xs
xsm
sm
md
lg

“ลุงจำลอง” ประกาศไม่รับศาลโลก พร้อมนำมวลชนต้านคำตัดสิน “พระวิหาร” (ชมคลิป)

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“พล.ต.จำลอง” ออกแถลงการณ์ไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร พร้อมต้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ปิดตาประชาชนทำสัญญากับต่างประเทศ ลั่นพร้อมนำมวลชนเคลื่อนไหว ปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างถึงที่สุด ขอ “สนธิ” ยังไม่ต้องออก รอนำปฏิรูปใหญ่



วันนี้ (11 พ.ย.) เวลา 10.30 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในนามประธานกองทัพธรรมมูลนิธิ และอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้อ่านแถลงการณ์เรื่อง “ไม่รับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและพร้อมเคลื่อนไหวทันที” กรณีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะอ่านคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร โดยมีรายละเอียดของแถลงการณ์ดังนี้

วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖

เรื่องไม่รับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและพร้อมเคลื่อนไหวทันที
เรียน พี่น้องสื่อมวลชนและประชาชน

กระผม พลตรี จำลอง ศรีเมือง ประธานกองทัพธรรมมูลนิธิ และอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้มาพูดคุยกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล หลายครั้งที่บ้านพระอาทิตย์ถึงปัญหาวิกฤติของบ้านเมือง และเห็นว่าแม้ว่าพวกเราจะได้ยุติบทบาทการเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแล้วก็ตาม แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องแสดงจุดยืนบางประการให้สังคมได้รับทราบในสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ดังนี้

ประการแรกผม พลตรี จำลอง ศรีเมือง และคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่าที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวในการคัดค้านและต่อสู้ปัญหาเชิงประเด็นเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติทุกกลุ่ม เช่น การคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม, การคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐, การเคลื่อนไหวเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ, การคัดค้านการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีและการปฏิรูปพลังงาน ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราขอให้กำลังใจกลุ่มพี่น้องประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อการการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปประเทศไทยครั้งใหญ่ เพราะถือว่าทุกท่านที่ออกมานั้นแม้จะมีเป้าหมายต่างกัน ยุทธวิธีต่างกัน แต่ประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่างก็มีความเสียสละและรักชาติบ้านเมืองเหมือนกัน และถือว่าทุกท่านที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้น ต่างเสียสละมาทำหน้าที่ ใช้หนี้แผ่นดิน และมาทำบุญกันทั้งสิ้น

ประการที่สองการที่ผมและแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ยุติบทบาทไปนั้น เรามีความคาดหวังตามที่ปรากฏในแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ว่าเมื่อเรายุติบทบาทไปจะทำให้เกิดการเร่งปฏิกิริยาทางการเมือง และเตือนสติให้ประชาชนจะออกมาทำหน้าที่ของตัวเองมากขึ้นโดยไม่ต้องหวังพึ่งหรือฝากความรับผิดชอบปัญหาของประเทศเอาไว้กับมติแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ธงนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีกต่อไป และเมื่อถึงวันนี้ยุทธิวิธีดังกล่าวได้ปรากฏเห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า รัฐบาลย่ามใจลุแก่อำนาจมากขึ้นจนเป็นที่มาของ พระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมที่ประชาชนไม่สามารถจะยอมรับได้ เหตุเพราะมีความประมาทว่าหากไม่มีแกนนำอย่างพวกเราแล้วจะมีผู้ต่อต้านรัฐบาลน้อยลง ในอีกด้านหนึ่งก็ปรากฏว่าประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกชนชั้น ทุกสาขาอาชีพ ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยไม่ต้องมติการเคลื่อนไหวหรือชี้นำจากกลุ่มคนใด หรืออยู่ภายใต้สังกัดกลุ่มขั้วสีเสื้อใด จึงเป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า การยุติบาทบาทขอพวกเราแท้ที่จริงคือยุทธวิธีที่ก่อกำเนิดและการขยายแนวร่วมกลุ่มใหม่ที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้ธงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเป็นยุทธวิธีที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ดังที่ปรากฏไว้ในแถลงการณ์ทุกประการ

