xs
xsm
sm
md
lg

ต้มตุ๋นคนไทย? “ดร.นิว” จวกยับ “ทอน-ปิยบุตร” ทำสมองนิ่ม “หมอวรงค์” แฉสิ่งที่ “ส้มหวาน” ไม่กล้าส่ง กกต.

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ลากไส้ “ส้มหวาน” เละ ล่าสุด “ดร.นิว” ชำแหละ “ธนาธร-ปิยบุตร” เรื่องเงินกู้ คือ “เงินบริจาค” ทำเป็นสมองนิ่ม “ต้มตุ๋นคนไทย?” เปรียบ “สหรัฐ- แคนาดา” ขณะ “หมอวรงค์” แฉ “บัญชีการเงินที่ไม่กล้าส่ง กกต.

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้(18 ก.พ.63) เฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ของ ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ "ดร.นิว" นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์หัวข้อ #ชำแหละธนาธร-ปิยบุตร

โดยระบุว่า “แยกแยะกฎหมายการเงินพรรคการเมืองกับหลักบัญชีธรรมดาไม่ได้...สมองนิ่ม? หรือ ต้มตุ๋นคนไทย?

กฎหมายการเงินพรรคการเมืองของแต่ละประเทศล้วนแล้วแต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันและไม่เหมือนกับหลักบัญชีธรรมดาๆทั่วไป

เมื่อพิจารณาจากประเทศที่มีกฎหมายการเงินพรรคการเมืองที่มีการควบคุมลิมิต หรือเพดานของการบริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศแคนนาดา

ล้วนแล้วแต่จัดเงินกู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินกู้จากบุคคลธรรมดา ไว้ในประเภทของเงินบริจาคทั้งสิ้น ดังนั้นไม่ว่าจะเงินกู้หรือเงินบริจาคก็จะอยู่ภายใต้เพดานของเงินบริจาคเหมือนกันทั้งหมด ซึ่งในที่นี้ประเทศไทยใจดีที่สุดที่กำหนดเพดานของเงินบริจาคไว้ที่ 10 ล้านบาทต่อปีมากกว่าทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดาหลายเท่าตัว แต่เงินกู้ 191.2 ล้านบาทของนายธนาธร ก็ทะลุเพดานไปกว่า 19.12 เท่า

ในประเทศอังกฤษที่ไม่มีลิมิตหรือเพดานของเงินบริจาค เงินกู้ก็ยังจัดอยู่ในเงินประเภทเดียวกับเงินบริจาค ที่ต้องแจ้งเพื่อความโปร่งใสในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และแม้ประเทศอังกฤษจะไม่มีเพดานเงินบริจาค แต่เขาก็ไปกำหนดเพดานของการใช้เงินในการหาเสียงเลือกตั้งหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแทนนั่นเอง

ขอปิดท้ายด้วยตัวอย่างของประเทศฝรั่งเศสที่อาจจะแตกต่างออกไป เพราะเขากันเงินกู้ออกจากเงินบริจาคไว้อย่างชัดเจน(ถ้าอยู่ในกติกาที่กำหนด) และเพื่อไม่ให้ปะปนกัน เขามีหลักการอยู่ว่า ก่อนที่จะสามารถกู้เงินจากบุคคลธรรมดาได้ จะต้องถูกปฏิเสธจากธนาคาร 2 แห่งก่อนถึงจะสามารถกู้ได้

แต่เดี๋ยวก่อนนะ... การกู้เงินจากบุคคลธรรมดานั้น ถูกจำกัดอยู่ที่ 15,000 ยูโร หรือ ราว 500,000 บาท และต้องคืนเงินต้นทบดอกภายในระยะเวลา 2 ปี

ดังนั้นเผื่อบางคนมีภรรยาเป็นชาวฝรั่งเศสและจะแถด้วยหลักกฎหมายการเงินพรรคการเมืองของประเทศฝรั่งเศสว่าเงินบริจาคไม่ใช่เงินกู้...ก็กรุณาช่วยมองย้อนดูว่า นายธนาธรให้กู้ 191.2 ล้านบาท ซึ่งนับว่าทะลุเพดานเงินกู้นี้ไปราว 377 เท่า

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า... ถ้าจะเปรียบเทียบกับกฎหมายการเงินในต่างประเทศจริงๆ ก็ควรที่จะเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่มีความใกล้เคียงกับของไทยซึ่งยังไงพวกคุณก็มีความผิดทางอาญาอย่างแน่นอน โดยความผิดทางอาญาในเบื้องต้นเมื่อเปรียบเทียบกับทางสหรัฐอเมริกา พบว่ามีอย่างน้อยๆ 5 ปี ไม่แตกต่างกันโดยที่ยังไม่รวมรายละเอียดปลีกย่อย พร้อมด้วยการตัดสิทธิ์ทางการเมือง ส่วนความผิดจะไปถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่ก็เป็นไปตามการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไทย

ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ตาม...ทุกประเทศมีกฎหมายการเงินพรรคการเมืองที่มีการควบคุมเสมอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อควบคุมความโปร่งใสในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และไม่มีทางที่จะวัดกับหลักบัญชีธรรมดาๆอย่างที่พวกคุณอ้างแบบกระต่ายขาเดียวว่า ตนเองให้กู้เงิน 191.2 ล้านบาทแล้วไม่มีความผิดนั้น ไม่ได้อย่างแน่นอน

ขออภัยด้วยนะครับ...ผมไม่ใช่คนรุ่นใหม่ในกะลาที่จะเชื่อคนอย่างพวกคุณด้วยการบิดเบือนโง่ๆ

ผมศึกษาค้นคว้าข้อมูลด้วยตัวเองทุกอย่าง...ดังนั้นการบิดเบือนแบบกระจอกๆอนุบาลหมีน้อย ทำให้คนรุ่นใหม่อย่างผมหลงเชื่อพวกคุณไม่ได้หรอกครับ

และขอตั้งข้อสังเกตว่า...

1.ถ้าเรื่องตื้นๆแค่นี้พวกคุณไม่รู้จริงๆ ก็เป็นไปได้ว่าพวกคุณอาจจะสมองนิ่มมากๆ
เพราะการจบ รศ.ดร.ทางกฎหมายมหาชน กับการร่ำรวยเป็นหมื่นล้าน
อีกทั้งการอ่านหนังสือคนละ 2,500 เล่ม กับ 2,000 เล่ม ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้พวกคุณเข้าใจหลักการพื้นๆแค่นี้ได้

ฉะนั้นก็จงออกไปจากการเมืองเสียเถอะครับ เพราะเรื่องเล็กๆแค่นี้ยังไม่มีปัญญาพอที่จะเข้าใจได้
พวกคุณจะมีปัญญาหรือความสามารถที่จะรับผิดชอบอะไรได้?

2.ถ้าพวกคุณจงใจบิดเบือนต้มตุ๋นประชาชนไทยทั้งประเทศ ทั้งๆที่รู้ว่าสิ่งที่พวกคุณพูดนั้นมันผิด

พวกคุณก็คือผู้นำประชาธิปไตยจอมปลอมที่ไร้คุณธรรมที่สุด เพราะกล้าที่จะหลอกลวงประชาชนทั้งประเทศโดยปราศจากความละอายใดๆด้วยข้อมูลที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง

“ผู้นำประชาธิปไตยจอมปลอม คือ คนที่ชอบพร่ำสอนความเชื่อที่เขารู้แก่ใจว่ามันผิดให้แก่คนที่เขารู้ดีว่าเป็นคนโง่”
“The demagogue is one who preaches doctrines he knows to be untrue to men he knows to be idiots.”
― H.L. Mencken นักเขียนชาวอเมริกัน

Don’t do the crime, if you can’t do the time.
อย่ากระทำความผิด ถ้าไม่มีปัญญารับผิดชอบ

#ประชาธิปไตยTheseries by ดร.ศุภณัฐ

ภาพจากเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom
พูดถึง เรื่องบิดเบือนข้อเท็จจริง วันนี้(18 ก.พ.63) เช่นกัน เฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ของ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.) โพสต์ หัวข้อ “กู้จริงหรือทำเรื่องกู้ย้อนหลัง???(ทำแบบแมนฯซิตี้)”

โดยระบุว่า “การที่กกต.ขอเอกสารการเงินที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง(ร่วม 4 เดือน) แต่พรรคการเมืองไม่ได้ส่งมอบให้ และปลายเดือนพฤศจิกายน 62 พรรคดังกล่าวจะขอขยายอีก 120 วัน แต่กกต.ไม่อนุญาต ให้ขยายแค่ 2 ธันวาคม 62 ถ้าไม่มอบถือว่าไม่ติดใจ เอกสารดังกล่าวประกอบด้วย
1.บัญชีพรรคการเมือง
-บัญชีรายวันแสดงรายรับ รายจ่าย
-บัญชีรายการบริจาค
-บัญชีแยกประเภท
-บัญชีทรัพย์สินหนี้สิน
เอาเฉพาะระหว่างวันที่ 1 มกราคม 62 ถึง 31 กรกฎาคม 62

2.ขอสำเนาเงินกู้ฉบับ 2 มกราคม 62 ที่กำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน และฉบับแก้ไขเดือน พฤษภาคม 62 ที่ส่งดอกเบี้ยทุกปี

3.ขอให้จัดส่งเอกสารหลักฐานชำระหนี้เงินกู้ 3 ครั้ง (ครั้งแรก 50 ล้านบาท ต่อมาเงินสด 14 ล้านบาท และเงินสด 8 ล้านบาท) รวมทั้งสำเนารายงานประชุมมติกรรมการบริหารพรรคที่เห็นชอบให้กู้เงินได้

