xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : “ขบวนการอุดหูขโมยกระดิ่ง” ในประเทศไทยเป็นอย่างไร? จวก “แกร็บ” เห็นแก่ตัวฉวยวิกฤตขึ้นค่า GP

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สนธิ”แนะรัฐทำเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจัง เพื่อพาประเทศไปรอด หลังเชื้อโควิด-19 ทำเศรษฐกิจโลกทรุดหนัก ย้ำจะหยุดแพร่เชื้อต้องล็อกดาวน์ขั้นเด็ดขาด กักทุกคนอยู่ในบ้าน พร้อมหาวิธีเยียวยา ธนาคารหยุดเรียกเก็บเงินต้นดอกเบี้ย หยุดเก็บค่างวดผ่อนรถ งดเก็บค่าน้ำค่าไฟชั่วคราว เพราะนี่เป็นวิกฤติ ชี้ปัญหาไข่ไก่แพง เพราะเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ค้าไข่ไก่รายใหญ่ร่วมกันหาประโยชน์ จับโกหกคำแก้ตัวปลัดพาณิชย์-จุรินทร์ อ้างหน้ากาก 200 ล้านชิ้นหมายถึงวัตถุดิบ จวก “แกร็บ”เห็นแก่ตัว เข้ามาจับเสือมือเปล่าในไทย ฉวยโอกาสวิกฤติขึ้นค่า GP จากร้านค้า แนะส่งเสริมทำแอพพลิเคชั่นส่งอาหารของคนไทยเอง เลิกใช้บริการแกร็บ

วันที่ 3 เม.ย.63 เวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” และช่องยูทูป Sondhitalk ถึงมาตรการที่รัฐบาลออกมาใช้กับการดำเนินชีวิตของทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 เหมาะสมหรือยัง บริษัทต่างๆ ที่เข้ามาหากินกับคนไทยในช่วงวิกฤต แต่ไม่ช่วยอะไรในสังคมเลย โดยเฉพาะ “แกร็บ” ที่ฉวยโอกาสคิดค่า GP หรือส่วนแบ่งกำไรจากร้านค้าเพิ่ม ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ลงทุนอะไร เข้ามาหากินในไทยแบบจับเสือมือเปล่า รวมถึงเรื่องไข่ไก่ที่หายไปไหน หน้ากากอนามัยก็ยังหาไม่เจอ และ “ขบวนการอุดหูขโมยกระดิ่งคืออะไร?”


คำต่อคำ SONDHI TALK [3 เม.ย. 63] : ขบวนการอุดหูขโมยกระดิ่งในประเทศไทยเป็นอย่างไร?


สวัสดีครับท่านผู้ชม กลับมาพบกันทุกๆ วันศุกร์ วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563 เช่นเคยครับ เวลา 09.00 น. หรือ 09.00 น.กว่านิดๆ ในเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องโควิด อาทิตย์นี้เราจะพูดกันหลายเรื่องนะครับ มีเรื่องโควิด ทั้งสรุปสถานการณ์ และออกความคิดความเห็นส่วนตัวของผมในเรื่องของโควิดในต่างประเทศ และในเรื่องราวของการแก้ปัญหาโควิดในประเทศไทย ตลอดจนข้อแนะนำอะไรบางอย่างที่จะพูดให้ฟัง อาจจะพูดกับธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลมไฟ ว่าผมมีข้อแนะนำอะไรบ้างในการปิด ถ้าหากเราจำเป็นต้อง lock down


หลังจากนั้นแล้ว ก็เป็นเรื่องราวที่ท่านผู้ชมหลายคนขอมา ก็คือเรื่องราคาไข่ว่าทำไมมันแพงนัก ตอนนี้ก็เข้าใจว่าน่าจะกลับเข้ามาสู่ภาวะปกติแล้ว เป็นเพียงแต่ว่าเบื้องหลังของไข่ราคาแพงนั้นมันมีที่มาที่ไป แล้วก็อันสุดท้าย อันรองสุดท้ายคือเรื่องที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ และท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อคุณบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ทั้งสองท่านมายืนยันว่า ที่บอกว่าหน้ากาก 200 ล้านชิ้น จริงๆ แล้วเป็นการเข้าใจผิดในการสื่อสาร จริงๆ ไม่มีหรอกครับ มีแต่วัตถุดิบที่พอผลิต 200 ล้านชิ้น อันนี้เดี๋ยวก็จะดูว่ามุกที่ท่านใช้นี้เป็นมุกที่คนไทยแถวบ้านผมเขาเรียกว่าตอแหล แต่เอาเป็นว่าในทีวีท่านคงไม่ได้ตอแหลหรอกครับ ท่านคงพูดโดยที่ท่านเลอะเลือนไปบ้าง ซึ่งถ้าท่านเลอะเลือนแบบนี้ผมก็แนะนำให้ท่านทานน้ำมันมะพร้าวหีบเย็น เผื่อความจำของท่านจะดีขึ้น เราก็มีน้ำมันมะพร้าวหีบเย็น manature ท่านรัฐมนตรีครับ ผมทานอยู่ทุกวัน วันละ 4 ช้อนโต๊ะ ความทรงจำของผมดีนะครับ ผมอยากให้ท่านทานบ้าง เผื่อความทรงจำท่านจะดีขึ้นกว่าเก่า เดี๋ยวผมจะทวนให้ท่านดูว่าความทรงจำของท่านตกหล่นตรงไหนบ้าง แล้วก็ต้องขอชมเชยท่านปลัดบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ว่าท่านนี่สมกับเป็นท่านปลัดจริงๆ ก็คือว่าท่านทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อท่านรัฐมนตรี


ส่วนรายการสุดท้ายวันนี้จะเป็นรายการพิเศษสุด ยังไม่เล่าให้ฟัง เอาไว้รอตอนที่ 4 ว่าเป็นเรื่องอะไร รับรองว่าสนุกสนานอย่างแน่นอนที่สุด






ท่านผู้ชมครับ มีช่องทางในการรับชมรายการนี้ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หลายช่องทาง เหมือนอย่างทุกๆ ครั้งที่เปิดรายการมา ท่านผู้ชมติดตามดูก็แล้วกันนะครับ


วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต "มองโลก มองเรา กับสนธิ" "บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์" จนมาถึงรายการ "SONDHI TALK"


สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ


สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone - iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป


อีกเรื่องหนึ่งท่านผู้ชมครับ เผอิญช่วยนี้ทุกๆ คนอยู่บ้านกันเยอะ ผมก็อยู่บ้านเยอะ ธรรมดาผมก็อยู่บ้านอยู่แล้ว คนแก่อย่างผมจะไปไหนได้ ที่ไปก็ไม่มีที่ไป แต่ผมก็ตัดสินใจได้เริ่มออกกำลังกายในบ้าน โดยที่ผมก็สั่งซื้อเครื่องออกกำลังกาย มีลู่วิ่ง ที่ผมให้เขาติดตั้ง ท่านจะเห็นในรูปที่ผมให้ดูนะครับว่าเป็นลู่วิ่งที่ใช้ได้ดีเลยทีเดียว และมีที่ขี่จักรยาน ท่านผู้ชมจะเห็นว่ามีถาดอยู่ข้างหน้า บางท่านก็นั่งเอา iPad เปิดดูแล้วก็ขี่จักรยานไปดูภาพยนตร์ไป การออกกำลังกายนี่เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดนะครับ เผอิญของที่ผมสั่งเข้ามาเป็นของที่ดีมากๆ และราคาไม่แพงเลย ผมได้โควตาพิเศษมา




ถ้าแฟนๆ สนใจก็ลองโทรศัพท์สอบถามดู บอกว่ามาจากรายการ SONDHI TALK "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" เขาจะมีราคาพิเศษให้ เบอร์โทร. 02-633-5353


ท่านผู้ชมครับ เราไปที่อเมริกากันก่อน ตอนนี้สถานการณ์โควิด-19 อเมริกาเหมือนกรรมกำลังตามสนอง มีคนติดเชื้อกว่า 2 แสนคนแล้ว และคนก็ตายเป็นเบือ ยอดคนตายน่าจะสูงกว่าประเทศจีนเข้าไปแล้วในขณะนี้ อันดัน 2 ก็หนีไม่พ้นอิตาลี อิตาลีเป็นประเทศที่น่าสงสารมาก เพราะอัตราส่วนของคนอายุมาก เกิน 65-70 ใน yield ต้องถือว่าอิตาลีสูงที่สุด และคนที่ตายส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่อายุมากด้วย ถึงขั้นที่เรียกว่าหมอที่อิตาลีนั้นถึงกับเป็นคนกำหนดชีวิตว่าใครจะตาย ใครจะอยู่ เพราะว่าอุปกรณ์การแพทย์ไม่พอ หมอก็ติดเชื้อไปเยอะ แล้วเผอิญมันมีอยู่จุดหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านผู้ชม ผมมาเอะใจ เพราะมีนายแพทย์คนหนึ่ง แพทย์ผู้หญิงคนหนึ่งเขาไลฟ์สดลงไปในเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นแพทย์ชาวต่างประเทศ เขาบอกว่าทำไมคนอิตาลีถึงตายกันเยอะนัก ก็เพราะว่าคนอิตาลีใส่รองเท้าเข้าไปในบ้าน แล้วพอรองเท้านั้นไปติดเชื้อโควิด-19 ก็เลยทำให้คนในบ้านติดต่อไป ผมก็เลยมานึกในใจว่า มันเป็นไปได้ท่านผู้ชม เพราะสมมุติว่าใครก็ตามที่ติดเชื้อโควิด เดินอยู่แถวๆ ราชดำริ แถวๆ บิ๊กซี แล้วถ้าเกิด (ขอประทานโทษนะครับ) ขากถุยลงบนพื้น แล้วเชื้อโควิดอยู่บนพื้น ซึ่งเชื้อจะอยู่ประมาณ 4-6 ชั่วโมง เท่าที่แพทย์ต่างๆ พยายามพูดกันออกมาให้ฟัง ถ้าเกิดเดินไปเหยียบเชื้อนั้น ท่านไม่รู้ตัวหรอก แล้วท่านก็กลับไปที่บ้าน แล้วท่านก็ใส่รองเท้าเข้าไปในบ้าน มันก็เลยเกิดเหตุขึ้นมาทันที เดี๋ยวนี้ผมก็เลยเปลี่ยนวิถีชีวิตของผม เพิ่มเติมขึ้นอีกขั้นตอน ซึ่งปกติผมก็มีขั้นตอนของผมอยู่แล้ว ต้องล้างมือ ต้องเอาสเปรย์มาฉีด ฉีดมือ แล้วก็เอามาล้าง นี่ขั้นตอนของผมนะ เสร็จแล้วใส่หน้ากาก แล้วก็ดูว่าตรงที่นั่งรถของผมตรงประตูจับ คนขับรถฉีดสเปรย์หรือยัง ผมก็เลยสั่งไว้เด็ดขาดว่า ผมสั่งตัวผมเองด้วยนะ แล้วก็สั่งกับคนที่บ้าน เด็กที่บ้าน ว่าเวลาเรากลับบ้าน ถ้าเราถอดรองเท้าปั๊บ แกมีหน้าที่เอาสเปรย์ฉีดรองเท้า ฉีดรอบรองเท้า ฉีดใต้รองเท้า ฆ่าเชื้อ ฉีดในรองเท้า แล้วก็ฉีดบนรองเท้า ทุกจุดของรองเท้าจะไม่พ้นการฉีดสเปรย์ แล้วก็เก็บแยกต่างหากไว้ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องระวัง อย่าไปประมาทในเรื่องนี้




ท่านผู้ชมครับ วันนี้อเมริกาติดเชื้ออันดับ 1 อันดับสองคืออิตาลี และอันดับสาม คือสเปน แล้วก็ไล่มาเรื่อยๆ จีนกลายเป็นอันดับ 6 ไปแล้วตอนนี้ จากคนซึ่งติดเชื้อประมาณ 7 หมื่นกว่า เกือบ 8 หมื่น จีนตกมาอันดับ 6 ประเทศไทยยังอยู่อันดับ 36 ประเทศไทยผมไม่อยากจะพูดเพื่อให้ความหวังมากนัก แต่ในข้อเท็จจริงแล้วของเรายังค่อนข้างจะโอเคอยู่ เป็นเพียงแต่ว่า ของเรายอดแค่ในหลักพัน ยังไม่ขึ้น 2 พันดี เพียงแต่ว่าคำถามใหญ่ที่ของเรา เราไม่ได้ตอบคำถามนี้ ก็คือว่า เราเจอคนติดเชื้อแล้วเราตรวจ เราระบุตัวเลขไป แต่ยังมีคนติดเชื้ออีกประเภทหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่บ้าน และไม่ได้ไปไหน ไม่สามารถอธิบายได้ว่าไทม์ไลน์ไปที่ไหนได้ คนนี้โรงพยาบาลจะไม่รับตรวจ ซึ่งตรงนี้ผมตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้ไหมว่ามีอยู่เยอะพอสมควร แล้วเราไม่ได้รายงานออกไป


