xs
xsm
sm
md
lg

“ประยุทธ์” ห่วงมีคนอ้างประชามติสร้างเรื่องวุ่น วอน ปชช.ร่วมมือกันอย่าให้เกิดขึ้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“ประยุทธ์” ซัดกลุ่มต้านสร้างภาพทำให้รัฐบาลดูเหมือนละเมิดสิทธิมนุษยชน เผยเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมก็หงายท้องลงไปเองเพื่อให้เกิดภาพรุนแรง เตือนระวังคนไม่หวังดีเอาประชามติสร้างเรื่องวุ่น วอนประชาชนร่วมมือกันอย่าให้เกิดขึ้นอีก ลั่นอยากให้พูดน้อยลงต้องช่วยกันทำงาน แต่พูดแล้วทำไม่เหมือนบางคนเกิดมาเพื่อพูดแต่ไม่เคยทำ

วันนี้ (13 พ.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ตอนหนึ่งว่า การที่รัฐบาลถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการจับกุมตัวกลุ่มต่อต้าน ตนให้ตรวจสอบแล้ว มันไม่มี พอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้าเขาไม่ผิดเราก็ใช้นิติศาสตร์ไปแต่ก็ไม่ลืมรัฐศาสตร์ด้วย ให้อภัยก็หลายครั้งแล้ว ก็ผิดซ้ำ ๆ เรื่องเดิม เพราะฉะนั้นเราก็ต้องอดทน เจ้าหน้าที่ก็ต้องอดทนกันมาก แล้วยิ่งเจ้าหน้าที่ไม่ทำอย่างที่ว่าก็ยิ่งเสียใจ เพราะฉะนั้นตนก็บอกเจ้าหน้าที่ต้องอดทน รับฟังเขาบ้าง แล้วก็ชี้แจงทำความเข้าใจกับเขา

บางครั้งการเรียกตัวมา ไม่ได้เรียกมาทำอะไรเลย เรียกมาอธิบาย มาถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องทำแบบนี้ ถ้าดูแล้วเขาไม่ได้เจตนา หรือเจตนาดี ก็ปล่อยไปเถอะ แต่ถ้าเขายังมาด้วยเจตนาที่ต้องการให้จับ คือ จับแล้วเราใช้หลักรัฐศาสตร์ไป ก็มาให้จับอีก ตนไม่เข้าใจ แต่เข้าใจอย่างเดียวว่าเจตนาไม่ดี ให้เราจับไปเรื่อย ๆ แล้วก็โน่นไปถึง ให้มีภาพออกมา ประชาชนทั้งประเทศก็ดูว่าทหารใจร้าย

“วันนั้นก็เห็นอยู่อันนะผมก็ว่ามันเกินไปนะ คือ เขาพยายามที่จะเอาตัวออกมาจากพื้นที่ชุมนุม ชุมชน ที่ประชาชนเยอะ ๆ แล้วก็เป็นผู้หญิง แล้วประชาชนก็เริ่มด่าว่าไม่ชอบ มาทำให้เขาวุ่นวายขายของไม่ได้ ไอ้พวกไปประท้วงกันไม่กี่คนหรอก คนกลุ่มเดิม ปรากฏว่าพอตำรวจเขาก็พาไปขึ้นรถ ตำรวจหญิง เป็นผู้หญิง นั่งลงไปอย่างนั้น นั่ง อยู่ดี ๆ ก็ปล่อยตัวหงายท้องลงไป ให้เกิดภาพความรุนแรง กล้องก็ถ่ายกันพรึบพรับ ๆ อันนี้มันล้มไปเอง”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ฝากช่วยกันเคารพกฎหมาย ไม่ว่าจะกฎหมายอะไรก็ตาม เพราะกฎหมายมีไว้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ไว้ให้บ้านเมืองสงบสุข อย่างเช่นวันนี้ก็ถูกกล่าวอ้างว่าในห้วงการทำประชามติ รัฐบาลก็เริ่มใช้กฎหมายมากขึ้น เพื่อจะบังคับคนให้เลือกตั้ง ให้ผ่านรัฐธรรมนูญ อะไรทำนองนี้ จะไปใช้ได้ยังไง วันนี้ทำได้แต่เพียงว่าถ้าทุกคนมีเจตนาบริสุทธิ์ ไปชี้แจงทำความเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีตรงไหนที่แตกต่างบ้าง แตกต่างอย่างไร เหตุผลเพราะอะไร จบแล้ว แค่นี้ ไม่ใช่ว่าดีหรือไม่ดี ประชาชนเป็นคนเลือกเอง ฟังแล้วก็คิด แล้วก็ไปตัดสินใจเองว่าดีหรือไม่ดี ตนไม่ได้ห้าม แต่ถ้าไปรวมกลุ่มแล้วมารณรงค์รับ ไม่รับ มันใช่ที่ไหน ถ้ารณรงค์อย่างนี้ก็แสดงว่าพี่น้องเขาไม่ได้คิดเองสิ ประชามติเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคล ชี้นำไม่ได้

ตนเป็นห่วงเรื่องการทำประชามติ ถ้าทุกคนตัดสินใจด้วยตัวเอง ก็อาจจะได้อะไรมา จะผ่านหรือไม่ผ่านไม่รู้นะ ไม่ได้คาดหวังอะไรตรงนั้น คาดหวังให้ประชาชนคิดเป็น แล้วตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีการชี้นำ แต่สิ่งที่ควรต้องระมัดระวังก็ต้องมีคนที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น แล้วก็ทำให้เราต้องบังคับใช้กฎหมาย แล้วก็จะลามบานปลาย ตนคิดว่าประชาชนต้องร่วมมือกันอย่าให้มันเกิดขึ้นอีก ถ้าประชาชนไปเข้าข้างใคร มันก็จะตีกันเหมือนเดิม แล้วการทำประชามติก็จะมีปัญหา แล้วก็กลับมาว่ารัฐบาลไม่ดี

พล.อ.ประยุทธ์ ฝากถึงประชาชนว่า ทำยังไงตนถึงจะพูดน้อยลง เพราะตนก็พูดมากทุกที แล้วก็เหนื่อยด้วย คนฟังก็เบื่อ แต่ก็จำเป็นต้องพูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนี้ แล้วมันก็ไม่จบสิ้นสักทีเพราะยังไม่สำเร็จ และหลายอย่างก็กลับไปที่เก่า หลายอย่างมันก็ยังบิดเบือนอยู่เหมือนเดิม ถ้าอยากให้พูดลดลง รบกวนเวลาดูทีวีดูละครลดลง ก็ช่วยตนทำงาน จะได้ไม่ต้องมาพูดเยอะ พูดเยอะเพื่อสร้างความเข้าใจ เพราะมันไม่เข้าใจ มันก็ทำกันอยู่แบบนี้ อย่างน้อยก็ช่วยตนรักษาสุขภาพหน่อย ตนดูแลประชาชนอยู่แล้ว แต่ก็ทำสุดชีวิตอยู่แล้ว

“เพราะฉะนั้นเป็นห่วงอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า คนบางคนเกิดมาเพื่อพูด แล้วไม่ต้องทำไง ผมพูดแล้วผมทำ บางคนเกิดมาพูดอย่างเดียว ไม่เคยทำ ไม่เคยสำเร็จ พูดหลักการวิชาการ รู้หมด แต่วิธีทำไม่รู้ ทำไม่เป็น ไม่สนใจอย่างอื่น กฎหมายเขาว่ายังไง กระบวนการบริหารราชการ การทำงานของราชการเขาเป็นยังไงไม่รู้เรื่องเลย แต่จะเอาอย่างนี้มันทำได้ไหมล่ะ กฎหมายเขามีกี่ฉบับ ไม่รู้เรื่อง ก็จะพูดให้ตัวเองดูดี ผมไม่รู้ว่าจะพูดไปเพื่ออะไรเหมือนกัน แล้วบางคนพูดมาไม่รู้กี่รัฐบาลแล้ว ประเทศเสียหายไปเท่าไหร่แล้วก็ยังพูดอยู่อีก ไม่รับผิดชอบ แต่มีคนฟังอยู่นะ ต้องเลิกฟังกันบ้างสินะ ไปหาดูว่าใครทำให้ประเทศชาติเสียหายบ้าง ใครที่ทำให้ประเทศชาติเกิดความขัดแย้งบ้าง อย่าไปฟังเขา ก็แค่นั้น อย่าไปร่วมมือกับเขา สื่อก็อย่าไปถ่ายรูปเขามา อย่าไปขยายความให้คนที่ทำความผิด คนที่มีคดีความ ก็แค่นั้น มันก็สงบแล้ว ใช่ไหม” นายกฯ กล่าว


คำต่อคำ : รายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” วันที่ 13 พฤษภาคม 2559


ทักษดา- สวัสดีค่ะ ขอนำคุณผู้ชมเข้าสู่รายการคืนความสุขให้คนในชาติ ในสัปดาห์นี้ท่านนายกรัฐมนตรีมีเรื่องราวดี ๆ และมีหลายประเด็นที่จะมาพูดคุยทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ในเวลานี้ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่กับดิฉันแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ ท่านนายกฯ คะ


ประยุทธ์- สวัสดีครับ


ทักษดา- ค่ะ เป็นประจำทุกสัปดาห์ในช่วงตอนต้นของรายการที่นายกฯ มีเรื่องราวดีๆ ที่จะมาบอกเล่าให้พี่น้องประชาชนฟัง ในสัปดาห์นี้ท่านนายกฯ มีเรื่องอะไรมาเล่าให้ฟังบ้างคะ


ประยุทธ์- วันนี้มีหลายเรื่องทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี อยากให้เป็นการพูดคุยกันมากกว่า จะได้ไม่เครียดกัน ในเรื่องแรกที่เราน่าจะยินดีด้วยกันก็คือ นักเรียนมัธยม 8 คน ได้ไปร่วมการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับทวีปเอเชียครั้งที่ 17 ประจำปี 2559 ที่ฮ่องกง ประเทศจีน คว้า 2 เหรียญทอง 3 เหรียญทองแดง 3 เกียรติภูมิประกาศ และคนที่ 2 คือ นางสาวเอรียา จุฑานุกาล เรียกว่า โปรเม ได้แชมป์แอลพีจีเอ ทัวร์ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในรายการแข่งขันระดับโลก อายุยังน้อยนะครับ อายุ 20 ปี และอยากจะบอกอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ปีนี้เป็นปีทองนักกีฬาไทย จะเห็นได้ว่าได้รางวัลในการแข่งขันในต่างประเทศ เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดงบ้าง ในส่วนของกีฬาระดับโลก กีฬาอาชีพก็ได้รับรางวัลมาหมด ผมคิดว่าเป็นที่น่ายินดีนะ เดี๋ยวไม่กล่าวถึงเขาจะน้อยใจ ยิงปืนเป้าบิน และนักยกน้ำหนัก ก็เป็นกำลังใจให้นักเรียน นักกีฬา และผู้แทนประเทศไทยทุก ๆ คน ได้ช่วยกันในการสร้างชื่อเสียง และขอให้ประสบความสำเร็จในทุก ๆ เรื่องที่เขาทำการแข่งขัน แม้กระทั่งการเรียนหนังสือด้วยนะ อีกอย่างก็ใกล้เปิดเทอมแล้ว ก็อยากจะแนะนำเด็กและเยาวชนไทยทุกคนจะต้องตั้งใจเรียน วันนี้เรากำลังปฏิรูปการศึกษาระยะที่ 1 อยู่ ถ้าเป็นนักกีฬาก็ขยันฝึกซ้อม และเรียนหนังสือไปด้วยอีก มันก็เป็นกิจกรรมที่หนักพอสมควร

