีกประเทศหนึ่งก็ไม่ใช่จะสบาย อย่างน้อยที่สุดถ้าไม่ล้มตามก็เจ็บคอ เพราะโดนเชือกดึงไปด้วย หรืออีกนัยหนึ่ง ผมกำลังจะบอกท่านผู้ชมว่า ถ้าอเมริกาไปไม่ไหว ถามว่าจีนมีความสุขไหม จีนก็ไม่มีความสุข จีนก็เหน็ดเหนื่อย ถ้าจีน อเมริกา ไปไหว แล้วยุโรปไปไม่ไหว จีน อเมริกา ก็ต้องโดนพิษสงของยุโรป ทำให้จีนและอเมริกาก็ต้องเหน็ดเหนื่อยเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่เหมือนกันแล้ว ทุกอย่างมันผูก พึ่งพา เพราะความพึ่งพาซึ่งกันและกัน นั่นคือหลักการของโลกาภิวัตน์


ผมเคยเรียนให้ท่านผู้ชมฟังแล้วว่า หลักการโลกาภิวัตน์ก็คือ พึ่งพาซึ่งกันและกัน เครือข่าย (Networking) ควมหลากหลายที่ต้องมี (Diversity) ของพวกนี้คือยุคโลกาภิวัตน์ ด้วยเหตุนี้ ท่านผู้ชมครับ การพึ่งพาซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องบางเรื่องซึ่งผมอยากจะเอาข้อมูลบางอย่างมาเล่าให้ท่านผู้ชมฟัง เหมือนกับว่ามีข้อมูลอันหนึ่งเขาบอกว่า ที่อเมริกา ทรัมป์เอาเงินเยียวยาให้กับประชาชนคนละ 2,000 เหรียญ หรือ 1,000 เหรียญ เขาบอกว่าการเยียวยาหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์ เอาเงินมาจากไหน เขาก็บอกว่าเอาเงินมาจากประชาชน นั่นคือภาษีอากรของคนอเมริกัน และก็บอกว่า จุดมุ่งหมายของการที่ให้เงินก้อนนี้มา ให้เพื่ออะไร ให้เพื่อไปใช้ซื้อ HD TV ซื้อไอแพด ซื้อถุงกอล์ฟอันใหม่ ทุกคนเอาเงินไปใช้เพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ




เพราะฉะนั้นแล้วการกระตุ้นเศรษฐกิจมันมีนัยอะไรบางอย่าง สมมุติว่าคุณใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ไปซื้อของที่วอลมาร์ต เงินที่วอลมาร์ตได้มา แล้วต้องจ่ายไป ก็จ่ายคืนไปให้ที่ประเทศจีน หรือศรีลังกา ถ้าคุณใช้ที่น้ำมัน ซื้อน้ำมัน เงินก็คืนไปพวกกลุ่มประเทศอาหรับ ถ้าคุณซื้อคอมพิวเตอร์ ก็ไปที่อินเดีย ไต้หวัน หรือจีน ถ้าคุณซื้อผลไม้ ผัก เงินนั้นก็ไปที่เม็กซิโก ฮอนดูรัส กัวเตมาลา ถ้าคุณซื้อรถประหยัดน้ำมัน ที่เรียกว่า Gasoline Efficient Cars เงินก็จะไปที่เกาหลี และญี่ปุ่น ถ้าคุณซื้อของที่ไร้สาระ เงินก็จะไปที่ไต้หวัน เพราะไต้หวันผลิตของไร้สาระเยอะ ถ้าคุณจ่ายเครดิตคาร์ดซื้อหมด แล้วก็ซื้อหุ้น เงินก็จะไปเป็นโบนัสของผู้บริหารของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะฉะนั้นแล้ว คุณจะเห็นได้ชัดเลยว่าความผูกพันโยงกันไปโยงกันมาซึ่งกัน นี่คือที่มาของห่วงโซ่อุปทาน หรือที่เขาเรียกกันว่า Supply chain ไงล่ะ ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยัง


ทีนี้คำถามก็มีอยู่ว่า หลังจากโควิด-19 แล้ว หายนะมันเกิดขึ้นทั่วโลก คำถามมีอยู่ว่า แล้วโลกาภิวัตน์จะหายไปไหม หอไอเฟลที่กรุงปารีสจะเปลี่ยนไปไหม คนจะเดินน้อยลงหรือเปล่า โลกจะเปลี่ยนขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจจากภูมิภาคอเมริกามาเป็นภูมิภาคเอเชียหรือเปล่า อเมริกาจะอ่อนแอลงไหม จีนกับรัสเซียจะเข้มแข็งขึ้นไหม การศึกษาจะเปลี่ยนจากแทนที่จะไปโรงเรียน กลับอยู่บ้าน เรียนออนไลน์แทน ระบอบประชาธิปไตยที่ทางตะวันตกส่งเสริมมาตั้งนาน จะถูกตั้งคำถามถามไหมโดยประชาชนของเขาเองว่า ระบอบประชาธิปไตย พอมีโควิด-19 มาแล้ว ทำไมช่วยเหลือประชาชนไม่ได้ แต่ระบอบเผด็จการอย่างสี จิ้นผิง ทำไมช่วยได้ ถูกไหมครับท่านผู้ชม ก็ต้องมีคำถามนี้เกิดขึ้น


เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อโลกหลังโควิด-19 ออกมาแล้ว ก็จะมีอีกตัวหนึ่ง นิสัยใจคอของประเทศบางประเทศที่เห็นแก่ตัวมากๆ ซึ่งผมไม่ตำหนิ เพราะเขาต้องเอาชาติของเขารอดก่อน แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเห็นแก่ตัวมากถึงขนาดที่ไปปล้นหรือทำตัวเป็นโจรสลัด อย่างสหรัฐอเมริกา ไปแย่งหน้ากากอนามัย อย่างเช่นที่ฝรั่งเศส ฝรั่งเศสสั่งจองหน้ากากอนามัยมาที่เมืองจีน กำลังขึ้นเครื่องบินที่เซี่ยงไฮ้ แต่ว่าฝรั่งเศสพลาด ก็คือว่า ถ้าของไป และตรวจสอบคุณภาพสินค้าแล้ว เขาถึงจ่ายเงิน อเมริกากำลังขาดหน้ากากอนามัย ก็ใช้วิธีการติดต่อคนที่ส่งของขึ้นเครื่องบิน บอกว่า เอาอย่างนี้ ฝรั่งเศสให้ 1 เหรียญ กูให้ 3 เหรียญ เงินสดเอาไปเลยสดๆ คนจีนก็เลยพลิก แทนที่จะส่งไปที่ฝรั่งเศส ก็ส่งไปที่อเมริกาแทน อันนี้เขาเรียกว่าโจรสลัดยุคดิจิทัล นี่ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ นะ




ก็ปรากฏว่าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะฝรั่งเศส เกิดขึ้นกับเยอรมนี เกิดขึ้นกับแคนาดา เพราะฉะนั้นผู้นำประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา ก็ออกมารุมก่นด่าอเมริกาใหญ่ บอกว่าเข้าใจดี แต่อันนี้เป็นหน้ากากที่ข้าพเจ้าต้องการจะเอามาช่วยประชาชนของข้าพเจ้า หรือคิวบาได้รับการอุดหนุนช่วยเหลือทางการกุศลจากอะลีบาบา ที่จะเอาอุปกรณ์ทางการแพทย์ส่งมาให้คิวบา ปรากฏว่าจอดที่อเมริกา อเมริกายึดเครื่องบินทั้งลำไปเลย เพราะอ้างว่าอเมริกาไม่มีสัมพันธภาพทางการทูตกับคิวบาในขณะนี้ หรือว่ามีอะไรที่มันมีเงื่อนงำ โดยใช้ข้ออ้างที่มันฟังขึ้นหรือไม่ขึ้นก็ไม่รู้ แต่ว่ากูจะเอาของๆ มึงล่ะ เอามาใช้ที่อเมริกา ลักษณะนิสัยอย่างนี้หลังโควิด-19 แล้ว มันจะทำให้อเมริกาถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นจากกลุ่มประเทศต่างๆ ที่ประสบพบกับประสบการณ์ที่เลวร้ายในเรื่องราวต่างๆ ที่ผมเล่าให้ฟังนี้


ทุกอย่างที่ผมพูดเมื่อกี้ มันเป็นการคาดคะเนว่าโลกาภิวัตน์จะเจ๊งหรือไม่ อำนาจทางเศรษฐกิจจะย้ายจากทวีปอเมริกามาที่ทวีปเอเชียหรือเปล่า จีนกับรัสเซียจะเข้มแข็งขึ้น หรืออเมริกาจะอ่อนแอลงหรือเปล่า อันนี้เป็นเพียงการคาดคะเน แต่วันนี้ผมจะเอาความจริงมาพูดให้ฟัง เอาตัวเลขมาพูดให้ฟัง ซึ่งท่านผู้ชมฟังให้ดีๆ แล้วท่านผู้ชมจะตกใจ


