xs
xsm
sm
md
lg

จวกแรง! 'อัษฎางค์' ฮึ่ม “เล่นว่าวไปวันๆ” แม้แต่ “วิกฤต” “ท่านว.วชิรเมธี” ขอบิณฑบาต กล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วิกฤตกราดยิงที่โคราช “อัษฎางค์” ชี้ประเด็นสำคัญ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน มิใช่บางคนบางกลุ่ม “เล่นว่าวไปวันๆ” ขณะ “ท่านว.วชิรเมธี” ขอบิณฑบาตความขัดแย้ง “กล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้(10 ก.พ.63) เฟซบุ๊ก อัษฎางค์ ยมนาค ของ นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ โพสต์หัวข้อ “มีแต่คนเล่นว่าว ไปวันๆ” ชาติจะพัฒนาได้ยังไง สงสัยจริง?”

โดยระบุว่า “ในนานาอารยประเทศที่พัฒนาแล้ว พัฒนาทั้งจิตใจ สังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการเมือง

เวลามีการแข่งขันในทางธุรกิจ เวลามีการต่อสู้กันในทางการเมือง เขาสู้กันเอาเป็นเอาตาย

แต่เมื่อรู้ผลแพ้ชนะ เขาจะยอมรับว่าตัวเองเป็นผู้แพ้ หรือผู้ชนะ และจะยุติการต่อสู้ในเกมนั้น แล้วค่อยไปต่อสู้กันใหม่ในเกมต่อไป

แต่เมืองไทย ไม่เป็นแบบนั้น ยังคงดึงดันจะเอาชนะให้ได้ ด้วยวิธีต่างๆ สารพัด ทั้งๆ ที่แพ้ไปแล้ว

ที่สำคัญ ในระหว่างการสู้รบ ทางการค้าหรือทางการเมือง แล้ว...

แล้วเกิดเหตุการณ์ร้ายไม่คาดฝัน เช่น ภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือการก่อการร้าย

พวกเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด จะ “หยุดรบ” หยุดการเคลื่อนไหวที่กำลังต่อสู้กันในทันทีทันใด

แล้วหันมาจับมือ เพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤตของชาติ ไปด้วยกัน

แต่เมืองไทย ยังคงมีบางคนบางกลุ่ม ทำตัวเป็นหมาบ้า ที่เห่าไม่หยุด

จะกัดก็ไม่กัด เพราะมันไม่กล้ากัด กล้าเห่าอย่างเดียว

ไม่เคยทำอะไรสร้างสรรค์ ไม่เคยช่วยสังคม ไม่เคยช่วยชาติ ไม่เคยช่วยใคร

“เคยแต่ช่วยตัวเอง”

สังคมและประเทศชาติ จะพัฒนาไปได้ยังไง ถ้ายังมีคนที่เอียงหูฟังคนแบบนี้เห่าไปเลิก

คนในองค์กรเป็นแบบนี้ ย่อมเป็นกระจกที่สะท้อนไปถึงต้นองค์กรที่พวกเขาสังกัด ว่าเหมือนกันทั้งคนในกระจกและนอกกระจก

เวลามีใครทำผิด สังคมไทยถึงชอบด่าไปถึงพ่อแม่ไง ว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอน”

แต่บางที พ่อแม่สั่งสอนมาดีแล้วแต่ไม่รักดี หรือไม่ พ่อแม่ก็สั่งสอนมาแบบผิดๆ

พ่อแม่ในที่นี้ อาจหมายถึงพ่อแม่จริงๆ หรือองค์กรต้นสังกัดที่เป็นเหมือนพ่อแม่ที่ต้องคอย อบรมสั่งสอน ดูแลความประพฤติ

เพราะไม่อย่างนั้น สังคมย่อมเพ่งเล็งไปถึงพ่อแม่ หรือต้นสังกัด แน่นอน

แน่นอน, ความเห็นของ “อัษฎางค์” อาจหมายถึง ความพยายามที่จะช่วงชิงสถานการณ์ที่ฝ่ายอำนาจรัฐ ที่ต้องดูแลรับผิดชอบการบริหารประเทศ เพลี่ยงพล้ำ ในกรณีปล่อยให้เกิดสถานการณ์ร้ายแรงขึ้น แม้เป็นเหตุสุดวิสัย และวิญญูชนย่อมเข้าใจได้ก็ตาม แต่ในทางการเมือง มันคือ เหยื่ออันโอชะของฝ่ายตรงข้าม หรือฝ่ายค้านนั่นอง ยิ่งถ้าเป็นฝ่ายค้านที่มุ่งเอาชนะคะคานอย่างเดียว ก็ยิ่งโอชะกันใหญ่

อย่างวันนี้(10 ก.พ.63) เช่นกัน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเหตุการณ์กราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมาว่า คณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมาของพรรคเพื่อไทย และทุกท่าน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งถึงญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุการณ์ดังกล่าว
และขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเยียวยาให้กับผู้สูญเสียในทันที และหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ขึ้นได้อีก...

