xs
xsm
sm
md
lg

บ่มีไก๊! “ชูวิทย์” ไม่ไว้วางใจฝ่ายค้าน “อุ๊” เหน็บ อนค.ไม่ไว้วางใจ พท. “พี่ศรี” ด่าโหนม็อบ “นศ.” เห็บเหา ปชต.

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เรียงหน้าประจาน “ฝ่ายค้าน” ยุค เพื่อไทย-อดีต อนค. “ชูวิทย์” วิจารณ์แหลกทั้งอ่อนหัด ไร้ฝีมือ ข้อมูลเก่า แถมมวยล้มต้มคนดู “อุ๊” เหน็บเจ็บ อนค.ไม่ไว้วางใจ พท. “พี่ศรี” ด่าไอ้ห้อยไอ้โหน “นร.-นิสิต-นศ.” เห็บเหา “ปชต.”

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้(29 ก.พ.63) เฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์หัวข้อ “ไม่ไว้วางใจ” อภิปราย “ไม่ไว้วางใจ”

โดยระบุว่า “ผมเคยตั้งข้อสงสัยก่อนการอภิปราย “ไม่ไว้วางใจ” ที่ช่วงแรกๆ มีสารวัตรเฉลิม(ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง)ออกมาแสดงท่าทีขึงขังว่า มีข้อมูล และติวเข้ม ส.ส. ในการอภิปราย

ถึงขนาดใช้ชื่อปฏิบัติการเหมือนตำรวจจับโจรว่า “ยุทธการอรุณรุ่ง” เสมือนหนึ่งให้ความหวังกับคนไทย ว่าจะจัดการกับรัฐบาลที่ทำงานห่วยบรรลัย

แต่ผลการอภิปรายกลับตรงกันข้าม ออกมาเหมือน “ตลกฝืด” ไม่มีคนหัวร่อ จนกระแสเด็กประท้วงตามโรงเรียนมัธยมยังดังเสียกว่า

ด้วยเพราะข้อหาที่ว่า “ไม่ไว้วางใจฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ” ครั้งนี้ หากปล่อยให้บริหารงานฝ่ายค้านต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายได้ โดยสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1. แรกเริ่มไม่มีชื่อ “บิ๊กป้อม” ทั้งๆที่เป็นพี่ใหญ่ ศูนย์กลางบัญชาการจักรวาล อย่าง “เป็นทางการ” และ “ไม่เป็นทางการ” ถนนทุกสายมุ่งไปเฝ้ารอหน้าบ้านยันหลังบ้าน ตั้งแต่รุ่งสางยันเข้านอน ขนาดระดับพลตำรวจโทยืนล้างจานให้ในครัว

แล้วยังเรื่องยืนดุนหลัง บิ๊ก จ. ให้ไล่ บิ๊ก ป. เป็นที่ฮือฮา แสดงถึงตำราเก่า “ยุให้รำตำให้รั่ว” เอาสายตรงอั๊วขึ้น

บริหารงานแบบนี้ ในฐานะฝ่ายค้านเก่าที่เป็นผู้เปิดประเด็น “โรงพักเน่า 396 แห่ง” ที่เกือบ 10 ปี ปปช. เพิ่งจะฟันดาบลงหัวสุเทพไปหมาดๆ เมื่อปีที่แล้วนี่เอง

ประเด็นของบิ๊กป้อมต้องบอกว่า หากใช้คนอภิปรายถูกคน ไม่ใช่มือใหม่หัดขับ อยากดัง หรือมือเก๋านักต่อรองรู้มากเกิน รับประกันว่าต้องโดนสับเละเป็นโจ๊กบะช่อกลางสภา ยิ่งตอบ งกๆ เงิ่นๆ ยิ่งโดนเฉือน

แต่เปล่า ชื่อบิ๊กป้อมเกือบหลุดโผรายชื่อผู้ถูกอภิปรายเสียด้วยซ้ำ เพราะหัวหน้าทีมร้อง “ไม่เอา ไม่เอา”

หลังๆ จวนตัว ทานกระแสไม่ไหว หยวนๆ ใส่ชื่อไปอย่างเสียไม่ได้

แต่ยังอุตส่าห์แขวนเอาไว้เป็นรายสุดท้าย กันเหนียว เผื่อเหลือเผื่อขาด

แหม.. เรื่อง “ลับ ลวง พลาง” เขาเก่งเสียจริงๆ !