เอาเป็นว่า ถ้าสมมุติว่าโควิด-19 มันไม่จบภายใน 2-3 เดือนนี้ มันต่อไปจนถึงสิ้นปี สิ่งใดจะเกิดขึ้นในอเมริกา นี่ผมเอาตัวเลขมาเล่าให้ฟังนะครับ ผมจะตอบได้ว่านรกจะมาเยือนโลก และคนไทยก็จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบอย่างเต็มๆ ซึ่งถ้าเราไม่เตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดของชาติ เราจะลำบากมาก


มีคนเปรียบเทียบโควิด-19 อย่างนี้ครับ เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 หรือ 2551 หรือแม้กระทั่งวิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 2540 ต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจไทยล่มสลาย แล้วก็เผยแพร่กระจายเชื้อไวรัสของวิกฤตเศรษฐกิจนั้นไปทางเอเชียเกือบหมด แต่ทางตะวันตกไม่ได้กระทบเท่าไรนัก




ต้มยำกุ้งนั้น ที่เขาเรียกว่าต้มยำกุ้ง ก็เพราะว่ามันเกิดขึ้นที่ประเทศไทย ครั้งแรกที่ประเทศไทยต้องลดค่าเงินบาท จาก 1 ดอลลาร์ เคยแลกได้ 25 บาท กลายเป็น 1 ดอลลาร์ 50 บาท ทำให้ทุกคนเจ๊งกันถ้วนหน้า แล้วมันก็ลามระบาดไป ระบาดไปที่ประเทศเวียดนาม ระบาดไปที่ประเทศสิงโคปร์ ระบาดไปที่มาเลเซีย เพียงแต่ว่าท่านมหาเธร์ที่ประเทศมาเลเซียช่วงนั้นท่านเป็นคนเด็ดขาด ท่านประกาศเลยว่า ท่านไม่เอาเงินริงกิตเข้าไปผูกไว้กับเงินอเมริกา ท่านจะกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของท่านเอง เพราะฉะนั้นแล้วริงกิตก็เลยไม่เสียหายมากนัก แต่ประเทศไทย ความที่เราเห่อฝรั่ง และเรามีคนไทยที่เป็นสาวกอเมริกันอยู่เยอะ เหมือนกับคนที่เข้ามาตำหนิติเตียนผม หาว่าผมอวยจีน ก็เลยทำให้มาเลเซียรอดตัวไปได้ในขณะนั้น วิกฤตนั้นก็คือวิกฤตต้มยำกุ้ง


มาปี 2551 (2008) วิกฤตนี้ เขาเรียกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburgur Crisis) ทำไมเรียก Hamburgur Crisis ก็เพราะมันเกิดที่อเมริกา เขาเลยเรียกแฮมเบอร์เกอร์ พอมาเกิดที่เมืองไทย เขาก็เลยเรียกว่า ต้มยำกุ้ง ความจริงจะเรียกว่าเป็นแกงไตปลา หรือแกงส้มทางใต้ก็ได้ แต่เผอิญฝรั่งไม่รู้จัก ฝรั่งรู้จักต้มยำกุ้งมากกว่า




วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เกิดขึ้นเพราะอะไร ตามผมมา ผมจะพยายามพูดให้เข้าใจ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เกิดขึ้นเพราะมีคนหัวใสกลุ่มหนึ่งมันมีความรู้สึก มีความโลภ ว่ามันน่าจะทำธุรกิจในเรื่องการเงิน ด้วยการเอาการจดจำนอง สมมุติว่าท่านผู้ชมมีบ้านหลังหนึ่ง แล้วท่านผู้ชมไปจดจำนองเอาไว้ กู้แบงก์มา เสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านผู้ชมก็ขายบ้านหลังนี้ต่อในราคาที่มันถูกปั่นให้สูงขึ้น สมมุติว่าท่านผู้ชมซื้อมา 100 บาท ถูกปั่นขึ้นมาให้เป็น 150 บาท 150 บาทนี้ ก็เอาไปจดจำนองกับอีกแบงก์หนึ่งทันทีเลย คนขายกำไรไปแล้ว 50 บาท คนซื้อใหม่ต้องแบกหนี้ 150 ไปจดจำนองกับแบงก์ที่สอง แบงก์ที่สองก็รับจดจำนอง แล้วสักพักหนึ่งพอราคาบ้านมันถูกปั่นขึ้นไป ราคาบ้านจาก 100 บาท เป็น 200 แล้ว คนที่ซื้อมาที่ 150 ก็เอาไปขายที่ 200 ก็เอาไปจดจำนองอีกแบงก์หนึ่ง อันนี้เขาเรียกว่าเป็นการปั่นราคาบ้าน แล้วก็เอาไปจดจำนองกับแบงก์


พอจดจำนองไปจดจำนองมา ปรากฏว่าเศรษฐกิจตก ราคาบ้านตก ตกจากราคา 200 บาทต่อ 1 หลัง ที่ท่านสุดท้ายเอาไปจดจำนอง เหลือต่ำกว่า 100 ส่วนต่างที่ต่ำกว่า 100 ใครแบกล่ะ มันก็เจ๊งกันหมดสิครับ ธนาคารก็ลำบาก หลายเจ้าก็ลำบาก วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์มันก็เลยทำให้ธุรกิจทางการเงินกระทบกระเทือนหมด วอลล์สตรีทกระทบกระเทือนหมด




หุ้นตกกันอย่างบ้าเลือดเลยในขณะนั้น แต่ไม่ตกมากเท่ากับโควิด-19 อเมริกาต้องเข้ามาอุดหนุน ชดเชย เอามาช่วยบริษัทอย่างเช่น เจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) เข้าไปถือหุ้นเลย ไปถือหุ้นบริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ AIA (American International Assurance) ถือหุ้นอยู่ ทั้งๆ ที่สมัยที่เมืองไทยมีต้มยำกุ้ง อเมริกามาบีบประเทศไทย บอกว่าห้ามไปช่วยบริษัทที่กู้เงินต่างชาติ ต้องให้มันเจ๊ง เพราะว่าอเมริกาจะได้ส่งวาณิชธนกิจ พวก Merchant Banker อย่างเช่น โกลด์แมนแซคส์ เลห์แมน บราเธอร์ส และหลายๆ เจ้าที่มีชื่อ เข้ามาแล้วก็มาซื้อทรัพย์สิน ที่เขาเรียกว่า Fire sale ก็คือไฟไหม้แล้ว คนจะมาซื้อ ขายไป เท่าไรก็ได้ ลดราคา เหมือนกับซื้อพอร์ตฟอลิโอของการผ่อนรถบริษัทหนึ่ง ซึ่งมีวงเงิน 1,000 ล้านบาท มีลูกหนี้อยู่ 1,000 ล้านบาท คนผ่อนรถ แต่ซื้อไปในราคา 100 ล้านบาท พอซื้อไป 100 ล้านบาท ก็เอาเงินก้อนนี้ เอาของก้อนนี้ เอามาบังคับให้ท่านผู้ชมต้องส่งต่อเดือนจนครบ ก็กำไร 900 ล้านบาท ท่านผู้ชมเข้าใจใช่ไหม นี่คือสหรัฐอเมริกา ไม่ให้ประเทศไทย ไม่ให้ธนาคารเข้ามาช่วย ไม่ให้รัฐบาลเข้ามาช่วย ซึ่งถ้ารัฐบาลไทยเข้ามาช่วย ไฟแนนซ์ทั้งหมดที่จะล้ม ก็ไม่ล้มหมด ก็จะมีไฟแนนซ์ที่ดีๆ อยู่ คนก็จะทำธุรกิจต่อเนื่องได้ แต่เนื่องจากบังคับไม่ให้ช่วย ทุกอย่างมันก็เลยล่มสลายในวันเดียวกัน ก็คือตื่นขึ้นมา ปัง ล่มสลายทันทีเลย เมื่อล่มสลายทันทีแล้ว พวกอีแร้งบินมาจากอเมริกา ก็เลยเข้ามาจิก อีแร้งบินเข้ามาได้อย่างไร ก็บินเข้ามาด้วยการเชื้อชวนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในอดีต ที่ชื่อธารินทร์ นิมมานเหมินท์ แล้วก็อย่าลืมนะครับ ยุคนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ผมไม่อยากจะพูด พูดไปเดี่ยวหาว่าผมมีอคติกับพรรคประชาธิปัตย์อีก พรรคประชาธิปัตย์จะมีแต่เรื่องใหญ่ๆ ทั้งนั้นที่เกิดขึ้น เรื่องของขาดตลาดเอย เรื่องการที่มี ปรส. ให้ฝรั่งเข้ามา เข้ามาซื้อของในราคาถูก แล้วขายคนไทยในราคาแพง พรรคประชาธิปัตย์เป็นคนเปิดประตูให้เข้ามา ท่านผู้ชมครับ นี่คือข้อเท็จจริง ปฏิเสธไม่ได้


