xs
xsm
sm
md
lg

บ่น หรือ ถาม “นิพิฏฐ์” สอนกติกา “เสรีพิศุทธ์” คู่กรณีระดับชาติ “บิ๊กตู่”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“นิพิฏฐ์” มึนตึ๊บ กาง 16 คำถาม “เสรีพิศุทธ์” หลายข้อไม่เกี่ยวบริหารประเทศ บางข้อไม่รู้บ่นหรือถาม แนะหยุดบ่นเพ้อรำพัน ยิงตรงเป้าเลย แต่ระวังอย่าหันกระบอกปืนเข้าหน้าตัวเอง

วันนี้(16 พ.ย.) เฟซบุ๊ก นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ โพสต์ หัวข้อ “คำถาม 16 ข้อ ของพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ปธ.กมธ.ปปช.ต่อพลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีเป็นการบ่นหรือการถาม?”

เนื้อหาระบุว่า -ผมอ่านคำถาม 16 ข้อ ของพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์(เตมียาเวส) ประธานกรรมาธิการปปช.ที่ให้พลเอกประยุทธ์(จันทร์โอชา) นายกรัฐมนตรี มาตอบด้วยตนเองแล้ว อยากจะเล่าเพื่อให้ผู้อ่านที่ติดตามได้เข้าใจ เปรียบเหมือนท่านผู้อ่านดูกีฬาแต่ถ้าท่านไม่รู้กติกาก็ไม่สนุกเผลอๆท่านเข้าใจผิดวิ่งไปทุบนักกีฬาเอาดื้อๆ เพราะไม่เข้าใจกติกา

-การตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยฝ่ายนิติบัญญัตินั้น เราต้องสนับสนุน ตามหลักที่ว่า "รัฐบาลที่ดีต้องมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง" แต่การตรวจสอบนั้นเขามีกติกา กติกานั้นคือรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เวลาส.ส.เขาตรวจสอบรัฐมนตรี ต่างกับการตรวจสอบบุคคลทั่วไป คือ หลักๆ เขาจะตรวจสอบนโยบายและการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐมนตรี เขาจะถามรัฐมนตรีด้วยคำถามอย่างไร ไม่ใช่จะถามได้ทุกเรื่อง เรื่องนี้ ต้องอนุโลมตามการถามกระทู้ โดยต้องไปดูตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 147 เช่น ห้ามถามให้ออกความเห็น, ห้ามถามปัญหาข้อกฎหมาย, ห้ามถามเรื่องส่วนตัว เป็นต้น

ไปดูเถอะในคำถามของพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ มีหลายข้อ ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น ข้อ 2.ถามว่า การเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คำถามนี้ นายกฯจะตอบอย่างไร เพราะไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะการเลือกประธานและรองประธานสภาเป็นเรื่องของส.ส.อีกทั้ง ตอนเลือกประธานสภาก็ยังไม่รู้เลยว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี

หรือการถามให้ออกความเห็น ซึ่งถามไม่ได้ และผู้ถูกถามก็ไม่จำเป็นต้องตอบ เช่น ข้อ 14 ถามว่า ประธานวุฒิสภาท่านปัจจุบันเคยดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อครบวาระก็ได้รับการสรรหาเป็นวุฒิสภาและประธานวุฒิสภา อย่างนี้ ไม่ใช่คำถามแต่เป็น "คำบ่นเพ้อรำพัน" เสียมากกว่า ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็จะตอบว่า "ข้อนี้เป็นคำบ่นของท่านประธาน ไม่ใช่คำถาม ไม่ขอตอบ"

-ถ้าให้ผมแนะนำ ยกเลิกการถามบางข้อที่ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน หยุดการบ่นเพ้อรำพัน และ ยิงตรงเป้าเลย แต่ระวังอย่าหันกระบอกปืนเข้าหน้าตัวเอง/ #นิพิฏฐ์ผู้แทนนอกสภา

สำหรับ 16 คำถาม ที่ “นิพิฏฐ์” พูดถึงนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 129 วรรคสี่ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ประกอบมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2554 คณะกรรมาธิการฯจึงมีมติกราบเรียนเชิญท่านมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการด้วยตนเอง พร้อมเอกสารที่ท่านใช้กล่าวถ้อยคำนำคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2562 และหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรนำส่งร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ดังกล่าว รวมทั้งเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ชุด (ถ้ามี) ในวันพุธที่ 20 พ.ย.62 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม หมายเลข 409 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา (เกียกกาย) ในประเด็นข้อซักถาม ดังนี้

1.พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อท่านเป็นนายกรัฐมนตรี 2. การเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 3.การเลือกนายกรัฐมนตรี 4.การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี 5.การถวายสัตย์ต่อพระมหากษัตริย์ 6.คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้วินิจฉัย 7.การตอบข้อซักถามของฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560
8.การเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 ต่อสภาผู้แทนราษฎร 9.เหตุที่ไม่ถอนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณดังกล่าวออกไป แล้วถวายสัตย์ให้ถูกต้อง 10. เคยมีอดีตรัฐมนตรีหลายคนถูกศาลพิพากษาจำคุกข้อหาทุจริตงบประมาณแผ่นดิน