2. การแบ่งเวลาอภิปราย ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ต้องมีการวางแผน หัวข้อ คนอภิปราย เชื่อมโยงถึง “การทำงานเป็นกระบวนการ”

ไม่ใช่อยาก “โชว์ออฟ” จ้องฉายเดี่ยวชนกับ “นายกฯลุงตู่” คนเดียวไป 3 วัน 2 คืน แล้วยังพูดย้ำวกวนเหมือนเขาวงกตอยู่เรื่องเดียว เพราะความอยากดัง ยาว 3 ชั่วโมง ไปจนหมดเวลา ไม่รู้จะขุดเรื่องอะไรมาอีก

คนไม่รู้ทันการเมืองมีหวังเคลิ้มตามสะใจ ที่ไหนได้ หมดเวลาตามที่ตกลงกันไปแล้ว ที่ว่า 4 วัน เหลือเพียงแค่วันเดียว

แล้วยังมีหน้าไปอภิปรายของตายอย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ พูดในเรื่องที่รู้กันแล้วทั้งโลก เหลือแต่ “รัฐบาล” ที่ยืนกรานไม่รู้ไม่ชี้อยู่คนเดียว ไม่มีอะไรใหม่มาเสริมกระทุ้ง

แม้แต่เด็กปี 1 ยังรู้เรื่องมากกว่า หมดเข้าไปอีก 1 วันสุดท้าย

อุตส่าห์ให้เวลาแถม ยังไปได้คิว อาจารย์วิษณุ เครืองาม มือวางอันดับ 1 “บิดาแห่งความพลิ้วทางกฎหมาย” ที่หาตัวจับยาก แต่ดันส่งเด็กเพิ่งจบกฎหมายไปให้แกต้อน

เสมือนเอาลูกศิษย์ปี 1 ไปยืนเถียงกับอาจารย์กฎหมาย เลยโดนสอนกฎหมาย หาว่าอ่านกฎหมายไม่รู้ ดูกฎหมายไม่เป็น

เหลือติดปลายนวม นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ขี้ปะติ๋ว ระฆังหมดเวลาดังพอดี อย่างกับเรื่องโกหก

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ไม่มีโอกาสแม้แต่จะแตะ ทั้งสองท่านคงได้แต่หัวร่อต่อกระซิก ว่า “เออ มันเชื่อฟังดีว่ะ ไม่ผิดคำพูด”

คำไหนคำนั้นแบบนี้ คงต้องตบรางวัลตามสัญญา ตอนนี้พวกมันคงเริ่ม “อยู่เป็น” แล้วว่ะ

นี่หากเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้านเก่ามืออาชีพ รับประกันคุณภาพ ไม่มีเสียเชิงแบบนี้ เพราะวางแผนแบ่งงานกันอภิปรายเป็นขั้นเป็นตอน ไม่มีเอ่ยปากว่าจะอภิปรายเรื่องใด แล้วพอถึงเวลา “ร่วมด้วยช่วยกันถล่ม”

แถมยังเหลือเวลาให้หัวหน้าฝ่ายค้านสรุปโยงเรื่องผิดพลาดของฝ่ายรัฐบาล ให้เห็นจนแทบถอดซี่โครงเดินแก้ผ้า ถึงขนาด "ปั้นน้ำเป็นโรงน้ำแข็ง" ก็ยังเคยทำมาแล้ว

เรื่องแบบนี้ต้องยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์เขาเก่งจริง เสียดายว่าพอไปร่วมหัวจมหัวท้ายกับรัฐบาล เลยต้องปล่อยให้ ส.ส. บางคน ทำตัวเป็น “นกกรงหัวจุก” มาโก่งคอดักเชิงทำเป็นพูดว่า ต้องรอฟังการอภิปรายก่อน หากไม่ดีไม่โหวตให้รัฐบาลนะ

แหม ! มันน่าหยิกแก้มเสียจริงๆ

คงเห็นคนไทยลืมง่ายเสียปานนั้น “กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง” แท้ๆ

ภาพจากแฟ้ม
ลีลาของ ส.ส. แต่ละคน ตั้งแต่หัวหงอกยันหัวดำ ไม่มีงอแงสักคน เล่นสมราคา ส่วนพวกเรื่องมาก คุยไม่รู้เรื่อง โดนไล่กลับบ้านกันไปหมดแล้ว

3. ฝ่ายค้านขอต่อเวลาเพิ่มเพื่อจะอภิปราย ทั้งรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ที่ยังเหลือคงค้างสต๊อคอีก 2 ท่าน ที่สำคัญมั๊กมากก