ประการที่สาม
ในแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ลงมติเป็นเอกฉันท์ ได้สรุปเอาไว้ว่า เงื่อนไขเดียวที่จะคุ้มค่าต่อประเทศชาติเพื่อให้เกิดการกลับมารวมตัวกันของอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีกครั้ง คือ ๑. สถานการณ์ถึงพร้อมที่ทุกภาคส่วนต้องการการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ และ ๒. ถ้าพี่น้องประชาชนยังคงต้องการพวกเราให้เป็นแกนนำ

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ที่ตื่นและลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวยังคงจำกัดขอบเขตของการเคลื่อนไหวครั้งนี้อยู่เพียงแค่การคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเท่านั้น การคัดค้านปัญหารายประเด็นเรื่องนี้มีแนวร่วมของมวลประชาชนเป็นจำนวนมากมายมหาศาลที่มีความสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องอาศัยการกลับมาเคลื่อนไหวของอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีก

แต่ความจริงแล้ว ปัญหาวิกฤตของประเทศชาติไม่ได้มีเพียงแค่ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเท่านั้น เพราะยังมีวิกฤตชาติอีกหลายประเด็นภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดนี้ และเมื่อประชาชนคัดค้านการกระทำความผิดของรัฐบาลเรื่องหนึ่ง รัฐบาลก็จะไปกระทำความผิดเรื่องเลวร้ายวิกฤติของชาติในเรื่องอื่นๆต่อไปได้อีก และประเทศชาติก็ยังมีปัญหาอีกมากภายใต้ระบบการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ดังนั้น ลำพังการเคลื่อนไหวเพียงแค่คัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเพียงอย่างเดียวย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติของชาติได้ และการขับไล่รัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภาภายใต้ระบบการเมืองเช่นนี้ก็ยังแก้ไขปัญหาของประเทศไม่ได้อย่างแท้จริงเช่นกัน จึงมีเพียงการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปประเทศรอบด้านครั้งใหญ่เท่านั้นที่จะยุติวิกฤตของประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน

แต่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้มีพัฒนาการของการชุมนุมหลายเวทีซึ่งเริ่มมีการปราศรัยในเรื่องปฏิรูปประเทศไทยมากขึ้น
ซึ่งหมายความว่าอาจมีโอกาสที่สถานการณ์ถึงพร้อมที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศในวันข้างหน้าได้ หากทุกฝ่ายได้ร่วมมือร่วมใจในการกำหนดเป้าหมาย ผลักดัน และเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ให้เป็นเอกภาพในเวลาอันใกล้นี้

แต่ผมก็หวังไปมากกว่านั้นด้วยว่า องค์กรและสถาบันอื่นจะทำหน้าที่ของตัวเองด้วย เช่น ผู้ที่มีโอกาสจะเข้าสู่อำนาจในอนาคตทุกกลุ่มจะทำสัญญาประชาคมที่จะปฏิรูปประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ศาลภายใต้พระปรมาภิไธยและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญจะทำหน้าที่ของตัวเองในการลงโทษผู้กระทำความผิดให้ได้อย่างรวดเร็ว ทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้ามาทำหน้าที่ของตัวเองตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนเพื่อปกป้องชาติและราชบัลลังก์ และข้าราชการทุกหมู่เหล่าจะออกมาเคลื่อนไหวทำหน้าที่ของตัวเองหยุดทำตามคำสั่งทรราชย์แล้วหันกลับมาทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน เราจึงจะสามารถฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ร่วมกับมวลมหาประชาชนได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับในวันนี้วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นวันสำคัญที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะได้มีการตัดสินการตีความคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ แม้จะไม่ใช่เป็นเรื่องการปฏิรูปประเทศ แต่ก็เป็นปัญหาอีกประเด็นหนึ่งที่กำลังจะเป็นวิกฤติของชาติอันใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมากได้สมรู้ร่วมคิด รู้เห็นเป็นใจลงมติในวาระที่ ๓ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ให้รัฐบาลสามารถทำสัญญาระหว่างประเทศและยกผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอธิปไตยให้ต่างชาติได้โดยสามารถปกปิดให้ประชาชนไม่ต้องรับรู้ ก่อนที่จะมีการตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร ถือได้ว่าเป็นเจตนาที่ไม่โปร่งใสและมีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคยเคลื่อนไหวชุมนุมในเรื่องอธิปไตยของชาติในกรณีปราสาทพระวิหารและผลประโยชน์ทางทะเลตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ และเคลื่อนไหวชุมนุมอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ดังปรากฏเป็นหลักฐานเป็นแถลงการณ์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงการณ์ ๔ ฉบับ ในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เพื่อแสดงว่าภาคประชาชนได้ต่อสู้มาอย่างยาวนานอย่างไร และประสบผลสำเร็จอย่างไร อีกทั้งได้เสนอหาทางออกเอาไว้แล้ว ได้แก่ ฉบับที่ ๓/๒๕๕๔ เรื่อง “ภาคประชาชนได้ต่อสู้เรื่องอธิปไตยและดินแดนอย่างเต็มที่สุดความสามารถแล้ว” ฉบับที่ ๔/๒๕๕๔ เรื่อง “ทหารของจอมทัพไทยยังไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองในการรักษาอธิปไตยของชาติ” ฉบับที่ ๕/๒๕๕๔ เรื่อง “บทพิสูจน์ความล้มเหลวของรัฐบาลประชาธิปัตย์ในการใช้ MOU ๒๕๔๓ และจะเสียดินแดนต่อไปเพราะรับอำนาจศาลโลก” และฉบับที่ ๖/๒๕๕๔ “ขอให้รัฐบาลชุดต่อไปปกป้องอธิปไตยของชาติ” ซึ่งก็ไม่เคยได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลแต่อย่างใด

