xs
xsm
sm
md
lg

“ประยุทธ์” โชว์ผลงานบริหารน้ำสำเร็จไร้พื้นที่ภัยแล้ง-ชม 3 เพจดังช่วยสังคม ส่วนที่ไม่สร้างสรรค์ระวังโดนคดี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“ประยุทธ์” โชว์ผลงานรัฐบาลบริหารจัดการน้ำสำเร็จ เผย เป็นปีแรกที่ไร้พื้นที่ประกาศภัยแล้ง ภาพรวมที่ดีขึ้นกว่าอดีต 4 เท่า แต่ประหยัดงบร้อยละ 30 ชม 3 เพจดัง “Because We Care - แหม่มโพธิ์ดำ - Drama-Addict” ช่วยเหลือสังคม สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ลั่นส่วนเพจที่ไม่สร้างสรรค์ระวังโดนคดี

วันนี้ (1 มิ.ย.) เวลา 20.15 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า เบื้องหลังความสำเร็จที่จะส่งเสริมให้ราคาข้าวดีขึ้น มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน การปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาลนี้ เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ผมอยากจะนำมาเล่าให้ฟังให้ครบทุกมุมมอง เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า การปฏิรูปประเทศได้เกิดขึ้นแล้วในทุกๆ ด้าน ปัญหาบางอย่างของประเทศได้รับการแก้ไขในทันที อันนี้ก็ถือว่าปฏิรูปด้วย อะไรที่ทำไม่ได้ หรือที่ทำได้ไม่ดี ต้องทำให้ดีกว่าเดิมการปฏิรูปเหมือนกัน

สำหรับเรื่องน้ำนี้ ขอให้รับฟังไว้เป็นลำดับ จะรู้ว่าน้ำท่วม น้ำแล้ง ได้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น อาจจะสรุปถึงผลกระทบในภาพรวม ก่อนที่จะลงรายละเอียดต่อไป อาทิ ในปี 2561 นี้ นับเป็นปีแรกที่ไม่มีพื้นที่ใดของประเทศต้องประกาศเขตให้การช่วยเหลือภัยแล้ง โดยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่บูรณาการเชื่อมโยงเป็นระบบ นำไปสู่ประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในแต่ละหน่วยงานในภาพรวมที่ดีขึ้นกว่าในอดีต 4 เท่า และประหยัดงบประมาณกว่าช่วงที่ผ่านมาประมาณร้อยละ 30

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า หากจะถามว่าอะไรเรียกว่าบูรณาการคงต้องเริ่มจากการบริการของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และในภาคการผลิต และเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งน้ำสำหรับผลักดันน้ำเค็ม เพื่อรักษาสมดุลทางธรรมชาติ และยังมีการทำงานร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีองค์ความรู้ตามศาสตร์พระราชา เพื่อให้ให้การดำเนินการเกี่ยวกับน้ำเป็นไปอย่างยั่งยืน

นายกฯ กล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่ได้จากรายการ “Because We Care” เรื่องจริงสะท้อนสังคม ที่เป็นการแจ้งเตือนภัยทางช่อง New 18 ก็อยากจะนำมาเล่าเพื่อให้เห็นประโยชน์ของความร่วมมือ และเครือข่ายภาคประชาชน ที่สามารถสนับสนุนและทำงานร่วมกับภาครัฐ ให้พี่น้องประชาชนรับมือกับสิ่งเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด และมีเครือข่ายในโซเชียล เช่น เพจ Because We Care เพจแหม่มโพธิ์ดำ และเพจ Drama-Addict ที่เปิดรับเรื่องร้องเรียน ขอความช่วยเหลือ ของเด็ก เยาวชน สตรี และผู้ถูกกระทำรุนแรง โดยจะมีการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นและให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ครบวงจร และสามารถจะส่งต่อไป เพื่อให้ได้รับช่วยเหลือที่ดีที่สุด พร้อมที่สุด ได้อย่างทันท่วงที สามารถลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เป็นตัวอย่างที่ดี เนื่องจากการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบด้านสังคมโดยตรง อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับภาคประชาชนในโซเชียลสร้างสรรค์

