xs
xsm
sm
md
lg

“สุริยะใส” ยกศาล รธน.-ศาลปกครองเคยชี้ พธม.ชุมนุมสงบ-จนท.ใช้ความรุนแรง แย้งคำตัดสินศาลฎีกาฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

นายสุริยะใส กตะศิลา
“สุริยะใส” ยกคำวินิจฉัยศาล รธน.ชี้การชุมนุมพันธมิตรฯ เป็นไปโดยสงบ ขณะที่ศาลปกครองเคยตัดสิน จนท.สลายชุมนุม 7 ตุลาฯ ผิดหลักสากล รุนแรงเกินกว่าเหตุ แย้งคำพิพากษาศาลฎีกาฯ มีคลิปชัด จนท.ทุบตี-ยิงแก๊สน้ำตาพร้อมคำพูดสะใจ อ้างไม่มีมีเจตนาได้อย่างไร ย้ำ ป.ป.ช.ต้องยื่นอุทธรณ์ ห่วงติดดาบเจ้าหน้าที่ใช้กำลังสลายชุมนุม

วันนี้ (2 ส.ค.) เมื่อเวลา 16.33 น. ภายหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายกฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีและพวก รวม 4 คน ในคดีสลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ได้โพสต์ข้อความในแฟนเพจ สุริยะใส กตะศิลา เพื่อแสดงความเห็นแย้งและหวังว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะที่เป็นโจทก์จะได้นำไปพิจารณาเพื่อขออุทธรณ์และเพื่อให้ความแคลงใจของสาธารณะสิ้นกระแสความ ดังนี้

1. ที่ระบุว่าการสลายการชุมนุมครั้งนี้เป็นไปตามหลักสากลนั้น ขอโต้แย้งว่าก่อนหน้านี้มีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดได้ระบุว่าการสลายชุมนุมไม่เป็นไปตามหลักสากล และเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ เป็นการละเมิดผู้ชุมนุม นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงที่มีพยานหลักฐานสำคัญพบว่าแก๊สน้ำตาเป็นแก๊สหมดอายุการใช้งาน จนทำให้ผู้ชุมนุมหลายคนบาดเจ็บต่อเนื่องเรื้อรัง แขนขาพิการ ตาบอดในภายหลังก็มี และวิถีการยิงเป็นการยิงวิถีตรงใส่ผู้ชุมนุม แทนที่จะเป็นวิถีโค้งตามหลักสากล ทำให้มีคนบาดเจ็บ และเสียชีวิตทันที

2. ที่ระบุว่าเป็นการชุมนุมไม่สงบ ผู้ชุมนุมพกพาอาวุธไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น การชุมนุมยืดเยื้อ 193 วันของพันธมิตรฯ มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญคำพิพากษาของศาลอาญาหลายคดีที่มีการดำเนินคดีต่อแกนนำพันธมิตรฯ นั้น ศาลอาญาระบุไว้หลายคดีว่าเป็นการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ และเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อตัวเองและทำให้ประชาชนรับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลในขณะนั้น

3. ที่ระบุว่าจำเลยทั้ง 4 ไม่มีเจตนานั้น มีพยานหลักฐานที่เป็นคลิปวิดีโอในเหตุการณ์พบว่า พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่บางคนทั้งช่วงยิงแก๊สน้ำตา และช่วงใช้กระบองทุบตีผู้ชุมนุมก็กระทำไปโดยความสะใจ ที่สำคัญการจัดขบวนของเจ้าหน้าที่ตอนเช้าตรู่วันที่ 7 ตุลาคม 2551 นั้นก็พบชัดเจนว่าเป็นการเตรียมพร้อมเข้าสลายการชุมนุม และปฏิเสธการเจรจากับแกนนำและตัวแทนเหมือนธรรมเนียมปฏิบัติที่เคยทำ

“สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งขาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโจทก์จะนำพาข้อสังเกตและข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งนี้เพื่อพิจารณลงมติใช้สิทธิอุทธรณ์คดีให้สิ้นกระแสความและบังเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะคนบาดเจ็บ พิการและเสียชีวิตในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ต่อไป” นายสุริยะใสระบุ