ท่านผู้ชมครับ ก่อนที่เราจะไปในเรื่องของโควิดในต่างประเทศ ขอเอาเรื่องข่าวปลีกย่อยชิ้นหนึ่งที่ชี้ให้เห็น ท่านผู้ชมจำเรือบรรทุกเครื่องบินได้ไหมครับ ลำใหญ่ๆ มีทหารประจำการอยู่เป็นพันๆ คน 3-4 พัน 5 พันคน มีเรือบรรทุกเครื่องบินชื่อธีโอดอร์ รูสเวลต์ อยู่ที่เกาะกวม ปรากฏว่ามีทหารที่อยู่ในเรือบรรทุกเครื่องบินติดเชื้อโควิด-19 และมีลูกเรือติดเชื้อตามแล้วประมาณ 80 คน ผู้บัญชาการเรือลำนั้นก็ประสาทล่ะ ไม่รู้ว่าเพนตากอนจะยังไง ส่งเรื่องส่งราวไปให้กลาโหม เพนตากอน บอกว่าขอเถอะ ขอขนถ่ายทหารพวกนี้ขึ้นไปบนบก ที่เกาะกวม แล้วไปรักษา แต่เพนตากอนก็ยังไม่อนุญาต ด้วยขั้นตอนอะไรของเขาไม่รู้




แต่นี่ผมกำลังชี้ให้เห็น ซึ่งมันจะแสดงถึงมิติอีกมิติหนึ่ง ถ้าท่านผู้ชมติดตามข่าว จะเห็นว่าบิล เกตส์ ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวซีเอ็นเอ็น บิล เกตส์ พูดชัดเจนเลยว่า ในอนาคตคนในโลกนี้จะตายไม่ใช่ตายเพราะระเบิดนิวเคลียร์หรอก แต่ตายเพราะเชื้อโรค ในวันนี้เรามีการลงทุนซื้อเรือบรรทุกเครื่องบิน ซื้อเรือดำน้ำ ซื้อจรวดนำวิถี ซื้อโน่นซื้อนี่ แต่เราไม่ได้เตรียมพร้อมในการที่จะรองรับเชื้อไวรัสพวกนี้ ซึ่งบิล เกตส์ บอกว่านับวันจะต้องมากขึ้นๆๆๆ


ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะบิล เกตส์ ให้เหตุผลว่าจะทำอย่างไรดี ว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะต้องหันมาร่วมมือกัน ต้องมีศูนย์วิจัยร่วมกัน ต้องมีระบบเตือนภัย และจะต้องมีทีมเลยนะ พอมีข่าวเชื้ออะไรปั๊บ ทีมนี้ซึ่งต้องเป็นทีมนานาชาติ ต้องลงไปเลย ซึ่งทีมนานาชาติก็อาจประกอบด้วย คนจีน นักวิทยาศาสตร์จีน หมอจีน อเมริกา ยุโรป อินเดีย โน่นนี่นั่น ไปกันหมดเลย พอไปดูแล้วค่อยหาว่าวิธี กระบวนการอีกชั้นหนึ่งคือกระบวนการป้องกัน นี่คือไปค้นคว้าก่อน แล้วไปป้องกัน แล้วมีอีกทีมหนึ่งเป็นทีมวิจัยอีกที ซึ่งเป็นความร่วมมือของโลกที่จะวิจัย เพราะวันนี้โควิด-19 ไม่ใช่ Chinese Virus เหมือนอย่างที่ท่านประธานาธิบดีทรัมป์ หรือนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ พยายามจะใส่ร้ายจีนว่า This is Chinese Virus ซึ่งผมก็ทราบว่าท่านประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยอมเสียหน้าโทรไปหาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พูดง่ายๆ ขอความร่วมมือ ขอความช่วยเหลือ กึ่้งๆ ขอความช่วยเหลือ ผมก็ไม่ทราบว่าท่านสี จิ้นผิง พูดอย่างไร แต่ว่าที่ผมเห็นภาพล้ออยู่ชุดหนึ่งซึ่งก็เป็นที่สนุกสนานตลกขบขันมากก็คือประธานาธิบดีทรัมป์ ถือโทรศัพท์ แล้วก็พูดว่า มาช่วยอเมริกาหน่อย ตอนนี้อเมริกามีปัญหา อุปกรณ์การแพทย์ขาด อีกรูปหนึ่งข้างล่าง สี จิ้นผิง ถือโทรศัพท์ แล้วก็บอกว่า ท่านแน่ใจหรือ เพราะว่าอุปกรณ์ของข้าพเจ้านั้นรักษาได้เฉพาะโคโรนาไวรัส ไม่สามารถรักษา Chinese Virus ได้ ก็เป็นที่หัวร่อนกันยับเยินพอสมควร



ทรัมป์ วันนี้ไม่รู้จะถดถอยไปอย่างไรแล้ว ทรัมป์หลังชนกำแพง ถ้าคุณได้ดูคลิปของประธานาธิบดีทรัมป์ที่พูดมาตลอด ตั้งแต่มีเรื่องที่อเมริกา คือตั้งแต่มีเรื่องที่จีน ก็คือซ้ำเติมจีน ด่าจีน แดกดันจีน ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศก็ไปแดกดันจีน หนังสือพิมพ์ต่างๆ ก็ไปว่าจีน มาวันนี้ แล้วตอนในช่วงนั้น พอสหรัฐฯ ติดเชื้อตอนแรกๆ 4-5 คน ทรัมป์บอกว่า Everything's fine ทุกอย่างดี ทุกอย่างดีหมด พอคนเริ่มเพิ่มขึ้น ทรัมป์ก็บอกว่า Fine, we can handle it. เราสามารถจะจัดการได้ ทุกครั้งที่มีจำนวนคนเพิ่ม เพิ่มจนกระทั่งนายทรัมป์บอกว่า ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาจนกระทั่งเมื่อ 1-2 วันนี้ นายทรัมป์ยอมหน้าแหก เย็บไม่ติดเลย มาบอกว่า จะต้องมีคนติดเชื้อและจะต้องตายประมาณ 1-2 แสนคน จากปากนายทรัมป์ซึ่งโกหก ตอแหลเก่งที่สุด เป็นประธานาธิบดี ผู้นำสหรัฐอเมริกาที่ประชาคมโลกดูถูกเหยียดหยามมาก กลับมายอมรับแล้วว่าในที่สุดอเมริกาจะต้องมีคนตายเป็นแสน ถึงสองแสนคน ถ้าหลุดออกจากปากนายทรัมป์ ซึ่งเป็นคนดื้อด้าน หัวรั้น และไม่ยอมรับความจริง แสดงว่าเหตุการณ์ในอเมริกานั้น โดยที่ที่ปรึกษาของนายทรัมป์ คงจะมากระซิบบอกนายทรัมป์ว่า ท่านประธานาธิบดี ไม่ไหวแล้วนะท่าน เจ๊งกะบ๊งแล้วนะ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรดี นายทรัมป์ถึงต้องหลุดออกมาแบบนี้


ท่านผู้ชมครับ ที่มหานครนิวยอร์ก ควรจะปิดมหานครนิวยอร์ก แต่ทรัมป์ไม่กล้าปิด ไม่มีใครกล้าปิด ทำไม เพราะนิวยอร์กเป็นศูนย์กลางการเงินของโลก ถ้าปิด เศรษฐกิจจะล่มสลาย เพราะตอนนี้เศรษฐกิจถดถอยมากแล้ว หลายคนถามผมอย่างนี้ ท่านผู้ชม ถามผมว่า คุณสนธิ คุณมองว่าโควิดครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย เราจะเริ่มดีขึ้นเมื่อไร ผมพูดอย่างนี้ดีกว่าท่านผู้ชม ผมค่อนข้างจะมั่นใจ ผมจะฟันธงลงไปได้ว่า เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นจะค่อยๆ ซาไปทีละนิด แล้วพอปลายปีนี้จะดีขึ้น ต้องปลายปีนะ ไม่ใช่ 2-3 เดือนข้างหน้านะ แล้วถามว่าเศรษฐกิจจะดีเมื่อไร ผมให้ปี 2564 อีกทั้งปีถึงจะเริ่มดี เพราะฉะนั้นแล้ว จากนี้ไปจนถึงปี 2564 กลางๆ ปี ใครที่ประคองตัวไว้ได้ รัฐบาลของประเทศไหนที่ดูแลประชาชนของเขา ที่ดูแลวงการธุรกิจดี ควักเงินในกระเป๋าออกมาแล้วจัดการเป็นหนี้เป็นสินเพื่อประชาชนอยู่ได้ และธุรกิจสามารถที่จะเริ่มดำเนินการต่อไปได้ พวกนี้ก็จะอยู่ได้



ท่านผู้ชมดูเมืองอู่ฮั่น ผมดูคลิปในเมืองอู่ฮั่นแล้ว อู่ฮั่นเปิดแล้วนะ ธุรกิจกลับเข้าไปสู่ปกติแล้ว แต่ว่าปกติของธุรกิจนั้นมีความเชื่องช้ามาก เหมือนร้านอาหารที่เดินเข้าไปแล้วสั่งอาหาร ไม่ใช่ ต้องค่อยๆ ข้ามกำแพงเข้าไป ต้องยื่นกล่องเข้าไป พวกนี้ก็ใส่ถุงมือเอาไม้ยื่นกลับเข้ามา คือพูดง่ายๆ ว่าปริมาณและความเร็วของการทำธุรกิจนั้น ที่สมัยก่อนเร็วมาก ความเร็วมันจะเริ่มช้าลงๆๆ อุปมาอุปไมยอย่างนี้ก็แล้วกัน จุดๆ หนึ่ง ร้านๆ หนึ่ง อาจจะขายของได้ 1,000 ชิ้น ในอดีต พอเริ่มฟื้นจากโควิด-19 จาก 1,000 ชิ้น อาจจะเหลือแค่ 250 ชิ้น เพราะว่ามันจะมีความรักษาระยะห่างในการปฏิสัมพันธ์กัน และในการทำธุรกรรมกัน ก็คือว่าทำให้ทุกอย่างมันช้าลง ไม่ได้รวดเร็วเหมือนสมัยก่อน ที่เข้าไปซื้อเสร็จ เรียบร้อย เอาหน้าตัวเองเข้าไปจ่อ มันเป็นไบโอเมทริกซ์ ก็สามารถจะจ่ายเงินได้จากการ recognize หน้าของตัวเอง เพราะฉะนั้นธุรกิจจะค่อยๆ ขึ้น ส่วนจะขึ้นเร็วหรือขึ้นช้านั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละประเทศ


ของไทยเรายังถือว่ามีโชคอยู่บ้าง เพราะของไทยเราถ้าดูให้ดีๆ แล้ว คำถามที่มีต่อพวกเราก็คือว่า หนึ่ง เราจะประคองธุรกิจไปได้อย่างไร ผมไม่ได้กังวลธุรกิจระดับใหญ่ ผมไม่ได้กังวลเครือซีพี ผมไม่ได้กังวลเครือของคุณเจริญ ผมไม่ได้กังวล ปตท. ผมไม่ได้กังวลปูนซิเมนต์ไทย แต่ผมกังวลธุรกิจระดับกลางและระดับเล็ก ว่าเราจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เขาตายไป เพราะผมกลัวว่าเมื่อเราพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปได้ หลังจากทุกอย่างมันสงบลงแล้ว พวกเขาจะตายกันหมด แล้วก็จะเหลือเฉพาะธุรกิจใหญ่ ก็เท่ากับว่าประเทศนี้ถูกธุรกิจใหญ่และตระกูลไม่กี่ตระกูลครอบงำและยึดประเทศไทยไป ซึ่งก็ทำอย่างนี้มานานแล้ว เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่รวยกระจุก จนกระจาย มานานแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วอีกหน่อยก็จะกลายเป็นประเทศของคนที่รวยกระจุกเท่านั้นเอง และพวกเราทุกคน พวกธุรกิจขนาดกลาง ธุรกิจขนาดเล็ก ก็จะต้องเป็นลูกจ้างเขา ตรงนี้ต่างหากที่ผมกังวล


เพราะฉะนั้นแล้ว ผมขอกราบเรียนต่อธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ผมไม่พูดกับใครหรอก ผมพูดกับดิน น้ำ ลม ไฟ ว่าอย่างน้อยที่สุดสิ่งที่สำคัญที่สุด คุณจะประคองธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก ได้อย่างไร เอาล่ะ ธุรกิจมันถดถอยอย่างไร เวิลด์แบงก์ ธนาคารโลก มีหลักฐาน มีข้อมูลออกมาแล้วว่า ปีนี้เศรษฐกิจโลกจะตกลงจากที่ตั้งไว้ประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ ในอดีต เหลือแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ โลกนะ ท่านผู้ชม




ทั้งโลก หายไป 2 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วนะ เรื่องใหญ่ ใหญ่มาก แล้วถามต่อ แล้วจีนล่ะเป็นอย่างไร จีนเขาคำนวณมาแล้วว่าปีที่แล้วจีนเศรษฐกิจโต 6.7 เปอร์เซ็นต์ เขาถามว่าหลังจากอู่ฮั่นเรียบร้อยแล้ว หลังจากเปิดเมือง เปิดมณฑลแล้ว ธุรกิจกลับไปเป็นปกติทีละนิดๆ จีดีพีจีนจะตกลงเหลือ 2.1 เปอร์เซ็นต์ ท่านผู้ชมครับ เศรษฐกิจขนาดจีนหายไป 4.6 เปอร์เซ็นต์ มหาศาล เพราะฉะนั้นถ้าท่านไม่เรียกว่าถดถอย ผมก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว ธุรกิจอเมริกาก็ต้องถดถอยอย่างแน่นอนที่สุด ถดถอยมาก เพราะว่าทุกคนหยุดทำงาน โรงงานหยุดผลิต ปัญหายังไม่รู้ว่าอเมริกาปลายปีนี้ สิ้นปีนี้ จะแก้ปัญหาได้หรือเปล่า จะระงับปริมาณการเพิ่มคนติดเชื้อได้หรือเปล่า ผมไม่เชื่อว่าเขาทำได้ และอเมริกาเองก็เป็นตลาดที่ใหญ่มาก และกำลังซื้อมี แต่ถ้าตลาดอเมริกาเกิดดับสิ้นสูญสลายไป หรือหายใจแผ่วๆ พะงาบๆ อยู่ ตลาดจีนก็เพิ่งจะคลาน ถามว่าพวกเราอยู่ที่ไหน