“ส่วนที่ไม่สร้างสรรค์ ผิด พ.ร.บ. ก็ต้องถูกดำเนินคดี กฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย ระวังด้วย รวมถึงหน่วยงานจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน และก็มีเครือข่ายภาคประชาชน ที่จะเป็นอีกที่พึ่งหนึ่งของพี่น้องประชาชนด้วย ก็ขอสนับสนุนและให้กำลังใจ ขอให้ทุกฝ่าย ทั้งสื่อโซเชียล ลงมือทำงานเพื่อส่วนรวมด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ


คำต่อคำ : ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 1 มิถุนายน 2561

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน ช่วงนี้มีวันสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ได้แก่ วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม และวันดื่มนมโลก 1 มิถุนายนของทุกปี เนื่องจากชาวโลกต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า ทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด จึงมีความพยายามร่วมกันรณรงค์ให้ทำในสิ่งที่ดีต่อร่างกาย คือ การดื่มนม และละเว้นในสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกาย คือการงดสูบบุหรี่ ซึ่งตรงกับหัวใจของพระพุทธศาสนาที่ว่า ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ที่เราสามารถนำไปประยุกต์ปฏิบัติได้ไม่ยากนักในชีวิตประจำวัน จะทำให้ตนเองและสังคมมีแต่ความสุข ความเจริญ

ทั้งนี้ ทุกๆ ศาสนาต่างมีคำสอนของพระศาสดาที่ไม่แตกต่างกันมากนัก โดยมุ่งสอนให้ทุกคนเป็นคนดี

สำหรับการสูบบุหรี่นั้น อาจจะเป็นสัญลักษณ์ของการนำสิ่งที่ไม่ดีเข้าสู่ร่างกาย ไม่เพียงแต่ทำลายสุขภาพของตนเองแล้ว อาจจะทำลายผู้ที่อยู่รอบข้างอีกด้วย อาจเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำนักสูบหน้าใหม่ไปสู่ยาเสพติดรูปแบบอื่นๆ ได้ ซึ่งเราคงต้องหยุดเสียตั้งแต่ก้าวแรกของการหลงทางไปกับสารเสพติดทั้งหลาย ดังนั้น รัฐบาลนี้จึงได้ผลักดัน พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ พ.ศ.2560 โดยเจตนาปกป้องเยาวชนไม่ให้เป็นนักสูบหน้าใหม่ คุ้มครองผู้คนรอบข้างให้ปลอดภัย ไม่ให้เป็นผู้รับควันบุหรี่มือ 2 และลดจำนวนผู้สูบลง อาทิ การห้ามขายบุหรี่ให้เด็ก การจำกัดพื้นที่สูบ การจำกัดช่องทางการเข้าถึง และการปรับขึ้นราคาบุหรี่ เป็นต้น

ทั้งนี้ หากบังคับกฎหมายได้ดีมีประสิทธิภาพในภาพรวมแล้ว จะช่วยลดภาระทางงบประมาณในการรักษาพยาบาลจากโรคมะเร็ง 12 ชนิด โรคหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคเบาหวานได้อีกด้วย สำหรับใครที่สนใจอยากจะเลิกบุหรี่ขอแนะนำให้โทรไปปรึกษารับคำแนะนำได้ที่สายด่วน 1600 ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ ส่วนเรื่องการดื่มนมนั้น เป็นเรื่องตรงกันข้าม เพราะนมยิ่งดื่มยิ่งดี เป็นการนำสิ่งดีๆ เข้าสู่ร่างกายสู่ชีวิต ผมแนะนำให้ทุกคนดื่มนมเหมือนที่เชิญชวนให้ทำอยู่เสมอ