ทีนี้ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ พอมันล้มแล้ว กระเทือนไปหมด วาณิชธนกิจที่มีอายุเป็นร้อยปี อย่างเช่น เลห์แมน บราเธอร์ส เจ๊ง ไม่เคยมีใครคิดว่าบริษัทอย่างเช่นเลห์แมน บราเธอร์ส จะเจ๊ง มีการควบรวมธนาคารหลายแห่ง อย่างเช่น ธนาคารเชสแมนฮัตตัน แต่ก่อนมีชื่อเชสแมนฮัตตัน ก็ไม่ไหว เจ๊ง ก็เลยต้องเอาเจพี มอร์แกน มาควบ ก็เรียก เจพีมอร์แกนเชส ท่านผู้ชมเข้าใจแล้วนะ




ทีนี้ โควิด-19 มันต่างกับแฮมเบอร์เกอร์ 2008 (2551) ตรงไหน ถ้าผมอุปมาอุปไมยให้ท่านผู้ชมฟัง Hamburgur Crisis 2008 (2551) อุปมาอุปไมยเหมือนรถชนกัน รถสองคันวิ่งเข้ามาแล้วก็ชนกัน แต่ละคนก็ลงมาดู ผมเสียเท่าไร คุณเสียเท่าไร เอาช่างมาซ่อม แต่โควิด-19 นี่ก็คือรถไฟทั้งขบวนตกรางหมดเลย มันกระทบไม่ใช่เฉพาะสถาบันการเงิน มันกระทบสังคม มันกระทบอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มันกระทบอุตสาหกรรมการผลิต มันกระทบทุกๆ อย่างที่มนุษย์คิดได้ในเรื่องของการทำมาหากิน กระทบไปหมด กระทบโรงแรม กระทบการเดินทาง กระทบหมดทุกอย่าง เขามีสถิติว่าตั้งแต่มีโควิด-19 เกิดขึ้นมา คนอเมริกัน 89 เปอร์เซ็นต์ ปฏิเสธที่จะบินทางเครื่องบินแล้ว ขับรถยนต์ไปแทน คนอเมริกา 76 เปอร์เซ็นต์ ปฏิเสธที่จะไปในงานสัมมนา งานใหญ่ๆ เลิก ไม่ไป เพราะฉะนั้นมันกระทบธุรกิจงานสัมมนา มันกระทบงานอีเวนต์ มันกระทบงานแสดงสินค้า มันกระทบคอนเสิร์ต มันกระทบไปหมดทุกอย่าง ตั้งแต่เส้นผม ลงไปจนถึงหัวแม่ตีน (ขอโทษนะครับ) เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า โควิด-19 ลำบากมาก


เอาล่ะ ผมจะบอกให้ดูว่า Hamburgur Crisis เป็นอุบัติเหตุแค่รถยนต์ชนกัน 2 คัน


ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าในโลกเรา World Bank คำนวณออกมาแล้ว ยอดธุรกิจเงินทองที่หมุนเวียนในโลกเรา มีอยู่ 90 ล้านล้านเหรียญ นี่คือทั้งโลกนะ เขาบอกในไตรมาสแรกปีนี้ ที่โควิด-19 มา มกราคม-มีนาคม ท่าผู้ชมที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ ผมจะอธิบายให้ฟัง ในวงการธุรกิจเขาคำนวณเป็นไตรมาส 1 ปีมี 4 ไตรมาส ไตรมาสแรก คือ มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม ไตรมาสที่ 2 คือ เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน แล้วก็ไปเรื่อยๆ สิงหาคม กันยายน ตุลาคม ไตรมาสแรก คือ มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เนื่องจากว่าผลพวงของโควิด-19 มันเริ่มกระทบผลประกอบการของการค้าทั่วโลก มันกระทบประมาณปลายกุมภาพันธ์ มันเริ่มจริงๆ กลางกุมภาพันธ์ เพราะฉะนั้นธุรกิจในเดือนมกราคม ก็ยังฟุ่มเฟือยอยู่ ลันล้าอยู่ เงินทองก็มา กำไรก็มา เขาบอกว่าเฉพาะไตรมาสแรก ขณะที่ไม่เลวมากนักนะ จีดีพีของโลกหายไป 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ คือเริ่มตกแล้ว หายไป 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ ทุน ตลาดทุน คือราคาค่าหุ้น ความมั่งคั่งหายไป ความมั่งคั่งหายไปอย่างไร แปลว่าอะไร ท่านผู้ชมที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ ผมจะอธิบายให้ฟัง


ความมั่งคั่งก็คือว่า สมมุติว่าคุณมีหุ้นอยู่ตัวหนึ่ง ราคา 100 บาท พอโควิด-19 มา หุ้นคุณตกไปเหลือประมาณ 40 บาท เท่ากับหุ้นคุณหายไป 60 บาทต่อหุ้น คุณเอาล้านๆ หุ้นคูณเข้าไปเลย นั่นคือความมั่งคั่งที่หายไป ถ้าคุณมีเงินล้านบาท เท่ากับว่ามูลค่าล้านบาท ความมั่งคั่งของคุณ ก่อนโควิด-19 มา พอหลังโควิด-19 มาแล้ว มูลค่าล้านบาทของคุณ เหลือเพียง 4 แสนบาท ก็คือหายไป 6 แสนบาท เอาจำนวนคนเป็นล้านๆ คนที่เล่นหุ้น ซื้อขายหุ้น ลงทุนทางด้านหุ้น เอามาคูณกันไป คูณกันไป คูณกันไป ปรากฏเขาบอกว่าความมั่งคั่งในโลกนี้จากตลาดหุ้น หายไปหลายสิบล้านล้านดอลลาร์


กำไรของบริษัทไตรมาสแรกยังโอเค ยังไม่เลวร้ายนัก แต่พอมาไตรมาส 3 เริ่มเลวร้ายแล้ว เขาบอกว่า ผมดูข้อมูลแล้ว จากไตรมาสที่ 2 ตั้งแต่เมษายนเป็นต้นไป เฉพาะ Apple จะต้องขาดทุนวันละ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำไมถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะ Apple ต้องปิดสาขาของ Apple หมดทั่วโลก เนื่องจากว่าป้องกันโรคโควิด-19 ต้องปิดหมดเลย เพราะฉะนั้น Apple จะขาดทุนวันละ 1,000 ล้านดอลลาร์ ถามว่า 1 ปี 365 วัน Apple รับไหวไหม ขนาด Apple ยังรับไม่ไหว


อุตสาหกรรมการบินในเอเชียอย่างเดียว ท่านผู้ชมครับ เจ๊งไป 130,000 ล้านเหรียญสหรัฐ 130,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับเท่าไร เอาง่ายๆ แล้วกัน เอา 30 บาทคูณเข้าไป ก็คือประมาณ 4 ล้านล้านบาท เท่ากับงบประมาณของประเทศไทย 1 ปี




แนวโน้มของการล้มละลายของสายการบิน สายการบินในเอเชียกำลังเริ่ม การบินไทย ยกตัวอย่าง ทางเทคนิคต้องถือว่าล้มละลายไปแล้ว อเมริกาเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก พออเมริกาเซปั๊บ อย่างที่ผมบอก มันก็ดึงทุกคนเซตามไปด้วย ท่านผู้ชมหลับตาวาดภาพ อเมริกายืนอยู่ เอาเชือกผูกคอไว้ แล้วเชือกเส้นนั้นก็ผูกคอจีนอยู่ข้างๆ แล้วผูกคอยุโรปอยู่ข้างๆ พออเมริกาเซปั๊บ ทั้งจีน และยุโรป ก็ต้องเซไปด้วย


ท่านผู้ชมครับ วันนี้คนอเมริกา 70 ล้านคน ทำงานอยู่ที่บ้าน (Work from Home) แต่ท่านผู้ชมเชื่อผมสิ อีกไม่นาน คนพวกนี้ก็จะกลายเป็นคนตกงานอยู่ที่บ้าน เพราะอะไร อเมริกา เฉพาะล่าสุดคนไปขอสวัสดิการการตกงาน ตอนนี้ 10 กว่าล้านคนเข้าไปแล้ว 10 กว่าล้านคน ก็เหมือนกับประกันสังคมของเรานะ ของเขาเรียกว่า Social Security คือทุกๆ คนเวลาทำงานก็จะถูกหักเงินก้อนนี้เข้าประกันสังคม ตอนนี้มีคนเกินกว่า 10 กว่าล้านคนแล้ว ที่ไปยื่นเรื่องขอให้ประกันสังคมช่วยจ่ายเงินมาให้ เขาก็จะจ่ายให้รายเดือน เดือนละเท่าไรๆ เอาเงินก้อนนี้มาประทังชีพ เพราะฉะนั้นท่านผู้ชมจะเห็นได้ ยอดคนตกงานนี้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว รองจากการล่มสลายในเศรษฐกิจของอเมริกาในปี 1930 (2473) ที่เขาเรียกว่า The Great Depression ท่านผู้ชมครับ ตามผมมา



