xs
xsm
sm
md
lg

ธนาธร 10-20 ปีสู้สบาย??? “ท่านใหม่” สวน “ชาญวิทย์” แรง-ลึก “โลงมีไว้ใส่คนตาย ไม่ใช่คนแก่”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อันเนื่องมาจาก “ชาญวิทย์” โพสต์ถึงการต่อสู้ระหว่าง ธนาธร กับฝ่ายอำนาจเก่า 10-20 ปียังไม่สาย “ท่านใหม่” สวนแรง “โลงมีไว้ใส่คนตาย ไม่ใช่คนแก่”

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้(10 ธ.ค.62) เฟซบุ๊ก จุลเจิม ยุคล ของหม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล(ท่านชายใหม่) โพสต์ว่า

คุณ ชาญวิทย์ ครับ น่าจะลืมคำโบราณ ที่ว่า....

"โลงมีไว้ใส่คนตาย ไม่ใช่มีไว้ใส่คนแก่"
อ่อนกว่า ก็ใช่ว่า จะตายก่อนไม่เป็น......

ใคร comment และเขียนด่าผม โดยไม่มีเหตุและผล หรือหยาบคาย ผมได้ให้ แอ๊ดมิน และทนายผมเก็บขอความ เพื่อฟ้องต่อไป ยิ่งถ้าด่าถึงนามสกุล หรือตระกูลผม ผมจะฟ้อง ม. 112 และขอบคุณที่ใช้คำสุภาพ และมีเหตุผล มาคุยกันดีกว่า

ทั้งนี้เนื่องจาก เฟซบุ๊ก Charnvit Kasetsiri ของศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักเขียนรางวัลศรีบูรพา ผู้สนใจศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519

โพสต์เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.62 ว่า

แล้ว Thanathorn & FFP จะรอด หรือ
He is 41 going 42 - forty one - going forty two

Thanathorn เกิด 25 พย. 2521/1978 (หลัง 6 ตุลา 2 ปี)

เขาครบ 41 แล้วย่าง 42

ผมเชื่อว่า Thanathorn เขาจะฝ่าข้ามไปได้

ตอนนี้ ธนาธร อายุ 41

ฝ่ายตรงข้ามที่มุ่งร้ายทำลายเขา
ก้อ 60+, 70+, 80+, 90+ เข้าไป แล้ว

เขาเกิด 25 พย. 2521/1978

อีก 10 ปี เขาจะ 51

อีก 20 ปี เขาก้อ 61

ส่วนฝ่ายตรงข้ามเขา ก้อ ก้อ ก้อ...

Time is on his side

ดังนั้น อะไร ที่เราได้เห็น ได้พบมาชั่วชีวิต ในวันนี้ กับวันวานนั้น

คงไม่ต้องเห็น ไม่ต้องพบ ในวันหน้า ๆ อีกไม่นานนี้ ครับ.

ก่อนหน้านี้ เมื่อ 9 พ.ย. 62 นายชาญวิทย์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

How to live?
อยู่เป็น ก้อไม่รอด ถ้า...อยู่ไม่เป็น อาจรอด ถ้า...

CK...comment...
น่าเป็นห่วงว่า จะไม่รอด

แต่ ก้อไม่แน่
ขึ้นอยู่กับว่า "ฝ่ายโน้น คือ ฝ่ายอำนาจเดิม" ประเมินว่า
ถ้าทำแล้วชนะ ก้อคงทำ อย่าง 2490, 2500, 2534, 2549, 2557...

แต่ถ้าประเมินว่า ถ้าทำ ก้อจะเกิด ตุลา 2516 หรือ พฤษภา 2535 ก้ออาจ ไม่ทำ ครับ

ปล. สุวัฒน์ วรดิลก หรือ รพีพร เคยปรารภ ไว้นานแล้ว ที่งานสมาคมธรรมศาสตร์ว่า อย่า underestimate ผู้ปกครองเดิม ๆ
เพราะว่า statecraft ของพวกเขาและเธอนั้น ลึกล้ำเหลือ...

อนึ่ง ครับ ยังทำให้นึกถึงวลี ของหลวงวิจิตรฯ ที่คนรุ่นเก่า ๆ ชอบกันมาก ที่ว่า

"จงทำดีแต่อย่าเด่น จะเป็นภัย
ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน"...

ครับ อนาคตใหม่ โดยเฉพาะธนาธร ดูจะเด่นเกินไปเสียแล้ว ล่ะ

และก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 ต.ค.62 นายชาญวิทย์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

Will Thanathorn-Piyabutr and FFP survive the Thai bureaucratic state & mentality?

แล้วธนาธร ปิยบุตร กับคนรุ่นใหม่ ๆ คงจะไม่รอด การเมืองทราม

ของชนชั้นปกครอง รัฐข้าราชการไทย กับพฤติกรรม เดิม ๆๆ ครับ?