ประเด็นที่ 2 ก็คือ ในเรื่องของนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ผมได้รับรายงานมาว่า ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น ดีขึ้นเป็นที่พึงพอใจของทั้งครู และนักเรียน เราต้องช่วยกันค้นหาความถนัด ความสามารถ และความสนใจของตัวเองว่า เราชอบอะไร เราอยากเป็นอะไร เราจะได้สนใจให้มันถูกทาง ตั้งแต่ต้น จะได้มีการพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จ สมหวัง และเป็นไปตามความฝันของแต่ละคน


ทักษดา- ท่านนายกฯ คะ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในช่วงนี้ประเทศของเรา ประสบปัญหามากมาย ทั้งปัญหาใหญ่ ปัญหาเล็ก แล้วตั้งแต่รัฐบาล และ คสช.เข้ามา ได้แก้ไขปัญหาเหล่านั้นไปหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจำนำข้าว การบริหารจัดการน้ำ แก้ไขโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แต่อีกข้อหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญ คือ ปัญหาด้านการเกษตร เพราะประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม และปัญหานี้หมักหมมมายาวนาน อยากทราบว่าท่านนายกฯ มีแนวคิดที่ว่า ปัญหานี้แก้ไขยากง่ายอย่างไร และพี่น้องเกษตรกรจะช่วยร่วมมือกับรัฐบาลได้อย่างไรบ้างคะ


ประยุทธ์- สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ผมขอคือว่า ขอความเข้าใจ และมีความอดทน ความพยายามที่จะร่วมมือกันในการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้นให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และโดยเร็วยั่งยืน รัฐบาลเองพยายามจะทำทุกอย่างทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดระเบียบการใช้น้ำให้มีการรีไซเคิลน้ำจากโรงงานอุตสาหกรรมมาใช้ในภาคการเกษตรด้วย เรื่องของการลดต้นทุน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืช มีมาตรการหลายมาตรการที่ให้การช่วยเหลือทั้งในเรื่องของเงินทุน และเมล็ดพันธุ์ ในเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือในการทำไร่ทำนา และกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องของการทวงถามหนี้อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เรากำลังดูแลในเรื่องของให้การพิจารณาว่าจะทำยังไงมันถึงจะไม่ทำให้ราคาแพงจนเกินไป เอาเปรียบอะไรต่าง ๆ มากเกินไป

สิ่งที่เราสรุปมาได้แล้ว ณ ขณะนี้ก็คือว่า ทุกอย่างมีความก้าวหน้าตามลำดับถึงแม้จะไม่ทันใจอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ทันใจผม เพราะมันเดือดร้อน แต่สิ่งที่ผมสรุปได้ว่า ส่วนหนึ่งประชาชนยังไม่เข้าใจ อาจจะไม่เชื่อฟังรัฐ ไม่เชื่อฟังรัฐบาล เพราะไม่เคยทำไง แล้วก็บางทีมีคนไม่หวังดีไปบิดเบือน พูดให้เสียหาย จนกระทั่งชาวบ้านไม่มั่นใจ เพราะฉะนั้นการที่เราเคยชินกับการปลูกพืชแบบเดิม ๆ ใช้น้ำมาก ๆ หรือปลูกพืชโดยที่มุ่งหวังแต่เพียงให้ราคามันสูงขึ้น ทั้งที่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่า Demand กับ Supply มันไม่ต้องกัน ไม่เหมาะสม และที่ผ่านมาอาจจะมีการช่วยเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างอะไรบ้าง ซึ่งมันไม่ยั่งยืนหรอกครับ เรื่องการจำนำข้าวที่ผ่านมาก็มีปัญหาอยู่ใช่ไหม ทุกคนก็ทราบดี การประกันราคาข้าวก็เหมือนกัน ทั้งหมดนี้ผมว่ามันไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน อาจจะเป็นประชานิยมอาจจะดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ผมคิดว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ฉาบฉวย เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เราต้องดูต้นเหตุ ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ตั้งแต่เริ่มการลงทุนปลูกพืช การเตรียมดินอะไรต่าง ๆ เราต้องเข้าไปช่วยเขา ทีนี้การไปช่วยเขาจะทำยังไง ถ้าไม่ช่วยโดยไม่รวมกลุ่มกัน เข้าไปช่วยกันเป็นราย ๆ ไป ทำไม่ได้หรอก มันจะเป็นแต่เพียงบางพวกบางกลุ่ม จะใกล้ชิดกับกลุ่มอำนาจต่าง ๆ หรือกลุ่มการเมืองบ้างอะไรบ้าง มันก็ไม่ทั่วถึง

ฉะนั้น อันนี้คือประเด็นแรก ไม่กล้า ไม่ฟัง ถูกบิดเบือน โทษไม่ได้ ยิ่งเห็นใจเขามากกว่าเดิมด้วย อีกอันคือว่า การไม่ยอมรับการปรับเปลี่ยนเพราะว่า เขาต้องทำความเข้าใจในเรื่องที่มันอาจจะยากเกินไปสำหรับเขา ผมไม่ได้ดูถูกเขานะ เพียงแต่ไม่มีใครไปพูดให้เขารู้ ฉะนั้น การที่จะให้เขารู้ในระยะเวลาอันสั้น มันเป็นไปได้ยาก ผมคิดว่าเวลา 1 ปี และ 2 ปี และเวลาที่เหลืออยู่ มันน่าจะเข้าใจกันได้มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญก็คือว่า จะช่วยผมได้เหรอ ก็คือคนที่ทำสำเร็จแล้วก็ต้องบอกคนที่ยังไม่ได้ทำ ว่าทำอย่างนี้เถอะมันจะได้ดีขึ้น ลดการใช้น้ำน้อยลง และปลูกพืชที่มีราคา ปลูกพืชใช้น้ำน้อยเหมาะสมกับที่ดินของตัวเอง ตามแบบที่เขาทำมาของกระทรวงเกษตร ถ้าหากว่าทุกคนไม่ยอมลงทุน มันจะทำให้ปัญหาต่าง ๆ แก้ไม่ได้แน่นอน รัฐบาลถ้าช่วยทุกอย่าง ๆ ไป มันก็เป็นปัญหาซ้ำซ้อนนอกจากหนี้ครัวเรือนแล้ว ยังไปเรื่องหนี้สาธารณะ เรื่องการกู้เงิน เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ มันทำให้อย่างอื่นมันเดินไม่ได้หมด อันนี้เป็นความเชื่อมโยงที่ประชาชนต้องเข้าใจ เกษตรกรทุกหมู่เหล่าด้วย คงไม่ใช่เกษตรกรอย่างเดียวแล้ว เพราะทุกคนก็ต้องการความช่วยเหลือทั้งหมด

ในสิ่งที่วันนี้เราต้องทำคือการสร้างความเข้าใจใหม่ ๆ ให้แก่เขา ขณะเดียวกัน ต้องไม่มีการบิดเบือน บางคนก็ต้องไปเอาสิ่งที่ไม่ใช่มาพูด แล้วให้เป็นความขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน วันนี้ที่สำเร็จ อันหนึ่งที่อยากจะชมเชยนะ คือเกี่ยวกับเรื่องของการที่มีเกษตรกรจำนวนมากได้รวมกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ มันก็สามารถช่วยเหลือได้ ปรับได้ ในพื้นที่แปลงใหญ่นั้นจะทำอะไรบ้าง มันจะได้เกื้อกูลต่อกัน ไม่ใช่แปลงใหญ่แล้วราคาตกอีก ถึงแม้จะเปลี่ยนจากข้าวเป็นอย่างอื่น แต่ปลูกเหมือนกันหมด มันก็ลำบาก มันต้องดูตลาด ความต้องการด้วย ย้อนมาสู่ต้นทางคือการผลิต การเพาะปลูก เรื่องน้ำมันเป็นประเด็นสำคัญ เพราะเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชได้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ กับน้ำที่มีอยู่ จะได้ช่วยกันประหยัดน้ำ น้ำทุกวันมันน้อยลงทุกวัน ถ้าหากเราไม่ปรับเปลี่ยนตรงนี้เลย แล้ววันหน้ามันจะลำบากกว่านี้ เพราะว่าราคา ผลิตผลต่างๆ มันก็ลดลงในขณะนี้ รายได้มันก็ไม่เพียงพอ ภัยแล้งก็ตามเข้ามาอีก ผมก็สงสัยเหมือนกันว่า บางที บางเรื่อง มันน่าจะทำได้เร็วกว่านี้ บางเรื่องมันน่าจะสำเร็จไปแล้ว แต่ปรากฏว่ามันก็มีหลายส่วนด้วยกัน มีทั้งคนที่ไม่ยอมฟังอะไรเลย หรือคนที่ฟังแต่ไม่กล้าปรับเปลี่ยน และบางคนก็ช่วยตัวเองทั้งหมดเลยนะ ทั้งทำกันเอง ใช้วิวัฒนาการสมัยใหม่ จบการศึกษาสูง ๆ มาทำ อันนี้เขาอาจจะมีทุน เขาทำของตัวเองก็สำเร็จ