The Great Depression ปี ค.ศ.1930 หรือ 2473 คืออะไร ช่วงนั้นอเมริกากำลังบูม เฟื่องฟูมาก แล้วจู่ๆ ตื่นขึ้นมาวันหนึ่ง ตลาดหุ้นนิวยอร์กพังทลายลงมาหมดเลย ไม่เหลือเลย พังทลายหมด ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่ทราบ แต่พังทลายลงมาในขณะนั้นทำให้ธุรกิจ บริษัท ห้างร้านต่างๆ ในอเมริกามันเจ๊งกะบ๊งไปหมดเลยทุกอย่าง คนกระโดดตึกตายกันไม่รู้กี่สิบคน คนอเมริกันที่ใส่เสื้อนอก เป็นผู้บริหารระดับกรรมการผู้จัดการ ไม่มีงานทำ ต้องมาเดินถนนขายดินสอ ขายดินสอเป็นแพ็ค เพื่อเอาเงินรายได้มายังชีพ อันนั้นเขาถึงเรียกว่า The Great Depression แล้ว The Great Depression ปี 2473 ท่านผู้ชมครับ อีกสองปีให้หลัง คือ 2475 ท่านผู้ชมครับ ยุคนั้น ความพินาศฉิบหายจากฟากหนึ่งของมหาสมุทร เดินทางมาถึงเรา มันใช้เวลาเกือบ 2 ปี แต่ยุคนี้มันเป็นยุคที่นาทีเดียว ครึ่งนาที ก็รู้แล้ว เพราะฉะนั้นแล้ว นานมาแล้วครั้งหนึ่ง คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ล่องเรือไปตามประเทศต่างๆ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันกษัตริย์ในสเปน เพื่อที่เอาเงินทองไปซื้อพวกสมุนไพร พวกผ้าไหม ซื้อโน่นซื้อนี่ที่ทางยุโรปไม่มี เอามาขาย ได้กำไร ใช้เวลา 1 ปี ถึงจะเห็นผล พอมา 1930 หรือ 2551 ใช้เวลา 2 ปี การล่มสลายของเศรษฐกิจอเมริกาถึงจะมาถึงเอเชียและเมืองไทย และเป็นผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 โดยที่คณะราษฎร์ขึ้นมา เพราะฉะนั้นแล้ว คณะราษฎร์ที่ขึ้นมาได้ก็เพราะว่า เศรษฐกิจล่มสลาย ข้าวไทยราคาตก ไม่มีใครสั่งซื้อ เพราะฉะนั้นมายุคนี้ยิ่งน่ากลัวใหญ่



เพราะฉะนั้นแล้ว ก่อนสิ้นปีนี้ ผมเชื่อว่าคนอเมริกาที่ตกงานจะมีระหว่าง 15-20 ล้านคน ท่านผู้ชมครับ 15-20 ล้านคน 2,000 เหรียญ หรือ 1,000 เหรียญ ที่นายทรัมป์แจกให้คนอเมริกันใช้ ด้วยเงินที่เขาแจก 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายทางการเงิน เท่าที่ผมอ่านดู ไม่เกิน 2 เดือน หรือ 1 เดือน ก็หมดแล้ว เพราะฉะนั้นแล้ว ตลาดหุ้นมันก็จะต้องตกลงมาอีก ตลาดหุ้นอเมริกามันตกจาก 29,000 จุด เหลือประมาณ 20,000 จุด 9,000 จุดท่านผู้ชม ท่านผู้ชมรู้ไหมว่า 9,000 จุดนี่เป็นมูลค่าการสูญเสียความมั่งคั่งไปเท่าไร มหาศาล ด้วยเหตุนี้ ท่านผู้ชมครับ สิ่งที่มันจะตามมา เมื่อผมเล่าให้ฟังแล้วว่าคนตกงาน สิ่งที่มันจะตามมาก็คือว่า เงินที่ประชาชนตกงานไปกู้ซื้อบ้าน เขาเรียกว่า Mortgage Default ก็คือผิดนัดชำระเงิน


ทีนี้อเมริกาไม่เหมือนเมืองไทย อเมริกาถ้าผิดนัดชำระเงินไม่เกิน 3 เดือน แบงก์มีอำนาจเต็มที่ที่จะไปยึดบ้านได้ทันที ไม่เหมือนเมืองไทย เมืองไทยธนาคารต้องไปฟ้องศาลแพ่ง ศาลแพ่งต้องสืบพยาน พอสืบพยานแล้วบอกว่าเมื่อไม่มีเงินชำระค่าบ้าน โน่นนี่ ก็ให้ยึดคืนบ้านได้ ก็ยังอุทธรณ์ได้อยู่ อีก 2-3 ปียังไม่รู้เรื่องเลย แต่อเมริกา เดือนที่ 4 เขาส่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น นายอำเภอ มายึดบ้านไปแล้ว


ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมรู้หรือเปล่าว่า ในอเมริกายอดเงินของคนที่กู้ทางด้านอสังหาริมทรัพย์ เท่ากับ 15.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ใน 15.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐนี้ 11.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คือการกู้ซื้อและผ่อนบ้าน ที่เหลือก็จะเป็นกู้เชิงอาคารพาณิชย์ สำนักงาน บางอันก็เป็นอพาร์ตเมนต์ แต่หนักที่สุดในจำนวน 15.8 ก็คือ 11.1 ล้านเหรียญ เป็นเงินของการกู้เพื่อซื้อบ้าน ทั้งหมดนี้ เงินเยียวยาที่ทรัม์ให้ 2 ล้านล้าน ไม่พอ ไม่มีทางพอ ท่านผู้ชม หายวับไปกับตาเลย


ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินเขาก็ยืนยันว่า ทำตัวเลขมา นี่ผมไปหาข้อมูลมาให้ท่านผู้ชมนะ ทั้งหมดนี้คือความจริงนะท่านผู้ชม ไม่ใช่การคาดคะเน นี่คือตัวเลข แล้วเราเอาตัวเลขมาแปล แปลเป็น action ว่า ถ้าตัวเลขอย่างนี้ action จะเป็นยังไงๆ ปรากฏว่า ต้องใช้เงินระหว่าง 6-10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ถึงจะกู้อเมริกาได้ เอาล่ะ คำถามคือ แล้วทำไมเขาถึงไม่เริ่มใช้ตรงนั้น เขาอาจจะใช้ก็ได้ เพราะอเมริกาพิมพ์แบงก์เอง แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของอเมริกาก็คือว่า อเมริกามีหนี้สาธารณะ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Public Debt เหมือนเมืองไทยเป็นหนี้สาธารณะ เหมือนกับที่ท่านรองฯ สมคิด หรือ พล.อ.ประยุทธ์ ท่านออก พ.ร.ก.เงินกู้ เพื่อกู้มา 1.5 ล้านล้าน ก็คือเป็นหนี้ที่รัฐบาลต้องเป็น หนี้สาธารณะของอเมริกาเดิมทีมันประมาณ 120 กว่าเปอร์เซ็นต์ ต่อจีดีพี ก็หมายความว่าจีดีพี ปีนี้จีดีพีของอเมริกา สมมุติว่าผลิตได้ 100 บาท แต่มีหนี้ที่กู้มา 120 บาท เขาบอกว่าเมื่อบวกเงินก้อนนี้ เมื่อบวกเงินอีก 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะมากู้ประเทศอเมริกาทั้งหมด จะทำให้หนี้ต่อจีดีพีของสหรัฐฯ ขึ้นเป็นประมาณ 130 เปอร์เซ็นต์ ที่สูงมากๆ