สถิติที่น่าตกใจ คือ คนไทยดื่มน้ำอัดลมเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน มากกว่า 41 ลิตรต่อคนต่อปี ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นอันดับ 5 ของโลก มากกว่า 52 ลิตรต่อคนต่อปี แต่กลับดื่มนมอยู่ในอันดับที่ 68 ของโลก เพียง 18 ลิตรต่อคนต่อปี หรือสัปดาห์ละ 2 แก้วเท่านั้น น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของโลก 113 ลิตรต่อคนต่อปี ดังนั้นรัฐบาลจึงตั้งเป้าที่จะเพิ่มการดื่มนมของคนไทยจาก 18 เป็น 25 ลิตรต่อคนต่อปี ให้ได้ภายในปี 2569

นอกจากนี้ ให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรฯ สาธารณสุข พาณิชย์ ได้ร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรโคนม เสริมสร้างสุขภาพคนไทยให้แข็งแรง และผลักดันการส่งออกนมไทยสู่ตลาดเอเชียอย่างกว้างขวางในวันข้างหน้า สำหรับเด็กทารกควรดื่มนมแม่ดีที่สุด เด็กเล็กเด็กโต หรือแม้รวมกระทั่งผู้ใหญ่

ในปัจจุบันต่างมีนมหลากหลายให้เลือก สร้างความต้องการของร่างกายที่เหมาะสมกับแต่ละคนด้วย แต่ละวัย เช่น ผู้สูงวัยอาจจะหานมเสริมแคลเซียม ดูแลโครงสร้างกระดูก และฟันให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ ส่วนใครที่แพ้นมวัว อาจจะหานมแพะ นมถั่วเหลือง หรือน้ำนมข้าว ซึ่งอร่อยทานง่าย และมีคุณค่าทางโภชนาการไม่แพ้นมอื่นๆ การสนับสนุนสินค้าจากข้าวจะมีส่วนช่วยรัฐบาล ในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว รวมถึงน้ำนมข้าว ถือเป็นอีกหนึ่งทางช่วยรัฐบาลส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และขยายผลในเชิงพาณิชย์ ไปจนถึงการส่งออกไปขายต่างประเทศ อย่างครบวงจร ซึ่งจะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ รัฐบาลสนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวพันธุ์ กข 43 ที่เมล็ดพันธุ์ราคาไม่แพง และเป็นข้าวที่มีคุณสมบัติพิเศษ เพราะมีการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับประชาชนที่ใส่ใจดูแลสุขภาพ ข้าวพันธุ์ กข 43 นี้ ได้ผ่านการวิจัยรับรองคุณสมบัติจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาแล้ว สัปดาห์หน้าวันที่ 5 มิถุนายนเป็นวันข้าว และชาวนาแห่งชาติ เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับกระดูกสันหลังของชาติ คือ ปัจจุบันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ 17,800 บาทต่อตัน และข้าวเปลือก ข้าวนาปรังราคา 8,200 บาทต่อตัน ซึ่งนับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

นอกจากนี้ ผมอยากจะเชิญชวนพี่น้องเกษตรกร และผู้ที่สนใจได้สัมผัสวิถีชาวนาไทยยุค 4.0 ตามนโยบายรัฐบาล อาทิ นโยบายตลาดทางการผลิต โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โครงการประกันภัยข้าวนาปี ไปจนถึงผลิตภัณฑ์จากข้าวเพื่อสุขภาพและความงาม รวมทั้งนวัตกรรมจากงานวิจัยอุตสาหกรรมภูมิปัญญา ได้ที่หนวยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั่วประเทศ ชาวนาอาจจะมีปัญหาเพราะมีหนี้สิน ทั้งในระบบและนอกระบบค้างเก่าอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ได้รับประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็ต้องห่วงไปใช้หนี้ โดยรัฐต้องซื้อของซื้อสินค้าต่างๆ ที่มีราคาสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตเป็นส่วนสำคัญ วันนี้กำลังให้ไปแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอยู่