11.ถ้าหากสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 จะมีวิธีการป้องกันอย่างไรไม่ให้รัฐมนตรีทุจริต 12.ถ้ารัฐมนตรีทุจริตท่านจะรับผิดชอบอย่างไร 13.ต่างชาติก็ทราบว่าคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ไม่ถูกต้อง จึงรับหน้าที่ไม่ได้ และไม่ยอมทำสัญญาหรือโครงการใดๆ กับรัฐบาล ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ 14.ประธานวุฒิสภาท่านปัจจุบันเคยดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อครบวาระก็ได้รับการสรรหาเป็นวุฒิสภาและประธานวุฒิสภา 15.รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ การถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วนเป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2560 มาตรา 3 วรรคสองหรือไม่

16.การถวายสัตย์ฯ ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 คณะรัฐมนตรีจึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ การที่ท่านและคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบาย ประชุมคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งข้าราชการ อนุมัติโครงการต่างๆ แม้กระทั่งการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา จึงเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 มาตรา 5 จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการต่อไป ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

ความจริง ถ้าจะว่าไปแล้ว ปัญหาการชี้แจงต่อ ประธาน กมธ.ปปช. ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากประธาน กมธ.ปปช.ไม่ใช่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และอาจจบไปแล้วก็เป็นได้ หรือไม่อาจไม่มีการเรียกชี้แจงอะไรเลยก็เป็นได้

แต่อย่างที่ทราบกัน ศึกสายเลือดพี่-น้องนักเรียนเตรียมทหารคู่นี้ มีมาก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปส.ส. เมื่อ 24 มีนาคม 2562 แล้ว หรืออาจพูดได้ว่า นับแต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ตัดสินใจเล่นการเมือง ก็ว่าได้ ที่เป้าใหญ่ในการสร้างกระแสความนิยมก็คือ เป็นคู่ต่อสู้ของ พล.อ.ประยุทธ์ ชนิดไม่กลัวเกรงบารมีแม้แต่น้อยนั่นเอง

ภาพจากแฟ้ม
ดังนั้น หลังพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย
ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ และเป็นแกนนำ 1 ใน 7 พรรคฝ่ายค้าน ก็ยิ่งเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกับพล.อ.ประยุทธ์

ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวเอาเป็นเอาตายกับการอภิปรายในสภา ของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ต่อพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร เคยสร้างปรากฏการณ์ขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นตัดพี่ตัดน้องกันกลางสภา จนเป็นข่าวคึกโครมมาแล้ว

คนที่ติดตามการอภิปรายในการประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ 25 ก.ค.62 คงจำกันได้ หลังจากพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์อภิปรายอย่างดุเดือด พุ่งเป้าโจมตีพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร อย่างร้อนแรง ท่ามกลางส.ว.และส.ส.พรรคพลังประชารัฐประท้วง

ตอนหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์สุดทน ลุกขึ้นว่า "...ผมเป็นรุ่นน้อง รู้จักกันมานาน จัดงานสมรสพระราชทานวันเดียวกัน แต่วันนี้ถือว่าท่านไม่เป็นรุ่นพี่ผมอีกต่อไป ท่านไม่เคยให้เกียรติผมเลย จะชักปืนยิงผมตั้งแต่วันก่อน ถ้าท่านยิงท่านก็ติดคุก แต่ผมไม่เคยคุย เหรียญรามาท่านได้ ผมก็ได้ แต่ผมไม่เคยคุย ไม่เคยแอบอ้าง ผลงานต่าง ๆ ผมมีมากมาย ไม่เคยแอบอ้างอำนาจ ผลงานต่าง ๆ มีมากมาย แต่ท่านพูดจาหยาบคาย แอบอ้างอำนาจ ไปทบทวนท่านเองแล้วกัน"

หลายคนอาจสงสัยว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นพี่น้องกันอย่างไร

ตามข้อมูล ทั้งคู่ถือเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันสมัยที่เป็นนักเรียนเตรียมทหาร พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 8 เมื่อปี 2508 ก่อนศึกษาต่อที่ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 24 ปี 2510

ส่วนรุ่นน้องพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 และศึกษาต่อนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 23 นั่นเอง
(ข้อมูลจาก มติชนออนไลน์)

ดังนั้น อาจถือว่า การเลือกฝ่ายทางการเมือง แม้แต่พี่น้องร่วมสถาบัน ก็สามารถขาดกันได้ ถ้าเล่นกันแรงชนิด “ตาต่อตาฟันต่อฟัน”

ส่วนโพสต์ของ “นิพิฏฐ์” ที่เห็นว่า คำถามของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ชี้แจงต่อ กมธ.ปปช. หนักไปในทางบ่นมากกว่าถามนั้น ก็อาจเนื่องมาจากการตั้งคำถามต้องการต้อนพล.อ.ประยุทธ์ให้เข้าตาจนอย่างตั้งใจ และเพื่อสะใจส่วนตัวมากกกว่าสวนรวม ที่สาธารณชนต้องการรับฟัง หรือได้ประโยชน์จากคำถามอย่างแท้จริง

อย่างนี้ตอบหรือไม่ตอบ สาธารณชนจึงไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ไม่เหมือนกับพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ที่ยอมไม่ได้ดิ้นพล่านอยู่ในเวลานี้นั่นเอง


กำลังโหลดความคิดเห็น...