กลุ่มต่อไปคือคนที่ช่วยเหลือตัวเอง และมีรัฐไปช่วยด้วย ไปเป็นกลุ่ม เป็นพวก ในกลุ่มที่ช่วยตัวเองทั้งหมด หรือช่วยตัวเองบวกรัฐช่วย ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จทั้งสิ้น ก็คงมีแต่กลุ่มประเภทที่ 2 ซึ่งต้องพยายามต่อไป เขาก็ยังคงเรียกร้อง รอความช่วยเหลือจากรัฐบาลตลอดมา เพราะว่าที่ผ่านมา บรรดาฝ่ายบริหารที่เข้ามา ก็อ้างว่า แก้ปัญหาให้ ถ้าเกิดว่า เข้ามาอีกก็จะทำให้เหมือนเดิม อันตรายนะ ผมคิดว่าถ้าเราพยายามดึงกลับมา ที่ในทางที่ถูกต้อง เป็นวิธีการที่ถูกต้องมากที่สุด จากหลักการ จากวิชาการ จากการวิจัย ไม่ใช่ผมคิดเองนะ ผมก็อ่านมา มันถึงมีมาตรการออกมาทำวันนี้ ผมคิดเองทั้งหมดไม่ได้ ถ้ามีคนไปบิดเบือนหรืออะไรก็ตาม ถ้าไม่เข้าใจมาทำรัฐบาล ถามผู้ว่าฯ นายอำเภอ ศูนย์ดำรงธรรม ว่าตรงนี้มันใช่ไหมเขาพูดมาแบบนี้ มันเป็นไปได้ไหม ถ้าเขาตอบไม่ได้ เขาถามรัฐบาล ผมก็ตอบได้ทุกเรื่อง เป็นห่วงพ่อแม่พี่น้อง ชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพอิสระรายได้น้อย น่าสงสาร เพราะความไม่รู้ เพราะความกตัญญูรู้คุณ ทั้งที่บางอย่างในคนที่เขาให้อะไรมา ช่วยอะไรมา เขาหวังผลตอบแทน ซึ่งผมเป็นรัฐบาลผมไม่ได้หวังอะไรจากท่านเลย เป็นความหวังของผมที่จะทำให้เขามีความสุข มีรายได้ที่เพียงพอมากกว่า


ทักษดา- ฉะนั้น พี่น้องเกษตรกรจะต้องเชื่อมั่นในรัฐบาล และจะต้องกล้าที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการปลูกพืชแบบเดิม ๆ มาเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เฉกเช่นเดียวกับที่ตอนนี้ประเทศของเรากำลังอยู่ในช่วงปฏิรูปประเทศเช่นกัน เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านประเทศ ต่างประเทศก็ชื่นชมนะคะว่า ประเทศเรามาถูกทางแล้ว ในประเด็นนี้เองท่านนายกฯ เห็นว่า การปฏิรูปประเทศของประเทศเรา มีความยากง่ายอย่างไรบ้าง


ประยุทธ์- ถ้าพูดถึงว่าง่ายก็ง่ายนะ ถ้าทุกคนเข้าใจร่วมกันมีเป้าหมายสุดท้ายด้วยกัน เข้าใจวัตถุประสงค์ในการปรับเปลี่ยนในการแก้ไขเรื่องการเมือง การทำกฎหมายอะไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้ทุกคน หรือทุกอย่างมันกลับเข้ามาสู่ในระบบไง เมื่อทุกอย่างมันเป็นระบบขึ้นมามันก็แก้ไขได้ง่าย อันนี้คือความง่ายในการปฏิรูป แต่ถ้าทั้งหมดมันยังไม่ยินยอมพร้อมใจกัน ทุกคนยังกล่าวอ้างว่า รังแกเขาหรือเปล่า หรือไปปรับเปลี่ยนเขาได้ยังไงอะไรทำนองนี้ ผมว่ามันยากทุกเรื่องเลย เพราะความขัดแย้งมันสูงอยู่แล้ว ที่ผ่านมาท่านก็เห็นดีอยู่แล้ว

อีกประการหนึ่งก็คือ กระบวนการเรียนรู้ของคนไทยมันยังไม่เท่ากัน อาจจะมีปัญหาการศึกษาบ้างอะไรบ้าง ก็ต้องแก้การศึกษาด้วย เพราะว่าถ้าสมมุติว่าเราพูดไปอะไรไปเขาไม่เชื่อขึ้นมา เพราะไม่เข้าใจเหตุผลไง อธิบายด้วยเหตุผลก็ไม่เข้าใจอีก อันนี้มันมีปัญหาเรื่องการศึกษาแล้วล่ะว่า จะต้องทำยังไงให้เขามีเหตุมีผล และคิดเป็น เราดูถูกเขาไม่ได้หรอก โดยเฉพาะคนรายได้น้อยอะไรเหล่านี้ หรือคนที่มีการศึกษาน้อย เราต้องพยายามที่จะต้องยกระดับเขาขึ้นมา มันจะได้มีความคิดความอ่านที่เท่าเทียมกัน ความรู้อาจจะไม่เท่ากัน แต่ความคิดเท่ากัน เพราะว่าพื้นฐาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันเป็นปัญหาเรื่องระบบการศึกษาก็แก้

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการแตกแยก ความสามัคคี อันนี้ในนิทานอีสปก็มีอยู่แล้วหลายเรื่อง หลายนิทาน ทุกอย่างมันเป็นบทเรียน เป็นสิ่งที่สอนเราว่า เราควรจะต้องแก้ไขตัวเองอย่างไร จะทำยังไงความรักความสามัคคีมันจะเกิดขึ้น เป็นบ่อเกิดของพลัง เป็นบ่อเกิดของความสำเร็จ เหล่านี้มันต้องเกี่ยวข้องกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ข้าราชการรัฐ รัฐบาล การศึกษาเกี่ยวกับบุคลากรครู ข้าราชการ อาจารย์ต้องปรับตัวทั้งหมดนะครับ และสื่อเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยทำทุกอย่างเร็วขึ้น เพราะเป็นสื่อ สื่อมันไปถึงทุกที่ใช่ไหม หนังสือพิมพ์ โซเชียลมีเดียบ้างอะไรเหล่านี้ไปถึงทุกที่ ตอนแรกก็มีสิ่งดีๆ ออกไปบ้าง ออกไปให้มากกว่าสิ่งที่ไม่ดี ผมคิดว่าเป็นสื่อมันได้เร็ว

เพราะฉะนั้นสาเหตุในการปฏิรูป หลายๆ อย่างผมพูดไปแล้ว อะไรที่มันทำให้เสร็จแล้วอย่ากลับมาที่เดิมอีก จัดระเบียบบ้านเมือง ความสะอาดเรียบร้อย เผลอๆ ก็จะกลับมาที่เดิม นี่ไงนี่คือสิ่งที่มันเป็นความเคยชิน ผมไม่อยากจะใช้กฎหมายบังคับใครทั้งสิ้น ถ้าทุกคนรู้กฎหมายและไม่ฝ่าฝืนมันก็จบแล้วแหละ กฎหมายเป็นบ่อเกิดของการปฏิรูป เพราะฉะนั้นปฏิรูปก็ต้องไปดูกฎหมายด้วย ดูวิธีการบริหารจัดการ การแก้ปัญหาต่อเนื่องเชื่อมโยงอะไรกันบ้าง กิจกรรมหลักกิจกรรมเสริม คือทั้งหมด มันเลยกลายเป็นแบบ 10 ปัญหา เป็น 50 ปัญหา เป็น 100 ปัญหา กฎหมายแบบ 5 กฎหมายก็ต้องมีกฎหมายลูก รัฐธรรมนูญก็ต้องมีกฎหมายลูก กฎกระทรวงอะไรเยอะแยะไปหมด นี่แหละคือความยากง่าย ไม่ใช่ว่าสั่งปุ๊บได้ปั๊บมันเป็นไปไม่ได้ อาจต้องใช้เวลา อะไรที่ทำเสร็จได้ในสมัยเราก็จะทำ อันไหนยังไม่เสร็จอาจจะต้องขออภัยนะ

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกคนให้ความสนใจคือ การปฏิรูปโครงสร้าง ใน 7 โครงสร้างทั้งตำรวจ ทหาร ข้าราชการทั้งหมด กระทรวง ผมเร่งรัด เราก็ต้องปรับตัวเองด้วยเหมือนกัน วันนี้ในส่วนของกลุ่มสถานการณ์เหล่านี้ก็กำลังดำเนินการอยู่นะครับ แต่สิ่งที่เรารอไม่ได้คือในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพของเขา ปรับปรุงประสิทธิภาพ แต่แน่นอนมันไม่มีอะไรที่จะได้ 100% หรอก เพราะคนไง คนคือเจ้าหน้าที่ คนคืออากาศ ถ้าคนดีมันก็ดี ถ้าคนไม่ดียังไงมันก็ดีไม่ได้ หรือดีได้ไม่เท่าที่ควรนะ อันนี้เป็นปัญหาของเรา แต่ไม่เป็นไรผมจะพยายามทำต่อไป หากว่าเราปฏิรูปอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ผมคิดว่ามันจะนำประเทศชาติมาสู่ความมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต แต่ถ้าเราไม่ปฏิรูปอะไรเลย ยังเดินกลับไปที่เก่า ยังรักความสบาย ไม่รู้กฎหมาย หรือแม้กระทั่งว่าการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วโดยการแก้ที่ปลายเหตุเหล่านี้

เพราะฉะนั้นเราจะต้องปฏิรูปตัวเราเอง และปฏิรูประบบงานกับประสิทธิภาพ อะไรที่ผมตั้งก็ทำต่อไป เพราะว่าวันนี้มันต้องเร่งในการทำงานด้วย ถ้าเรารื้อทั้งหมดเวลาเดียวกัน มันไม่มีคนทำงานไง มันจะเกิดความขัดแย้งไปทุกคน ทุกคนก็ต้องการความมั่นคงในอาชีพของตัวเองในขณะนี้ แต่ทุกคนต้องทำงาน ถ้าไม่ทำงานก็ต้องปรับเปลี่ยน วันนี้ก็ต้องแก้ทั้งหมดแหละทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ สิ่งหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปเป็นไปได้ยาก ผมคิดว่าวันนี้คนไทยชักติดนิสัย เป็นคนที่มี Feeling เยอะไง ชอบไม่ชอบ แค่เห็นหน้าก็ไม่ชอบกันแล้ว ถึงเวลาคนพูดมามันก็ไม่ชอบ พอไม่ชอบมันเลยกลายเป็นปลูกฝังความเกลียดชังกันไป มันเลยกลายเป็นการแบ่งพรรคแบ่งชาติแบ่งพวก มีคนมาชี้นำเขายิ่งไปกันใหญ่เลย ใช่ไหม จนกระทั่งหลงลืมกฎหมายพูดอะไรก็ไม่ฟัง ไม่ฟังคนอื่นเลย เกลียดชังกันบางทีก็มีเรื่องส่วนตัวอยู่แล้ว และพอมีเรื่องการเมืองเข้ามา เรื่องอะไรเข้ามายิ่งไปกันใหญ่เลย เวลาจะทำอะไรก็ตาม ผมอยากให้นึกถึงคนดีๆ เขาบ้าง เพราะทุกหน่วยงานเขามีทั้งคนดี คนไม่ดี คนไม่ดีเราก็ต้องหาทางทำให้เขาดีให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องโทษกันใช่ไหม