พี่น้องประชาชนที่รักครับ เบื้องหลังความสำเร็จที่จะส่งเสริมให้ราคาข้าวดีขึ้นมีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน การปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาลนี้ เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ผมอยากจะนำมาเล่าให้ฟังให้ครบทุกมุมมอง เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า การปฏิรูปประเทศได้เกิดขึ้นแล้วในทุกๆ ด้าน ปัญหาบางอย่างของประเทศได้รับการแก้ไขในทันที อันนี้ก็ถือว่าปฏิรูปด้วย อะไรที่ทำไม่ได้ หรือที่ทำได้ไม่ดี ต้องทำให้ดีกว่าเดิมการปฏิรูปเหมือนกัน

สำหรับเรื่องน้ำนี้ ขอให้รับฟังไว้เป็นลำดับ จะรู้ว่าน้ำท่วม น้ำแล้ง ได้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น อาจจะสรุปถึงผลกระทบในภาพรวม ก่อนที่จะลงรายละเอียดต่อไป อาทิ ในปี 2561 นี้ นับเป็นปีแรกที่ไม่มีพื้นที่ใดของประเทศต้องประกาศเขตให้การช่วยเหลือภัยแล้ง โดยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่บูรณาการเชื่อมโยงเป็นระบบ นำไปสู่ประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในแต่ละหน่วยงานในภาพรวมที่ดีขึ้นกว่าในอดีต 4 เท่า และประหยัดงบประมาณกว่าช่วงที่ผ่านมาประมาณร้อยละ 30

ทั้งนี้ หากจะถามว่าอะไรเรียกว่าบูรณาการคงต้องเริ่มจากการบริการของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และในภาคการผลิต และเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งน้ำสำหรับผลักดันน้ำเค็ม เพื่อรักษาสมดุลทางธรรมชาติ และยังมีการทำงานร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีองค์ความรู้ตามศาสตร์พระราชา เพื่อให้ให้การดำเนินการเกี่ยวกับน้ำเป็นไปอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ เรายังมีสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (องค์กรมหาชน) โดย GISTDA เข้ามาร่วมในการให้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ที่ช่วยให้การติดตามสถานการณ์น้ำมีความชัดเจน เที่ยงตรงขึ้น โดยมีการเชื่อมโยงข้อมูลขนาดใหญ่ บิ๊กดาต้า ของทุกหน่วยงานให้เป็นภาพเดียวกัน จะช่วยให้การตัดสินใจต่างๆทำให้ครบทุกมิติ ทันเวลา และมีประสิทธิภาพ

ที่กล่าวมานั้น ได้ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) โดยปัจจุบันได้ตั้งสำนักงานนี้ ที่เรียกว่า สทนช. สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้มีการดำเนินการอย่างมีเอกภาพ บริการรวมหน่วยงาน ที่เกี่ยวกับน้ำไว้ด้วยกันหลายสิบหน่วยงานไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดการบูรณาการทั้งหน่วยงาน แผนงาน โครงการ ทรัพยกร บุคคลากร และงบประมาณ

สิ่งสำคัญก็คือ การดำเนินการอย่างมียุทธศาสตร์ มีการจัดทำแผนแม่บท การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ. 2560-2579 ที่ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วย

นอกจากจะมีการน้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้แล้ว เรายังได้คำนึงถึงปฏิญญาสากล สถานการณ์ประชุมน้ำโลกครั้งล่าสุด เมื่อเดือนมีนาคมปีนี้

อาทิ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การร่วมมือกันของรัฐบาลทั่วโลก การร่วมมือข้ามพรมแดน โดยยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศ การส่งเสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่ และการแก้ปัญหาน้ำและสุขาภิบาล อีกทั้งมีการเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เอสดีจี ขององค์การสหประชาชาติ เป็นต้น

ทั้งนี้ ผลการดำเนินการ 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้จัดให้มีการสร้างความรับรู้ และมีการเสวนาเกี่ยวกับการจัดการน้ำของประเทศ ในวันจันทร์ที่ 4 มิถุนายนนี้ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล และก็ขอให้มีการติดตามรายละเอียดต่อไป ผมจะขอนำมากล่าวโดยสรุปขั้นต้น ดังนี้