ทีนี้มันจะมีปัญหาอะไรล่ะ ท่านผู้ชม มันมีสิ ไม่มีได้อย่างไร เพราะเผอิญอเมริกามันมีกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขาเรียกว่า US Dollor และกระดาษแผ่นนี้เป็นกระดาษที่อเมริกาใช้เป็นเงินที่จะซื้อขายแลกเปลี่ยนทั่วโลก สมัยก่อนนี้คุณต้องมีทองคำมาหนุนหลัง แปลว่าอะไร ถ้าคุณมีทองคำเท่านี้ มูลค่าเงินจำนวนเท่านี้ แต่อเมริกาตอนหลังยกเลิกอันนี้ไป ใช้เงินดอลลาร์อย่างเดียว เนื่องจากอเมริกาเป็นมหาอำนาจทางการทหาร ทุกคนก็ต้องยอม และอีกตัวหนึ่งซึ่งสำคัญมาก ก็คือ อเมริกาใช้การซื้อขายน้ำมัน บังคับให้ทุกคนที่จะซื้อขายน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลาง หรือที่ไหนก็ตาม ให้ใช้เงินดอลลาร์ซื้อ ก็คือ ภาษาทางการเงินเขาเรียกว่า Petrol Dollar หมายความว่าถ้าคุณจะไปซื้อขายน้ำมันที่ซาอุดีอาระเบีย คุณใช้เงินหยวนซื้อไม่ได้ คุณจะใช้เงินเยนซื้อไม่ได้ ต้องใช้ดอลลาร์อย่างเดียว ถ้าคุณมีเงินเยน คุณต้องไป converse เป็นเงินดอลลาร์ นี่คืออะไร นี่คือการบังคับให้เงิน Petrol Dollar ตัวนี้ เป็นฐานที่จะหนุนให้เสถียรภาพทางการเงินของอเมริกาเข้มแข็งเหมือนเดิม




และอีกประการหนึ่ง ทั่วโลกพอมีเงินดอลลาร์เหลือ เหลืออย่างไร ประเทศไทยส่งออก มีเงินดอลลาร์สะสม อย่างเช่นเงินทุนสำรองของประเทศไทยตอนนี้มีอยู่ 2 แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐ 2 แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐ เงินทุนสำรองที่ได้มาจากการส่งออก แล้วพ่อค้าเอาเงินดอลลาร์มาขายเป็นเงินบาทให้เรา แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะเก็บเงินดอลลาร์เอาไว้


ทีนี้เขาไม่ได้เก็บเอาไว้อยู่ในเซฟ หรืออยู่ในโรงงาน หรืออยู่ในโกดัง เขาเอาเงินก้อนนี้ไปเล่นแร่แปรธาตุ เอาเงินดอลลาร์ก้อนนี้เอาไปซื้อเป็นเงินเยนเอาไว้ส่วนหนึ่ง เขาเรียกว่าใส่ไปในตะกร้าเงิน ตะกร้าเงินก็จะมีเงินเยน เงินดอยช์มาร์คของเยอรมนี เงินสวิสฟรังก์ หรือเงินหยวน และเงินดอลลาร์ แต่สัดส่วนของการใส่เป็นเงินดอลลาร์ไว้มีมากกว่าทุกๆ สกุลเงิน คำถามมีอยู่อย่างนี้ ท่านผู้ชม เงินที่เป็นเงินดอลลาร์ ธนาคารแห่งประเทศไทยเก็บไว้ที่ไหน ทุกๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน จะเป็นสิงคโปร์ แม้กระทั่งจีน ก็เอาเงินก้อนนี้ไปซื้อพันธบัตรที่อเมริกา อเมริกาก็บอกว่าผมขายพันธบัตรให้คุณ ดอกเบี้ยเท่านี้นะ คุณเอาเงินมาเก็บไว้ที่ผม อเมริกาเป็นประเทศที่มั่นคง ทุกคนก็เอาเงินดอลลาร์ไปเก็บที่นั่น อเมริกาเอากระดาษแผ่นหนึ่งแลกกับเงินสดที่ประเทศไทยเอาไปให้ อเมริกาก็เอาเงินสดที่ประเทศไทยเอาไปให้ไปปล่อยกู้ในประเทศต่ออีกทีหนึ่ง สองเด้ง เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมจะเห็นได้ว่า สองตัวนะ เงิน Petrol Dollar เงินที่ซื้อน้ำมัน กับเงินที่ประเทศแต่ละประเทศร่ำรวยจากการค้าขาย และเอาไปซื้อเป็นพันธบัตรของอเมริกา แล้วเอาเงินที่ตัวเองมีอยู่ให้อเมริกาไป สองตัวนี้กำลังจะเป็นปัญหากับอเมริกา เป็นตรงไหน จะเป็นตรงที่ว่า ประการแรก เสถียรภาพของเงินอเมริกาตอนนี้มันอ่อนไหวมาก สั่นคลอนมาก มีคนเริ่มไม่เชื่อในเงินดอลลาร์มาก มูลค่าของเงินดอลลาร์ 10 ปีที่แล้ว กับปีนี้ เงินมูลค่าตกไป 40-50 เปอร์เซ็นต์ ก็หมายความว่าเงินดอลลาร์ 1 ดอลลาร์ เคยซื้อของได้เท่านี้ เคยซื้อของได้ 10 ชิ้น ใน 10 ปีที่แล้ว มาวันนี้เงินดอลลาร์เท่ากัน ซึ่งได้แค่ 5 ชิ้นเท่านั้นเอง มูลค่าเงินมันตกลงไป


ฉะนั้่นช่วงหลังประเทศจีนเอาเงิน ซึ่งเป็นเงินตัวเอง เอาไปฝากไว้ที่อเมริกา ในรูปแบบของพันธบัตรอเมริกานั้น ประเทศจีนก็เริ่มแลกออกมาแล้ว เอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนตรงนี้ ไปช่วยประเทศนั้น ไปช่วยประเทศนี้ คือประเทศจีนก็มองว่าเงินมันตกตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแทนที่จะเก็บเอาไว้ เอาออกมาใช้ดีกว่า เหมือนกับคุณมีเงินฝากในแบงก์อยู่ 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0.1 เปอร์เซ็นต์ สู้เอาเงินก้อนนี้ไปซื้อที่ดินเอาไว้ดีกว่า และจังหวะดีๆ อีก 3-4 ปี ที่ดินมันเพิ่มขึ้นมา มันก็ยังดีกว่าที่เอาไปฝากแบงก์ ฉันใดฉันนั้น


ทีนี้ปัญหามันเกิดขึ้นแล้ว มันเกิดขึ้นตรงที่ว่าความไม่มั่นใจ โควิด-19 เกิดขึ้น ทำให้สถานภาพของอเมริกาซึ่งมีหนี้สาธารณะสูงมากๆ และที่สำคัญที่สุดก็คือราคาน้ำมัน น้ำมัน ประธานาธิบดีทรัมป์ จับประธานาธิบดีปูติน กับเจ้าชายซัลมาน มาคุยกันว่าคุณเลิกทะเลาะกันได้ไหม ถ้าคุณเลิกทะเลาะกันราคาน้ำมันก็จะขึ้น ราคาน้ำมันก็ขึ้นจริง จากราคาน้ำมันที่เคยต่ำ ตกลงมาจากบาร์เรลละ ถังละ 50 กว่าเหรียญ เหลือ 25 เหรียญ นี่ก็ขึ้นมาบ้างแล้ว


ท่านผู้ชมครับ เป็นเวลากี่ปีแล้วที่เติมน้ำมันเต็มถังแล้วจ่ายไม่ถึงพันบาท เพิ่งจะมีตอนนี้ใช่ไหม ใช่ เพราะว่าทุกคนแข่งกันหมด แต่ตอนนี้ทุกคนไม่แข่งกันแล้ว ทุกคนมาจับมือฮั้วกัน คำถามมีอยู่อย่างนี้ แล้วใครจะซื้อน้ำมันมึง อุปสงค์ หรือดีมานด์ ไม่มี ของผลิตมา ขายไม่ออก คนใช้ถนนน้อยลง โควิด-19 เครื่องบินบินน้อยลง คนใช้ไฟฟ้าน้อยลง ทุกอย่างต้องใช้น้ำมันทั้งนั้น จากเคยใช้น้ำมัน 100 ถัง ก็ลดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือประมาณ 50 ถัง ถ้าคุณผูกขาดจะมีประโยชน์อะไร เพราะถ้าคุณผูกขาดคุณก็ยังขายไม่ออก ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยัง เมื่อขายไม่ออก เสถียรภาพเงิน Petrol Dollar ที่เขาซื้อน้ำมันกันตอนนี้ก็สั่นคลอนแล้วสิ พอสั่นคลอนแล้ว ตอนนี้หลายประเทศเขาเริ่มไม่ใช้ดอลลาร์ซื้อแล้ว อย่างเช่นจีน ซื้อกับอิหร่าน เขาใช้เงินหยวนซื้อกัน ประเทศที่ทะเลาะกับอเมริกาคือประเทศผลิตน้ำมันทั้งนั้น รัสเซียก็ไม่ให้ซื้อดอลลาร์ ใช้เงินหยวน หรือเงินสวิสฟรังก์ หรือไม่ก็เงินดอยช์มาร์คของเยอรมนี เพราะฉะนั้นแล้วเงินดอลลาร์เสถียรภาพตอนนี้สั่นคลอนอย่างมาก เมื่อสั่นคลอนมากแล้ว ประกอบกับเหตุการณ์ภาวะโควิด-19 เกิดขึ้นมา ทำให้คนทั่วโลกไม่มั่นใจในเศรษฐกิจอเมริกา เขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าคนอเมริกาตกงาน 10 ล้านคน 15 ล้านคน 20 ล้านคน สถาบันการเงินในอเมริกากำลังจะเริ่มมีปัญหา ธุรกิจทางการผลิต หลายๆ อุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการบิน อย่างเช่น โบอิ้ง ต้องล้มละลายแน่ แต่เขาคงไม่ปล่อยให้ล้มละลาย แต่โบอิ้งล้มละลาย บริษัทต่างๆ ก็ใกล้ล้มละลาย ถามว่าคนที่เคยเอาเงินของประเทศตัวเองไปซื้อพันธบัตรดอลลาร์ จะไว้ใจไหม เมื่อไม่ไว้ใจแล้ว ยอดเงินที่ไปซื้อพันธบัตรอเมริกาก็ต้องลดลง เมื่อลดลงแล้ว ท่านผู้ชมครับ ผมไม่อยากจะพูดว่าเงินดอลลาร์ก็กำลังจะกลายเป็นแบงก์กงเต็ก เพราะฉะนั้นแล้ว เงิน 100 ดอลลาร์ มูลค่าจะตกไปอีกเยอะเลย ตรงนี้ต่างหากที่ผมต้องการจะทำให้ดู