นอกจากนี้ วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้มีมติให้นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไปยื่นข้อเรียกร้องต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามจดหมาย พธม.๑/๒๕๕๖ เรื่อง ขอให้ปฏิเสธอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและรักษาอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย โดยยื่นข้อเรียกร้องกล่าวโดยสรุป ๗ ประการดังนี้

ประการแรก ใช้โอกาสสุดท้ายที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในชั้นการไต่สวน เรียกร้องให้รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยประกาศอย่างเป็นทางการว่าราชอาณาจักรไทยถือว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่มีอำนาจในการตีความคดีนี้ และราชอาณาจักรไทยจะไม่รับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในการตีความในคดีความนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการตีความนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของราชอาณาจักรไทย

ทั้งนี้ เพราะราชอาณาจักรไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และเป็นที่รับทราบโดยปราศจากการคัดค้าน ทั้งจากราชอาณาจักรกัมพูชา และสมาชิกองค์การสหประชาชาติ อีกทั้งราชอาณาจักรไทยยังได้แถลงประท้วง ไม่เห็นด้วย คัดค้านในคำตัดสินที่ผิดพลาดและอยุติธรรม เพราะเป็นการตัดสินที่ไม่อยู่บนภูมิศาสตร์ที่แท้จริง ละเลยสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ไม่สนใจบันทึกการสำรวจในพื้นที่บริเวณทิวเขาดงรักใช้ขอบหน้าผาเป็นสันปันน้ำ แต่กลับใช้กฎหมายปิดปากซึ่งเป็นกฎหมายประเพณีอังกฤษมาตัดสินเรื่องเขตแดนว่าไทยไม่ปฏิเสธแผนที่ที่จัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งๆที่กฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่อยุติธรรมเพราะใช้กับประเทศไทยประเทศแรก ประเทศเดียว และประเทศสุดท้ายในโลก รัฐบาลไทยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ตั้งข้อสงวนเอาไว้ในการทวงคืนปราสาทพระวิหารในอนาคตหากกฎหมายระหว่างประเทศพัฒนาขึ้นต่อที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกองค์การสหประชาชาติ โดยคำแถลงครั้งนั้นไม่ได้มีประเทศสมาชิกในองค์การสหประชาชาติคัดค้านแต่ประการใด ประกอบกับราชอาณาจักรไทยก็ไม่ได้ต่ออายุปฏิญญาการยอมรับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศโดยบังคับ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ แล้ว