วันนี้เราต้องนึกถึงคนอีกหลายคนที่เขาเดือดร้อน เจ้าหน้าที่หลายคนที่ดีๆ เขารอความช่วยเหลือจากเราอยู่ ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราทำให้คนเหล่านี้เขาทำงานให้ได้ ให้เกิดเจ้าหน้าที่ที่ดีๆ ข้าราชการที่ดีๆ ไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ วันนี้ก็มาพูดกันเยอะในโทรทัศน์ ในอะไรต่างๆ เขาเอามารณรงค์กันใหญ่โต ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เราดีขึ้นในสายตาของต่างประเทศด้วยในเวลานี้ ในส่วนของการที่จะว่าใครทุจริต ไม่ทุจริต ผมคิดว่ามันต้องไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะในส่วนขององค์กรอิสระ ใช่ไหม ในเรื่องของการตรวจสอบของรัฐ อย่าตรวจสอบกันด้วยความรู้สึก ใช่ไหม ถึงแม้ว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมได้ก็ตาม ประชาชนก็ไปดูสิครับ ไปดูเสร็จแล้วถ้าสงสัยก็ไม่ใช่ไปประท้วงไปอะไรกันตรงนู้น มันมีกระบวนการอยู่ ประเทศชาติมีกฎหมาย ไม่ใช่หรือก็ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษไป เขาก็สอบสวนให้ทุกที แต่ยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีปัญหาอีกเรื่องนี้ คือมันมีการจะทำให้สุจริต ในการที่จะนำประชาชนมาประท้วงเรื่องการทุจริต รู้สึกจะที่...


ทักษดา- ภาคอีสาน


ประยุทธ์- เรื่องการขุดน้ำขุดอะไรก็ไปแจ้งความเอาสิ เขาก็ตรวจสอบอยู่แล้วในขณะนี้ แต่ในส่วนของการขาดน้ำของประชาชนเขาก็รอขุดให้มันเสร็จ แต่ปรากฏว่ามีพรรคการเมือง มีนักการเมืองไปเอาป้ายให้เขาถือ และมีการเขียนป้ายตัวหนังสือใหญ่ๆ ว่า ไม่รับ และหนังสือตัวใหญ่ๆ NO และเขียนว่า คอร์รัปชันตัวเล็กๆ อยู่ข้างล่าง พอถือขึ้นมามันกลายเป็นผิดกฎหมาย เพราะว่ามันมีกฎหมายเรื่องการทำประชามติด้วยในขณะนี้ คือเจตนาไง แล้วก็มาแก้ตัวว่าอะไร ไม่รับทุจริต ไม่รับคอร์รัปชัน NO คอร์รัปชัน มันเจตนามันไม่ได้ แต่รัฐบาล ผมเอง คสช.ก็เข้าใจประชาชน เพียงแต่เรียกว่าให้เล่าให้ฟังสิ มันเป็นอะไรกันจะได้สอบสวนให้ ชาวบ้านเข้าใจ และชาวบ้านก็บอกกลับมาบอกว่า เขาไม่รู้เหมือนกัน มีคนเอาป้ายให้เขาถือด้วย เขาเจตนาดี บริสุทธิ์นะของประชาชน แต่มีคนไปแสวงประโยชน์ไง อันนี้ก็ฝากตามดูด้วยแล้วกัน


ทักษดา- สงสารพี่น้องประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อเหล่านี้นะคะ


ประยุทธ์- ใช่


ทักษดา- ดิฉันทราบว่าในช่วงนี้รัฐบาลได้ดำเนินการปฏิรูปสำเร็จแล้ว มีตัวอย่างสิ่งหนึ่งที่อยากให้ท่านนายกฯ เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการปฏิรูป การบริหาร การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่ทราบว่า การปฏิรูปตรงนี้ส่งผลให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณได้มากเลย


ประยุทธ์- เรื่องนี้มันสืบเนื่องมาจากเรื่องของทุจริตคอร์รัปชันด้วย ผมอยากจะพูดอีกนิดหนึ่งก็คือว่า เรามีช่องทางในการที่จะติดตามได้อยู่แล้ว โครงการทุกโครงการ งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่มันเป็นภาษีราษฎร ภาษีประชาชน มันอยู่ในเป็นการให้บริการภาครัฐ เปิดไปดูได้เลย สงสัยตรงไหน อยากจะไปตรงไหนก็ไป แข่งขันประมูลราคาตรงไหนก็ไป มีโครงการขึ้นทั้งหมด เมื่อไหร่อย่างไร ราคาเท่าไหร่ แต่ถ้าหากว่ามาร้องเรียนกันโดยไม่มีหลักฐาน ผมก็ดูแลให้ไม่ได้เหมือนกันนะ ครางนี้สิ่งที่ทำมา นอกจาก พ.ร.บ.การให้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งนำมาใช้อย่างจริงจัง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกราชการ ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ การลงทุนอะไรก็แล้วแต่ การประกวด การประมูล ต้องตอบคำถามเขา พอเราทำอย่างนี้มา มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ มีอยู่ 2 มาตรการ ที่เป็นที่น่ายินดี ตอนแรกมีคนต่อต้านเยอะนะ ไม่ไว้วางใจอีก วันนี้ก็ การจัดกาวัสดุด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีมาร์เก็ต อันที่สองคือวิธีการประกวดราคาอีเล็กทรอนิกส์ E-Bidding ทั้ง 2 อย่างมันต่างกันที่โรงงานขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ คงทราบดีอยู่แล้ว สำหรับผู้ประกอบการ ให้มีผลเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2558 ปีที่แล้ว เมื่อเราประกาศใช้ไปแล้ว ให้ส่วนราชการได้นำไปใช้ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง เราสามารถจะประหยัดงบประมาณของรัฐบาลได้เป็นจำนวน 28,785 ล้านบาท เห็นไหม ทุกอย่างโปร่งใสมันก็จะได้เงินกลับมา ผมเสียดายเงินที่มันหมดไปโดยตรวจสอบไม่ได้ ที่มันรั่วไหลไปบ้าง วันนี้ผมก็มั่นใจว่าดีขึ้นนะ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคน ต้องร่วมมือกันด้วย มันจะทำให้เราประหยัดงบประมาณ มีขึ้นที่ชัดเจน ลดเวลา ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และเพิ่มความดปร่งใส มีผลต่อกระบวนการตรวจสอบทั้งภาคเอกชนด้วย และลดการเผชิญหน้า ถ้าหากว่าประมูลกัน บางทีฮั้วกันมา สมยอมกันบ้าง อันนี้ก็ไปตรวจสอบกันว่ามันฮั้วกันได้อีกหรือเปล่า ก็ไปติดตามอีกเหมือนกัน


ทักษดา- การทำ E-Bidding ของภาครัฐ จะทำให้พี่น้องประชาชนได้รับผลประโยชน์มากมาย อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องใกล้ตัวของพี่น้องประชาชน เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ทราบว่าแนวทางประชารัฐของท่านนายกฯ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากพี่น้องประชาชนมาก โดยการใช้บริษัทใหญ่กับบริษัทเล็กมาเป็นพี่เลี้ยง ใช้วิธีการที่เรียกว่า พี่จูงน้อง เพื่อนจูงเพื่อน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีคนเห็นว่า แนวทางที่รัฐบาลใช้ เป็นการเอื้อประโยชน์ แล้วก็มีการนำเรื่องประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อยากให้ท่านนายกฯ สร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนถึงเรื่องนี้ค่ะว่า จริงๆแล้วสิ่งที่รัฐบาลทำ เป็นการตั้งใจที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจริงๆ ค่ะท่านนายกฯ


ประยุทธ์- อันนี้ก็มีปัญหาอีกแล้วนะ ประชาชนสับสนอีก ที่ผ่านมาก็มาพูดกันเรื่องประชานิยม วันนี้มาพูดเรื่องประยุทธ์นิยมอีก ซึ่งจริงๆไม่ต้องมานิยมผมนะ เพราะมันเป็นหน้าที่ของผมทำให้ท่านอยู่แล้ว ฉะนั้นในกรณีนี้ ที่ว่าจะเอื้อประโยชน์ใครต่างๆ ก็ต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่า จากวันที่เริ่มต้นกิจการต่างๆ ของใหญ่ กลาง เล็ก ที่ผ่านมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบริษัทข้ามชาติ เขาเริ่มมาจากตรงไหน ก็เริ่มมาจากขนาดเล็กทั้งสิ้น เพราะเวลาที่ผ่านมา ก็เป็นกระบวนการประชาธิปไตย การแข่งขันเสรี ฉะนั้นสมัยก่อนที่ผ่านมา จะยังไงผมไมรู้ แต่เขาก็เจริญเติบโตมา ถ้าทำผิดกฎหมายก็คงไม่โตถึงวันนี้มั้ง แต่ที่มีการเอื้อประโยชน์ต่างๆ มันก็ต้องมาพิสูจน์กันให้เรียบร้อยไปแล้ว วันนี้เราต้องมองทุกคนก็เหมือนศาล ก็ต้องมองทุกคนว่า แต่เราจะทำยังไงให้คนเหล่านี้มาสร้างประโยชน์ให้กับเรา เราจะต้อง เขาสร้างเนื้อสร้างตัวสำเร็จมาแล้วไง ก็ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน แล้วทำยังไงเขาจะมาร่วมมือกับเรา กับรัฐ ไม่ใช่มาร่วมมือทีละบริษัทกับรัฐ กับการเมืองบ้างอะไรบ้าง มีผลประโยชน์กันอยู่แค่นี้ ผมไม่เอา ไม่ต้องการ ต้องการให้เขาเมื่อรวยแล้ว ก็ต้องมาดูแลประชาชนด้วย ร่วมมือกับรัฐ รัฐบาลในขณะนี้ เราไม่สามารถไปเอื้อประโยชน์ใครได้เลย เพราะว่าตัวผมเอง และตัวรัฐมนตรีเอง ก็ไม่ได้เปิดโอกาสแล้วนะ ที่จะไปให้ใครมาพบส่วนตัว ผมยังไม่เคยทำ แต่สิ่งที่เป็นประเด็นอันหนึ่งก็คือ มีคนไปแอบอ้างอีก ว่าติดต่อผมได้ ผมให้โครงการมา เอาเงินมาให้ ผมกำลังสอบหาอยู่นะ ถ้าเจอจะเล่นงาน เรามาพูดวันนี้ผมคิดว่ามันไม่สร้างสรรค์หรอก เราต้องมองอนาคต ว่าเราจะต้องเดินไปข้างหน้าอย่างไร ทำให้ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง มันเป็นขนาดใหญ่ได้อย่างไร คราวนี้มันก็ต้องย้อนกลับไปดูว่า เหล่านี้ก็คือ ต่อจากนี้ไป ก็เป็นเรื่องของเอสเอ็มอี เล็ก กลาง ใหญ่ แล้วมีสตาร์ทอัพ อีก เพิ่งเริ่มต้นใหม่ เพื่อจะไปสู่เข้าไปในเอสเอ็มอี ที่มันมีอยู่แล้วเดิม