ท่านผู้ชมฟังผมสักนิดหนึ่ง บางทีอาจจะเป็นเวลาที่เหมาะแล้วนะในขณะนี้ เวลานี้ ที่เราต้องมาเริ่มพิจารณากัน และทำกันอย่างจริงจังเสียที ก็คือเศรษฐกิจพอเพียง จริงๆ คืออยู่กันอย่างพอเพียง อย่าไปบ้าการเจริญเติบโต ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Growth mania คำว่า mania คือบ้าบอคอแตก คือลุ่มหลง หลงใหล mania คือนักเศรษฐศาสตร์สายหลัก คือเศรษฐศาสตร์ที่อาจารย์เศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เรียนหนังสือจบเศรษฐศาสตร์มา จะเรียนที่เมืองไทย หรือจะไปเรียนที่อเมริกา หรือไปเรียนที่อังกฤษ ถูกสั่งสอนมาโดยหลักการเศรษฐศาสตร์สายหลักว่า เศรษฐกิจต้องโต เพราะโตถึงจะมีการจ้างงานขึ้น เศรษฐกิจต้องยืมเงิน ถ้าไม่ยืมเงินจะขยายเศรษฐกิจได้อย่างไร ในที่สุดก็เข้าทางของคนที่มีเงิน ก็คือธนาคารต่างๆ แหล่งเงินทุนต่างๆ หรือพวกนักลงทุนต่างๆ แต่วันนี้เราเห็นแล้วว่า โควิด-19 มันไม่สนใจเลยว่าคุณจะเป็นเศรษฐศาสตร์สายมหาวิทยาลัยชิคาโก หรือจะเป็นสายออกซ์ฟอร์ด สายฮาร์วาร์ด สายโน่นสายนี่ มันทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ผมเลยมามองว่า ด้วยบุญบารมีและด้วยความมีวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านพร่ำพูดบอกพวกเรามานานแล้วว่า เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลทุกรัฐบาลก็ทูลรับใส่ศีรษะเกล้าว่าจะดำเนินการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่มีใครทำเสียที จนกระทั่งโควิด-19 มันหมั่นไส้ มันก็เลยเข้ามาสั่งสอนเลยคราวนี้ จะทำหรือไม่ทำ ถ้าไม่ทำเอาตัวไม่รอดนะ




ท่านผู้ชมครับ ประเทศไทยไม่ใช่จีนนะ ที่มีกำลังคนเยอะขนาดนั้น มีเงินมีทองเหลือขนาดนั้น และก็ไม่ใช่อเมริกาที่พิมพ์แบงก์เอง ประเทศไทยผูกกับจีน ผูกกับอเมริกา เมื่อใดก็ตามที่ดาวโจนส์ที่นิวยอร์กของอเมริกาตก หุ้นไทยก็ตกเช่นกัน เพราะฉะนั้นเราอย่าไปหลงเข้าใจผิด เราอย่าไปหลงเข้าใจผิดเลยแม้แต่นิดเดียวว่า เรามีสถานภาพ ศักยภาพดี ไม่ใช่ เรานี่กระจอกมาก เครือซีพี เครือไทยเบฟ ของคุณเจริญ เครือเซ็นทรัล จิราธิวัฒน์ เอามาวัดกันจริงๆ แล้วเรายังถือว่าเล็กมาก คุณจะไปเทียบอะไรกับเจฟฟ์ เบซอส Amazon คุณจะไปเทียบอะไรกับคิม คุก ของ Amazon คุณจะไปเทียบอะไรกับ Google คุณไปเทียบอะไรกับเจเนอรัล มอเตอร์ส คุณไปเทียบอะไรกับ General Electric เทียบไม่ได้อยู่แล้ว แค่อะลีบาบา คุณยังเทียบไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไร เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่นักคิด นักปรัชญาหลายคนต้องมานั่งคุยกัน แล้วบอกว่า ไม่ได้แล้วนะ ถ้าเราไม่จัดการเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง


พอเพียง คืออะไรท่านผู้ชม ในอนาคตเรามีเท่าไร เราใช้เท่านั้น เราอย่าเป็นหนี้ใคร เราพยายามให้ทุกคนอยู่ได้ด้วยตัวเอง จริงๆ แล้ววันนี้เมื่อประชาชนกลับไปที่ต่างจังหวัด น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาจุดเศรษฐกิจพอเพียงได้ ผมเข้าใจว่าท่านรองฯ สมคิดกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ ว่าจะทำอย่างไรที่จะเสริมให้ประชาชนที่กลับไป ตัดสินใจเลย ทำเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ที่จังหวัดของตัวเอง เศรษฐกิจพอเพียงมีหลายอย่างนะ เกษตรพอเพียง การค้าขายที่พอเพียง วิสาหกิจชุมชน สร้างให้ชุมชนนั้นสามารถที่จะสร้างวิสาหกิจได้ตลอดเวลา สร้างกันในชุมชนแล้วเอาของมาขาย สร้างแพลตฟอร์มกลางขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนส่งของเข้ามาขายในแพลตฟอร์มนี้ คนยะลาสามารถจะสั่งซื้อของจากคนที่บ้านไผ่ ขอนแก่น คนหนองคายสามารถจะสั่งซื้อของจากคนจังหวัดตราด บนแพลตฟอร์มต่างๆ เหล่านี้ นี่คือการซื้อขายซึ่งกันและกันในระหว่างชุมชนทั่วประเทศไทย ชุมชนทั่วประเทศไทยมีเยอะแยะไปหมด แต่ไม่ได้รับการส่งเสริม เพราะฉะนั้นแล้วถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องคุยกันในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง


ท่านผู้ชมครับ ผมคิดว่า ผมคิดส่วนตัวผม เราอาจจะต้องถึงขั้นล็อกดาวน์แล้ว เพราะขณะนี้เรามียอดที่เพิ่ม แต่ไม่เพิ่มมากนัก 120 กว่า วันนี้ คราวที่แล้วมัน 130 กว่า คือเพิ่มในจำนวนที่ลดลง ถามว่าเป็นสัญญาณที่ดีไหม ดี แต่ผมยังกลัว ผมกลัวอะไรรู้ไหม ผมกลัวตรงเมื่อกี้ที่ผมพูดไปว่ายังมีคนอีกหลายคน เยอะเลย ที่ในขณะนี้โควิด-19 ยังไม่ได้ฟักตัวเต็มที่ แล้วยังไม่ได้เผยตัวตนขึ้นมา นั่นข้อแรก


ข้อที่สอง ยังมีคนอีกจำนวนเท่าไร ผมไม่รู้ แต่จะเป็นคนซึ่งอยู่ที่บ้าแล้วไม่สามารถไปตรวจว่ามีโควิด-19 หรือเปล่า เพราะว่าตัวเองไม่สามารถจะบอกไทม์ไลน์ได้ว่าตัวเองไปที่ไหนมาบ้าง มีคนๆ หนึ่ง อายุ 65 เกือบๆ 70 เป็นผู้ใหญ่ แก่แล้ว ไม่ได้ไปไหน ก็ไปตรวจ เป็นไข้ ปรากฏว่าทางโรงพยาบาลถามว่าลุงไปไหน ท่านตอบไม่ได้ เพราะท่านไม่ได้ไปไหน ทางโรงพยาบาลก็ไม่เชื่อ ก็เลยไม่รับตรวจ พอไม่รับตรวจเสร็จเรียบร้อยแล้วกลับมาบ้านก็ตาย ลักษณะลุงแบบนี้จะมีเยอะ และอีกประการหนึ่ง พอเข้าสู่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนนี่เห็นแก่ตัวมากๆ ในขณะนี้ ประเทศไทยในขณะนี้ คนทำมาหากินกับวิกฤตความเป็นความตายของชาติ แล้วทำมาหารับประทานทุกรูปแบบ คดโกงกัน ขโมยหน้ากากกัน เจล แอลกอฮอล์ หลายๆ เรื่อง มาจนกระทั่งถึงโรงพยาบาลเอกชนก็ถือโอกาสอ้างว่าตัวเองนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะฉะนั้นจะลดให้ 20 เปอร์เซ็นต์


ท่านผู้ชมครับ ชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ หรือคนที่ทำงานเงินเดือนสัก 1-2 หมื่นบาท มีค่าใช้จ่ายตายตัว แล้วจู่ๆ ต้องไปเช็กตรวจ โรงพยาบาลรัฐไม่ว่าง ต้องไปโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลเอกชนบอกว่า 7 พันบาทครับ ลดให้ 20 เปอร์เซ็นต์ ลดให้ 1,400 ก็เหลือประมาณ 5 พันกว่า ท่านผู้ชมครับ เงินเดือนไม่ถึง 2 หมื่น จ่าย 5 พันบาท มีปัญญาไหม ไม่มี เราจะแก้กันอย่างไร โรงพยาบาลเอกชนสามารถจะลดลงครึ่งหนึ่งได้ไหม คือรัฐบาลน่าจะออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ท่านดิน น้ำ ลม ไฟ ครับ น่าจะสั่งไปเลยว่าเนื่องจากเป็นช่วงวิกฤต เพราะฉะนั้นแล้วราคาค่าตรวจโควิด-19 ในโรงพยาบาลเอกชน ห้ามเกิน 3 พันบาทเด็ดขาด ถ้าเกินถือว่าผิดกฎหมาย และถ้าไม่รับตรวจก็ต้องถือว่าผิดกฎหมาย เอาสิครับ ผมคิดว่าท่านหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ท่านคงให้ความร่วมมือ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ คงให้ความร่วมมือ เพราะถ้าไม่ให้ความร่วมมือ ก็เอากฎหมายจัดการเลย แล้วประจานออกมาเลยว่าในขณะซึ่งคนไทยใกล้จะตายกันทุกคน โรงพยาบาลเอกชนยังงก เห็นแก่เงิน เห็นแก่ได้ รู้อยู่แล้วว่าต้นทุนของคุณสูง แต่ว่านี่มันไม่ใช่วิกฤตธรรมดา นี่มันเป็นวิกฤตในวิกฤตในวิกฤต ที่ประเทศไทย ในประวัติศาสตร์ไทยไม่เคยมีมาก่อน โลกยังไม่เคยเจอ เขายังบอกเลยว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว วิกฤตโควิด-19 เป็นวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดในโลกนี้ ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหม


ท่านผู้ชมครับ ผมคิดว่าถ้ามีการล็อกดาวน์ ปิด และผมก็เสนอแนะอย่างหนึ่ง ผมขอเสนอแนะอย่างนี้ได้ไหม ความจริงผมมีเรื่องที่จะคุยหลายเรื่องนะครับ ผมเสนอแนะว่า ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครท่านบอกว่าท่านจะปิดทุกกิจกรรมหลังเที่ยงคืน ไปจนถึงตีห้า เหตุผลก็เพราะว่า จริงๆ แล้วไม่ต้องการให้คนออกมา แต่ในข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนี้ท่านผู้ชม เนื่องจากว่ามันมีร้านสะดวกซื้อบางร้าน ตอนกลางคืนจะมีพวกเด็กแว้น มีคนหนุ่มเข้ามา คนวัยรุ่นมาซื้อของ แล้วก็มานั่งหน้าร้านสะดวกซื้อ แล้วก็มานั่งกินเหล้าเมายากัน จริงๆ แล้วปัญหามันอยู่ตรงนี้ เลยทำให้มีความคิดว่าถ้าอย่างนั้นปิดมันเลยดีกว่า เที่ยงคืน ถึงตีห้า แก้ไม่ถูกทาง