1.การจัดการน้ำอุปโภค บริโภค เราสามารถสร้างระบบประปาหมู่บ้านได้ 97% จาก 7,490 หมู่บ้านทั่วประเทศที่ยังมีไม่ครบ ประปาโรงเรียน โดยแล้วเสร็จเกือบ 2,000 แห่ง และเจาะบ่อบาดาลได้เกือบ 2,000 แห่ง เช่นกัน ก็คงต้องทำต่อไปให้เป็นไปตามเป้าหมาย

2.การสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำ ให้ภาคการผลิต เกษตรกรรรม และอุตสาหกรรม อาทิ การพัฒนาแหล่งน้ำ ทั้งใน และนอกเขตชลประทาน การขุดสระน้ำในไร่นา การเจาะน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร และน้ำบาดาลช่วยภัยแล้งเป็นต้น ก็มีประชาชนได้รับผลประโยชน์กว่า 3 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่

3.การจัดการน้ำท่วมอุทกภัย ได้แก่ การขุดลอกลำคลอง ลำน้ำสาขา แม่น่ำสายหลัก เกือบ 300 กิโลเมตร เพื่อป้องกันน้ำท่วม 63 ชุมชน ก็ยังคงมีในพื้นที่อื่นๆ ก็ต้องทำต่อไป

4. การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ที่เสื่อมโทรม และป้องกันการพังทลายหน้าดิน โดยดำเนินการมาแล้ว 3 แสนกว่าไร่

นอกจากนี้ ยังมีการจัดการคุณภาพน้ำและที่จะสร้างความยั่งยืน ก็คือ การเร่งรัดออกกฎหมายทรัพยากรน้ำ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ เราต้องศึกษาผลกระทบในคราวเดียวกันด้วย

สำหรับแผนงานบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ ปี 2561 นี้ มีแผนงานที่ผ่านการพิจารณาให้ดำเนินการเพิ่มเติมอีก 216 โครงการ งบประมาณ 4,000 กว่าล้านบาท เพื่อให้ได้น้ำ 27 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ ราว 9 แสนไร่

และในปี 2562 มีอีกกว่า 3,000 โครงการ ที่กำลังพิจารณาจัดลำดับความเร่งด่วน และให้เกิดการใช้งบประมาณที่ประหยัด คุ้มค่า ได้ประโยชน์สูงสุด ตรงความต้องการของพี่น้องประชาชน

ทั้งนี้ จะต้องมีการลงทุนสร้างระบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการตกลงใจเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ อาทิ ระบบงานแผนที่ ระบบงานแบบจำลอง ระบบงานคลังข้อมูลน้ำ ระบบงานสถานีตรวจวัดเป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถพยากรณ์ และติดตามสภาพลมฟ้าอากาศ ที่จะช่วยให้สั่งการในเรื่องการเก็บกักน้ำ การพร่องน้ำ การใช้พื้นที่แก้มลิง เรียกรวมๆ ว่าเป็นการบริหารจัดการที่บูรณาการกัน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ยกตัวอย่างการนำข้อมูลที่บูรณาการกันของทุกหน่วยงาน มาจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ ในฤดูฝน จะช่วยให้เราสามารถวางแผนเพาะปลูกข้าว ในช่วงฤดูฝนปีนี้ จำนวน 60 ล้านไร่ โดยมีการจัดสรรน้ำ เพื่อใช้ในทุกภาคส่วนได้อย่างเพียงพอ กว่า 88,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และเมื่อสิ้นฤดูฝน ก็จะต้องมีน้ำต้นทุน สำหรับทำการเกษตรฤดูแล้ง ปี 2561-2562 ได้อีกราว 60,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