ฉะนั้นถ้าเราไปมองไม่ดี คนนู้นคนนี้มากๆ มันทำไม่ได้ทั้งหมด เพราะมันเกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เราก็ดูว่าถ้าเมื่อไรที่เขามีประโยชน์ เอื้อประโยชน์อะไรกัน ก็ร้องทุกข์ กล่าวโทษ กันมา หากหลักฐานมาผมก็จะดำเนินการให้ทั้งหมด ผมไม่มีเจตนา ถ้าทุกคนบอกว่าไม่ชอบให้มีการทุจริตโกงกินก็อย่าไปร่วมมือ หรือไปรับประโยชน์กับเขา ถ้าไปร่วมมือกับเขา แต่ตัวเองก็ทำ ก็บ่นว่าทำไมมันมี ก็มันมีคนทำไง มีคนให้ มีคนรับ และไอ้คนที่ไม่ได้บางทีก็โกรธแค้น ก็ไปช่องทางกฎหมาย ไม่ใช่เออ มาโทษรัฐบาลว่า ไม่ดุแล จะไปดูไหวไหมล่ะ คนตั้งเท่าไร ผมไม่ได้ไปควบคุมทุกอย่างเพราะกฎหมายมีอยู่แล้วทั้งสิ้น

ฉะนั้นคนดูแลคือเจ้าหน้าที่ข้าราชการ เขาไม่ได้รับผลประโยชน์ ต้องปรับตัวเองเหมือนกัน ประชาชนก็ต้องปรับตัว จะอยู่กันได้อย่างไง ต้องอยู่ด้วยกฎหมาย กติกาการค้า การลงทุน ที่เป็นสากล แข่งขัไนด้อย่างโปร่งใส ผมก็ออกให้หมดแล้ว ทีนี้มันก็เหลือคนแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ดูแล้วว่า การพัฒนาประเทศมันช้าเกินไปตรงที่ว่า ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของประชาชนต้องช่วยตัวเองมา ใครอยากทำอะไรก็ทำตามอาชีพอิสระของตัวเอง รัฐบาลก็ไปช่วยได้เป็นบางกิจกรรม บางกลุ่ม บางฝ่าย ผมคิดว่ามันไปไม่ได้หรอก วันหน้ามันจะไปไม่ได้ เพราะว่าอย่างที่บอก งบประมาณจำกัด เมื่อจำกัดมาแล้วมันก็ยิ่งช่วยไม่ได้ ประเทศก็เป็นหนี้เป็นสินเยอะแยะมากมาย และไม่เกิดอะไรขึ้นมาเลยที่เป็นรูปธรรม ความเเข้มแข็ง มองว่า ถ้าเราเอาบริษัทห้างร้านต่างๆที่เขาใหญ่โต ร่ำรวยมากๆ มาช่วยเหลือเราจะได้ไหม ก็ไปคิดมา ฝ่ายผลิตก็ไปหาวิธีการมา ขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ตั้งคณะกรรมการ ไปรวมกลุ่มกันมา เอากลุ่มต่างๆทั้ง 12 กลุ่ม ไปจับสู้กับภาครัฐของแต่ละกระทรวง กับรัฐมนตรี กับคณะทำงาน แล้วก็หาข้อสรุปมาให้รัฐบาลพิจารณาว่า อะไรควรไม่ควร มันก็เลยเกิดแนวทางประชารัฐ ที่เรียกว่าการประสานพลังรัฐ มองเน้นในเรื่องของประชาชนจากรัฐ คราวนี้พอผสมผสานพลังประชารัฐขึ้นมา มันเป็นเอกชน ธุรกิจ เข้ามาร่วมด้วย อันนี้ถือว่าเป็นแนวใหม่ จริงๆ ไม่ใช่แนวใหม่มากนักหรอก ผมก็ไปเอาตัวอย่างมาจากต่างประเทศเขาดูด้วย ทำไมมันจะไปด้วยกันได้ เริ่มจากรัฐ จากนั้นเอาเอกชนมาเดินคู่ขนานกันไป วันนี้ถ้าเราเอาเอกชนมาเดินด้วย มันก็เร็วขึ้นไง มันมีช่องทาง มีตลาดอยู่แล้ว ถ้าเขาแบ่งสัดส่วนของเขาในเรื่องของการผลิต ในเรื่องของการรับซื้อผลผลิตต่างๆ ไปสู่การแปรรูปให้มีมูลค่า ผมว่ามันก็เป็นสิ่งที่ดีไม่่ใช่เหรอ กว่าที่เราจะไปเปิดตลาดใหม่เอง แต่เพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายรัฐนะ มันไม่ทันการณ์ เราก็ต้องสร้างเอง คราวนี้จะสร้างได้อย่างไร เพราะว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นถ้าประชาชน ภาคประชาชนต้องการจะทำอะไรก็ตาม ถ้ารวมกลุ่มกันได้เสนอความต้องการขึ้นมาได้ รัฐก็สามารถแนะนำได้ ว่าจะทำอะไรกันดี พอตกลงกันได้ทั้งรัฐและประชาชน เราก็พูดกับฝ่ายภาคเอกชนที่ประสบความสำเร็จ ช่วยบ้างได้ไหม วันนี้เขาบอกช่วยหมดเลย


ทักษดา- เขายินดี


ประยุทธ์- หลายสิบบริษัทนะ ยักษ์ใหญ่จริงๆ เพราะฉะนั้น อยากให้ย้อนว่าเอื้อประโยชน์ ไม่เอื้อ ผ่านมาแล้ว ว่ากันมา แต่เรื่องปัจจุบันเขาช่วยเรา ไม่ได้ช่วยผม ช่วยผ่านคณะกรรมการ ผ่านกระบวนการเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ เพราะฉะนั้นต้องเริ่มจากการไว้เนื้อเชื่อใจกันก่อน ถ้าเราเชื่อใจกัน ไม่มีผลประโยชน์ ผมว่ามันไปได้หมด ผมเชื่อมั่นรัฐบาลผมพอสมควร ไม่มีผลประโยชน์ เพราะสัญญากันไว้แล้ว ถ้ามีอย่างนั้นต้องถูกลงโทษ ช่วยไรไม่ได้ เราทำเพื่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราทำเพื่อประเทศ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทประชารัฐจำกัดของจังหวัดหรือที่เป็นโฮลดิ้ง สัดส่วนถือหุ้นบริษัทใหญ่ 80% มั่ง ประชาชนถือหุ้นเองนะ ตรวจสอบได้ เพราะฉะนั้น ทางฝ่ายภาคเอกชนจะช่วยบริหารระยะแรก ต่อไป ภายหน้าอาจไม่ต้องพึ่งเขาก็ได้ พอประชาชนแข็งแรงบริหารเองได้ก็ขึ้นมาเป็นประธานบริษัทเอง ขณะเดียวกัน ยึดโยงกันกับประชารัฐ จำกัด ที่จังหวัด หรือกลุ่มจังหวัด เพราะฉะนั้น ทุกอย่างจะโตจากทุกพื้นที่ และไปสู่จังหวัด และไปสู่ภูมิภาค โดยการประสานพลังประชารัฐที่ว่า เพราะฉะนั้น ไม่อยากให้ขัดแย้งกันเอง บิดเบือนไปมา จนทำให้กลับไปที่เก่า ถ้าไม่ทำแบบนี้ มันก็กลับไปที่เดิม เพราะไม่มีจุดยืนอีกแล้ว โทษไปกันมา ไม่เกิดประโยชน์หรอก

เรื่องที่เป็นปัญหาของเราก็เป็นไฟป่า หมอกควันทำนองนี้ ทุกคนมองว่าชาวบ้านบุกรุก เผาของป่า หาของป่าอะไรบ้าง ซึ่งเขาต้องพึ่งป่า หาอาหารบ้างในป่า วันนี้ ผมว่าแทบไม่มีอะไรเหลือแล้วนะ เพราะความชุ่มชื้นหายไป สัตว์น้อยลง


ทักษดา- เป็นเขาหัวโล้นไปหมดเลยค่ะ


ประยุทธ์- เขาหัวโล้นหมด อันตราย ฝนไม่ตก เพราะเขาไม่มีต้นไม้ ถ้าพูดเรื่องการปลูกข้าวโพด ผมขอความร่วมมือกับบริษัทปลูกข้าวโพดขนาดใหญ่ ไปสู่การรับซื้อผลผลิต อาหารสัตว์ไรก็ตาม ขอร้องไปแล้วนะ ขอให้ไม่รับซื้อข้าวโพดในพื้นที่ที่ผิดกฎหมาย ลำบากกันไป คงต้องใช้เวลาการปรับเปลี่ยน ถ้าเราทำอย่างนั้น ประชาชนที่ปลูกอยู่แล้ว ที่หากินมาตลอดชีวิตในที่ผิดอย่างนั้น ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ทำอะไร เขาจะอยู่อย่างไร ผมต้องดูว่าบริษัทช่วยได้ไหม เอาคนเหล่านี้ มาสนับสนุนการเพาะปลูกได้ไหม หรือรัฐบาลจัดหาพื้นที่ให้ หรือคณะกรรมการจัดที่ดินของรัฐบาลนี้นะ เขาจะได้ไม่ขึ้นไปปลูกบนเขา และต้องไปแก้ด้วยการเผาซังข้าวโพด ต้องเอาซังข้าวโพดเหล่านั้นมาเพิ่มมูลค่า มาทำถ่าน วันนี้มีเครื่องไม้เครื่องมือเยอะแยะ ถ้าทำอย่างนี้มันลดการปลูกข้าวโพดบนเขา แต่ชาวบ้านเกษตรกรไม่เดือดร้อน เพราะมีงาน มีที่ทำใหม่ หรืองานอื่น ขณะเดียวกัน ข้าวโพดก็จะมีราคาสูงขึ้น เพราะมันไม่มากเกินไป แต่สำคัญนะข้าวโพดใช้เยอะ เอาเลี้ยงสัตว์ด้วย อะไรทั้งหมด ต้องขอความร่วมมือกันนะในกลุ่มคณะต่างๆ ถ้าพูดถึงเรื่องการปลูกป่าแล้ว แล้วทำไม พอหลายๆ ปีมา คนเดิมที่บุกอยู่ตรงนี้หายไปไหนแล้วไม่รู้ ข้าวโพดไปปลูกใหม่ตรงนู้น ตรงนี้ขายไปแล้ว และคนซื้อซื้อได้ไง ที่ผิดกฎหมายทำไมซื้อได้ อยู่ที่การปล่อยปละละเลยด้วย จิตสำนึกด้วย รัฐบางทีดูไม่ไหว เจ้าหน้าที่มีไม่มาก เพียงแต่มีเรื่องผลประโยชน์ ต้องแก้ทั้งระบบ เรื่องปลูกข้าวโพดอย่างเดียว