ท่านผู้ชม เพราะว่าปัญหาเด็กแว้นหรือปัญหาคนที่ทำผิด ผมถามคำหนึ่งว่าทำไมมัวแต่ไปเกรงใจกัน เด็กพวกบ้านี้เป็นคนซึ่งทำร้ายประเทศชาติ ไม่มีวินัย ไม่รู้สึกสำนึกตัว เหมือนกับที่เมื่อ 3-4 วันที่แล้วที่มีเด็กหนุ่มที่เชียงรายจำนวนหนึ่งไปเช่าโรงแรมอยู่ แล้วก็ไปเสพยา เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ไม่สนใจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ระวังรักษาตัว แล้วเมื่อเร็วๆ นี้ที่สระแก้ว ก็อีกเช่นกัน เด็กไปเสพยา ท่านผู้ชมผมเสนออย่างนี้ได้ไหม ไม่รู้ว่าท่านผู้ชมจะเห็นด้วยไหม บางทีนอกจากจะต้องใช้ยาแรง ต้องจับเข้าคุก เสร็จเรียบร้อยแล้วต้องเอามาประจาน ประจานออกสื่อให้หมดว่าเด็กชาย นายคนนี้ อายุเท่านี้ ผู้หญิงคนนี้ บอกให้เสร็จเรียบร้อยเลย อายุเท่าไร เรียนหนังสือที่ไหน บอกสถาบันการศึกษาไปเลย บ้านเลขที่เท่าไร ได้ทำผิด พ.ร.บ.โรคระบาด และทำผิด พ.ร.บ.ยาเสพติด โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและชีวิตของประชาชนที่อยู่ในชุมชนตัวเอง และจะเป็นตัวพาหะในการนำเชื้อโรคต่างๆ ถ้าตัวเองติด ไปทำให้คนพินาศฉิบหายและล้มหายตายจากไป เอามันมาประจาน ขอความร่วมมือกับสื่อโทรทัศน์ รัฐบาลมีอยู่แล้วนี่ ช่อง 5 ของ ททบ. ช่องไทยพีบีเอส ช่อง 11 และตลอดจนช่อง 9 เอาแค่ช่องนี้ก็ได้ หรือไม่ก็เปิดเฟซบุ๊กมาตัวหนึ่งเลย ลงในหน้าเฟซบุ๊ก ให้สังคมไทยประณามพวกนี้ ผมเชื่อว่าด้วยวิธีการอย่างนี้ มันจะหยุดกันล่ะ มันจะไม่กล้า มันจะไม่กล้าเด็ดขาด และผมก็อยากจะเตือน เจ้าหน้าที่ต้องทำงานอย่างจริงจังและจริงใจ เด็กมันไปเช่าโรงแรมอยู่ได้อย่างไร ถ้าเจ้าของโรงแรมไม่เห็นด้วย ใช่ไหมท่านผู้ชม เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ต้องฟาดเจ้าของโรงแรมด้วย คุณสมรู้ร่วมคิด คุณก็รู้อยู่แล้วว่าห้ามชุมนุมเกินเท่านี้ๆ เพราะฉะนั้นแล้ว ตำรวจเข้าไปนอกจากฝ่ายปกครองเข้าไป จัดการเจ้าของโรงแรมแล้ว ยังต้องสั่งปิดโรงแรมเลย โดยไม่มีกำหนด


ท่านผู้ชมครับ เราอยู่ท่ามกลางความเป็นความตาย ผมถามว่าเราควรจะใช้ยาแรงไหม ท่านผู้ชมตอบผมสิ เราต้องใช้ยาแรง เราจะไปเกรงใจทำไม เหมือนกับที่เขาบอกว่าพวกคนที่กลับจากเกาหลีใต้คนหนึ่ง รู้สึกจะที่เชียงรายมั้ง ไม่อยู่ในบ้าน มากด ATM ไปแจ้ง พวกนี้ก็มาเล่นงาน ผมแค่ออกมากด ATM เท่านั้นเอง ขอเงินใช้ 2 พันบาทเท่านั้นเอง แล้วผมก็จะกลับไปแล้ว โดนปรับไป 2 พัน ท่านผู้ชมครับ น้อยไป ต้องปรับสักหมื่น จะได้เข็ด แล้วถ้าทุกคนใช้กฎหมายแบบนี้ นี่คืออำนาจของคนที่ใช้ พ.ร.ก. ทำไมไม่ใช้ให้สุดซอยล่ะ เพราะมันเป็นวิกฤต มันเป็นวิกฤตจากนี้ไป อย่าลืมนะครับท่านผู้ชม เห็นด้วยกับผมไหม เอาพวกนี้มาประจาน เอาพวกนี้มาประจานให้เด็กเล็กเด็กน้อย ให้พ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ที่เราดูทีวีกันอยู่ แล้วก็สั่งสอนลูกหลานว่าอย่าไปทำแบบนี้นะ ผมเชื่อว่าแค่ 1-2 ราย พวกนี้ เอาไปประจาน พวกเด็กแว้นเอาไปประจาน อยู่หมัดครับ


ท่านผู้ชมครับ แล้วถ้าเราจัดการกับเรื่องของโควิด-19 โดยการล็อกลงมา เราควรจะทำอะไรกับมันบ้าง ผมเชื่อว่าทางรัฐบาลกำลังคิดมาตรการอยู่ วันแรก อันแรกที่สำคัญที่สุด ท่านผู้ชมรู้ไหม วันนี้คนยังมาทำงานกันอยู่ ผมเสนออย่างนี้ ให้เดือนเมษายน ทั้งเดือน ให้หยุดงานหมดเลย ทั้งเอกชน ทั้งราชการ ราชการที่ไม่เกี่ยวข้องกับโควิด การแก้ปัญหาโควิด-19 ให้หยุดไปเลย




สอง รัฐบาลทำอย่างไรที่จะเยียวยาบริษัทห้างร้านที่หยุดงานไป อย่างที่ผมเคยเรียนให้ทราบไง ที่ต่างประเทศ ที่อังกฤษเขามีเลย เขาบอกว่า ค่าเงินเดือนของพนักงานเท่าไร เขาจะช่วย 85 เปอร์เซ็นต์ หรือ 75 เปอร์เซ็นต์ ถ้ารัฐบาลเข้ามาช่วยจ่ายเงินเดือนให้เขา บริษัทห้างร้าน ต้องเป็นบริษัทชั้นกลางและชั้นเล็กนะ บริษัทใหญ่ดูแลตัวเอง เพราะบริษัทใหญ่มีเงิน ธนาคารมีเงินมีทองเยอะแยะไปหมด ปูนซิเมนต์ไทยก็มีเงิน ซีพีก็มีเงิน เครือเซ็นทรัล จิราธิวัฒน์ ก็มีเงิน เค็มออกอย่างนี้ไม่มีเงินได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแล้วยังมีอีกหลายเจ้าใหญ่ๆ มีเงิน ยอดขายที่เป็นแสนๆ ล้าน หรือหลายหมื่นล้าน พวกนี้ไม่ต้องไปสนใจ แต่เอาระดับกลางกับระดับล่าง บริษัทที่มีพนักงานอยู่ 30 คน บริษัทโน้นบริษัทนี้ เงินเดือนเขามีหลักฐานในการจ่าย มีหลักฐานในการเสียภาษี เขาจ่ายเงินเดือนเขาต้องจ่ายผ่านแบงก์ แบงก์ก็จะโอนเงินเดือนเข้าบัญชีของแต่ละคน ก็ให้เอาหลักฐานจากแบงก์มาว่าบริษัทนี้ทุกเดือนจ่ายเงินเดือนเท่านี้ รัฐบาลคำนวณไปเลย 75 เปอร์เซ็นต์ เอาเงินเดือนให้เขา แล้วให้ทุกคนอยู่บ้าน ไม่ให้ออกมา


ส่วนจะกำหนดมาตรการว่าจะออกมาซื้ออาหารได้อย่างไรนั้น ไม่เป็นไร ค่อยหาวิธีการ คนที่ถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน เขาต้องได้อาหารและข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเพียงพอ และรวมทั้งสมุนไพรและยาด้วยที่มาเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน โดยอาจใช้แพทย์แผนไทย ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะใช้ประโยชน์จากแพทย์แผนไทยเข้ามาดูแล สร้างภูมิคุ้มกัน ใช้สมุนไพรสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนที่ถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน แล้วคนที่ถูกกักตัวอยู่ที่บ้านนั้น ต้องมีสิทธิที่จะได้รับการตรวจโควิด-19 ทุกคน และในระหว่างกักตัวอยู่ที่บ้านก็สามารถจะได้รับตำรับยาสมุนไพรตามที่กรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกประกาศ หากมีอาการป่วยรุนแรงค่อยส่งไปที่โรงพยาบาล เพื่อลดการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาล เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชม เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ ไม่ใช่จู่ๆ จะล็อกดาวน์ก็ล็อกได้นะ เราต้องคิดเสียก่อนว่าถ้าเราจะล็อกดาวน์ คนที่ถูกล็อกจะเอาอะไรกิน มาตรการการช่วยทางแบงก์ ทางธนาคาร ก็มีดีบ้าง เลวบ้าง ที่ดีที่สุดคือธนาคารออมสิน ต้องปรบมือให้ ออมสินพูดชัดเจน ใครมีหนี้อยู่ออมสิน ต้น-ดอกไม่ต้องจ่าย 3 เดือนเลย แบงก์อื่นก็เฮ้าเลี่ยน โชว์ฟอร์มว่ามีเมตตากรุณา ต้นไม่ต้องจ่าย จ่ายแต่ดอก ก็ยังจ่ายอยู่ ทำไมไม่ระงับต้นกับดอกไปเลยเหมือนออมสิน อย่างน้อยที่สุดให้ทุกคนเขาโล่งใจได้




ท่านผู้ชม เรื่องนี้ผมพูดมานานแล้ว และผมขอพูดย้ำอีกที ย้ำอย่างไร ผมบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องวิกฤต ทุกคนต้องช่วยกัน ธนาคารก็ต้องช่วยกัน ถึงปีหน้าผลประกอบการของคุณออกมาคุณกำไรน้อยกว่าเดิม คุณจะต้องกำไรน้อยกว่าเดิมแน่ แต่คุณคิดว่างานนี้คืองานช่วยชาติ งานช่วยสังคมไทย แล้วถ้าธุรกิจเล็ก ธุรกิจกลางมันเจ๊งไปหมด แล้วคุณจะเอาลูกค้ามาจากไหน คุณอย่าเห็นแก่ได้สิ คุณอย่าเห็นว่า PE Ratio - Price Earning Ratio ต่อหุ้นของคุณจะต้องเท่านี้ คุณอย่าไปคำนึงว่ากลางปีคุณจะต้องปันผลเท่าไร ปลายปีต้องปันผลเท่าไร บริษัทรถยนต์ผ่อน เช่า ซื้อ ลีสซิ่ง ใครที่ผ่อนรถยนต์ ประกาศไปเลย ให้หยุดผ่อนไป 3 เดือนได้ หลัง 3 เดือนค่อยมาว่ากันใหม่ หลังจากสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว


ท่านผู้ชม ขณะนี้คนเขาไม่ได้กลัวโควิด-19 กันหรอก แต่เขากลัวไม่มีเงินผ่อนบ้าน เขาไม่มีเงินผ่อนรถ เขาไม่มีเงินผ่อนมอเตอร์ไซค์ เขาไม่มีเงินเดือนมาซื้อ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าจะให้เขากักตัวอยู่ที่บ้าน เขาไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะถ้าเขาหยุดงาน ถ้าคุณสั่งไปโดยที่สั่งให้บริษัทหยุดงาน ปิดบริษัท แล้วบางบริษัทอาจจะถือโอกาสบอกว่าถ้าอย่างนั้นพวกคุณที่ทำงานอยู่ ออกไปเลย และใครที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในลักษณะนี้ ต้องห้ามไล่พนักงานออก ท่านผู้ชมครับ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะพูดกับดิน น้ำ ลม ไฟ ต้องมาในรูปนี้ แล้วผมเห็นใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณอุตตม ท่านวางเป็นเฟสๆ ผมคิดว่าเอาเป็นก้อนเลยดีกว่า เหมือนกับฝนมันตก แล้วท่านนเอาร่มเข้ามาทีละคันๆ ทำไมท่านไม่สร้างกันสาดใหญ่เลย บังหมดเลย ดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อไม่ให้เปียก ไม่ให้คนตกงาน ไม่ให้ร้านค้าไล่คนงานออก ให้เขามีเงินเดือนอยู่ทุกเดือนที่จะยังชีพได้ เขาไม่จำเป็นต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ในขณะนี้เป็นเวลา 3 เดือน ทุกอย่างพวกนี้เป็นแพ็กเกจเดียว ใส่ตูมเข้าไปเลย 3-4 แสนล้าน ใส่เข้าไป 5 แสนล้านก็ยังคุ้มอยู่ ด้วยวิธีนี้ คนจะอยู่ในบ้าน จะไม่มีออกมา และเขาพร้อมที่จะปฏิบัติตามตลอดเวลาตามเงื่อนไข เราถึงจะคุมโรคนี้ได้


คนที่มีสิทธิออก ก็ตามอาชีพ เป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นตำรวจ เป็นคนทำความสะอาด อะไรหลายอย่างพวกนี้ ความจริงแล้วผมมีความคิดอย่างนี้ ผมมีแผนของผมอยู่แล้ว แต่ผมเชื่อว่าดิน น้ำ ลม ไฟ เขาไม่ถามผมหรอก เมื่อเขาไม่ถาม คุณก็มะงุมมะงาหราทำงานกันไปเองก็แล้วกัน


อ้อ ผมลืมไป ขอแทรกนิดหนึ่งท่านผู้ชม สำหรับท่านดิน น้ำ ลม ไฟ ผมขอเสนอว่า เป็นเวลาอย่างน้อยจนถึงสิ้นปี ค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่ต้องจ่าย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ไม่ตายหรอก การไฟฟ้านครหลวงไม่ตายหรอก การประปานครหลวงไม่ตายหรอก การประปาส่วนภูมิภาคก็ไม่ตายหรอก ผมเสนอว่าค่าน้ำ ค่าไฟ ต้องไม่จ่ายจนถึงสิ้นปีนี้