ประการที่สอง เมื่อราชอาณาจักรไทยไม่รับว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีอำนาจในการตีความแล้ว รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ไม่ต้องถอนทหารหรือตำรวจตระเวนชายแดนออกจากแผ่นดินไทย และขอให้เร่งผลักดันชุมชนกัมพูชาให้ออกจากแผ่นดินไทย ทั้งนี้ ได้ปรากฏเป็นหลักฐานอย่างชัดเจนแล้วว่าตั้งแต่มีการก่อตั้งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมามีประเทศคู่พิพาทให้ศาลออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ๑๗ คดี แต่ศาลรับให้ออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ๑๐ คดี ผลปรากฏว่าจนถึงบัดนี้ยังไม่เคยมีประเทศใดปฏิบัติตามเลยแม้แต่ประเทศเดียว ซึ่งรวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ดังนั้น คำสั่งดังกล่าวไม่มีสภาพบังคับแต่ประการใด และหากรัฐบาลไทยยินยอมปฏิบัติถอนทหารออกจากพื้นที่จะถือเป็นประเทศแรกในโลกที่ปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวทั้งๆ ที่มีชุมชุนกัมพูชารุกรานเข้ามาอาศัยอยู่บนแผ่นดินของราชอาณาจักรไทย

ประการที่สาม ให้รัฐบาลไทยเร่งฟื้นฟูและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะกับประเทศในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีประเทศใดเข้ามาใช้อำนาจในการละเมิดอธิปไตยของชาติ

ประการที่สี่ อาศัยกฎบัตรสหประชาชาติข้อ ๒ วรรค ๗ และให้รัฐบาลไทยยืนยันว่าสมาชิกสหประชาชาติไม่มีอำนาจในการแทรกแซงในเรื่องภายในอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย และให้รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยยืนยันตามข้อ ๒ (ก) และ ๒ (ง) แห่งกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่ารัฐสมาชิกอาเซียนจะต้องปฏิบัติตามหลักการในการเคารพเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียน

ประการที่ห้า รัฐบาลราชอาณาจักรไทยจะต้องไม่กลับเข้าไปเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกอีก

ประการที่หก
ให้รัฐบาลไทยหยุดการใช้นักวิชาการ ๗.๑ ล้านบาท ที่รับจ้างจากกระทรวงการต่างประเทศมาโฆษณาชวนเชื่อในสื่อของรัฐฝ่ายเดียว เพียงเพื่อให้คนไทยยอมจำนนกับการยกดินแดนไทยให้กับกัมพูชา เพราะนักวิชาการเหล่านี้มีจุดยืนอยู่ข้างฝ่ายกัมพูชา และควรเปิดพื้นที่สื่อให้กว้างขวางเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลจากผู้ที่ต้องการปกป้องอธิปไตยของชาติและไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลด้วย

ประการที่เจ็ด ให้ช่วยเหลือ นายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ซึ่งถูกทหารกัมพูชาจับในแผ่นดินไทยแต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับใส่ร้ายว่าถูกจับในแผ่นดินกัมพูชา โดยเร่งรัดดำเนินการให้ทั้ง ๒ คนถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำกัมพูชาโดยเร็วที่สุด

ดังนั้น หากรัฐบาลเมื่อทราบทางเลือกแล้วยังไม่ปฏิบัติตาม อีกทั้งยังประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนไทยยอมจำนนกับความพ่ายแพ้อย่างอยุติธรรมในเวทีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ย่อมถือว่ารัฐบาลมีเจตนาขายชาติขายแผ่นดิน จึงต้องเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบด้วยหากราชอาณาจักรไทยต้องสูญเสียอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนครั้งนี้ และหากราชอาณาจักรไทยต้องสูญเสียดินแดนในครั้งนี้ จะถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ราชอาณาจักรไทยต้องเสียดินแดนในรัชกาลปัจจุบัน เพราะการสมรู้ร่วมคิด รู้เห็นเป็นใจ ของนักการเมืองทุกฝ่าย ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้นำกองทัพที่ไม่ทำหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติตามรัฐธรรมนูญอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และจะต้องร่วมกันรับผิดชอบในความอัปยศทั้งหมดที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป”