แต่เหมือนโต๊ะจีนหมดเวลากิน เหลือเมนูสำคัญ คือ “หูฉลาม” ที่ฝ่ายค้านยังไม่ได้แม้แต่จะลิ้มชิมรส

พอถึงเวลาลงคะแนน แสดงท่าทำทีเอะอะโวยวาย วอร์คเอ้าท์ไม่ยอมโหวต

เดาไม่ผิด เหมือนเซียนการเมืองตามร้านกาแฟ ลีลาบทบาทแบบนี้ก็ต้องทำไปอย่างนั้น มันเป็น “ท่าบังคับ” ว่าจะขอเวลาเพิ่มเพื่ออภิปรายต่อ

ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจแล้วว่า “มันจบไปแล้วครับนาย”

ท้ายสุด มานั่งเก้าอี้ตามเสียงกระดิ่ง กดคะแนนกันเจี๋ยมเจี้ยม เที่ยวนี้ไม่มีใครกล้าฝากบัตรใครกด เพราะโดนผู้สื่อข่าวเขาจ้องอยู่

4. พวกเด็กใหม่ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ ที่ตอนนี้ยังเร่ร่อนเป็น ส.ส. ไม่มีพรรค ริอานจะอภิปรายแจ้งเกิดการเมืองเลยอด ร้องกันกระจองอแง ส่วนหัวหน้า เลขาฯ กรรมการบริหาร ก็โดนกากบาทเข้าสภาไม่ได้

ทำได้แค่บ่นว่า “ซี้ซั้ว มั่วอมเวลา” แต่เขาเอาหูทวนลม เพราะพูดได้แค่ในโซเชียล ไม่ได้เหยียบเข้าไปเปิดไมค์ในสภาเสียแล้ว

พวกย้ายพรรค หรือเตรียมย้ายเร็วๆ นี้ ปิดปากเงียบสงบ โหวตให้รัฐบาลตามคาด ไม่แตกแถว เปิดใจถึงกัน แล้วขยิบปลายตาว่า “อย่าลืมที่ตกลงกันไว้นะ”

5. ท้ายสุด ปิดศึกซักฟอกแบบที่ชาวบ้านร้านช่องห้องแถวร้องกันว่า “ไอ้หยา ! อย่างนี้มันต้มกูจนสุก”

แถมตอนจบ ยังไม่มีใครสรุปอภิปราย ตัวใครตัวมันของแท้

นี่ถ้าประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านอย่างสมัยก่อน “อภิสิทธิ์” คงได้ขึ้นพูดมาดเท่ตามสไตล์ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สรุปประเด็นเชื่อมโยงความผิดพลาดของการบริหาร ที่ปล่อยให้หัวหน้ารัฐบาลลุงตู่อยู่ต่อไปไม่ได้ เพราะขนาดเด็กในโรงเรียนยังไล่ แล้วยังจะนั่งหัวหงอกกันไหวหรือ?

จบสวยๆ แม้คะแนนโหวตไม่ชนะ แต่ชนะใจคนดู

ไม่ใช่จบแบบ “ซูเอี๋ย” เกี๊ยะเซียะกันแบบ "มวยล้มต้มคนดู" เป็นฝ่ายค้านเทียม เตี๊ยมกันมาแต่ต้น

แล้วยังไม่ได้พูดถึงพวกอารมณ์ค้าง อดอภิปรายในสภา 10 ปี ต้องออกไปเจื้อยแจ้วนอกสภา กับข้อมูลที่ได้จากอดีตตำรวจใหญ่ รุ่น “มาไว ไปไว”

ท้ายสุด คนจีนบอก “บ่มิไก๊” แปลเป็นไทยว่า “ไม่มีอะไรในกอไผ่”

มิน่าเล่า ถึงต้องไปพึ่งเด็กตามรั้วมหาลัย โรงเรียนมัธยม ให้ไล่รัฐบาลแทน

เพราะเด็กทำด้วยใจ ไม่มีของต่อรองเหมือนผู้ใหญ่ในสภา ที่แสดงละครบอกไม่ซื้อ แต่ร้องเอาของแถมฟรี

มันหมดหวังเอาเสียจริงๆ นักการเมืองในสภายุคนี้

สำหรับกระแสร้อนทางการเมืองที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ นอกจากการอภิปรายนอกสภา ของอดีตกรรมการบริหารอดีตพรรคอนาคตใหม่แล้ว ยังมีการจัดแฟลชม็อบชุมนุมทั่วประเทศ ของ นักเรียน นิสิต-นักศึกษาหลายมหาวิทยาลัยอีกด้วย