ทักษดา- เรื่องเดียวยังยากเลยค่ะ

ประยุทธ์- ใช่ เพราะมีผู้ได้รับผลกระทบเยอะไง มันต้องหาว่าจะแก้กันตรงไหน เพราะวันนี้เราเป็นประชาธิปไตย การค้า ต้องการค้าเสรี ได้ส่วนแบ่งเท่ากัน อีกระบบหนึ่งนะ เพราะฉะนั้น เราต้องใช้กฎหมายเป็นหลักนะครับ และใช้ทั้งรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ มาร่วมกันแก้ปัญหา


ทักษดา- อีกเรื่องคือเรื่องต่างประเทศค่ะ ซึ่งท่านนายกฯ ให้ความสำคัญไม่แพ้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่นเดียวกัน ทราบว่า สัปดาห์หน้า ระหว่างวันที่ 17-20 พฤษภาคม ท่านนายกฯ จะเดินทางไปเยือนสหพันธรัฐรัสเซียตามคำเชิญของท่านดมิทรี เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย ไม่ทราบว่าภารกิจหลักๆ ที่ท่านนายกฯ จะเดินทางไปเยือนคราวนี้ มีสิ่งใดบ้างที่ท่านนายกจะต้องไปสานต่อพูดคุยกับทางรัสเซียบ้างคะ


ประยุทธ์- ก่อนอื่นต้องเรียนอย่างนี้นะ ผมไม่ได้เลือกไปเพราะจะเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆ ตามแนวทางต่างของประเทศ เพราะไทยต้องดำรงความสัมพันธ์ที่ดีต่อทุกประเทศในโลกอย่างเสรี เพราะเราเป็นประเทศอิสระ เป็นประเทศประชาธิปไตยมาก่อน และยาวนาน ไทยกับรัสเซียมีสัมพันธ์ครบรอบ 120 ปีเต็ม ในปี 2660 ปีหน้า 120 ปี นะ มีการเยี่ยมเยียนของพระมหากษัตริย์ไทย สมัยก่อนนู้น ทำให้บ้านเมืองสามารถผ่านพ้นมาได้หลายอย่าง เป็นประวัติศาสตร์ และเป็นไปตามคำเชิญของท่านนายกรัฐมนตรีดมิทรี เมดเวเดฟ ในการเตรียมฉลองครบรอบ 120 ปี ในปีหน้า เพราะฉะนั้น สิ่งที่ไปครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเมื่อต้นปี ผมให้รองนายกรัฐมนตรี ทั้ง 2 ท่านไป ทั้งความมั่นคง ทั้งเศรษฐกิจไปหารือ ที่ผ่านมา มันไม่รวดเร็ว ไม่ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นเราต้องเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้มากขึ้น สิ่งที่ผมคาดหวังการไปครั้งนี้ จากการเตรียมการของท่านรองนายกฯ ทั้ง 2 ท่าน ทุกกระทรวงก็ไปร่วมด้วยในการที่ว่าร่วมมืออะไรกันได้บ้างจะต้องทำสัญญาอะไรได้บ้าง เอาเข้า ครม.หมดแล้ว จะทำข้อตกลงอะไรหลายอย่าง ที่มันจะเกิดประโยชน์ทั้ง 2 ประเทศ ไม่ใช่เรามองประเทศเราประเทศเดียวว่าได้อะไรจากเขา เราต้องมองเขากับเราได้อะไรทั้งคู่


ทักษดา- ผลประโยชน์ต่างตอบแทนทั้งคู่นะคะ


ประยุทธ์- ใช่ๆ เพราะฉะนั้น ประเด็นที่หารือคือ มิติใหม่ของความเป็นหุ้นส่วนกันที่เรียกว่า พาร์ทเนอร์ชิพ ความเป็นหุ้นส่วน มีส่วนได้ส่วนเสียเหมือนกัน คล้ายๆ กับต่างตอบแทน ต่างคนต่างได้ คนได้ไม่ใช่ผม ไม่ใช่ใคร ประชาชนต้องได้ ประเทศต้องได้ เราจะทำยังไงให้ประเทศไปสู่ยุคใหม่ ให้อุตสาหกรรมเป็นศูนย์ คืออุตสาหกรรมแนวใหม่ที่ใช้แรงงานน้อยลง มันต้องสัมพันธ์กันกับสังคมปฏิรูป แรงงานวัยฉกรรจ์น้อยลง แล้วรู้ไหมทำไมเราถึงใช้แรงงานต่างประเทศมาก เป็นหลายล้านคน เพราะคนไทยไม่ทำไง แรงงานที่ใช้แรงงานไม่ทำ ไปทำต่างประเทศเพราะรายได้ดีกว่า มันเลยต้องพึ่งแรงงานประเทศเพื่อนบ้านต้องเข้าใจตรงนี้ ไม่ใช่ปล่อย ถ้าเขาไม่มา ใครจะทำ และพอให้แรงงานฝีมือตัวเองก็ไม่อยากทำ จะขอขึ้นค่าแรง ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักสากลนะ ต้องเป็นไปตามคุณภาพฝีมือแรงงานนะ ผมเห็นใจนะ ถ้าทำได้ ผมดูแลทั้งหมดนะแหละ ไม่ว่าจะยังไงก็ตามต้องดูแลเขาอยู่แล้ว และวันนี้ เราเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว การเคลื่อนย้ายแรงงานต่างๆ มันทำได้ง่ายขึ้น ไม่งั้นอีกหน่อยจะไม่มีคนไทยทำงานในประเทศไทย คนต่างด้าวเข้ามาหมด เพราะเรากันเขาไม่ได้ เพราะเป็นประเทศของประชาคม เออีซี เราก็หวังว่าเราจะร่วมมือกับรัสเซียในรอบๆ ด้าน ทั้งการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ พลังงาน การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ก็มีหลายอย่าง โดยเฉพาะการเกษตร เราก็ต้องหวังพึ่งการเติบโตทางเทคโนโลยี ทางวิทยาศาสตร์จากเขา เขามีมากกว่าเรา แต่เราก็จะมีสิ่งต่างตอบแทน ก็คือในเรื่องของอาหาร ของเราก็เป็นเรื่องอาหาร การเกษตร ส่วนใหญ่ ของเขาก็มีเรื่องพลังงาน กับเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่มีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทางทหาร หรือไม่ก็ยุทโธปกรณ์เกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติ เครื่องไม้เครื่องมือของเราผลิตเองไม่ได้ เนี่ย เราช้าเกินไป เราก็ต้องซื้อของเขาแบบนี้ล่ะ มันก็ต้องต่างตอบแทน แต่ไม่ใช่ไปแลกกัน เพียงแต่ต่างคนต่างก็ต้องซื้อสินค้าในปริมาณที่มากๆ เท่าเทียมกัน ได้เกิดประโยชน์ทั้งคู่

และสิ่งสำคัญก็คือ อย่ามองเรากับรัสเซียอย่างเดียว มองตัวเรากับอาเซียน แล้วประโยชน์จะเกิด ฝ่ายเราก็คือ ไทยจะต้องเชื่อมไทย+1 กับเพื่อนเราในอาเซียนด้วย แล้วเราก็ยึดโยงมาที่รัสเซีย รัสเซียเขาก็ไปยึดโยงกับยูเรเซีย ก็อัลเมเนีย เบลารุส คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน 5 ประเทศรวมรัสเซีย เขาเรียกว่าสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย ถ้าเราโยงอย่างนี้ได้ ปริมาณมูลค่าทั้งสองข้างก็มหาศาล จะได้เพิ่มพูนปริมาณการค้าการลงทุน โอกาสสินค้าออกของไทย สินค้าอาเซียนด้วยอะไรด้วย

ที่ได้เตรียมไว้ก็รู้สึกจะเป็นเรื่องของการลงนามหลายเรื่องด้วยกัน ก็เพิ่งได้ข้อยุติและเข้า ครม.ไปเรียบร้อยแล้ว มีการลงนามเอกสารความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนรวม 8 ฉบับ เรื่องด้านพลังงาน ด้านการเกษตร เรื่องมาตรฐานสุขอนามัย เรื่องสินค้าประมง เรื่องการลงทุนเอสเอ็มอีด้วย ก็ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันนั่นล่ะ และข้อสำคัญก็คือผมได้นำคณะนักธุรกิจไทยที่ประสงค์จะลงทุนในรัสเซีย ร่วมเดินทางไปด้วย เดินทางไปเองด้วย ในขบวนผมด้วย ก็เรียกว่าไปทำ Business Matching เอามาเจอกัน มันจะได้ทีเดียวไง รัฐบาลโอเค ลงนามเซ็นสัญญากันแล้ว ทางฝ่ายเขาก็มีนักธุรกิจเข้ามาร่วมด้วย มาเป็นสักขีพยาน หรือมาอยู่ในการประชุม แล้วก็แถลงกันออกไปว่ารัฐบาลว่ากันอย่างนี้นะ ภาคเอกชนก็เจอกันเลย จับคู่กันได้เลย กลับมาก็ทำได้เลย มันจะได้ไม่เสียเวลากลับไปกลับมาหลายเที่ยว วันนี้ก็น่าจะดีขึ้นนะ พลังงาน อาหาร เทคโนโลยีสารสนเทศ อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ การค้าปลีก ต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องเพิ่มมูลค่า เพิ่มตลาด ให้เร็วที่สุด


ทักษดา- ท่านนายกฯ คะอีกประมาณ 2 เดือนกว่าๆ วันที่ 7 สิงหาคม ประเทศไทยจะทำการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ขณะนี้ก็ยังมีความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่ ไม่ทราบว่าท่านนายกฯ มีความห่วงใยอะไรในเรื่องนี้บ้างไหมคะ