อีกหลายอย่าง ที่จะต้องดำเนินการควบคู่กันไป อาทิ การจัดทำปฏิทินอุทกภัยจากมรสุมต่างๆ การกำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ด้วยข้อมูลสถิติย้อนหลัง 55 ปี จำแนกตามความรุนแรง โดยมีแผนเผชิญเหตุรองรับ แผนบริหารจัดการน้ำหลาก ในลุ่มน้ำต่างๆ โดยใช้ทุ่งที่เชื่อมโยงกันในการหน่วงน้ำ ชะลอน้ำ

รวมทั้งการเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำ ไม่ให้ล้น หรือพร่องน้ำ จนไม่เหลือน้ำต้นทุนไว้ใช้ในอนาคต คงต้องสำรวจอ่างเก็บน้ำเก่าๆที่มีอายุยาวนานด้วย อาจต้องมีการซ่อมแซม เหล่านี้เป็นต้น ทุกอย่างเราจำเป็นต้องให้ประชาชน เกษตรกรร่วมมือกัน จึงจะสำเร็จ ไม่ใช่ให้รัฐบาลทำต่อไปก็ไม่สำเร็จสักอย่าง

พี่น้องประชาชนที่รักครับ การบริหารจัดการน้ำ สำหรับภาคการผลิตที่สำคัญของประเทศ ที่เราต้องเตรียมการในระยะยาว ตั้งแต่วันนี้ ได้แก่ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่เราจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ เนื่องจากจะเป็นกลจักรสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ ในยุคดิจิตัล หรือ อีกอย่างน้อย 20 ปีข้างหน้า

ซึ่งต้องมีการศึกษาแนวเส้นทางการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ ให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนภายใน ประเทศ รวมทั้ง ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่สำคัญของ EEC อีกด้วย ทั้งนี้ ในระยะ 10 ปีแรกนี้ จำเป็นต้องมีน้ำใช้ในระบบโครงข่ายเพิ่มอีก 320 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

โดยจะต้องดำเนินการในหลายส่วน อาทิ การปรับปรุงแหล่งน้ำเดิม การพัฒนาอ่างเก็บน้ำ การเชื่อมโยงแหล่งน้ำและระบบผันน้ำ การสูบกลับน้ำท้ายอ่างเก็บน้ำ แผนป้องกันน้ำท่วม และการจัดหาแหล่งน้ำสำรอง ส่วนแผนสำหรับรองรับอนาคต 20 ปี ก็จะมีการเพิ่มเติมแผนการพัฒนาอ่างเก็บน้ำ ภาคตะวันออก 104 แห่ง ปริมาณน้ำ 1,900 ล้านลูกบาศก์เมตร

อีกทั้งแนวทางการบริหารจัดการความต้องการการลดการใช้น้ำ การใช้น้ำซ้ำ การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ซึ่งหลายประเทศมีเทคโนโลยีนี้แล้ว เนื่องจากเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ เช่น สิงคโปร์ และอิสราเอล และการหาแหล่งน้ำสำรองของอุตสาหกรรม เป็นต้น

โดยรูปแบบการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จใน EEC ก็จะเป็นโมเดล สำหรับการดำเนินงานในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ทั้ง 10 แห่ง ต่อไปอีกด้วย

ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจอย่างเดียว หรือการลงทุนอย่างเดียว ก็เพื่อประชาชนในพื้นที่เดิมที่มีอยู่แล้วด้วย ใน 3 จังหวัด

ตัวอย่างของการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำเพื่อชุมชนที่ผมอยากจะกล่าวถึง ก็ได้แก่ หนองบัวลำภูโมเดล หรือโครงการระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จากการที่ผมลงไปพบปะพี่น้องประชาชน จ.หนองบัวลำภู เมื่อมีนาคม ที่ผ่านมา ทางจังหวัดได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาความยากจน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ด้วยการปรับปรุง พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดิน เพื่อจะให้เกษตรกรมีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี มีรายได้ต่อเนื่องและมั่นคง รวมทั้งการนำเทคโนโลยีระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ โซลาร์เซลล์ มาปรับใช้ เพื่อลดต้นทุนการผลิต นำร่องในพื้นที่กลุ่มเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ 58 กลุ่ม รวมทั้งพื้นที่การทำเกษตรแปลงใหญ่ ตามนโยบายรัฐบาล และเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสานในการปลูกพืชทางเลือก ลดความเสี่ยงในการใช้สารเคมี ได้ผลผลิตปลอดภัย และเป็นการสร้างรายได้ให้สูงขึ้นอีกด้วย