พร้อมกันนั้น ยังติดแฮชแท็ก เชิญชวนเพื่อนนิสิต-นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรม ด้วยถ้อนคำอันยั่วยวน หลากหลาย ในการต่อต้านเผด็จการ ต่อต้านสลิ่ม ติ่งพล.อ.ประยุทธ์ ฯลฯ

ทั้งนี้การเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดขึ้นหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย“ยุบพรรคอนาคตใหม่” จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างสูงว่า แกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้

ดังนั้น ไม่แปลกที่ เฟซบุ๊กศรีสุวรรณ จรรยา ของ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จะออกมาโพสต์ข้อความ(29 ก.พ.63)ระบุว่า

"การชุมนุมแสดงออกทางการเมืองของนักเรียน-นักศึกษา ที่มาจากใจและเป็นไปตามกฎหมาย เป็นความงดงามในระบอบประชาธิปไตย แต่คนที่ยุแยงให้นักศึกษาชุมนุม คือเห็บเหาของประชาธิปไตย"

เช่นเดียวกับ เฟซบุ๊ก หฤทัย ม่วงบุญศรี ของ นางหฤทัย ม่วงบุญศรี หรือ อุ๊ นักร้องชื่อดัง ก็ได้โพสต์ข้อความเช่นกัน

โดยระบุว่า "ผลสรุปการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันนี้ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ขอประกาศไม่ไว้วางใจพรรคเพื่อไทย"

ประเด็นของ “อุ๊” อาจเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊ก การเมืองไทย ในกะลา โพสต์ข้อความติดแฮชแท็ก #กูสั่งให้มึงเข้าสภา

โดยระบุว่า “ภายหลังการปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. เวลา 19.15 น. โดยยังมีรัฐมนตรีอีก 2 คนที่ยังไม่ถูกอภิปราย คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ซึ่งฝ่ายค้านที่จะมาอภิปรายยังเหลืออีก 5 คน ในจำนวนนี้ 4 คน คือ ส.ส. ที่เคยสังกัดพรรคอนาคตใหม่

ต่อมาเวลา 19.30 น. วันที่ 27 ก.พ.ตัวแทนฝ่ายค้านทุกพรรค ยกเว้นอดีตพรรคอนาคตใหม่ ได้มาร่วมกันแถลงข่าว ระบุว่า ฝ่ายค้านจะไม่ร่วมโหวต และไม่อยู่เป็นองค์ประชุมโดยให้รัฐบาลโหวตกันเอง

ส่วนอดีตพรรคอนาคตใหม่ ได้ออกมาแถลงแสดงความไม่พอใจ ที่พรรคเพื่อไทย อภิปรายเกินเวลา และคาดว่าจะมีการปกป้อง พล.อ.ประวิตร ไม่ให้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนทำให้ ส.ส. ที่เคยสังกัดพรรคอนาคตใหม่ ต้องมาอภิปรายนอกสภา

ขณะที่ประชาชนต่างแสดงความไม่พอใจที่ฝ่ายค้านจะไม่เข้าร่วมลงมติไว้วางใจในวันที่ 28 ก.พ. จนเกิดแฮชแท็กในทวิตเตอร์ #กูสั่งให้มึงเข้าสภา จนติดเทรนด์อันดับ 1

กระทั่งเวลา 00.07 น. วันที่ 28 ก.พ. อดีตพรรคอนาคตใหม่ ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ ระบุว่า “แม้พรรคเราจะถูกยุบ แต่ ส.ส.อดีตพรรค #อนาคตใหม่ ทุกคนตั้งใจจะเดินหน้าทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไป โดยในวันนี้ 28 กุมภาพันธ์ ส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ จะเข้าประชุมสภา เพื่อลงมติแทนประชาชนในการลงมติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รัฐมนตรี #กูสั่งให้มึงเข้า
สภา”

อย่างนี้ก็แทบไม่ต้องหาคำอธิบายอะไรแล้ว ว่าทำไม “ชูวิทย์-อุ๊ หฤทัย -พี่ศรี” จึงโพสต์ข้อความต่างคน ต่างลีลา แต่ความหมายคล้ายคลึงกัน คือ ฝ่ายค้าน “บ่มีไก๊” ชัดเจน


กำลังโหลดความคิดเห็น...