ประยุทธ์- วันนี้ก็กำลังมีเรื่องเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย การจับกุม สิทธิมนุษยชน อะไรต่างๆ ที่มันถูกบิดเบือนไปนะ อ่ะ ผมเอาเรื่องนี้มาก่อน ก่อนจะไปเรื่องประชามติ เรื่องของการที่ใช้คำว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน มันต้องมาดูว่าขั้นตอนตรงไหน ถ้าพูดถึงสถานการณ์ตอนนี้มันไม่ค่อยปกติมากนัก เพราะฉะนั้นการเข้าไปเพื่อจะให้เกิดการสืบสวน มันก็ต้องเข้าไปหาตัวผู้กระทำความผิด คือผู้ถูกกล่าวหา ผู้ที่มีการแจ้งเข้ามา ก็ต้องไปควบคุมตัวมาให้ได้ อันนี้ก็ต้องใช้กฎหมายพิเศษ ไม่อย่างนั้นมันไปหมด หนีๆ ทุกครั้ง หนีก่อนทุกครั้ง คือเข้าซอย ก็ไปแล้ว เพราะฉะนั้นบางครั้งมันก็ต้องใช้การดำเนินการ แต่ไม่ใช่ไปล็อกคอ ไปซ้อมเขาออกมา ไม่ใช่เลย ไปสวัสดีครับ ทำความเคารพเขา แล้วเชิญหน่อยครับ เขาก็มาทุกคน พอมาก็เข้าไปสู่กระบวนการสอบสวน อันนี้ล่ะคือสิ่งที่มันแตกต่างจากปกตินิดหนึ่ง เพราะเราใช้มาตรา 44 บ้าง ในเฉพาะบางกรณีนะ ไม่ใช่ทุกเรื่อง ถ้าบางเรื่องมันก็เป็นเรื่องของการใช้กฎหมายปกติ จับกุม ดำเนินคดี เหมือนคดีทั่วๆ ไป ก็มีอยู่ทั้งคู่นะ ทั้งสองอย่าง เรื่องนี้มันไม่เยอะหรอก 44 น่ะ เฉพาะเรื่องที่ประกาศไว้แล้วว่าอย่าทำ เท่านั้นเอง

ทีนี้การละเมิดสิทธิมนุษยชนมันจะเกิดตอนไหนล่ะ ถ้าเราจับกุมเขาด้วยวิธีการที่ละมุนละม่อม ไม่ใช้กำลัง ถ้าเขาไม่ใช้อาวุธโต้ตอบ มันก็จบตรงนั้นแล้ว ต่อไปก็มาดูซิ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็จะขั้นการควบคุมตัว สอบสวน ซ้อมหรือเปล่า บังคับขู่เข็ญหรือเปล่า ผมก็ให้ตรวจสอบ มันก็ไม่มีนี่นา ก็จะเห็นได้ว่ามีการถ่ายรูป จัดถ่ายวิดีโอไว้หมด ในขณะที่ควบคุม ทำไมไม่ดูตรงนั้นล่ะ เขาให้ดูก็ไม่ดู หรือดูแล้วไม่สนใจ เขาถ่ายไว้หมดล่ะครับ ตั้งแต่เอาไปวันแรกจนวันสุดท้าย เขาเก็บไว้หมดล่ะ เพราะฉะนั้นใครที่มาละเมิด มากล่าวอ้าง ว่าถูกซ้อม ถูกขู่ ก็ระวังแล้วกัน วันหน้าก็ผิดอีก เพราะพูดเท็จ ก็ไปเห็นนอนหลับสบายทุกคนนะ 1-2 วัน บางทีก็ไม่พูดอะไร นอน คือ ignore คือไม่รู้ไม่ชี้ เสร็จแล้วพอสอบสวนเสร็จอะไรเสร็จ ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้าเขาไม่ผิด สอบสวนแล้วมันไม่ใช่ เขาเข้าใจผิด เราก็ใช้นิติศาสตร์ไปด้วย แต่อย่าลืมรัฐศาสตร์ด้วย ให้อภัยก็หลายครั้งแล้ว ก็ผิดซ้ำๆ เรื่องเดิม ไม่เจตนาหรอก อะไรก็รู้อยู่ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องอดทน เจ้าหน้าที่ก็ต้องอดทนกับเขามากเลยนะ เพราะไม่ให้เขาโดนอยู่แล้วไง แล้วยิ่งเขาไม่ทำอย่างที่ว่า เขายิ่งเสียใจนะ เจ้าหน้าที่เสียใจนะ ไม่ได้ทำอย่างที่ว่า แล้วถูกต่อว่ามาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นผมก็บอกเจ้าหน้าที่ต้องอดทนนะ รับฟังเขาบ้าง แล้วก็ชี้แจงทำความเข้าใจกับเขา

บางครั้งการเรียกตัวมา ไม่ได้เรียกมาทำอะไรเลย เรียกมาอธิบาย เรียกมาถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องทำแบบนี้ ถ้าดูแล้วเขาไม่ได้เจตนา หรือเจตนาดี ก็ปล่อยไปเถอะ แต่ถ้าเขายังมาด้วยเจตนาที่ต้องการให้จับ คือจับแล้วเราใช้หลักรัฐศาสตร์ไป ก็มาให้จับอีก ผมไม่เข้าใจนะ แต่ผมเข้าใจอย่างเดียวว่าเจตนาไม่ดี ให้เราจับไปเรื่อยๆแล้วก็โน่นไปถึง ให้มีภาพออกมา ประชาชนทั้งประเทศก็ดูว่าทหารใจร้าย

วันนั้นก็เห็นอยู่อันนะผมก็ว่ามันเกินไปนะ คือเขาพยายามที่จะเอาตัวออกมาจากพื้นที่ชุมนุม ชุมชน ที่ประชาชนเยอะๆ แล้วก็เป็นผู้หญิง แล้วประชาชนก็เริ่มด่าว่าไม่ชอบ มาทำให้เขาวุ่นวายขายของไม่ได้ ไอ้พวกไปประท้วงกันไม่กี่คนหรอก คนกลุ่มเดิม ปรากฏว่าพอตำรวจเขาก็พาไปขึ้นรถ ตำรวจหญิง เป็นผู้หญิง นั่งลงไปอย่างนั้น นั่ง อยู่ดีๆ ก็ปล่อยตัวหงายท้องลงไป ให้เกิดภาพความรุนแรง กล้องก็ถ่ายกันพรึบพรับ ๆ อันนี้มันล้มไปเอง


ทักษดา- ตำรวจไม่ได้ทำอะไรเลย


ประยุทธ์- เขาก็บอกอย่าล้ม อย่าแกล้งๆ ผมก็ได้ยินอยู่นะ ทำไมแยกแยะกันไม่ออก ทำไมสื่อไม่ดู แล้วก็มาบอกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ไปโน่น ย้อนกลับไปตั้งแต่จับแต่แรก ก็จับตั้งแต่แรกเขาจับเพราะอะไรล่ะ ก็ถ้าไม่ทำความผิดเขาจะไปจับได้ไหมเล่า ดี/ไม่ดีการจับตอนนี้มันก็ต้องมีทั้งสองอย่างก็คือ ถ้าเป็นคดีที่ประกาศไว้ด้วยกฎหมายเดิม หรือทุกวันนี้ที่เขาใช้มาตรา 44 ที่ประกาศไว้แล้ว เป็นกฎหมายนะ ทุกอัน เรายังผ่อนผันเมตตาหลายครั้งเลย แล้วทำไมยังทำอย่างนี้อยู่ ทำให้เกิดดูภาพความรุนแรงทั้งที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เขาแทบจะอุ้มขึ้นรถไปด้วยซ้ำไป นี้ก็ปล่อยตัวล้มแผละๆ บางทีก็ดูไม่สุภาพบ้าง อะไรบ้าง นุ่งกระโปรง ผมดูแล้วมันขัดแย้งนะ ใจผมก็เมตตานะ อีกใจหนึ่งผมก็ไม่ชอบแบบนี้ ผมเป็นทหารหรือใครชอบล่ะ มีใครชอบไหม

เพราะฉะนั้นก็ฝากว่าช่วยกันเคารพกฎหมายนะครับ ไม่ว่าจะกฎหมายอะไรก็ตาม เพราะกฎหมายมีไว้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ไว้ให้บ้านเมืองสงบสุข ก็มีแค่นั้น กฎหมายที่ไหนที่เขียนไว้รังแกคน อย่างเช่นวันนี้ก็ถูกกล่าวอ้างว่าในห้วงการทำประชามติรัฐบาลก็เริ่มใช้กฎหมายมากขึ้น เพื่อจะบังคับคนให้เลือกตั้ง ให้ผ่านรัฐธรรมนูญ อะไรทำนองนี้ จะไปใช้ได้ยังไง วันนี้ทำได้แต่เพียงว่าถ้าทุกคนมีเจตนาบริสุทธิ์ ไปชี้แจงทำความเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีตรงไหนที่แตกต่างบ้าง แตกต่างอย่างไร เหตุผลเพราะอะไร จบแล้ว แค่นี้ ไม่ใช่ว่าดีหรือไม่ดี ถ้าดี/ไม่ดีก็ประชาชนเป็นคนเลือกเอง ฟังแล้วก็คิด แล้วก็ไปตัดสินใจเองว่าดีหรือไม่ดี ผมไม่ได้ห้ามแบบนี้ แต่ถ้าไปรวมกลุ่มแล้วมารณรงค์รับ ไม่รับ มันใช่ที่ไหน ถ้ารณรงค์อย่างนี้ก็แสดงว่าพี่น้องเขาไม่ได้คิดเองสิ ประชามติเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคล ส่วนตัวนะ ชี้นำไม่ได้นะ ไม่ใช่ไปเลือกตั้ง เลือกเบอร์ 3 เบอร์ 4 รณรงค์กัน คืนหมาหอนบ้างอะไรบ้าง ผมก็เป็นห่วงอยู่ มันชี้นำไม่ได้ รัฐบาลก็ชี้ไม่ได้ ทหารก็ชี้ไม่ได้ คสช.ก็ชี้ไม่ได้ ก็ได้แต่เพียงบอกว่า รัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้ว่าอะไร แต่ละมาตรา เป็นวรรคๆ วรรคไหนที่มันดูแปลกๆ หน่อย เปลี่ยนไปจากอันเก่าบ้าง ก็ชี้แจงแค่นั้นเอง ความมุ่งหมายคืออะไร ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี สั่งห้ามหมดนะไม่ได้ ผมเป็นห่วงเรื่องการทำประชามตินะ ถ้าทุกคนตัดสินใจด้วยตัวเอง ก็อาจจะได้อะไรมา จะผ่านหรือไม่ผ่านผมไม่รู้นะ ผมไม่ได้คาดหวังอะไรตรงนั้น คาดหวังให้ประชาชนคิดเป็น แล้วตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีการชี้นำ