อีกทั้งยังส่งเสริมความสามารถอาชีพทางเลือกนอกฤดูกาลเพาะปลูก หรือยามว่าง เช่น การมีอาชีพเสริม งานฝีมือ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ด้วย ใช้งบประมาณราว 210 ล้านบาท ก็มีเกษตรกรกลุ่มต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการโดยสมัครใจกว่า 2,00 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 23,000 ไร่ อาจจะมีรายได้จากการขายพืชผักอินทรีย์ เมื่อหักต้นทุนการผลิตแล้วพี่น้องเกษตรกรจะมีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 12,500 บาทต่อไร่ต่อเดือน หรือ 150,000 บาทต่อไร่ต่อปี ผมลองคำนวณคร่าวๆ ก็เห็นว่าเราลงทุนประมาณ 100,000 บาทต่อคน นั่นหมายความว่าจะได้ทุนคืนทันทีในปีเดียว และยังคงสร้างความยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย นี่คือความแตกต่างในการแก้ปัญหาทางด้านการเกษตร เราก็จะสามารถลดภาระงบประมาณแผ่นดิน เรามีการดึงกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเข้ามาอุดหนุนได้เกินครึ่ง ราว 124 ล้านบาท ก็เป็นการใช้ประโยชน์จากกองทุนที่คุ้มค่าตามวัตถุประสงค์ของกองทุนด้วย นับว่าเป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่มีส่วนร่วมเกิดจากความเข้มแข็งของชุมชนที่จะสามารถบรรลุทางออกของตนโดยรัฐบาลสามารถเข้าไปส่งเสริมได้ ก็ขอให้พื้นที่อื่นๆ เอาไปเป็นตัวอย่างด้วย

ในส่วนของพี่น้องเกษตรกรที่ต้องประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติและราคาสินค้าเกษตรที่มีระดับต่ำต่อเนื่องมาหลายปี ต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ มีภาระดอกเบี้ยสูงมาก จนทำให้ไม่สามารถจับจ่ายใช้สอย ดำรงชีวิตได้ดีเท่าที่ควร รัฐบาลก็ได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อจะแก้ปัญหาเบื้องต้นให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายใน 1 เดือน จากเดิมที่กำหนดไว้ 6 เดือน โดยได้ให้รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดพร้อมด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่ คสช. ร่วมกับ กอ.รมน.จังหวัด จัดเตรียมข้อมูลลูกหนี้นอกระบบ เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งก็มีทั้งประชาชนทั่วไปและกลุ่มเกษตรกรที่ไปยืมเงินนอกระบบจากโรงสี โดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ผมกล่าวถึงข้างต้นจะเข้าไปช่วยเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยหนี้กับโรงสี แก้ไขสัญญาให้มันถูกต้อง ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งในกลุ่มลูกหนี้ที่มีขีดความสามารถในการชำระหนี้ รัฐบาลก็จะช่วยผลักดันเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องต่อไป มันก็มีอยู่หลายมาตรการด้วยกัน ทั้งนี้ ก็เพื่อจะให้กลุ่มเกษตรกรสามารถดำรงชีพอยู่ได้ และมีเงินเหลือที่เพียงพอไปต่อยอด ไปลงทุน ทำการเกษตรในคราวต่อไป และมีโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวไปด้วยในคราวเดียวกัน ก็ขอให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือกับรัฐบาลด้วย