ท่านผู้ชมครับ ตอนนี้เราจะมาพูดกันเรื่องไข่ไก่ราคาแพง หลักๆ แล้วเรื่องไข่ไก่ราคาแพงอธิบายได้ง่ายๆ ไม่ยากหรอก แต่ที่ผมอยากจะพูดมันมีอีกมิติหนึ่งเรื่องไข่ไก่แพง ซึ่งน่าสนใจมาก มันคล้ายๆ กับมิติของหน้ากากอนามัย คล้ายกันตรงไหน คล้ายกันตรงที่ว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องนั้น ร่วมมือกับพ่อค้าเพื่อทำมาหากิน และก็ในหลายๆ ประเด็นก็ไปรังแกผู้ค้ารายย่อย โดยที่สนับสนุนและช่วยเหลือผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งค่อนข้างจะอยู่ในลักษณะที่ผูกขาด และเจ้าหน้าที่รัฐพวกนี้จะโอ๋และเอาใจผู้ค้ารายใหญ่ตลอดเวลา แล้วกฎกติกาที่ออกมา ผู้ค้ารายใหญ่เป็นคนบอกให้เจ้าหน้าที่เป็นคนเขียน เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าปัญหาไข่ไก่มันอยู่ที่ไหน พอรู้ว่าปัญหาไข่ไก่มันอยู่ที่ไหนแล้วผมจะอธิบายให้ฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้น


ไข่ที่มันแพง ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าต้นทุนไข่ ผู้รู้เขาบอกว่าไข่นี่ราคาประมาณ 2-2.20 บาท แต่ว่าถ้าไปฟังท่านนายกสมาคมผู้ผลิตผู้ค้าส่งออกไข่ไก่ คุณมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ ท่านบอกว่า ต้นทุนประมาณ 2.60-2.70 บาท ไม่ใช่หรอกครับ ต้นทุนจริงๆ ประมาณ 2-2.20 บาท ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าวันหนึ่งเรามีไข่ไก่ออกสู่ตลาดประมาณเท่าไร 40 ล้านฟอง ทุกๆ วัน 40 ล้านฟอง แล้วไข่มันออกจากอะไร มันไม่ได้ออกจากผม หรือออกจากภรรยาผมซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ไข่มันออกจากแม่ไก่ ซึ่งเขาเรียกว่าไก่ไข่ ไก่ไข่มันมาจากไหน มันก็ต้องมาจากไก่สาว ไก่สาวมาจากไหน มันก็ต้องโตมาจากลูกเจี๊ยบ แล้วลูกเจี๊ยบมาจากไหน ก็มาจากคนซึ่งสั่งเข้ามาแล้วก็ผูกขาดในการขายไก่ ท่านผู้ชมเดาตามผมได้หรือยัง ตอนนี้เริ่มเข้าใจหรือยังว่าใครผูกขาด ก็บริษัทที่ขายอาหารสัตว์เยอะแยะเลย หลายเจ้า ใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย มันผูกขาด แล้วพวกบริษัทรายย่อยต่างๆ ซึ่งมีไก่อยู่ประมาณ 5 หมื่นตัว 2 หมื่นตัว พวกนี้ ไม่สามารถจะมีลูกเจี๊ยบเข้ามาได้ ก็คือกั๊กเอาไว้ ไม่ขาย แล้วฝีมือใคร ฝีมือกรมปศุสัตว์


ท่านผู้ชมครับ เรื่องไข่ที่มันแพง นับว่าเป็นสิริมงคลกับพรรคประชาธิปัตย์ และคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ เพราะจริงๆ แล้ว ท่านผู้ชมอย่าไปว่าเขา เขาไม่เกี่ยวเลย กระทรวงพาณิชย์ไม่เกี่ยวเลย แต่กระทรวงที่เกี่ยว และเผอิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนี้ก็ทะลึ่งไปเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์อีก มันแปลก เพราะว่าเขาดูแลกรมปศุสัตว์ แต่กรมปศุสัตว์นั้นอยู่ภายใต้การดูแลของคุณประภัตร โพธสุธน แต่เขาเป็นรัฐมนตรีช่วย รัฐมนตรีว่าการต้องรับผิดชอบ




ท่านผู้ชมครับ ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังว่าตอนที่มาเลเซียปิดประเทศ พอมาเลเซียปิดประเทศปั๊บ สิงคโปร์ต้องพึ่งน้ำจากมาเลเซีย แล้วพึ่งวัตถุดิบ อย่างเช่นอาหาร ไก่ ไข่ ผัก ทุกอย่างมาเลเซียเป็นคนส่งไปให้ พอมาเลเซียปิดประเทศปั๊บ ไข่ไม่ได้เข้าสู่สิงคโปร์ ไข่ในสิงคโปร์เลยขาด ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยติดต่อมาที่เมืองไทย ในขณะนั้นเมืองไทยขายไข่ไก่หน้าฟาร์มประมาณ 2.80-3 บาท ขึ้นอยู่กับใครก็ตามที่ต้องการขาย มีบางเจ้าต้นทุน 2 บาท แต่ขาย 3 บาท แต่เวลามาซื้อ กำเงินสดไปซื้อนะ ไม่ออกใบเสร็จ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าต้นทุนเขาใบละ 2 บาท เขากำไรใบละ 1 บาท ถูกไหม ซื้อหน้าฟาร์มใบละ 3 บาทนะ กำไรใบละบาท ถ้าวันหนึ่งขาย 1 แสนใบ เขากำไรวันละ 1 แสนบาท 30 วันก็คือ 3 ล้านบาท แต่สิงคโปร์ พ่อค้าสิงคโปร์ สั่งเรือมาเลยนะ สั่งเรือมาจอดที่ท่าเรือแล้วก็ซื้อไข่ไก่ส่งให้เขาหน่อย ใบละ 4 บาท ด้วยเหตุนี้ในช่วงนั้นไข่ไก่ยังส่งออกได้ ก็เลยส่งไข่ไก่ที่ควรจะขายในตลาดเมืองไทย ส่งไปเลย ขายใบละ 4 บาท ก็เลยทำให้ไข่มันขาด ก็โชคดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณจุรินทร์ สั่งห้ามส่งออกก 7 วัน และตอนหลังขยายไปเป็น 1 เดือน หรือ 2 เดือน ก็เลยทำให้ไข่ไก่ไม่สามารถส่งออกได้ มันก็เลยกลับมาอยู่ที่ตลาดเหมือนเดิม ไข่วันนี้ก็เลยอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพแล้ว


แต่เบื้องหลังไข่มันมีท่านผู้ชม มันไม่มีไม่ได้ กรมปศุสัตว์ก็เหมือนกับกรมอื่นๆ ชอบบริษัทขาใหญ่ที่รวยๆ มีอำนาจ เอาอกเอาใจ มีรองอธิบดีคนหนึ่งฉายาคือ มิสเตอร์ไข่ไก่ หมอนี่ทำหน้าที่อะไรรู้ไหม หมอนี่ทำหน้าที่ออกกฎกติกา ระเบียบ เพื่อบีบให้พวกที่จะผลิตไข่รายย่อยไม่สามารถที่จะเอาไข่เข้ามาสู่ตลาดได้ง่ายนัก คนที่เลี้ยงไก่ไข่จะมีอยู่ 3 ประเภท ประเภทแรก คือผู้เลี้ยงไก่อิสระ ส่วนใหญ่พวกนี้จะเป็นคนที่เลี้ยงมาแต่ดั้งเดิม มีการจัดการดูแลธุรกิจการเลี้ยงไก่ไข่ ตั้งแต่ซื้อพันธุ์ไก่ อาหารไก่ การจัดจำหน่ายไข่ไก่ด้วยตัวเอง แล้วเขาก็จะเจอความเสี่ยงในด้านต้นทุนและผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน ส่วนใหญ่พวกนี้จะเลี้ยงไก่ไข่ไว้น้อยกว่า 1 แสนตัว ก็คือ 5 หมื่นตัวบ้าง 4 หมื่นตัวบ้าง 6 หมื่นตัวบ้าง


สอง คือผู้เลี้ยงไก่ไข่ครบวงจร ส่วนใหญ่พวกนี้เป็นบริษัททำธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ โดยดำเนินการตั้งแต่ผลิต เขาเป็นคนผลิตลูกไก่ไข่นะ แล้วก็ขายออกไป แต่ช่วงหลังเขาบล็อก เขาไม่ขายให้รายย่อย การเลี้ยงไก่สาว คือไก่ที่เป็นลูกไก่ โตไปเขาเรียกว่าไก่สาว ก็บล็อก การผลิตไก่ไข่รวมทั้งการจัดจำหน่ายไก่ไข่ การแปรรูปไข่ไก่ รวมทั้งการส่งออก คนพวกนี้จะมีไก่ไข่ เลี้ยงไก่ไข่มากกว่า 1 แสนตัว ท่านผู้ชมครับ มีอยู่ 8 ราย เมื่อรวมยอดการตลาดแล้ว เขายึดตลาดไป 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็คือพวกเลี้ยงอิสระ พวกเลี้ยงไก่ไข่อิสระก็พวกมีอยู่ 2 หมื่นตัวบ้าง 3 หมื่นตัวบ้าง สมมุติว่าเขามีอยู่ 1 หมื่นตัว เขากำไรวันหนึ่งประมาณ อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่าเขากำไรใบละ 1 บาท เขาก็กำไรวันละ 1 หมื่นบาท เดือนละ 3 แสนบาท สำหรับคนที่มีครอบครัวไม่มากนัก แล้วเลี้ยงไก่ 1 หมื่นตัว กำไรเดือนละ 3 แสนบาท เขาโอเคครับ เขามีเงินมาจ่ายหนี้จ่ายสิน และเขาสามารถจะเอาเงินนี้ไปลงทุนขยายเพื่อจะเอาไก่เข้ามาอีกทีหนึ่ง


ประเภทที่สาม คือผู้เลี้ยงไก่พันธสัญญา ที่เขาเรียกว่า Contract Farm คือพวกไหนล่ะ ก็เหมือนกับทางกลุ่มซีพีเขาจ้าง Contract Farm เลี้ยงกุ้งไง คุณต้องซื้อพันธุ์กุ้งจากเขา คุณต้องซื้อยา คุณต้องซื้ออาหารกุ้งจากเขา พอซื้เสร็จเรียบร้อยแล้วคุณก็ลงทุนลงแรง เขาก็รับประกันราคาซื้อของคุณมา โดยที่เขาคิดว่าต้นทุนของคุณเท่าไร เขารู้อยู่แล้ว เพราะเขาขายพันธุ์กุ้งให้คุณ เขาขายอาหารกุ้งให้คุณ และเขาดูแล้วว่าต้นทุนเท่าไร เขาก็บวกให้อีก 10 หรือ 15 เปอร์เซ็นต์ เป็นกำไร นี่เขาเรียกว่าพันธสัญญา หรือภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Contract Farming


อันสุดท้ายคือพันธสัญญา หรือ Contract Farming ไม่ค่อยมีแล้ว มีแต่เฉพาะ 2 เจ้า เจ้าแรกคือผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ สมมุติว่าเรามีพ่อ เรามีแม่ ปู่ย่าตายาย เขาเลี้ยงไก่ไข่มานานแล้ว ก็ตกทอดมา มีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง มีไก่อยู่ประมาณ 1 หมื่นตัว 2-3 หมื่นตัว ก็เลี้ยงอยู่เพียงแค่นั้น ได้เงินได้ทองเข้ามา กำไรเดือนละ 3 แสนบ้าง 6 แสนบ้าง เดือนละ 1 ล้านบ้าง เขาก็อยู่เพียงแค่นี้ แต่เขาจำเป็นต้องพึ่งผู้เลี้ยงประเภทที่สอง คือผู้เลี้ยงไก่ไข่ครบวงจร เพราะพวกนี้ทำอาหารสัตว์หมดทุกอย่าง มันมีหมด มันมีลูกเจี๊ยบมา มีไก่สาวมา ส่วนเขาจะจัดจำหน่ายต่อให้ ฟาร์มผู้เลี้ยงอิสระจะซื้อหรือไม่ซื้อ อยู่ที่อารมณ์ของเขา เขาจะให้หรือไม่ให้