นี่คือเอกสารที่กกต.พยายามขอหลายรอบ แต่ไม่มีการส่งมอบ จึงเกิดคำถามตามมาว่า ถ้ากู้กันจริงแบบตรงไปตรงมา การส่งมอบเอกสารไม่น่าจะยาก หรือเป็นการทำเรื่องกู้ย้อนหลัง (เหมือนการโอนหุ้นย้อนหลัง) จึงทำให้ไม่มีการส่งมอบเอกสาร......กู้จริงหรือทำเรื่องกู้ย้อนหลัง???
#นิติกรรมอำพรางรอบสอง???
#ทำแบบแมนฯซิตี้ก็ต้องโดนแบบเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม วันนี้(18 ก.พ.63) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวปิดคดีนอกศาลรัฐธรรมนูญ กรณีเงินกู้พรรคอนาคตใหม่ ก่อนศาลรัฐธรรมนูญ จะอ่านคำวินิจฉัยคดี ในวันศุกร์ที่ 21 ก.พ. ว่า ตนขอแถลงปิดคดีใน 5 ประเด็น ประกอบด้วย

1.ทำไมพรรคอนาคตใหม่ถึงกู้เงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ซึ่งหลังได้รับการจดจัดตั้งพรรค กฎหมายกำหนดให้ดำเนินทางการเมืองได้ไม่เยอะมาก และมีเงื่อนไขห้ามรับบริจาคเงินจากผู้อื่น หรือจัดกิจกรรมระดมทุน หรือ ขายสินค้า ซึ่งหลังมีคำสั่งปลดล็อกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ พรรคก็เริ่มดำเนินการตามกฎหมาย แต่ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน ทำให้ไม่สามารถหาเงินมาทำกิจกรรมตามกฎหมายได้ทัน จึงเลือกแนวทางการกู้เงินของนายธนาธร แต่ที่ไม่เลือกรับบริจาค เพราะไม่ต้องการให้มีนายทุนมาครอบงำพรรค พรรคมีอุดมการณ์ต้องการทลายทุนผูกขาด

2.พรรคการเมืองสามารถกู้เงินได้ เพราะหลังดูกฎหมายทั้งหมด ไม่มีการบัญญัติไว้ว่า ห้ามพรรคการเมืองกู้เงิน จึงทำการกู้เงิน และเมื่อไปดูงบประจำปีของแต่ละพรรคก็มีพรรคการเมือง 4 พรรคที่ทำการกู้เงินเช่นกัน

3.พรรคอนาคตใหม่มองว่าเงินกู้ไม่ใช่รายได้ เงินกู้ไม่ใช่เงินบริจาค และเงินกู้ไม่ใช่ประโยชน์อื่นใด แต่เงินกู้เป็นหนี้สิน และยังเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่มีที่มาโดยชอบกฎหมาย มีการทำสัญญาและชำระหนี้สินอยู่อย่างต่อเนื่อง

4. กระบวนการในชั้นของ กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะ กกต. ได้เคยยกคำร้องไปแล้วถึง 2 รอบ ในความผิดมาตรา 62 และ 66 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง แต่สุดท้ายนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตั้งคณะอนุกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและเกิดความผิดในมาตรา 72 ของพ.ร.ป.พรรคการเมือง เพิ่มขึ้นมา โดยที่พรรคอนาคตใหม่ไม่เคยเข้าไปให้ปากคำในฐานะผู้ถูกร้องแต่เข้าไปให้ปากคำในฐานะพยานเท่านั้น และทราบมามีการเพิ่มความผิดเข้ามาพร้อมๆกับสื่อมวลชน

5. ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจตัดสินยุบพรรค หรือตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค เนื่องจากในกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค มีเพียงในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองเท่านั้น ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติ

“ยืนยันว่า เงินกู้พรรคอนาคตใหม่ ไม่เข้าข่ายให้มีการยุบพรรคได้ โดยเฉพาะในมาตรา 62, 66 และ 72 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญต้องยกคำร้อง และมั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ตัดสินยุบพรรค แต่ทั้งนี้อำนาจการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่ตนเอง” นายปิยบุตร กล่าว(สยามรัฐออนไลน์)

แน่นอน, ประเด็นความผิดของพรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกลากไส้จากผู้รู้ ดูเหมือนพฤติกรรมจะมีเงื่อนงำอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องบางเรื่อง ที่สามารถเข้าใจได้โดยง่าย แต่พรรคอนาคตใหม่ ก็ทำอะไร ที่เหมือนอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย พลิกแพลง ไม่ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะอาศัยว่า เลขาธิการพรรค เป็นอาจารย์กฎหมายมหาชนนั่นเอง

ทำให้ คำครหาที่ว่า จงใจ “บิดเบือน” หรือ “ศรีธนญชัย” เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เห็นภาพชัดขึ้นทุกขณะ และยิ่งใกล้วันอ่านคำวินิจฉัยของศาล ก็ยิ่งเห็นกลเกมเอาตัวรอดที่ไม่คาดคิดว่า คนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ทางการเมืองจะยอมจำนนได้ เช่น กรณีเห็นพ้องกับแคมเปญ “คัดค้านการยุบพรรคอนาคตใหม่” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ของ “ผู้แพ้” หรือ ผู้เห็นแก่ความอยู่รอด

อย่าลืมว่า ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัยเลย ตื่นตูมขนาดนี้ เพราะทำผิดจริงหรือไม่ ทุกคนคงคิดเป็นอื่นไม่ได้ แม้แต่นิดเดียว?


กำลังโหลดความคิดเห็น...