ภาพจากแฟ้ม
ส่วนกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ไปที่เกิดเหตุแล้วแสดงมินิฮาร์ท และส่งสัญลักษณ์ไอเลิฟยู เหมือนกับการลงพื้นที่หาเสียงดังปรากฏเป็นข่าวจนทำให้ประชาชนแทบทั้งประเทศรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีรีบแก้ภาพลักษณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะลุกลามเป็นความไม่พอใจต่อญาติผู้สูญเสียและประชาชนมากไปกว่านี้

โดยขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีไปที่เกิดเหตุและยืนไว้อาลัยอย่างสงบ และอาการสำรวม หรือทำในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคาร ซึ่งจะถือเป็นการให้เกียรติกับผู้สูญเสีย มากกว่าที่จะโบกไม้โบกมือทำสัญลักษณ์มินิฮาร์ทหรือสัญลักษณ์ไอเลิฟยูดังที่ปรากฏเป็นข่าว

เพราะยิ่งนายกรัฐมนตรีเคยเป็นผู้นำกองทัพ ยิ่งต้องระมัดระวังบุคลิกและท่าทางต่อเหตุการณ์สำคัญของประเทศชาติ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ยิ่งต้องใช้การมีเมตตา และเอื้ออาทรซึ่งกันและกันของเพื่อนร่วมชาติ ขอแนะนำให้ดูการทำงานของนายกรัฐมนตรีของนิวซีแลนด์ที่เป็นสุภาพสตรี จากเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ แต่ก็ที่วางตัวและปฏิบัติหน้าที่ผู้นำประเทศอย่างสมเกียรติสุภาพสตรี

นอกจากปัญหาเรื่องตัวบุคคลและข้อขัดแย้งที่เป็นมูลเหตุแล้ว ระบบรักษาความปลอดภัยในค่ายทหารและการบริหารจัดการปัญหา ในเชิงวิกฤต ซึ่งหากมีกลุ่มผู้ก่อการร้ายหรือคนร้ายปฏิบัติการในลักษณะเช่นนี้มากกว่า 5 คน รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความมั่นใจกับประชาชนได้อย่างไร

เหตุใดจึงปล่อยให้ล่วงเลยเกือบ 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติต้องร่วมมือกันเพื่อพิจารณาและหาทางออกในเชิงป้องกัน โดยจะมีการตั้งกระทู้ถามสดในรัฐสภาต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเชิงป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวต่อไปในอนาคต

เห็นได้ชัดว่า นี่คือ ท่วงทำนองของเกมการเมือง และพุ่งเป้าโจมตีผู้นำรัฐบาล แม้ว่า ดูเหมือนต้องการหาทางช่วยเหนือในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก็ตาม

นอกจากนี้ เฟซบุ๊ก สุชาติ สวัสดิ์ศรี ของ นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ ยังโพสต์ข้อความ ถึงกรณีประชาชนชาวนครราชสีมานับหมื่นคน ร่วมกันสวดมนต์ และจุดเทียนเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บ จากเหตุการณ์ จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา คลั่งกราดยิงผู้คนเสียชีวิตถึง 30 ราย บาดเจ็บ 55 ราย

ระบุว่า “การจุดเทียนจะมีประโยชน์อะไร ถ้า "ผู้นำกองทัพ" ไม่รับผิดชอบ.”

ต่างกันอย่างสิ้นเชิง กับคนที่มีเมตตา และเห็นแก่ส่วนรวมอย่างแท้จริง

กล่าวคือ เมื่อวันที่ 9 ก.พ.63 พระเมธีวชิโรดม หรือ ว.วชิรเมธี โพสต์เฟซบุ๊กพร้อมรูป ระบุว่า

“เวลานี้...สิ่งที่สังคมไทยต้องการมาก ที่สุด คือ “ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันในฐานะเพื่อนมนุษย์” ไม่ใช่การฉกฉวยโอกาสกล่าวโทษ และสร้างความเกลียดชังให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทั้งสิ้น

บ้านเมืองของเรามีความเกลียดชังหมักหมมตกทอดมามากเกินพอแล้ว เราต้องร่วมกันนำพาบ้านเมือง ก้าวข้ามไปยังฝั่งตรงกันข้ามของความเกลียดชัง และความรุนแรง นั่นคือ ความอดทนอดกลั้น ความมีสติ ความเมตตาอาทร การสื่อสารกันด้วยปิยวาจา และความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน”

นั่นมิใช่เพราะท่านเป็น “พระ” แต่เพราะท่านเข้าใจในเหตุการณ์ เข้าใจในสังคม เข้าใจในเหตุและผล ที่จะนำประโยชน์สุขมาสู่สังคมไทยต่างหาก

อย่างที่ “อัษฎางค์” โพสต์เช่นกัน มัวแต่ “เล่นว่าวไปวันๆ” แล้วชาติจะพัฒนาได้อย่างไร... ใครเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติให้พัฒนา ก็จะต้องทำเอาไปคิดให้จงหนัก ว่าจริงหรือไม่ หรือว่าไม่สนใจอะไรเลย!?


กำลังโหลดความคิดเห็น...