ภาพจากแฟ้ม
สำหรับ นายชาญวิทย์ สมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 6 ต.ค.62 พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงการสมัครสมาชิก ว่า ง่ายๆตรงๆคือ อยากช่วยลูกศิษย์ แต่แก่เกินไปที่จะลงสมัครฯ(ส.ส.) คงไม่ได้ช่วยอะไร ถ้าหากขอปรึกษาก็คงได้ ตนอายุมากแล้ว ขอหาความสุขใส่ตัว

ความพิเศษของพรรคนี้คือ ทั้งนายธนาธร กับนายปิยบุตร ชัดเจนดี ไม่ต้องอ้อมค้อมคิดมาก แง่หนึ่งถูกใจตน แม้จะเป็นคนรุ่นเก่าแล้ว แต่ตนรำคาญความยืดยาด ไม่ชัดเจน พรรคการเมืองที่ผ่านมา คนรุ่นเดือนตุลาฯ เหมือนเวลาจะวิ่งเลยเขาไปไม่ทันโลก พรรคนี้ตนรู้จักปิยบุตรโดยส่วนตัวเป็นลูกศิษย์ ดึงไปช่วยบรรยาย เป็นคนรุ่นใหม่ชัดเจน

และสำหรับ อนาคต “ทอน” ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 11 ธ.ค.62 คาดว่า จะมีวาระการพิจารณาคดีกู้เงิน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 191 ล้านบาท ที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยยื่นคำร้อง

มีรายงานว่า กกต.ได้ตั้งประเด็นตามคำร้อง 2 ประเด็น คือ 1. การกู้เงินดังกล่าว ถือเป็นการบริจาคของบุคคลเกินกว่า 10 ล้านบาท ต่อปีตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ 2. การกู้เงินดังกล่าว ถือว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเข้าข่ายเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่

เพราะเมื่อพิจารณาข้อกฎหมาย มาตรา 62 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองกู้ยืมเงิน มาดำเนินกิจการพรรคการเมืองได้ เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี 50 ที่จะกำหนดให้พรรคสามารถมีรายได้อื่น และพรรคการเมืองในขณะนั้น ก็มีการกู้เงิน และนำมาลงบัญชีในหมวดรายได้อื่น หากบอกว่าเงินดังกล่าว เป็นเงินบริจาค ซึ่งกฎหมายกำหนดให้บริจาคได้เพียง 10 ล้านบาท หากจะบอกว่าที่เหลือเป็นการบริจาคเกินคงไม่ได้

เมื่อพิจารณาจากเอกสารหลักฐานชี้แจงที่พรรคอนาคตใหม่ส่งมาส่วนหนึ่งนั้น ระบุว่าสัญญาเงินกู้ฉบับแรก เมื่อวันที่ 2 ม.ค.2562 ที่พรรคอนาคตใหม่ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายธนาธรจำนวน 161,200,000 บาท

และตามสัญญาระบุว่าพรรคจะมีการชำระเงินภายใน 3 ปี โดยในปีแรกจะชำระเงินกู้จำนวน 80 ล้านบาท ปีที่สอง 40 ล้านบาท และปีที่สาม 41 ล้านบาท ซึ่งพรรคฯได้มีการรายงานมาว่าปัจจุบันเงินกู้ดังกล่าว มีการชำระแล้ว 26.8 ล้านบาท แบ่งเป็น 5 งวด แต่ละงวดชำระห่างกัน 10 วัน ชำระเป็นเงินสดทั้งหมด

ยังมีข้อน่าสงสัยว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินของใคร เบิกถอนมาจากไหน เอาเข้าบัญชีใคร ถ้านำเงินที่เป็นรายได้ของพรรคตามกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 62 มาชำระยิ่งจะถือว่าผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายมาตราดังกล่าวกำหนดเรื่องที่มารายได้ของพรรคไว้ 7 ประการ และไม่ให้นำรายได้เหล่านี้ไปใช้เพื่อการอื่น

นอกจากการดำเนินกิจการของพรรคฯ หากนำรายได้ของพรรคไปจ่ายหนี้เงินกู้จะมีความผิดตามกฎหมายอาญา กรรมการบริหารพรรคต้องติดคุก ขณะเดียวกันจะต้องพิจารณาถึงรายรับรายจ่ายของพรรคว่ามีการลงบัญชีเงินจำนวนนี้ไว้ในหมวดใด การรับบริจาคที่หากนำเงินบริจาคไปชำระคืนกระทบต่อยอดเงินบริจาคหรือไม่ และความสามารถของพรรคในการชำระหนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ จากรายงานงบการเงินของพรรคอนาคตใหม่ในรอบปี 2561 ที่มีการรายงานต่อ กกต.เมื่อ เม.ย.2562

ดังนั้น การให้พรรคฯ กู้เงินจึงอาจเข้าข่ายการเป็นนิติกรรมอำพราง เป็นการได้เงินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ ซึ่งจะเข้าข่ายตามมาตรา 72 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ห้ามไม่ให้พรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งจะมีความผิดตามมาตรา 92 (3) เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคได้ เป็นที่น่าจับตาว่า การประชุมครั้งนี้ของ กกต.จะมีมติชี้ขาดเลยหรือไม่(ไทยโพสต์ 10 ธ.ค.62)

เห็นได้ชัดว่า ความผิดที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำของ นายธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ทั้งสิ้น ไม่มีผู้มีอำนาจที่ไหน ไปสั่งให้นายธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ ทำอย่างนี้นะ จะได้ถูกร้องให้ กกต. เอาผิด แล้วจะได้ไม่เป็นเสี้ยนหนามของพวกเรา ก็เปล่าเลย

การอ้างถูกกลุ่มอำนาจเก่า จ้องกลั่นแกล้งรังแก จึงไม่เป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาเช่นกัน การต่อสู้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมต่างหาก ที่ควรจะทำให้ถึงที่สุด ไม่ใช่ “เมื่อไม่ได้ดังใจ ก็ต่อว่าสารพัน” เป็นเด็กไม่รู้จักโตทางการเมือง คนที่มัวแต่เข้าข้างก็ด้วย!!!


กำลังโหลดความคิดเห็น...