แล้วท่านผู้ชมครับ ตลาดทุนมันจะขึ้น เมื่อทรัมป์ใส่เงินเยียวยาเข้าไป ก็ขึ้นเลย แต่ขึ้นชั่วคราว เหมือนตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นไทยเมื่อรัฐบาลชุดนี้ประกาศเยียวยาปั๊บ ตลาดหุ้นไทยขึ้นทันที แต่อีกไม่กี่วันก็ตก เพราะว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือจะตก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการประกอบการของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ว่ามีกำไร ปีนี้มีมาก มีน้อย จะปันผลเท่าไร แล้วถ้าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มันเจ๊งเกือบหมด ไม่มีปันผล ผมถามท่านผู้ชมว่าตลาดหุ้นมันจะขึ้นได้อย่างไร เมื่อตลาดหุ้นตก เพราะอเมริกามันถือมากว่าตลาดหุ้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทางเศรษฐกิจของอเมริกา ถ้าตลาดหุ้นตก ทุกอย่างมันตกหมดเลย นี่คือความจริงที่ผมต้องเล่าให้ท่านผู้ชมฟัง เพราะถ้าท่านผู้ชมไม่ฟังเรื่องนี้แล้ว เดี๋ยวท่านผู้ชมจะหาว่าผมเกลียดอเมริกา


ผมจะบอกให้นะท่านผู้ชม อเมริกาพ้นโควิด-19 อเมริกาวันนี้มีคนติดเชื้อ 4 แสนกว่าแล้ว น่าจะถึง 5 แสนแล้ว ตายไปเกือบ 2 หมื่่นแล้ว ผมเข้าใจว่าอีก 3 เดือนก็ยังไม่จบ น่าจะมีคนติดเชื้อใกล้ๆ ล้าน แล้วคนตายหลายหมื่นคนเลย แล้วธุรกิจปิดหมด ไปดูสิครับ คนไทยที่อยู่ในอเมริกาก็รู้ ดูอยู่แล้ว เคยไปที่ไหนคนเยอะๆ ไม่มีแล้ว ดิสนีย์แลนด์ก็ไม่มีคนเที่ยว คอนเสิร์ตก็จัดไม่ได้ งานสัมมนาก็ไม่มี งานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์ ที่ลาสเวกัส ที่โด่งดังที่คนไปชมกันตลอดเวลา ก็ไม่มี งานแสดงรถยนต์ก็ไม่มี ไม่มีดีมานด์ครับ ท่านผู้ชม




อุปสงค์ คนต้องการซื้อของ ไม่มี แล้วจะอยู่ได้อย่างไร ในขณะเดียวกัน จีนก็ต้องพึ่ง สินค้าจีนหลายอย่างก็ต้องส่งไปที่อเมริกา เพราะสินค้าขั้นพื้นฐานหลายอย่างของอเมริกา อเมริกาไม่ผลิต เพราะถ้าผลิตมันไม่เดือดร้อนอย่างนี้หรอก เนื่องจากสินค้าขั้นพื้นฐานมันผ่องถ่ายมาให้จีนเป็นคนผลิต จีนก็ได้กำไรจากส่วนนี้ แต่วันนี้พอมันเกิดวิกฤตขึ้นมา แล้วเกิดความขัดแย้งทางการค้าขึ้นมา ของพวกนี้จีนไม่ส่งไป อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยาแอนตี้ไบโอติก จีนเป็นคนผลิตแล้วส่งให้อเมริกา นี่ท่านผู้ชมยังไม่รู้ใช่ไหมว่ายาขั้นเบสิก จีนเป็นคนผลิตแล้วส่งให้อเมริกา หลายๆ อย่างจีนส่งให้อเมริกา แล้ววันนี้อเมริกาทำอย่างไร จีนทำอย่างไร ออกมาครั้งนี้อเมริกาอาจจะเจ็บหนัก แต่จีนก็เจ็บด้วย ท่านผู้ชม


แล้ววันนี้ยุโรป อิตาลีคนตายไป 17,000 กว่าคน คนติดเชื้อ 1 แสนกว่า เกือบ 2 แสน อังกฤษ บอริส จอห์นสัน ก็ไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่รอด




ฝรั่งเศสคนติดเชื้อสูง เยอรมนีก็ติดเชื้อสูง อียู ประเทศที่สำคัญที่สุดมีอยู่แค่ 2 ประเทศเท่านั้นเอง ก็คือเยอรมนี และฝรั่งเศส นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นอิตาลี ไม่ว่าจะเป็นสเปน ไม่ว่าจะเป็นสโลวาเกีย ไม่ว่าจะเป็นประเทศโน้นประเทศนี้ ประเทศทางยุโรปตะวันออก หรือเดนมาร์ก สวีเดน พวกนี้ไม่มีความหมายเลย สำคัญอยู่แค่ 2 ประเทศ คือฝรั่งเศส และเยอรมนี แต่ก่อนมีอังกฤษ ตอนนี้อังกฤษเบร็กซิทไปแล้ว ก็เหลือแค่เยอรมนี กับฝรั่งเศส ตอนนี้เยอรมนี กับฝรั่งเศส ติดเชื้อหนัก สายพานการผลิตของเยอรมนีหยุดหมด อเมริกาเซ อเมริกาล้ม ดึงเอาจีนเซ และดึงเอายุโรปเซไปด้วย


ท่านผู้ชมครับ นี่คือภาพที่ผมจะอธิบายให้ท่านผู้ชมฟัง ว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนี้ ผมไม่ได้มโนอะไรทั้งสิ้น ผมเอาตัวเลขจริงๆ ทุกอันมาอธิบายให้ฟัง แล้วให้เราดูอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร ท่านผู้ชมครับ แล้วเราจะทำตัวอย่างไรในช่วงนี้ นี่เป็นคำถามที่ท่านผู้ชมมากมายส่งความเห็นมา และขอให้ผมพูด


สิ่งที่ผมพูดออกไปอาจจะไม่เป็นที่พอใจของคนบางกลุ่ม แต่ผมจะบอกว่า ให้หยุดการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือย หยุดไปเลย หยุดเดินห้างสรรพสินค้า อย่าไปซื้อของอีกต่อไป ท่านผู้ชม ทุกอย่างมีเงินสดเก็บเอาไว้ อะไรที่ไม่จำเป็นอย่าไปซื้อ ผมจะบอกให้ท่านผู้ชมทราบ สิ่งเดียวที่รัฐบาลชุดนี้ โดยท่านรองฯ สมคิด พยายามทำ ผมคิดว่ามีเหตุผล คือท่านพยายามฟื้นฟูชุมชนให้เกิดขึ้นมาให้ได้ การจับจ่ายใช้สอยในประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่ต้องจับจ่ายใช้สอยด้วยสติปัญญา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวลืมไปเลย ท่องเที่ยวต่างประเทศ ยกเลิกไปเลย ไม่มีมาแล้ว ถ้าจะมีมาก็กะปริดกะปรอย ถ้าจะมีมาอาจจะมีนักท่องเที่ยวจีนบางส่วน แม้กระทั่งประเทศจีน เขาก็จะเน้นการท่องเที่ยวในประเทศของเขา ของเราถ้าจะเน้นต้องเน้นการท่องเที่ยวในประเทศ อะไรที่มันจำเป็นต้องไป อย่าไปคำนึงถึงศักดิ์ศรี เหมือนที่อเมริกาบอกว่าโบอิ้งล้มละลายไม่ได้ ฉันใดฉันนั้น การบินไทยต้องล้มละลาย แล้วผมจะมีอีก session หนึ่งพูดเรื่องการบินไทยในอนาคต ถ้าการบินไทยไม่ล้มละลาย แล้วฟื้นตั้งขึ้นมาใหม่ แก้ปัญหาไม่ได้เด็ดขาด งานนี้ ไม่มีทางที่จะแก้ได้ และการบินไทยถ้าเกิดขึ้นมาใหม่ ก็ต้องประมาณตัวเอง ต้องรู้ว่าตัวเองไม่ใช่สายการบินแห่งชาติที่ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต เครื่องบินที่แต่ก่อนมี 103 ลำ ต้องคืนไปเกือบหมด เก็บเอาไว้เฉพาะเครื่องบินที่ตัวเองซื้ออยู่ 36 ลำ 36 ลำ ท่านจะบินไปไหน การบินไทยอาจจะต้องมาบินในประเทศ แข่งกับโลว์คอสต์ ถึงจะอยู่ได้



ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมลอง ในระยะโควิด-19 ที่ท่านอยู่บ้านทุกวัน แล้วท่านไม่มั่นใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ท่านไม่มั่นใจว่าจะมีงานทำหรือเปล่า เพราะการ Work from Home มันมีข้อดีและข้อเสีย มันมีข้อดีกับเจ้าของกิจการ แต่ข้อเสียกับองค์กรโดยส่วนรวมนั้นก็มี เพราะว่า Work from Home มันจะให้ตัวเลขที่ชัดเจนแล้วว่าจริงๆ แล้วพนักงานมีกี่คนก็พอแล้วที่จะทำงานชิ้นนี้ได้ ทำงานบริษัทนี้ได้ เพราะฉะนั้นแล้วจะมีส่วนเกินที่เจ้าของบริษัท ผู้ถือหุ้น หรือผู้บริหารจะเห็นได้ชัด ว่านี่เกินมาแล้ว ไม่ต้องมี ไม่ต้องมี ไม่ต้องมี จะมีรอบของการตกงานอีกรอบหนึ่งหลังจากเงินเยียวยาจบไปแล้ว



ตลาดหุ้นอย่าไปสนใจ ท่านผู้ชมที่เล่นหุ้นอย่าไปเชื่อว่ามันจะเป็นตัว V ตกมาแล้วจะเด้งขึ้นอย่างนี้ ไม่ใช่ครับ มันจะเป็นตัว U ตกมาปั๊บ ก็จะยาวแบบนี้ เขาบอกว่าเป็นท้องช้าง ผมว่าไม่ใช่ท้องช้างหรอก ท้องไดโนเสาร์ ยาวเลย กว่าจะขึ้นต่อไป


ท่านผู้ชมอยู่บ้าน ตอนนี้ท่านได้สัมผัสความจริงที่อยู่ที่บ้าน ลองทำอย่างที่ผมบอก ท่านและภรรยา หรือลูกๆ เปิดตู้เสื้อผ้าดู เอารองเท้าที่แต่ละคนซื้อเอาไว้ เอามาวางเรียงดู เข็มขัดแต่ละเส้น กระเป๋าแต่ละใบ ไม่ว่าจะเป็นชาแนล ไม่ว่าจะเป็น prada ผู้หญิงบางคนบอกว่าชีวิตนี้ ฝันมานานแล้ว อยากจะมีชาแนลสักใบ ของแท้ๆ 2-3 แสนบาท คุณเพ้อเจ้อแล้ว คุณเอาตู้เสื้อผ้าที่คุณเปิดดู รองเท้าทุกคู่ แล้วคุณมาติ๊กๆๆ ดูความจำเป็นว่าเสื้อผ้าที่คุณมีอยู่ คุณใส่จริงๆ กี่ชุด จริงๆ แล้วอาทิตย์หนึ่ง 7 วัน คุณใส่ได้กี่ตัวกัน แต่คุณซื้อกันฉิบหายวายป่วงหมดเลย คุณไม่ได้คำนึง คุณซื้อเพราะ หนึ่ง อารมณ์ ทำให้คุณซื้อ เพราะฉะนั้นแล้ว จากนี้ไป ท่านผู้ชมใช้เงินอย่าใช้ด้วยอารมณ์ ใช้ด้วยเหตุและผล อะไรที่ท่านผู้ชมควรจะลงทุนและซื้อเก็บไว้ คือสินค้าและทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับสุขภาพ เพราะต้องรักษาสุขภาพให้ดี


ท่านผู้ชมครับ เริ่มอย่างนี้ได้ไหม อะไรที่เป็นของเกิน กระเป๋าราคาแพง ท่านเอามาเลหลังไปเลยดีกว่า ไม่มีประโยชน์ เก็บไว้มีแต่เสีย ราคาตกไปเรื่อยๆ อย่างน้อยที่สุดเสื้อตัวหนึ่งเคยซื้อมา 3,000 บาท ขายไปเลย 300 บาท ช่างมัน อย่าไปเสียดาย แล้วก็ปวารณาตัวเองว่าจากนี้ไปอีก 1 ปี จะไม่ซื้ออะไรใหม่แล้ว รถยนต์ท่านเพิ่งผ่อนหมดไป อย่าไปซื้อรถใหม่ คันเก่าอีแก่นี่ล่ะครับ อีแก่ที่ใช้ขับ กับอีแก่ที่อยู่ที่บ้าน รักษากันเอาไว้ เพราะอีแก่ที่อยู่ที่บ้าน อย่างไรก็ตามจะยากดีมีจนก็ยังเป็นอีแก่ที่รู้ใจเรา หรือไอ้แก่ก็ได้นะครับ เพื่อความยุติธรรมกับเพศทั้งสองเพศ เริ่มจากตรงนี้ก่อนท่านผู้ชม แล้วพอโควิด-19 เริ่มจบ เริ่มดีขึ้น ห้างสรรพสินค้าจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ท่านผู้ชมเก็บเงินทุกเม็ด มีอะไรที่ทำได้ด้วยตัวเอง ทำมาหากินได้ พยายามคิดวิธีทำมาหากินขึ้นมา ใครที่มีพื้นที่อยู่ที่บ้าน ทำสวนครัวกินกันเอง คนที่อยู่ต่างจังหวัด อย่ากลับมา อยู่ที่บ้านนอกนั่นล่ะดีแล้ว แล้วใช้ความรู้ความสามารถที่เรียนรู้จากกรุงเทพฯ หรือความรู้ในการเข้าเน็ต เข้ายูทูป ไปศึกษาให้ดีๆ เพราะอย่างไรก็ตามเน็ตมันมีทุกหมู่บ้านแล้ว ไปดูว่าอะไรบ้างที่คุณทำได้ การปลูกผัก ผลไม้ การทำอาหาร ทำอะไร ศึกษา กัปตันเครื่องบินยังขายก๋วยเตี๋ยว วิศวะซ่อมเครื่องบินยังทำเป็นซ่อมแอร์


ท่านผู้ชมครับ วันนี้ไม่มีศักดิ์ศรีอีกต่อไปแล้ว กัปตันเครื่องบินที่จะมาชี้นิ้วสั่งคนโน้นสั่งคนนี้ ยิ่งใหญ่ อีโก้จัด วันนี้กลายเป็นคนอีโก้ที่ตกงาน แล้วคุณเอาอีโก้ของคุณกินได้ไหม ก็กินไม่ได้ กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ท่านผู้ชมครับ ประหยัดให้เต็มที่ อย่าลืมตรวจข้าวของที่อยู่ในบ้าน แล้วท่านเขียนเลยนะว่ามีข้าวของอะไร แล้วท่านมานั่งประชุมกันเลย ลูก เมีย มีข้าวของทั้งหมด 4 หน้า จริงๆ แล้วอันนี้จำเป็นกับชีวิตประจำวันไหม ไม่จำเป็นขีดมันทิ้ง แล้วท่านจะค้นพบว่าใน 4 หน้า ของที่ไม่จำเป็นจะมีอยู่ 3 หน้า แล้วที่จำเป็นจะเหลืออยู่แค่หน้าเดียว นั่นคือสิ่งที่ท่านควรจะทำตั้งแต่ต้นแล้ว ท่านผู้ชม ไม่ใช่จะอวยอะไรทั้งสิ้นนะ ผมเป็นคนที่ไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่มาหลายปีแล้ว คนที่ใกล้ชิดผมรู้ ไม่ซื้อ เสื้อตัวนี้ 8 ปีแล้วครับ ท่านอาจจะบอกว่าคุณสนธิแก่แล้วนี่ คุณตาแล้วนี่ ไม่จำเป็นต้องเท่ ไม่ ถึงผมจะใส่เสื้อเก่าผมก็จะเท่อยู่เหมือนเดิม คนเราถ้ามันจะเท่ จะใส่เสื้อเก่าแค่ไหนมันก็เท่ จริงๆ แล้วอยู่ที่ใจ ใจเราคิดดี ทำดี ยิ่งอยู่ใกล้ชิดกันทั้งครอบครัว ยิ่งมีโอกาสได้คุยกันมากขึ้น