เมื่อเวลาผ่านไปถึง ๑๐ เดือนกว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันก็เพิกเฉยและไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้น ผมในฐานะที่เป็นอดีตข้าราชการทหารผ่านศึกสงครามที่เคยรับใช้ประเทศชาติในการปกป้องผืนแผ่นดินไทยมาก่อน
จึงมีสถานะภาพต่างจากอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยท่านอื่น ประกอบกับผมเองได้มีส่วนในการลงนามคัดค้านอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศร่วมกับประชาชนคนอื่นต่อองค์การสหประชาชาติมาแล้ว อีกทั้งยังมีฐานะในการเป็นประธานกองทัพธรรมมูลนิธิซึ่งเป็นองค์กรที่เข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้ร่วมกับกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณอย่างเต็มตัว เมื่อถึงเวลาวิกฤติเช่นนี้ผมจึงไม่สามารถที่จะอยู่นิ่งเฉยได้ ประกอบกับได้รับคำปรึกษาจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองซึ่งมีส่วนร่วมและมีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี ผมจึงเห็นว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีความคุ้มค่าสำหรับตัวผมเอง ผมจึงขอเป็นคนหนึ่งร่วมกับพี่น้องประชาชนประกาศยืนยันอีกครั้งว่าผมจะไม่รับอำนาจศาลโลกไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร และผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศรวมถึงพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยร่วมกันเคลื่อนไหวประกาศไม่รับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และคัดการการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ และร่วมกันปกป้องอธิปไตยของชาติ อย่างถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม คุณสนธิ ลิ้มทองกุลได้แจ้งผมมาโดยตลอดว่า หากผมออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องใดก็จะออกมาเคลื่อนไหวร่วมด้วยอย่างถึงที่สุดรวมถึงเรื่องนี้ แม้จะเป็นพันธสัญญาใจในฐานะกัลยาณมิตรที่มีต่อกันมานานแล้ว แต่ผมเห็นว่ายังมีความจำเป็นทางกลยุทธ์ที่ต้องมีหนทางสำรองเอาไว้ในยามวิกฤตเพื่อบรรลุเป้าหมายการปฏิรูปประเทศไทยอย่างแท้จริง จึงได้ขอร้องให้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ยังไม่ต้องออกมาเคลื่อนไหวขึ้นเวทีในเวลานี้เพื่อประโยชน์ทางยุทธวิธี คุณสนธิ ลิ้มทองกุล จึงได้รับปากและมอบหมายให้สื่อในเครือเอเอสทีวีดำเนินการสนับสนุนการเคลื่อนไหวให้กับผมและคณะในเรื่องนี้อย่างเต็มกำลัง

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ด้วยจิตคารวะ

พลตรี จำลอง ศรีเมือง

หลังจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อ่านแถลงการณ์ ได้มีการเปิดให้สื่อมวลชนถาม ดังนี้

ถาม- หลังจากการตัดสินของศาลโลกเย็นนี้ แนวทางของท่านจำลอง

จำลอง- ประชาชนคนไทยรักความยุติธรรมอย่างยิ่ง เราไม่ได้เห็นแก่ตัว เราประกาศก่อนที่ศาลโลกจะประกาศคำตัดสินออกมา ไม่ว่าเราจะได้ดินแดน หรือเสียดินแดน เราไม่คำนึงถึงทั้งสิ้น ไม่ใช่ ได้ดินแดนเอา ถ้าเสียดินแดนไม่ยอมเสีย ไม่ใช่ เราประกาศออกมาเลยว่า เราไม่รับอำนาจของศาลโลก ไม่ว่าศาลโลกจะตัดสินออกมาเป็นประการใด เพราะฉะนั้นในตอนเย็นวันนี้ที่ศาลโลกจะประกาศ จึงไม่ได้อยู่ในข่ายที่เราจะต้องไปพะวักพะวงกับเรื่องนั้น

