xs
xsm
sm
md
lg

ศบค.จี้เว้นระยะในบ้านหลังติดเชื้อไม่ลด ยันตัวเลขแท้จริง คาด นร. AFS กลับเดือนนี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โฆษก ศบค. แถลงกังวลตัวเลขผู้ติดเชื้อในบ้านไม่ลดลง จี้กินร้อน ช้อนกลาง เว้นระยะห่าง 2 ม. ตั้งเป้า ปชช.ร่วมมือ 90% ยันตัวเลขติดเชื้อแท้จริง เชี่ยวชาญแล้วตรวจได้แยะ คาดนำ นร.เอเอฟเอส กลับเดือนนี้ ตร.ขู่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.-กักตุน โทษหนัก

วันนี้ (1 เม.ย.) เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงถึงตัวเลขที่น่ากังวล คือ แม้ประชาชนจะหยุดเชื้อ เพื่อชาติ ด้วยการอยู่บ้าน แต่ตัวเลขจำนวนการติดเชื้อในบ้านไม่ลดลง จึงต้องเพิ่มมาตรการต่อตัวเอง บ้านไหนมีสมาชิกมากกว่า 1 คน ถือว่าเสี่ยง จึงต้องยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ ใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างต่อบุคคลในบ้าน 2 เมตร ซึ่งต้องทำทุกวัน อย่างไรก็ตาม 1 เดือนที่ผ่านมา เรามีการแพร่ระบาดไปยังจังหวัดต่างๆ อยู่ในภาวะวิกฤตจนต้องประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งขณะนี้ประกาศใช้มาได้ยังไม่ถึงสัปดาห์ ตัวเลขยังไม่สะท้อนมาตรการดังกล่าว สิ่งที่จะสะท้อนคือตัวเลขในปลายสัปดาห์นี้ถึงต้นสัปดาห์หน้า เชื่อว่า มันน่าจะลดลง แต่ตอนนี้ยังไม่เป็นเช่นนั้น จึงต้องเข้มข้นยิ่งกว่านี้ เป้าหมายความร่วมมือจากประชาชนต้องมากกว่า 90%

เมื่อถามว่า กระแสข่าวต่างๆ ที่ออกมา เหมือนประชาชนรู้สึกตัวเลขของ สธ.อาจจะน้อยกว่าความเป็นจริง นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1. ตัวเลขที่เรารายงานยืนยันว่าเป็นตัวเลขที่แท้จริง เกิดขึ้นจริง โดยยอมรับว่า ช่วงแรกๆ เครื่องมือไม่เพียงพอ เจ้าหน้าที่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญ ต้องใช้ถึงสองแล็บยืนยันผลตรวจ แต่ขณะนี้มีความเชี่ยวชาญพอสมควร กทม. ปริมณฑล รวมถึงบางจังหวัด ตรวจได้วันละหมื่นราย ส่วนใหญ่ที่มาตรวจ คือ คนปกติที่ตื่นตระหนก ผลตรวจเป็นลบ เจอผู้ป่วยยืนยันจริงแค่ 400 กว่าคน ตรงนี้สะท้อนจากผลสำรวจที่บอกว่าประชาชนมีความเครียดมากขึ้น จึงกังวลใจแล้วมาตรวจ แต่ทรัพยากรเรามีจำกัด ถ้าแข็งแรงดีขอไม่ต้องมาตรวจ แต่หากใครมีอาการไอ ทางเดินหายใจส่วนหน้าติดขัด รวมถึงมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยขอให้มาตรวจ อย่างไรก็ตาม พบว่า ประชาชนติดตามข่าวสารเกี่ยวกับโควิด-19 มากขึ้น บางรายรับฟังข่าวสารวันละ 5 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องดีที่จะทำให้ประชาชนระมัดระวังมากขึ้น

นายเชิดเกียรติ อัตถากร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวว่า กรณีการเดินทางกลับของนักเรียนในโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนนานาชาติ (เอเอฟเอส) ได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิด ระหว่าง สธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่นักเรียนในโครงการดังกล่าวทยอยกลับมาแล้ว เนื่องจากโครงการได้ยกเลิกไปตั้งแต่ก่อนการแพร่ระบาด ยังเหลือกลุ่มใหญ่ที่สหรัฐฯ โดยเราได้มีการหารือกับทางเอเอฟเอสในการทยอยนำนักเรียนเดินทางงกลับประเทศไทย คาดว่า จะเดินทางกลับมาได้ทั้งหมดในเดือน เม.ย. เมื่อกลับมาจะต้องผ่านการคัดกรอง มีหนังสือรับรองจากสถานทูต และใบรับรองแพทย์ให้สามารถขึ้นเครื่องบินได้ ส่วนมาตรการในรายละเอียดขอให้รอติดตาม

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวเสริมว่า ในช่วงเช้าวันเดียวกัน (1 เม.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข และ ปลัด สธ. ได้กำชับในเรื่องนี้ โดยเห็นว่าหากใช้โมเดลเดียวกับนักเรียนไทยที่เดินทางกลับมาจากอิตาลี ซึ่งกลับมาเป็นกลุ่ม จะสะดวกในการดูแล ปลอดภัยทั้งเจ้าหน้าที่และนักเรียน เมื่อมาถึงให้ส่งไปกักตัวที่ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี และพื้นที่ของกองทัพอากาศที่กำแพงแสน จ.นครปฐม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวว่า จากการปฏิบัติงานตลอดระเวลา 4-5 วัน ที่ผ่านมา พบว่า ยังมีประชาชนบางส่วนฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ประกาศ และกฎหมาย มีหลายกรณีที่ไปมั่วสุม ตั้งวงสังสรรค์ เล่นการพนัน เด็กแว้น ปาร์ตี้ยาอี ลักษณะนี้ถือว่ากระทำกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท ทั้ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงการกักตุนสินค้า ขายหน้ากากอนามัยเกินราคา ยืนยันว่า เป็นความผิดรุนแรง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด เร่งรัดดำเนินคดีและสั่งฟ้องทุกข้อหา เสนอให้ริบของกลาง ให้ลงโทษสถานหนัก ไม่ต้องรอลงอาญา ดูตัวอย่างกรณีที่มีการเอาน้ำลายไปป้ายสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งศาลสั่งจำคุกแล้ว 15 วัน ไม่รอลงอาญา ขณะที่นายกฯเป็นห่วงและกำชับให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพราะเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนประชาชน

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า กรณีที่มีการประกาศห้ามนอกพื้นที่ เช่น นนทบุรี ที่มีการประกาศห้ามออกจากเคหสถานตั้งแต่เวลา 22.00-05.00 น. เป็นการขอความร่วมมือประชาชน ยกเว้นกลุ่มที่มีความจำเป็น เช่น การขนส่งสินค้า การขนส่งเวชภัณฑ์ สามารถทำได้ ส่วนประชาชนทั่วไป เชื่อว่า ไม่ส่งผลกระทบ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลากลางคืน คนปกติจะอยู่บ้าน ถ้าทำงานอยู่ กทม. ช่วงเช้าสามารถเดินทางได้ ส่วนด่านคัดกรองการเดินทางข้ามจังหวัด ขณะนี้มี 409 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีด่านเคลื่อนที่เร็วตามจุดต่างๆ ซึ่งจะแนะนำประชาชนให้ทำตามมาตรการ หากเตือนแล้วไม่ฟังก็ต้องดำเนินคดี
















กำลังโหลดความคิดเห็น...