แต่สิ่งที่ควรต้องระมัดระวังก็ต้องมีคนที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น แล้วก็ทำให้เราต้องบังคับใช้กฎหมาย แล้วก็จะลามบานปลายไปนู่นนี่ ผมคิดว่าประชาชนต้องร่วมมือกันอย่าให้มันเกิดขึ้นอีก ถ้าประชาชนไปเข้าข้างใคร มันก็จะตีกันเหมือนเดิม แล้วการทำประชามติก็จะมีปัญหา แล้วก็กลับมาว่ารัฐบาลไม่ดี มันเกี่ยวกันไหม ตรงนี้ ใช่ไหมล่ะ คิดให้ดี ตอนนี้ก็กลายเป็นว่า เราไปใช้กฎหมายจับคนมาเพื่อต้องการขู่ให้ทุกคน ผู้เห็นต่าง ไปลงประชามติให้ผ่าน ผมมันจะกระทำได้ยังไง กฎหมายเขาเขียนไว้ถ้าทำผิดตอนไหนก็โดนจับตอนนั้นและทำไมถึงมาเกิดตอนนี้ ก็มีเจตนาทำให้มันเกิด มีคนเจตนาไม่บริสุทธิ์ทำให้มันเกิด เพื่อที่จะให้เกิดการจับกุมแล้วให้มองภาพว่ารัฐบาลบังคับให้ผ่านประชามติ มันคนละเรื่อง คิดง่ายๆอย่างที่ผมคิดนะ ค่อยๆ คิดนะ ฟังผมพูดเร็วไปหน่อย ค่อยๆ ฟังแล้วจะเชื่อใครก็ตามใจ แล้วแต่ท่านจะผ่านไม่ผ่านก็เรื่องของท่าน


ทักษดา- ก็เป็นสิทธิของพี่น้องประชาชนนะคะ ที่จะใช้ความคิดของตัวเองในการไปลงประชามติ แล้วรัฐธรรมนูญที่มีนี้ก็ไปศึกษากันให้ดีให้ถี่ถ้วนนะคะ


ประยุทธ์- สิ่งหนึ่งที่ผมเป็นกังวลอีกอันก็คือการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะใครก็แล้วแต่ ตำรวจ คสช. หรือ กกต. อะไรต่างๆ เหล่านี้ ผมถามว่าทั้งหมดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ใช่ไหม ไปเข้าศาล แล้วถ้าเกิดจับเขามาแล้ว ไปขึ้นศาล แล้วศาลพิจารณาแล้วไม่ผิด แล้วสรุปว่าจะเชื่อใครล่ะคราวนี้ จะไปตีกันต่อหรือเปล่า กับ กกต. กับ ศาล ใช่ไหม ผมคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำอย่างไร ต้องมีกลไกอะไรสักอย่างไหมผมไม่รู้ คือหลายคนก็บอกว่าเป็นหน้าที่ กกต.ทีนี้ผมก็สบายใจ ผมไม่ยุ่งไม่เกี่ยวอยู่แล้ว หน้าที่ของผมคือรักษาความสงบอย่างเดียว ฉะนั้น กกต.ก็ต้องเป็นคนชี้ว่ามันผิดหรือมันถูก ใช่ไหม เขาก็ต้องไปแจ้งความ แล้วที่นี้แจ้งความขึ้นไป กกต. บอกว่าผิด พอขึ้นศาลแล้วมันถูก แล้วทำยังไงล่ะ จะเชื่อใครล่ะ ก็ถามตัวเองดูแล้วกันจะทำยังไง เพราะฉะนั้นก็ตัดสินใจด้วยตัวเองนะดีที่สุด อย่าไปฟังใครเขา ถ้าคิดว่ามันดี ก็ว่าดี มันจะทำให้ประเทศดีขึ้นหรือเปล่า หรือจะทำให้มันแย่ลง ก็ไปคิดเอาเอง แล้วใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ ไปดูเอาเอง ไม่ใช่ผม ไม่ใช่ใครทั้งนั้น ก็ประชาชนทั้งนั้นที่เป็นคนได้ใช่ไหม


ทักษดา- ท่านนายกฯ คะ ช่วงนี้เป็นช่วงสุดท้ายของรายการแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีมีอะไรที่อยากจะฝากถึงพี่น้องประชาชนบ้างคะที่ให้ช่วยกันทำให้สังคมไทยของเราน่าอยู่ขึ้น


ประยุทธ์- ก็ฝากอันหนึ่งนะ ฝากว่าทำยังไงผมถึงจะพูดน้อยลง เพราะผมก็พูดมากทุกที แล้วก็เหนื่อยด้วย เหนื่อย คนฟังก็เบื่อ แต่ผมก็จำเป็นต้องพูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนี้ แล้วมันก็ไม่จบสิ้นสักทีเพราะยังไม่สำเร็จ และหลายอย่างก็กลับไปที่เก่า หลายอย่างมันก็ยังบิดเบือนอยู่เหมือนเดิม ถ้าอยากให้ผมพูดลดลงเหรอ รบกวนเวลาดูทีวีดูละครลดลงเหรอ ก็ช่วยผมสิ ช่วยผมทำงาน ผมจะได้ไม่ต้องมาพูดเยอะ พูดเยอะเพื่อสร้างความเข้าใจ เพราะมันไม่เข้าใจ มันก็ทำกันอยู่แบบนี้ ผมก็ต้องพูด ก็ช่วยๆ ผมบ้างนะ อย่างน้อยก็ช่วยผมรักษาสุขภาพผมหน่อย ผมดูแลท่านอยู่แล้ว แต่ผมก็ทำสุดชีวิตอยู่แล้วนะ

เพราะฉะนั้นเป็นห่วงอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า คนบางคนเกิดมาเพื่อพูด แล้วไม่ต้องทำไง ผมพูดแล้วผมทำ บางคนเกิดมาพูดอย่างเดียว ไม่เคยทำ ไม่เคยสำเร็จ พูดหลักการวิชาการ รู้หมด แต่วิธีทำไม่รู้ ทำไม่เป็น ไม่สนใจอย่างอื่น กฎหมายเขาว่ายังไง กระบวนการบริหารราชการ การทำงานของราชการเขาเป็นยังไงไม่รู้เรื่องเลย แต่จะเอาอย่างนี้มันทำได้ไหมล่ะ กฎหมายเขามีกี่ฉบับ ไม่รู้เรื่อง ก็จะพูดให้ตัวเองดูดี ผมไม่รู้ว่าจะพูดไปเพื่ออะไรเหมือนกัน แล้วบางคนพูดมาไม่รู้กี่รัฐบาลแล้ว ประเทศเสียหายไปเท่าไหร่แล้วก็ยังพูดอยู่อีก ไม่รับผิดชอบ แต่มีคนฟังอยู่นะ ต้องเลิกฟังกันบ้างสินะ ไปหาดูว่าใครทำให้ประเทศชาติเสียหายบ้าง ใครที่ทำให้ประเทศชาติเกิดความขัดแย้งบ้าง อย่าไปฟังเขา ก็แค่นั้น อย่าไปร่วมมือกับเขา สื่อก็อย่าไปถ่ายรูปเขามา อย่าไปขยายความให้คนที่ทำความผิด คนที่มีคดีความ ก็แค่นั้น มันก็สงบแล้ว ใช่ไหม

อีกประการหนึ่งก็ใกล้ถึงวันวิสาขบูชาด้วย ก็ต้องเตรียมตัวเรื่องการทำบุญทำทาน เข้าวัดฟังธรรม ฟังเทศน์อะไรก็แล้วแต่ ตามความศรัทธาของแต่ละคน เพราะศาสนาก็สอนให้คนเป็นคนดี อันที่สอง ปีนี้ก็เป็นปีที่พระองค์ทรงครองราชย์ครบรอบ 70 ปี สมเด็จพระนางเจ้าฯ ครบรอบ 84 พรรษา ทำความดีให้เป็นสองเท่าได้ไหม เป็นดับเบิลได้ไหม สองเท่า ทำเท่าเดียวอาจจะไม่พอนะ สองเท่า สามเท่า สี่เท่าไป ทุกคนช่วยกันทำ 60 กว่าล้านคน ช่วยกันทำคนละอย่าง เดิมทำได้คนละอย่าง ทุกวันนี้ทำสักคนละ 5 อย่างได้ไหม เพื่อตัวเองสัก 2 อย่าง เพื่อคนอื่นอีกสักอย่าง เพื่อประเทศชาติอีกสัก 2 อย่าง 5 อย่าง ประเทศไปได้แน่นอน

ส่วนในเรื่องของการเผื่อแผ่คนอื่น ก็คือในเรื่องของการนอกจากทำบุญกับพระกับวัดแล้วก็คือเรื่องของการทำทาน คือการดูแลคนอื่นๆ ที่เขาลำบากยากเข็ญ ก็ช่วยกัน ร่วมจิตศรัทธา ร่วมกันบริจาคเงินในการสมทบทุนกันก่อสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา โรงพยาบาลศิริราช อันนี้ก็ตามสมัครใจนะ มีมากก็ทำมาก มีน้อยก็ทำน้อย ตามโครงการที่เราเคยเริ่มไว้ก็คือ "ทำดีได้ ด้วยปลายนิ้ว" ก็คือการบริจาคเงินผ่านมือถือ โทรออก 1 ครั้ง เป็นเงินบริจาค 100 บาท รายละเอียดจะอยู่ตามหน้าจอนะ มันเยอะ ยาว เดี๋ยวไปติดตามดูแล้วกัน ตามสื่อ แล้วก็ในตัววิ่งต่างๆ ทุกช่อง ผมจะให้ออกตลอดไปนะครับ วันนี้คงมีเท่านี้มั้ง


ทักษดา- ขอกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีนะคะ สำหรับคืนนี้ค่ะคุณผู้ชมคะในสัปดาห์นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในหลายเรื่อง แล้วก็หวังว่าพี่น้องประชาชนจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ท่านนายกฯ พูดในวันนี้นะคะ แล้วก็ช่วยกันทำสังคมของประเทศเราให้น่าอยู่ขึ้น เพื่อประเทศไทยของเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าอย่าง มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สำหรับในสัปดาห์นี้ นายกรัฐมนตรีและดิฉันขอลาไปก่อน พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีค่ะ/สวัสดีครับ ขอบคุณครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...