เพราะฉะนั้นแล้ว คนพวกนี้ มันมีรองอธิบดีคนนี้ มิสเตอร์ไข่ คนๆ นี้ คนที่รู้เรื่องดีเขาบอกว่า รับใช้พวกกลุ่มนายทุนใหญ่ ก่อให้เกิดการผูกขาดการผลิตและการค้าไข่ไก่มาตลอด เขารวมหัวกับนายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ในจังหวัดหนึ่ง เพื่อจะสร้างกติกาเยอะๆ ท่านผู้ชมรู้ไหมครับว่ากฎกติกามีอย่างไรบ้าง ผมจะเล่าให้ฟัง ท่านผู้ชมเวลาไปตลาด ท่านจะเห็นว่าไข่จะมีเป็นแผง แผงหนึ่งบรรจุได้ 30 ลูก ก็จะมีเป็นตั้ง ตั้งหนึ่งก็ประมาณสัก 10 แผง ก็ประมาณ 300 ลูก 300 ลูก 10 แผง ก็ประมาณแค่นี้เอง รถบรรทุก ปิกอัพคันหนึ่ง บรรจุตั้งพวกนี้ได้ 100 ตั้ง สบายๆ 100 ตั้ง คือ 3 หมื่นลูก ทำไมต้อง 3 หมื่นลูก ที่ต้อง 3 หมื่นลูกก็เพราะว่า เนื่องจากคุณมีปิกอัพ คุณมีค่าน้ำมัน คุณเลี้ยงไก่ที่ฟาร์มนครสวรรค์ คุณเลี้ยงไก่ที่ฟาร์ม จ.อุทัยธานี แล้วคุณต้องเอาไข่ใส่เป็นตั้ง ประมาณ 3 หมื่นลูก แล้วคุณก็ขับรถ หรือบางทีคุณจ้างรถปิกอัพมารับ คุณขับรถ ต้นทุนของไข่คุณต้องมีบวกค่าขนส่งด้วย ท่านผู้ชม ปรากฏว่ากรมปศุสัตว์ โดยรองอธิบดีที่เป็นมิสเตอร์ไข่ไก่ หมอนี่ไปร่างกฎกติกา เพราะว่าไข่ไก่นี่เวลาจะเคลื่อนย้ายต้องขออนุญาตนะ มันทำเหมือนสารเคมีเลยนะ ต้องขออนุญาต ปรากฏว่าไปตั้งเงื่อนไขว่าในการขนส่งไข่แต่ละล็อตๆ ส่งได้ไม่เกิน 3 พันลูก ตั้งแค่นี้ 300 ก็เท่ากับ 10 ตั้ง แล้วบรรทุกรถปิกอัพทั้งคัน มาส่งตลาด จากนครสวรรค์ มากรุงเทพฯ ฟาร์มเล็กๆ ฟาร์มอิสระ มันไม่เจ๊งเหรอ เข้าใจหรือยังท่านผู้ชม ฝีมือใครล่ะ ก็ฝีมือรองอธิบดีมิสเตอร์ไข่ไก่นี่ไง แล้วทำไปทำไม ทำเพื่อบีบรายย่อย เพื่อให้รายใหญ่สามารถจะผูกขาดได้ ท่านผู้ชมฟังแล้วเศร้าไหม นี่คือประเทศไทยจริงๆ นะ


หน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานจะถูกพวกขาใหญ่นี่เข้าไปครอบงำหมด อะไรที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชน มันจะต้องผูกขาดเอาไว้ก่อน ใครเข้ามายุ่งกับมันไม่ได้เลยนะงานนี้ มันเอาตายเลย เพราะว่ามันสามารถจะออกกฎกติกา จนในที่สุด ผู้ค้ารายย่อยรวมตัวกันไปประท้วง ก็เลยเปลี่ยนจาก 3 พันลูก มาเป็น 2 หมื่นลูก จริงๆ ผมไม่เข้าใจว่าทำไม ในเมื่อไข่ไก่มันไม่ใช่อาวุธปัจจัย ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอันตราย คุณจะบรรทุกเท่าไร ก็ปล่อยให้เขาบรรทุกสิ ถูกไหม นี่ผมถึงไม่เข้าใจตรงนี้ไง ไปตั้งเงื่อนไข แล้วการส่งออกก็ต้องขออนุญาตด้วยนะ ไม่ขออนุญาตไม่ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว วันนี้จะเห็นได้ชัดเลยว่า ไข่ไก่ ท่านผู้ชมไปดูตามตลาด ท่านอาจจะซื้อได้ 2.80 หรือ 3 บาท แต่ไข่ไก่ที่ขายในพวกร้านสะดวกซื้อ พวกแมคโคร โลตัส บิ๊กซี หรือในพวกเซเว่นฯ ลูกละ 4-6 บาท มีหมด เพราะไข่มันมี 5 เบอร์ เบอร์ 0 เบอร์ 1 เบอร์ 2 เบอร์ 3 เบอร์ 4 เบอร์ 5 เบอร์ 0 นี่ใหญ่สุด แล้วก็เล็กลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเบอร์ 5 เขาเรียกว่าคละไข่ ก็คือเอาเบอร์ใหญ่ เอาลูกใหญ่มาคละกับลูกกลาง เอาลูกเล็กมา แล้วก็ขายกัน เฉลี่ยกันไปเป็นตั้ง 30 ลูก เท่าไร จ่ายเงินไป จริงๆ มันไม่ได้ซับซ้อนอะไร มันซับซ้อนอยู่นิดเดียวก็คือว่า เนื่องจากว่าขาใหญ่ต้องการผูกขาด เท่านั้นเอง เมื่อผูกขาดแล้วก็สามารถจะกำหนดราคาตลาดได้ ด้วยเหตุนี้ผมถึงบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่่น่าคิด




เรื่องไข่ราคาแพงก็เพราะว่ามาเลเซียมันปิดประเทศ และสิงคโปร์ต้องพึ่งไข่จากมาเลเซีย มันไม่มีไข่ มันก็เลยติดต่อมา เอาเรือมา เพื่อขนไข่ไปลูกละ 4 บาท พอตอนหลังกระทรวงพาณิชย์ถูกรู้ทัน ก็เลยสั่งไม่ให้ส่งออก พอไม่ให้ส่งออกปั๊บ มันก็จบ เมื่อไม่ส่งออกแล้ว ไข่ที่จะขาดตลาดก็ไม่ขาดตลาด แต่ว่าถ้าเหตุการณ์ยังเป็นอย่างนี้ต่อไป เรายังไม่เปิดโอกาส เปิดท้องที่ เปิดพื้นที่ให้ผู้เลี้ยงอิสระมีอิสระในการทำงาน โดยที่ไม่โดนกฎกติกาที่ถูกร่างโดยขาใหญ่ โดยผ่านรองอธิบดีไข่ไก่ มันก็สามารถทำให้ไข่ไก่มีหลายราคา คนก็จะสามารถซื้อราคาถูกได้ ไม่อย่างนั้นแล้ว เราต้องเข้าแมคโคร เราต้องเข้าโลตัส เราต้องเข้าเซเว่นฯ เราต้องเข้าบิ๊กซี เราต้องเข้าทุกเจ้า แล้วเราก็ต้องไปซื้อกันใบละ 4 บาท 5 บาท 6 บาท ทุกวันนี้ก็ซื้อกันราคาแบบนี้ แทนที่เราจะได้ไข่ราคา 3 บาท ไม่ต้อง 2.80 บาทหรอก ราคา 3 บาท ก็โอเคแล้ว นี่คือปัญหาหลักที่เกิดขึ้นในขณะนี้


ท่านผู้ชมครับ ผมนี่เบื่อจริงๆ ผมขี้เกียจพูดเรื่่องหน้ากากอนามัย ผมเบื่อมากๆ นับตั้งแต่เมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ผมตั้งคำถาม 4 อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมตั้งคำถามว่า หน้ากาก 199.5 ชิ้น หายไปไหน ไม่มีใครให้คำตอบผมเลยเหรอ ไม่มีใครให้คำตอบได้ และผมก็เล่าไทม์ไลน์ให้ฟังว่า วันนี้คุณจุรินทร์พูดอย่างนี้ วันนี้ผู้ผลิตพูดอย่างนี้ วันนี้อดีตอธิบดีกรมการค้าภายในพูดอย่างนี้ สั่งการมาอย่างนี้ ในกระบวนการทั้งหมดที่กระทรวงพาณิชย์ทำ และที่ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชยทำและพูด ไม่ได้พูดเลยแม้แต่นิดเดียวว่าหน้ากากอนามัย 199.5 ล้านชิ้นนั้นหายไปไหน เงียบกริบ รู้แต่ว่าของขาด ของหาย




ท่านผู้ชมจำได้หรือเปล่าว่าผมเคยพูดว่าอย่างไร ผมเคยพูดว่าโรงงาน กับกรมการค้าภายใน และผู้ใหญ่บางคนในกระทรวง รู้เห็นเป็นใจกัน กระทรวงพาณิชย์คุยกับพวก 11 โรงงาน 11 โรงงานบอกว่าผลิตได้ 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน และผมเล่าให้ฟังแล้วใช่ไหมว่าบางโรงงานยอมรับกับตำรวจ ยอมรับกับแหล่งข่าวของผม บอกว่าจริงๆ เขาผลิตได้ 5 แสนชิ้นต่อวัน แต่เขาแจ้งกรมการค้าภายในว่า 2 แสนชิ้นต่อวัน เขาเอา 3 แสนชิ้นไปขายตลาดมืด แต่ว่ากระทรวงพาณิชย์พยายามชี้ให้เห็นว่าทั้งหมด 11 โรง ผลิตได้ 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน ถ้ามันผลิตได้เพียงแค่นี้ ก็แสดงว่าจบแล้ว ใช่ไหม แล้วทำไมจู่ๆ พอโดนนวดเข้า โรงงานโดนตำรวจตรวจสอบเข้า โดนนวดหนักๆ ตอนนี้กลายเป็นว่าผลิตได้ 2.3 ล้านชิ้นต่อวัน (ขอประทานโทษท่านผู้ชม) ก็มึงเพิ่งบอกมาว่า 1.2 ล้านชิ้น แล้ววันนี้มึงมาบอกว่า 2.3 ล้านชิ้น ก็แสดงว่า 1.1 ล้านชิ้น มันเข้าตลาดมืดใช่ไหม ต่อวันนะ เข้าใจหรือยังท่านผู้ชม


แล้วยังมาโม้ต่อนะ มีแนวโน้มจะผลิตได้ 2.8 ล้านชิ้นต่อวัน ท่านผู้ชมรู้หรือเปล่าว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ ก็เพราะว่าโดนนวดมาไง โดนนวดมา โดนจะเล่นงานคดีอาญามา ก็เลยเริ่มผลิตเต็มที่ เพราะฉะนั้นแล้วท่านผู้ชมจะเห็นได้ชัดว่าจริงๆ จะโทษใครดี มันต้องโทษกรมการค้าภายใน คำถามมีอยู่ว่าคุณรู้อะไรกับเขาหรือเปล่า ผมชักไม่แน่ใจแล้วนะ ของที่หายคุณรู้ใช่ไหมว่าหาย แล้วหายไปไหน นั่นคือที่มาของที่ผมเล่าให้ฟังไงว่า 199.5 ล้านชิ้น มันหายไปไหน


ท่านผู้ชมครับ 2 เดือนเต็มๆ 2 เดือนกว่าๆ ตลกมาก ตลกจนกระทั่งหัวเราะไม่ออก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และปลัดบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ในฐานะที่เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ คิดไม่ออกว่าจะตอบคำถาม 199.5 ล้านชิ้น มันหายไปไหน นึกไม่ออกจริงๆ ก็เลยมานั่งคิด ไล่เรียงเหตุการณ์ดู อ่อ นึกออกแล้ว คนไทยมันกินแกลบ มันไม่ได้กินข้าวหรอก มันโง่ ท่านออกมาแนวนี้ดีไหม รับรองว่าชี้แจงได้หมด แนวไหนรู้ไหมท่านผู้ชม แนวที่บอกว่า มันเป็นข้อผิดพลาดในการสื่อสาร เพราะจริงๆ ที่หมายความวันนั้นหมายถึงว่า วัตถุดิบที่มีอยู่ สามารถผลิตหน้ากากได้ 200 ล้านชิ้น หมายถึงตรงนั้น ไม่ได้หมายถึงหน้ากาก 200 ล้านชิ้น


คำถามมีอยู่ ข้อแรก เดี๋ยวผมจะมีคำตอบให้ ข้อแรก ถ้ามันเป็นวัตถุดิบ คุณต้องพูดอออกมาชัดเจนว่าเป็นวัตถุดิบ โรงงานยังมีวัตถุดิบที่สามารถผลิตได้ออกมาได้ 200 ล้านชิ้น ยังมีวัตถุดิบที่ผลิตได้ แต่คุณไม่พูดเลยสักคำ ทุกคำพูดคุณพูดว่า 200 ล้านชิ้น และที่สำคัญคืองานจับโกหก ไม่ต้องจับอะไรเลยทั้งสิ้น เอาพรรคประชาธิปัตย์ พรรคของคุณเอง มาจับคุณเอง




ท่านผู้ชมครับ นี่คือเฟซบุ๊กพรรคประชาธิปัตย์ เฟซบุ๊กพรรคประชาธิปัตย์เขียนว่าอย่างไร รู้ไหม "ขณะที่ศักยภาพการผลิตในประเทศทั้งระบบ ประมาณ 10 โรงงานใหญ่ มีประมาณ 100 ล้านชิ้นต่อเดือน ปัจจุบันคลังสินค้ามีสต๊อกหน้ากากอนามัยประมาณ 200 ล้านชิ้น กรณีที่ไม่มีการผลิตเพิ่ม ยังสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ 4-5 เดือน ทำให้เห็นว่ากำลังการผลิตในประเทศยังเหลือ และเพียงพอต่อความต้องการของตลาดในประเทศอย่างแน่นอน" ท่านผู้ชม ผมไม่ได้พูดเองนะ เฟซบุ๊กที่เป็นทางการของพรรคประชาธิปัตย์พูดเอง