เวลาที่สูญเสียไปในรอบ 10-20 ปีที่ผ่านมา หรือ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ที่ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันเลย วันนี้มานั่งอธิบายความให้ฟัง มาวางแผนร่วมกัน มาคุยด้วยกันว่าเราจะผ่านชีวิตหลังโควิด-19 ไปกันอย่างไร คนที่อยู่ต่างจังหวัด หาทางทำมาหากิน หลายคนมีที่นา หลายคนมีสวนยางเล็กๆ 2-3 ไร่ ลองดูซิว่าทรัพย์สินที่มีอยู่ asset ตัวนี้จะพัฒนามันไปอย่างไรให้เกิดประโยชน์ให้มากขึ้น ลองคิดดู หรืออาจจะไปคุยกับคนในหมู่บ้าน หมู่บ้านอื่นๆ เรามารวมตัวกันไหม ส่งของ-รับของ ทุกคนมีมอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว บางคนก็มีปิกอัพอยู่ ลองพิจารณาดู ทำอย่างไรบ้างที่จะเอาของที่ผลิตมา ทั้งผลไม้ ทั้งผลิตผลพืชผลทางการเกษตร หรือการทอผ้า หรือหัตถกรรมที่อยู่ในท้องถิ่น เอามา คนที่มาจากกรุงเทพฯ ก็รู้อยู่แล้วนี่ว่ามันมีค้าขายออนไลน์ได้ เอามาเลย หมู่บ้านนี้ อำเภอนี้ จังหวัดนี้ มีของขึ้นขายออนไลน์ ของสด ราคาเท่านี้ๆ ท่านต้องกล้าสู้เรื่องพวกนี้ ต้องยืนบนลำแข้งของตัวเองให้ได้ อย่าคิดจะไปพึ่งใคร ทำด้วยตัวเอง




แต่ผมยังมีความมั่นใจอย่างหนึ่งว่า หลายๆ คนในรัฐบาลชุดนี้ที่ไม่ใช่เป็นนักการเมืองอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คุณอุตตม หรือใครหลายคน คุณวิรไท สันติประภพ คนพวกนี้จะมองปัญหานี้ออก และเขาไม่ต้องการหาเสียงอะไรทั้งสิ้น ผมเชื่อว่าคนพวกนี้จะมีสิทธิ์ที่จะช่วยเหลือพวกเราได้ในเรื่องของการออกนโยบายหรือเอาเงินเอาทองไปลงท้องถิ่น ผมเชื่อว่าจากนี้ไปเงินทองจะลงทางท้องถิ่นมากขึ้นกว่าเก่า จะไม่เหมือนเดิม และจะมีการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้เจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ


ท่านผู้ชมครับ นี่คืออนาคตของประเทศไทย อนาคตของประเทศไทย วันหลังผมจะไลฟ์สดอีกสักครั้งหนึ่ง ผมจะพูดรายละเอียดว่าผมเห็นว่าประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างไรบ้างเพื่อจะให้อยู่ได้ อยู่ได้อย่างมีความสุข อยู่ได้อย่างมีความสะดวกสบาย และอยู่ได้อย่างที่คิดไม่ถึง อาจจะถึงเวลาแล้วที่เราเลิกวัดการเจริญเติบโตด้วยจีดีพี


จีดีพี 6 เปอร์เซ็นต์ ผมเคยพูดมาตั้งนานแล้ว 6 เปอร์เซ็นต์นี้ 50 เปอร์เซ็นต์ ของ 6 เปอร์เซ็นต์ คือ 3 เปอร์เซ็นต์ คือจีดีพีของต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทย อีก 3 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ 2 เปอร์เซ็นต์ คือจีดีพีของคนรวย ท่านผู้ชมอย่าลืมนะว่าประเทศไทยรวยกระจุก จนกระจาย เพราะฉะนั้นแล้ว สมมุติว่าเงินของคุณธนินทร์ เจียรวนนท์ เงินของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ตระกูลจิราธิวัฒน์ พวกนี้ ต่อปีเขาทำเงินได้เท่าไร พวกนี้เขาเอามารวมแล้วมาหาร ว่าเป็นผลประโยชน์ต่อหัวต่อคน ซึ่งจริงๆ ต่อหัวต่อคน ไม่ใช่ คุณกำลังยืมเงินเขามา ท่านผู้ชมเข้าใจที่ผมพูดไหม หมายความว่าในห้องๆ นี้ มีคนอยู่ 100 คน มีอยู่ 10 คนที่มีเงินอยู่ประมาณ 1 ล้าน แล้วก็บอกว่าจีดีพีของห้องนี้มีประมาณ 1 ล้านบาท เพราะฉะนั้นรายได้ต่อหัวก็เอา 100 หาร แต่ในข้อเท็จจริงมีแค่ 10 คนเท่านั้นเองที่มีเงิน 1 ล้านบาท อีก 90 คนไม่มีเงิน หรือมีเงินอยู่ประมาณ 50 บาท โผล่ขึ้นมาทันที อ้าวตายละ มีเงินคนละประมาณ 1 หมื่นบาท คุณก็รู้ว่าเงิน 1 หมื่นบาทของคุณจริงๆ มีกี่บาท


ทำไมเราไม่มี KPI วัดคุณภาพชีวิตกันเสียใหม่ วัดว่าฝุ่น PM 2.5 ลดลงหรือเปล่า วัดว่ารายได้เกษตรกรสูงขึ้นไหม วัดว่าคุณภาพการศึกษาดีขึ้นหรือเปล่า วัดว่าสถิติหย่าร้างน้อยลงไหม วัดกันว่าอาชญากรรมน้อยลงหรือเปล่า ผมคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวัดการเจริญเติบโตของประชาคมของคนไทย ไม่ใช่การเจริญเติบโตแบบบ้าบอคอแตกแบบฝรั่ง ก็คือ วันนี้มีอยู่ 100 บาท ต้องไปกู้แบงก์มาอีก 100 บาท เพื่อขยายงาน แล้วคนก็เข้ามาเป็นลูกจ้างต่อ แล้วก็เข้าไปในวัฏจักรเดิม แล้วก็หมุนไปหมุนมา แล้วก็อาจจะเจอโควิด-26 ก็ได้ โควิด-26 ก็เจ๊งกะบ๊งอีกทีหนึ่ง ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยังครับ เริ่มด้วยการประหยัดก่อน ท่านผู้ชมเชื่อผม ไม่มีประโยชน์ ไม่ต้องเข้าห้างสรรพสินค้าเลย ถ้าท่านจะเข้าเพื่อจะเดินไปกินแอร์ไปดูโน่นดูนี่ ไป แต่ระงับจิตระงับใจไว้ อย่าไปซื้ออะไรเลยแม้แต่นิดเดียว เลิกได้แล้วแบรนด์เนมทั้งหลาย พวกไฮโซ ไฮซ้อ ดารา ที่ชอบโชว์กระเป๋าใบละล้าน เลิกได้แล้ว พวกนี้คือพวกขยะ สำหรับผม ไม่ได้ contribute อะไรให้กับสังคมไทยเลยแม้แต่นิดเดียว


ท่านผู้ชมครับ จากนี้ไปอะไรที่ไม่สำคัญ อย่าไปใช้เงิน รถถ้าผ่อนหมดแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยน เสื้อผ้าหยุดซื้อ ไม่ต้องซื้อของแพง ตรวจดูข้าวของในบ้านว่ามีอะไร ถ้าจำเป็นเก็บไว้ ถ้าไม่จำเป็นให้จด ทำลิสต์แปะเอาไว้ เลหลังขายทิ้งไปเลย ตู้เสื้อผ้า รองเท้า เข็มขัด เกินความจำเป็น ใช้แค่นี้ก็พอ อย่าซื้อของแล้วเป็นหนี้ เน้นอาหารและอุปกรณ์เพื่อสุขภาพ ระหว่างท่านให้ภรรยาเจียดเงินเจียดทองเพื่อไปซื้อกระเป๋าใบละแสนกว่าบาท สู้เอาเงินแสนกว่าบาทมาซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายใช้กันได้ทั้งบ้าน ให้ครบเซ็ตเลย ไม่ดีกว่าเหรอ ท่านผู้ชม


วันนี้ก็ยาวพอสมควร หวังว่าคงจะได้ข้อคิดอะไรบางอย่างบ้าง ยังมีเรื่องจะต้องพูดอีกเยอะ ผมจะพยายามทำอย่างสุดความสามารถ และจะพยายามรักษาสุขภาพให้ยืนยาวนาน ให้แข็งและแรงตลอดเวลา เพื่อมาอยู่เพื่อคุยกับท่านผู้ชม และให้ความรู้กันต่อไป สวัสดีครับ



กำลังโหลดความคิดเห็น...