นอกจากนี้ นายสุริยะใสยังได้กล่าวในรายการ RSU News Talk ทางสถานทีโทรทัศน์ News1 วันเดียวกันนี้ว่า ถือเป็นคำพิพากษาที่ผิดคาด เพราะศาลฯ ได้พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 4 คน ขณะที่ก่อนหน้านั้นพวกเราเชื่อว่าเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 2 คน บาดเจ็บอีกเกือบ 500 คน รวมทั้งมีผู้พิการ ตาบอด และเสียชีวิต อันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์นี้อีกหลายคน น่าจะต้องมีคนรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม เราเคารพคำพิพากษาของศาล เป็นจุดยืนของพันธมิตรฯ ทุกคนที่ไม่เคยหนีและสู้คดีทุกศาล หลังจากนี้ต้องดูว่า ป.ป.ช.ในฐานะโจทก์จะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ หรือจะตั้งแง่อะไรหรือไม่

นายสุริยะใสยังตั้งข้อสังเกตต่อคำพิพากษาของศาลบางประเด็น เช่น ที่บอกว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธ เป็นการชุมนุมไม่สงบนั้น ประเด็นนี้เคยมีคนไปร้องต่อศาลว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2551 แล้วว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นการชุมนุมโดยสงบ และในคดีอาญาที่พวกตนถูกฟ้องก็มีคำพิพากษาของศาลอาญาบางส่วนระบุว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ปกป้องส่วนรวม ทำความจริงให้ปรากฏ พร้อมกับมีคำสั่งบรรเทาโทษ

รวมทั้งประเด็นที่ศาลฎีกาฯ บอกว่า การสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามหลักสากล ก็ขัดแย้งคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุ ละเมิดสิทธิผู้ชุมนุม สั่งเอาผิดเจ้าหน้าที่และให้ชดใช้ค่าเสียหาย

ส่วนที่บอกว่า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจากเบาไปหาหนักนั้น ในวันเกิดเหตุตนชุมนุมอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลได้พยายามโทรศัพท์หาตำรวจบางนายที่เคยติดต่อประสานงานกันเรื่องการชุมนุมแต่กลับไม่สามารถติดต่อได้ ไม่มีการเจรจา ปัดไปเลย หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เดินเท้าเข้าหาผู้ชุมนุมและยิงแก๊สน้ำตา ตรงเข้าไปเลย ซึ่งตามหลักสากลต้องยิงขึ้นฟ้า แต่นี่เป็นการประทับบ่ายิงตรง แก๊สน้ำตาที่ใช้ก็หมดอายุใช้งาน ถูกนิดเดียวก็เป็นแผลลุกลาม เป็นไปตามหลักสากลตรงไหน ไม่มีการเจรจากันก่อน ศาลปกครองบอกผิดหลักการ มีการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ ย้อนแย้งกับการตัดสินของศาลในวันนี้

อย่างไรก็ตาม นายสุริยะใสกล่าวว่า พันธมิตรฯ ยังมีช่องทางที่จะสู้ต่อ โดยต้องรอดูว่า ป.ป.ช.จะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ แต่เมื่อมีข้อสงสัยจากผู้เสียหาย ป.ป.ช.ก็ต้องนำพา ถ้าไม่ทำ ต้องดูว่าจะผิด ม.157 หรือไม่ และหาก ป.ป.ช.ไม่ยื่นอุทธรณ์ ผู้เสียหายก็สามารถใช้สิทธิฟ้องเฉพาะตัวได้ ซึ่งจะต้องดูรายละเอียดคำพิพากษาของศาล และหารือในรายละเอียดกันก่อน

นายสุริยะใสยังได้แสดงความเป็นห่วงว่าคำพิพากษาครั้งนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมได้ง่ายขึ้น เหตุการณ์ 7 ตุลาฯ มีภาพวิดีโอปรากฏชัดว่ามีการใช้กระบองไล่ฟาด ไล่เตะผู้ชุมนุม พร้อมพูดว่าเอาให้ตาย ฆ่ามันๆ ยิงแก๊สน้ำตาพร้อมคำพูดด้วยความสะใจ เหมือนแค้นมาจากไหน จะฆ่าประชาชนให้ได้ ซึ่ง ป.ป.ช.จะไม่อุทธรณ์ได้อย่างไร และต้องดูว่าทนายที่ ป.ป.ช.จ้างมาจะทำหน้าที่ได้เต็มที่แค่ไหน บกพร่องตรงไหน ต้องสรุปบทเรียน เพราะน่าเป็นห่วงว่านี่จะเป็นการติดดาบให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังปราบปรามการชุมนุมในอนาคต ไม่ว่าสีไหนก็ตาม


กำลังโหลดความคิดเห็น...