ท่านผู้ชมครับ ระหว่างคนเขียนเฟซบุ๊ก กับระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ใครจะเป็นไอ้เรือหาย ผมยังไม่รู้ ท่านผู้ชมครับ คำตอบที่ผมจะให้ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ และท่านปลัดฯ บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ถ้าท่านคิดว่าผมกินแกลบ ผมก็จะยอมรับว่าผมกินแกลบ ผมโง่ ผมโง่ไง ผมถึงต้องยึดหลักฐานต่างๆ พวกนี้ และนอกจากโง่แล้ว ยังไม่พอ ผมกลัวว่าท่านจะมีมุก เพราะท่านเล่นมุกเก่งมาก มุกนี้ของท่านออกมา ผมยังนึกไม่ถึงว่าท่านจะเล่นมุกนี้ สุดยอด ผมก็เลยจำเป็นต้องเอาคลิปเสียงของท่าน ที่ท่านพูดว่ามี 200 ล้านชิ้น มาให้บรรดาท่านผู้ชมที่กินแกลบเหมือนผม


(คลิปจุรินทร์ : กระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินเบื้องต้น ก็ยังเชื่อมั่นว่ากำลังการผลิตและการผลิตรวมในประเทศ ยังเพียงพอสำหรับการที่จะใช้สนองต่อความต้องการของตลาดในประเทศได้เพียงพออยู่ และสต๊อกปัจจุบันที่มีอยู่นั้นประมาณ 200 ล้านชิ้น)




(คลิปบุณยฤทธิ์ : ขออนุญาตเรียนกับพี่น้องสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนนะครับ ให้เกิดความเข้าใจว่าตัวเลขนั้นอาจจะเป็นความคลาดเคลื่อนของการสื่อสาร ซึ่งผมก็ขอเรียนให้ทราบตรงนี้ว่า ตัวเลขสต๊อก 200 ล้านชิ้นนั้น ไม่มี)


ผมไม่อยากจะพูดอะไรมากกว่านี้ บางครั้งเวลามันพลาดไปแล้ว คุณขอโทษสักคำ อย่างน้อยมันก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่พวกคุณนี่นะ พรรคประชาธิปัตย์ เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่นมาตลอด และคุณน่ะ ภาพพจน์คุณต้องดี คุณต้องโน่นคุณต้องนี่ แต่จริงๆ แล้วคุณต้องยอมรับ ข้อเท็จจริงที่ผมเอามายันกับคุณนี้ คุณเถียงไม่ออกหรอก ผมรู้อยู่แล้วตั้งแต่คุณให้สัมภาษณ์ คุณปลัด ท่านเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ มาโดยใบสั่ง มาโดยอิทธิพลของอดีตแกนนำ กปปส. ท่านอธิบดีกรมการค้าภายใน ท่านก็เป็นคนใต้เหมือนคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ถ้าทุกอย่างโปร่งใสจริงๆ ทำไมอธิบดีกรมการค้าภายในถึงถูกย้ายล่ะครับ และผมจะเรียนให้ท่านผู้ชมทราบ ขอให้ใจเย็นอีกสักนิดหนึ่ง เดี๋ยวก็ออกแล้วว่าเป็นฝีมือใครบ้าง ปปง.กำลังตามเส้นทางการเงินอยู่ และก็รู้ว่าเงินมันไปเข้ากระเป๋าใคร ออกกระเป๋าใคร


ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้ผมไม่อยากจะพูด ผมเบื่อ ผมรำคาญ มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ประเทศไทย ก็เอาเป็นว่าเรื่องนี้เอาแค่นี้พอ เพราะว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่ผมจะต้องไปทะเลาะกับท่าน ความจริงมันพูดในตัวของมันเองอยู่แล้ว ปัญหาใหญ่ก็คือท่านจะยอมรับความจริงหรือเปล่า และผมขอเถอะท่าน เลิกใช้มุกแบบนี้ทีได้ไหม ถ้าท่านจะใช้มุกแบบนี้ ท่านเตือนตัวท่านเองหน่อยนะ ว่าท่านพูดอะไรท่านต้องจำได้นะ ผมเคยพูดตลอดเวลา คนเราถ้าพูดความจริง พูดกี่ครั้งๆ ก็เป็นความจริง แล้วพูดโดยไม่ต้องเตือนสติตัวเองว่าคราวที่แล้วพูดเรื่องอะไรไว้ พูดแบบไหน ไม่มี เพราะมันเป็นความจริงมาตลอด


ท่านผู้ชมครับ ก่อนที่ผมจะเข้าเรื่องสุดท้ายในวันนี้ ผมมีเรื่องนอกเรื่องสุดท้ายที่ต้องเรียนให้ทราบนิดหนึ่ง วันนี้ต้องขอชมเชยคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ตัดสินใจที่จะเอาหน้ากาก ถึงแม้ว่าจะเป็นหน้ากากผ้าก็ตาม จำนวน 1 ล้านชิ้น หรือมากกว่านั้น และที่สำคัญ ส่งให้กับประชาชนที่อยู่ในกรุงเทพมหานครหมด ได้ทุกคน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผมเคยพูดมาตั้งแต่ต้นแล้ว ถึงแม้ว่าจะน้อยไปหน่อย ผมคิดว่าคนทั่วประเทศไทย ควรจะได้หน้ากากคนละ 1 กล่อง ไม่ใช่แค่ 1 ชิ้น ผมคิดว่ารัฐบาลน่าที่จะเอาเงินเอาทองมาบริหารจัดการตรงนี้ได้ ก็ต้องขอชมเชย เพราะว่าเห็นข้อแตกต่างในการทำงานระหว่างรัฐมนตรีสองรัฐมนตรี อาจจะเป็นเพราะว่าคุณสุริยะเป็นพ่อค้า ก็เลยเข้าใจวิธีการทำงาน แต่คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ เป็นนักการเมือง แล้วก็ถนัดในการเต้นชะช่าช่า เดินหน้า 3 ถอยหลัง 3 และป้องกันตัว ระมัดระวังตัวเองอย่างมากที่สุด ก็เลยมีปัญหาเช่นนี้ขึ้นมา


อีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้องพูดนิดหนึ่ง คนไทยที่มีจิตใจที่ดีงาม และคิดที่จะช่วยเหลือสังคมในยามที่สังคมวิกฤต ทั้งๆ ที่ในช่วงที่สังคมวิกฤตนั้นเขาก็ลำบากเหมือนกัน เขาไม่ได้เชิงลำบากหรอกครับ แต่หมายความว่ารายได้ของเขาหายไปเยอะ ผมอยากจะให้เกียรติพวกเขา และให้ท่านผู้ชมทุกท่านได้รับทราบ มาร่วมให้กำลังใจเขาและขอบคุณเขาด้วย คือบรรดาดารานักแสดงหลายคนที่มีรายได้ สะสมเงินมาก็มากพอสมควร แล้วอีกอย่างหนึ่ง พวกโควิด-19 ทำให้รายได้งานอีเวนต์ของเขาหายไปเดือนละหลายล้านบาท แต่เขาก็ไม่บ่นนะ จะเอ่ยชื่อสักหน่อย คนจำนวนนี้ ซึ่งผมหามาได้ ก็คือคุณญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ คุณณเดชน์ คูกิมิยะ คุณเบลล่า ราณี แคมเปน คุณบงกช คงมาลัย คุณชมพู่ อารยา เอ ฮาเก็ต คุณบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี คุณณภัทร เสียงสมบุญ คุณแต้ว ณฐพร เตมีรักษ์ คุณเนย โชติกา วงศ์วิลาศ คุณเกรท วรินทร ปัญหากาญจน์ คุณหมอก้อง สรวิชญ์ สุบุญ อาจจะมีอีกนะครับ แต่เท่าที่ผมค้นมาก็มีคนพวกนี้ล่ะที่เสียสละเงินเสียสละทอง หลายรายที่บริจาคให้เป็นล้าน สองล้าน สามล้า แล้วก็ยังมีคุณกาละแมร์ ก็ให้มาด้วย ผมไม่ได้เอ่ยชื่อไป ขอโทษที คนพวกนี้เป็นคนที่น่าเคารพนับถือ ยกย่อง เพราะถือว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม


ผมเป็นคนชอบส่องเฟซบุ๊ก ส่องดูความเคลื่อนไหวของคน บางครั้งผมดูแล้วผมก็สมเพชและทุเรศดาราบางคนที่ชอบคบไฮโซ แล้วก็ไปเที่ยวเมืองนอก ไปถ่ายรูปกัน ฟินกัน โน่นนี่นั่น จัดงานวันเกิด ไฮโซเป็นลูกคนรวย แต่ว่าพอมาถึงเวลาที่สังคมไทยต้องการความช่วยเหลือ ก็ปรากฏว่าไฮโซต่างๆ เหล่านั้นเงียบสนิท ทั้งๆ ที่ผมก็รู้ว่าเขามีเงินมีทอง เพราะบางคนก็อยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งนาน งานอีเวนต์แต่ละงาน ผมรู้ งานหนึ่งต้องได้ไม่ต่ำกว่า 5 แสน 3 แสน ถ่ายโฆษณาชิ้นหนึ่งก็ต้องเป็นตัวเลข 8 หลัก 10 ล้าน 12 ล้าน 15 ล้าน แต่ก็ยังรื่นเริงบันเทิงใจกับการที่ได้คบไฮโซแล้วมาโชว์ออฟ




ท่านผู้ชมครับ วันนี้ผมจะพูดเรื่อง แกร็บ (Grab) แกร็บนี่เป็นบริษัทที่อุบาทว์มาก สำหรับผมนะ เป็นบริษัทที่เห็นแก่ตัว ท่านผู้ชมตามผมมา เวลาท่านผู้ชมเห็นบริษัทไหนมาลงทุน ท่านจะเห็นการลงทุน การสร้างงาน การที่มีคนมากินเงินเดือน มีสวัสดิการ จ่ายภาษีสังคมให้กับรัฐบาล โน่นนี่นั่น เสร็จเรียบร้อยแล้ว สร้างความเจริญให้กับชุมชน และในขณะเดียวกัน เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน แต่แกร็บไม่ใช่ ท่านผู้ชมตอบผมทีว่า หรือแม้กระทั่งแกร็บ ตอบผมทีว่า คุณเอาอะไรมาลงทุนในเมืองไทย คุณไม่ได้เอาอะไรมาลงทุนในเมืองไทยเลย คุณมีแพลตฟอร์มที่คุณพัฒนามา แล้วก็เอามาใช้ แล้วก็ทุกอย่างคุณใช้คนไทยหมด ว่าจ้างเขา เป็นรายชิ้นด้วยนะ ไม่ใช่รายวันนะ เป็นรายชิ้นนะ ชิ้นหนึ่งได้เท่านี้


แกร็บ พัฒนามาจากอูเบอร์ (Uber) คือรถแท็กซี่อูเบอร์ หลักการก็คือว่า สามารถที่จะเอาคนที่มีรถอยู่แล้วมาทำงานพิเศษ และได้รายได้พิเศษ โดยขายความสะดวกสบาย ความปลอดภัย หลายอย่าง หลังจากนั้นก็มาทำทางด้านการส่งอาหารให้ตามบ้าน ไม่ผิดหรอกครับ แต่ว่ามันผิดตรงไหน รู้ไหม เขาเป็นคนเห็นแก่ตัวมาก ทำไมรู้ไหม แกร็บนี่เจ้าของเป็นคนสิงคโปร์ แต่ถือหุ้นอีก 30 เปอร์เซ็นต์ ใน 100 เปอร์เซ็นต์ โดยตระกูลจิราธิวัฒน์ เซ็นทรัล พวกนี้เป็นพวกที่ทำร้ายผู้ประกอบการในประเทศไทย อย่างสมมุติว่าร้านอาหารร้านใดก็ตาม ทำอาหารอร่อย มีชื่อมีเสียง แกร็บ คนเขาสั่งเขาไปติดต่อว่าเดี๋ยวผมจะมีคนสั่ง แล้วผมจะขนไปที่บ้านนะ ส่งไปให้ที่บ้านนะ แต่ผมขอหัก 30 เปอร์เซ็นต์ ก็หมายความว่าอาหารจานหนึ่งที่เขาขาย 100 บาท ขอหัก 30 บาท เจ้าของร้านได้แค่ 70 บาท ท่านผู้ชมครับ อาหารธรรมดาแล้ว เฉลี่ยแล้ว 1 จาน ราคาเท่าไรก็ตาม กำไรจริงๆ คือ 40 เปอร์เซ็นต์ อาจจะหักค่าแอร์ ค่าร้าน ค่าเช่าร้าน โน่นนี่นั่น แต่วันนี้แกร็บหักเขาไป 30 เขาเหลือแค่ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์


ในยามที่เศรษฐกิจปกติ แล้วยังมีคนมากินร้านเขาอยู่ ก็ไม่เป็นไรครับ แต่ในยามที่วันนี้เขาสั่งปิด ไม่ให้ขาย ให้ขายเฉพาะเทกโฮม เขาก็จำเป็นที่จะต้องขายให้กับคนที่สามารถจะสั่งซื้อได้โดยตรง และเขาต้องโดนหักไป 30 เปอร์เซ็นต์ เขาก็ต้องยอม ด้วยเหตุนี้ ท่านผู้ชมเคยสังเกตไหม ถ้าท่านผู้ชมสั่งอาหารจากแกร็บ ท่านจะเห็นว่าปริมาณอาหารมันน้อยกว่าที่มันควรจะเป็น ท่านลองดูพิซซ่าก็แล้วกัน พิซซ่าที่สั่งผ่านพวกเดลิเวอรี ทางมอเตอร์ไซค์พวกนี้ ยี่ห้อต่างๆ ขนาดมันจะเล็กลง