สุดท้ายนี้ ผมมีเรื่องที่มีความห่วงใยถึงพี่น้องประชาชนอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก จากการประเมินการรับรู้ของประชาชน (DDC poll) เรื่องไข้เลือดออก ล่าสุด พบว่าประชาชนมีความเข้าใจผิดๆ หลายประการ เช่น หลายคนคิดว่าผู้ใหญ่ไม่สามารถจะป่วยเป็นไข้เลือดออกได้ และบางคนก็คิดว่าถ้าป่วยเป็นไข้เลือดออก ก็สามารถจะซื้อยาแผนปัจจุบันกินเองได้ ไม่ถูกต้องนะครับ อันตราย ยิ่งกว่านั้น เกือบร้อยละ 70 คิดว่าการกำจัดยุงลายในบ้าน ในชุมชน ต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยราชการแต่เพียงหน่วยเดียว ในปีนี้แนวโน้มการระบาด มีพื้นที่เสี่ยงอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลางตอนบน โดยรูปแบบของการระบาดจะเปลี่ยนไป มีการเสียชีวิตในผู้ใหญ่มากขึ้น เนื่องจากมีโรคประจำตัวด้วย เช่น ภาวะอ้วน เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเลือด เป็นต้น

สำหรับใครที่มีอาการเหล่านี้ คือมีไข้สูง 2-3 วัน ไม่ดีขึ้น ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก ปวดเมื่อย หน้าตาแดง อาจจะมีผื่นขึ้นใต้ผิวหนังตามแขนขา ข้อพับ เป็นต้น ให้สังเกตตัวเอง ลูกหลาน และคนใกล้ชิด หากพบ ขอให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422 อย่าลืมช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงที่มีน้ำขัง ระวังยุงกัด ส่วนภาชนะที่เก็บน้ำไว้ใช้ก็ขอให้มีฝาปิดด้วย

อีกเรื่องที่ผมได้จากรายการ "Because We Care" เรื่องจริงสะท้อนสังคม ที่เป็นการแจ้งเตือนภัยทางช่อง New 18 ก็อยากจะนำมาเล่าเพื่อให้เห็นประโยชน์ของความร่วมมือ และเครือข่ายภาคประชาชน ที่สามารถสนับสนุนและทำงานร่วมกับภาครัฐ ให้พี่น้องประชาชนรับมือกับสิ่งเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด และมีเครือข่ายในโซเชียล เช่น เพจ Because We Care เพจแหม่มโพธิ์ดำ และเพจ Drama-Addict ที่เปิดรับเรื่องร้องเรียน ขอความช่วยเหลือ ของเด็ก เยาวชน สตรี และผู้ถูกกระทำรุนแรง โดยจะมีการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นและให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ครบวงจร และสามารถจะส่งต่อไป เพื่อให้ได้รับช่วยเหลือที่ดีที่สุด พร้อมที่สุด ได้อย่างทันท่วงที สามารถลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ผมก็เห็นว่าเป็นตัวอย่างที่ดี เนื่องจากการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบด้านสังคมโดยตรง อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับภาคประชาชนในโซเชียลสร้างสรรค์

ส่วนที่ไม่สร้างสรรค์ ผิด พ.ร.บ.ก็ต้องถูกดำเนินคดี กฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย ระวังด้วย รวมถึงหน่วยงานจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน และก็มีเครือข่ายภาคประชาชน ที่จะเป็นอีกที่พึ่งหนึ่งของพี่น้องประชาชนด้วย ก็ขอสนับสนุนและให้กำลังใจ ขอให้ทุกฝ่าย ทั้งสื่อโซเชียล ลงมือทำงานเพื่อส่วนรวมด้วย

ขอบคุณนะครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ วันอังคารที่ 5 มิถุนายนนี้ เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ผมขอเชิญพี่น้องประชาชนประหยัดไฟฟ้า ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง และแยกประเภท รวมทั้งหันมาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก โฟม กล่องโฟม โดยจะต้องกระทำอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย ขอบคุณครับ สวัสดีครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น