xs
xsm
sm
md
lg

มท.1 ย้อนแจงคสช.ต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวลดภาะปชช. ปัดเอื้อประโยชน์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"บิ๊กป๊อก" ชี้แจงซักฟอก ย้อนคสช.ต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเพื่อหาทางออกลดภาระปชช. หลังโครงการแบกหนี้แสนล.ปัดเอื้อประโยชน์กลุ่มไหน

วันนี้ (24ก.พ.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ชี้แจงการอภิปรายของนายยุทธพงษ์ จรัสเถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในประเด็นการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า สัมปทานดังกล่าวเดิมจะสิ้นสุดปี 2572 แต่กทม.ได้มีการต่อสัญญาในส่วนต่อขยายที่ 1 เพื่อจ้างบีทีเอสเดินรถ และรฟม.ได้ทำส่วนต่อขยายในช่วงสีเขียวและสีเขียวใต้ ที่ผ่านมารฟม.ก่อสร้างโดยใช้เงินกู้เพื่อสร้างทั้งสองส่วน แต่ในการจะดำเนินการในอนาคตจำเป็นต้องจ้างเดินรถและมีแนวโน้มว่าจะขาดทุน เพราะเป็นส่วนต่อขยายในช่วงชานเมือง จนไม่สามารถคืนเงินต้นและดอกเบี้ยได้

รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ทั้งโครงการนี้มีหนี้แสนกว่าล้านบาท การบริการสาธารณะของกทม.ไม่มีสภาพคล่องจะแก้ไขปัญหานี้ได้ ในการแก้ไขปัญหาก่อนจะมีคำสั่งของคสช.นั้นมีผลกระทบที่ตามมา คือ ประชาชนต้องแบกภาระค่าโดยสารเต็มระยะสูงสุด 158 บาท หากรอให้สัมปทานหลักหมดอายุลง เอกชนรายใหม่จะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นจากสัมปทานเดิมและสัญญาจ้างเดินรถ หรือหากจะเปิดประมูลเอกชนรายใหม่จะต้องใช้เวลา 2-3 ปีเพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และประชาชนต้องแบกรับภาระ จึงเป็นที่มาของการมีคำสั่งคสช.

“ยืนยันว่าคำสั่งคสช.ไม่ได้เป็นการต่อสัญญาสัมปทาน แต่เป็นการไปหาทางออกว่าจะทำอย่างไรเพื่อลดภาระของประชาชน โดยจะมีขั้นตอนคล้ายกับพรบ.ร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน ที่มีคณะกรรมการโดยปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานเข้ามามาดำเนินการ เพื่อให้การดำเนินการรวดเร็วเพราะเวลาที่เดินไปนั้นหมายถึงดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายออกไปด้วย”

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การเจรจานั้นได้ยึดหลักประชาชนได้ค่าโดยสารเป็นธรรม กทม.และรัฐบาลต้องไม่มีภาระหนี้และผลตอบแทนการลงทุนของเอกชนอยู่ในอัตราที่เหมาะสม ทั้งนี้สัญญาสัมปทาน 30ปี จากสัญญาเดิมที่เหลืออีก 10 ปีนั้นในปี 2562-2572 ในช่วง10ปีแรกยังคงเป็นสัญญาเดิม กทม.ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ โดยเอกชนจะเป็นผู้รับภารแทนตลอด 10 ปี ปี 2573-2602 เริ่มสัญญาสัมปทานใหม่ หลังจากสัมปทานเดิมสิ้นสุดลง สัมปทานใหม่อายุ 30 ปี โดยจะมีการแบ่งรายได้ให้กทม. ทั้งหมดนี้เป็นการแก้ไขปัญหาโดยคำสั่งของคสช. ซึ่งไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ใครทั้งสิ้น


กำลังโหลดความคิดเห็น...