ในบรรดาร้านอาหาร ในบรรดาผู้ส่งทั้งหมด มีแกร็บ กับฟู้ดแพนด้า ที่ไปหักร้านสูงมาก ไลน์แมน กับเก็ต รู้สึกจะหักน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ อาจจะ 25 เปอร์เซ็นต์ มิหนำซ้ำเมื่อเร็วๆ นี้แกร็บยังหน้าด้าน คนใดก็ตามที่จะเข้ามาร่วมกับลิสต์ร้านอาหารของแกร็บ แกร็บบอกว่าต้องหัก 35 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มอีก 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าเข้า เดี๋ยวนี้มีค่าเข้าด้วยเหรอ คุณทำตัวเป็นเซเว่นฯ ไปแล้วเหรอตอนนี้ ทั้งๆ ที่คุณมาลงทุนในเมืองไทย คุณไม่มีอะไร คุณมาตัวเปล่า แกร็บนี่เป็นบริษัทจับเสือมือเปล่า มันเข้ามา เอาแอปฯ ตัวนี้มา ทำการตลาด แล้วมันก็ไปตามร้านค้า มันก็ไม่ได้เป็นเจ้าของร้านค้า มันก็บอกว่าผมสั่งอาหารจากคุณ ถ้าผมมีลูกค้าเยอะ ผมขอหัก 30 เปอร์เซ็นต์นะ เอาเข้ากระเป๋าผม แล้วผมก็ไม่ได้ส่งเอง ผมบอกวินมอเตอร์ไซค์มานี่ ใส่เสื้อผ้าแกร็บแล้วกัน แล้วคุณก็ไปเก็บเงิน แล้วคนที่สั่งอาหารก็คือวินมอเตอร์ไซค์ แกร็บ คนขี่มอเตอร์ไซค์ สั่งเสร็จเรียบร้อย ถ้าไปถึงนั่น ปรากฏว่าเจ้าของบ้านที่สั่งอาหารไม่ยอมจ่ายเงิน วินฯ ก็ต้องจ่ายเงินแทน แกร็บไม่ต้องรับผิดชอบ มันรับผิดชอบก็ต่อเมื่อ รับผิดชอบกำไร 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเขาจ่ายเงินมา ท่านผู้ชมว่ามันหน้าด้านไหมงานนี้




แล้วผมมาดู ถ้ามีมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง มีการขนส่ง มีการโน่นการนี่ ไม่ใช่เลย ทำตัวเหมือนไนกี้ คืออย่างไร รองเท้าไนกี้ไม่มีโรงงานผลิตรองเท้าของตัวเองในโลกนี้ ไปจ้างประเทศนั้นผลิต ไปจ้างประเทศนี้ผลิต แล้วก็มาทำการตลาดยี่ห้อไนกี้ ติดยี่ห้อไนกี้ ตัวเองก็มีวิวัฒนาการและพัฒนารองเท้า ทำการรีเสิร์ช ทำการพัฒนารองเท้าขึ้นมา แกร็บพัฒนาอะไร ไม่ไดัพัฒนาอะไรเลย แล้วแกร็บไปร่วมกับเครือเซ็นทรัล ก็แฮปปี้สิ เพราะเครือเซ็นทรัลเขาทำครัวกลาง เพราะฉะนั้นเมื่อไปครัวกลางเสร็จเรียบร้อยแล้ว ราคาต้นทุนก็ถูก แล้วเขาถือหุ้นอยู่ 30 เปอร์เซ็นต์ ท่านผู้ชม แล้วร้านแม่เม้า เจ๊ไฝ พวกนี้ ร้านอะไรก็ตามที่เกิดมีคน ร้านผัดไทยอะไรพวกนี้ เขาทำงานเหงื่อตก เขาส่งให้คุณราคา 80 บาท แล้วคุณบอกด้วยนะ ถ้าต่ำกว่า 70 บาท ไม่ได้นะ ต้องบวกอีกเท่าไร กี่บาท มีอย่างนี้ด้วย ผมอยากให้กระทรวงพาณิชย์ออกกติกาเลยว่า แกร็บ หรือพวกโฮมเดลิเวอรีพวกนี้ ต้องห้ามตั้ง minimum ว่าต้องเท่าไรถึงจะส่ง ก็ในเมื่อคุณจะทำธุรกิจนี้ เท่าไรคุณก็ต้องส่งไม่ใช่เหรอ ถูกไหม แล้วคุณมามือเปล่า พวกนี้มามือเปล่าจริงๆ


ทำไม ทำไม ทำไม ประเทศไทยถึงไม่มีกองทุนสตาร์ทอัพเพื่อมาทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะอีกหน่อยการสั่งอาหารจากร้านโดยส่งที่บ้าน มันจะเจริญเติบโตมากขึ้น ซอฟต์แวร์ในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำยาก ปัดโธ่เอ๊ย ลงโฆษณาประเดี๋ยวเดียว แถวๆ บังกาลอร์ เดี๋ยวซอฟต์แวร์อินเดียเก่งๆ ก็บินเข้ามา ทางจีน หรือประเทศไทย นักเขียนซอฟต์แวร์เก่งๆ ก็มี เอามารวมตัวกัน แล้วเขียนแอปพลิเคชันออกมา แล้วทำให้กับคนไทย เป็นซอฟต์แวร์คนไทยที่ฟู้ด เดลิเวอรี่ แล้วอย่าไปคิด 30 เปอร์เซ็นต์ คิด 15 เปอร์เซ็นต์ ก็พอ 15 เปอร์เซ็นต์ 100 กำไร 15 บาท ก็ในเมื่อเราไม่ต้องลงทุนอะไรเลยนี่ คนลงทุนคือร้านอาหาร มีผัดไทย มีหมูทอด มีหอยทอด มีก๋วยเตี๋ยว มีข้าวแกง เราไม่ต้องลงทุนเลย เราเป็นแต่เพียงตัวกลางในการทำการตลาด แล้วส่งไปให้คนที่สั่งซื้อ แล้วเราก็กินเขา 15 เปอร์เซ็นต์ ก็พอ เชื่อผมสิ


ท่านผู้ชมครับ เห็นหรือยัง ถ้ามันเป็นบริษัทที่มาลงทุน ทำโรงกลั่น หรือเป็นบริษัทที่มาทำอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นบริษัทที่มาตั้งโรงงานผลิต ส่งออก มีการจ้างแรงงาน มีการเสียภาษี แล้วผมถามคำสิ พวกเด็ก พวกมอเตอร์ไซค์พวกนี้ ในวันนี้ไม่มีงานทำ เพราะว่าร้านปิด ทุกอย่างปิด ธุรกิจปิดหมด มีคุณคนเดียว ผมเรียกพวกคุณว่าเป็นพวกจับปลาน้ำขุ่น แล้วผมว่าพวกคุณนี่หน้าด้านมาก มาทำมาหากิน กำไรของคุณ คุณเอากลับสิงคโปร์หมด งานพวกนี้ทำไมคนไทยไม่ทำกัน ไม่คิดทำกันล่ะ ผมอยากยุยงส่งเสริมให้ทำกัน แล้ววันนี้พวกเราต้องสั่งสอนแกร็บ ท่านผู้ชม มีอยู่ 2 เจ้า ก็คือไลน์แมน กับเก็ต ที่คิดจีพี ที่คิดค่าคอมมิชชันจากร้านย่อยถูก อย่าไปสั่งแกร็บมันเลย จากนี้ไป ใช้เก็ต กับใช้ไลน์แมน ร้านเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ที่ถนน อยู่ข้างถนน เอามาเข้าเก็ต เอามาเข้าไลน์แมนให้หมด หรือว่าพวกเราอีกหน่อยคนไทยทำ ทำเพื่อให้ร้านค้าเขาเจริญรุ่งเรือง เขาเจริญ เราเจริญ เขารวย เราก็รวยได้ ได้ไหมครับ ท่านผู้ชม น่าทำไหม ผมนี่หงุดหงิดกับแกร็บมานานแล้ว มันเป็นบริษัทสิงคโปร์ ที่สำคัญที่ผมรับไม่ได้คือมันมามือเปล่า แกร็บนี่คือจับเสือมือเปล่า มันทำอะไรบ้าง ในภาวะการณ์แบบนี้ ที่ชาวบ้านเขาลำบากกันหมด ตกงานกันหมด เขาโทรศัพท์สั่งอาหาร มันควรที่จะบอกว่า เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคโควิด-19 เมื่อเป็นยุคโควิด-19 แล้ว ร้านอาหารทั้งหมด จีพี ขอลดให้ 15 เปอร์เซ็นต์ แทนที่จะเก็บ 30 เปอร์เซ็นต์ เก็บเป็นแค่ 15 เปอร์เซ็นต์



แล้วมันทะลึ่งนะท่านผู้ชม เจ้าใหม่ที่จะเข้ามา มันบอกจะเก็บ 35 เปอร์เซ็นต์ พอเขาโวยมา มันบอกว่าเป็นบุญคุณ มันถอยกลับมา 30 เปอร์เซ็นต์ ก็เก็บ 30 เปอร์เซ็นต์ อยู่แล้วนี่ มาสร้างบุญคุณอะไรกัน ไอ้แกร็บบ้า ผมรับไม่ได้ท่านผู้ชม อะไรที่มาเอาเปรียบ ในยุควิกฤต ในยุคที่มีโรคภัยไข้เจ็บ ยุคที่ตกต่ำ จะมีคนเอาประโยชน์จากวิกฤตที่ตกต่ำพวกนี้หมดเลย แล้วแกร็บก็เป็นอีกบริษัทหนึ่งไปเอาประโยชน์จากวิกฤต ซึ่งคนไม่มีทางเลือก เพราะว่าออกไปกินข้าวนอกบ้านไม่ได้ ที่บ้านก็ขี้เกียจออกไปซื้อกับข้าว เขาเรียกว่าคนถูกมัดมือชก แล้วร้านค้าที่เปิดก็ไม่อยากเจ๊ง เพราะว่าต้องซื้อกับข้าว ต้องเลี้ยงดู ค่าน้ำค่าไฟ ประเด็นที่ผมพูดในวันนี้ก็คือว่า ผมรับไม่ได้กับแกร็บ เป็นบริษัทที่มามือเปล่าและไม่ได้ลงทุน และไม่รับผิดชอบด้วย ถ้าคุณรับผิดชอบจริง ถ้ามีคนโทรศัพท์ไปแล้วสั่ง แล้วเด็กซึ่งรับออร์เดอร์ต้องควักเงินของมันเองไปจ่ายที่ร้าน แล้วถ้ามันเอาไปส่ง แล้วถ้าคนที่สั่งเบี้ยวไม่ยอมจ่าย แกร็บต้องช่วยรับผิดชอบ แกร็บไม่รับผิดชอบ เอาแต่ได้


ท่านผู้ชมครับ สั่งไลน์แมน กับสั่งเก็ต เชื่อผม สั่งสอนมันเสียบ้างไอ้คนมามือเปล่า แล้วจะมาทำมาหากิน แล้วก็ร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล จิราธิวัฒน์ ถืออยู่ 30 เปอร์เซ็นต์ อย่าไปใช้มันเลย แกร็บ ใช้ไลน์แมน กับใช้เก็ตนี่ล่ะ แพนด้ามันคิด 35 เปอร์เซ็นต์ กับร้านค้า ก็อย่าไปใช้มัน ใช้ไลน์แมน ใช้เก็ต แล้วรอให้ประเทศไทย ช่วยทีเถอะ ช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ตัวนี้ขึ้นมา แล้วลงขันกัน แล้วทำ ไทยช่วยไทย คอนเซปต์เดียวกัน แต่เก็บจีพีแค่ 15 เปอร์เซ็นต์ แล้วหลังจากนั้นเราค่อยขยับ move ไปในเรื่องของแท็กซี่ แล้วทำหลายเรื่องต่อไป





ท่านผู้ชมครับ วันนี้พูดมาก็ร่วมชั่วโมงครึ่ง หมู่นี้มีรายการฮอตๆ ทั้งนั้นเลย อย่าลืมนะครับท่านผู้ชม จะสั่งอาหาร ดูไลน์แมน กับเก็ต อย่าไปใช้แกร็บ ถ้าท่านร่วมมือกันแล้ว มันก็จะต้องร้อนใจ ก็ต้องเดือดร้อน เพราะว่าแกร็บมันไปหักค่าคอมมิชชันกับร้านค้ามากจนเกินไป และก็ไม่รับผิดชอบ ในกรณีที่คนสั่งของแล้วเด็กต้องจ่ายเงินไปก่อน แล้วพอไปส่งแล้วไม่สามารถจะส่งได้ เด็กต้องควักเงินให้เอง


ท่านผู้ชมครับ ท่านที่จะคอมเมนต์เข้ามา อย่าใช้คำหยาบนะ ช่วงนี้ท่านอาจจะรู้สึกว่าไม่มีความเคลื่อนไหว เพราะศาลท่านเลื่อน แต่เมื่อวานนี้ผมเพิ่งส่งไปให้ทนายฟ้องอีก 8 รายแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วท่านผู้ชม อย่านะครับ


ท่านผู้ชมครับ เรารอพบกันวันศุกร์หน้า มีเรื่องสนุกๆ ซึ่งช่วงนี้มันไม่จืดเลย มีแต่เรื่องที่ทำให้ผมต้องเหนื่อย ต้องค้นคว้ามาก สวัสดีครับ



กำลังโหลดความคิดเห็น...