สนธิ- ผมขยายความท่าน พล.ต.จำลอง นิดนะครับ คือพวกเรามองว่าศาลโลกนั้น กระบวนการเป็นกระบวนการของประเทศมหาอำนาจที่มีผลประโยชน์ในเรื่องน้ำมัน เพราะฉะนั้นดูองค์ประกอบของศาลโลกจะเห็นได้ชัด จะมีประเทศที่มีส่วนได้เสียกับกลุ่มพลังงาน และมีบางประเทศซึ่งเป็นขี้ข้าของประเทศมหาอำนาจ เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่าศาลโลกไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องมาพิจารณา เพราะศาลโลกได้พิจารณาไปแล้วเมื่อปี 2505 และจบไปแล้ว แต่การที่เริ่มมาพิจารณาอีกทีก็เพราะว่าความอุดมสมบูรณ์ของพลังงานที่อยู่ในอ่าวไทย การตัดสินคดีของเขาพระวิหารนั้น อย่างที่ผมเรียนให้ทราบมานานแล้วว่า มันไม่ใช่แค่พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เพราะการตัดสินนั้นถ้าเราพ่ายแพ้ เท่ากับเรายอมรับแผนที่ 1: 200,000 ที่ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอมา ถ้าเรายอมรับตรงนี้เขาก็จะใช้มาตรส่วน 1: 200,000 ลากลงไปที่ทะเล เพราะฉะนั้นแล้ว พื้นที่พลังงานที่อยู่ในอ่าวไทย ซึ่งแต่ก่อนเป็นของไทย 3 ส่วน 4 ก็จะเหลือให้ไทยแค่ 1 ส่วน 4 เท่านั้นเอง ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก แล้วที่น่าเสียดายและน่าสงสารสติปัญญาของผู้นำแห่งชาติไทย ไม่มีใครยอมรับมติศาลโลกสักประเทศหนึ่ง

จำลอง- เรามีหลักฐานปรากฏ

สนธิ- มีหลักฐานปรากฏหมดครับ

จำลอง- ประเทศมหาอำนาจ ซึ่งก็เป็นที่เชื่อถือของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เขาก็ไม่รับอำนาจของศาลโลกมาแล้ว

สนธิ- พอเขาแพ้เรื่องมติศาลโลก เขาไม่ยอมรับอำนาจ ไม่มี ก็จะมีประเทศไทยประเทศเดียวที่ไม่ได้โง่ แต่สมรู้ร่วมคิดกับประเทศมหาอำนาจ เพื่อจะยอมรับอำนาจศาลโลก ส่วนประเด็นว่า การเจรจากัน ถ้าสมมุติว่าบ่ายนี้ หรือเย็นนี้ ออกมาในรูปแบบที่คลุมเครือ อันนี้ผมไม่รู้ ต้องขึ้นอยู่กับท่าน พล.ต.จำลอง แต่ในส่วนตัวของผมแล้ว ความคลุมเครือตรงนี้ ถ้าให้ 2 ประเทศนั่งเจรจากัน ตามคำสั่งศาลโลก มันก็จะถูกย้อนกลับไปสู่มาตรา 190 จำได้มั้ยครับ ทำไมรัฐบาลชุดนี้ ภายใต้อิทธิพลของนายทักษิณ ชินวัตร ถึงเร่งที่จะผ่านมาตรา 190 เพราะมาตรา 190 บอกว่า รัฐบาลไปตกลงอะไรก็ได้ในทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องแจ้งประชาชนทราบ และที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง ถ้าจำได้ดีว่านายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ที่มาพูดในรัฐสภาไทย เป็นครั้งแรก มาพูดทำไม นายบารัก โอบามา มายังไม่ได้พูดเลย แต่นายหลี่ เค่อเฉียง พูด แล้วนายหลี่ เค่อเฉียง ยังเสือกเร่งให้รัฐสภาไทยพิจารณามาตรา 190 ให้จบ แสดงว่าจีนมีส่วน และจีนก็เป็นกรรมการศาลโลกด้วย เป็นตุลาการศาลโลกด้วย มีส่วนในการที่จะเอามาตรา 190 ที่จะให้ผ่านเพื่อที่จะให้คณะกรรมการเจรจาเรื่องพื้นที่ระหว่างไทย-กัมพูชา ตัดสินได้ โดยที่ไม่ต้องผ่านรัฐสภา เพราะว่าจีนมีผลประโยชน์กับกัมพูชาเป็นอย่างสูง ในขณะนี้จีนคือผู้ที่ให้เงินกัมพูชา ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่งจะให้เงินกัมพูชาไป 60,000 กว่าล้านบาท เพื่อสร้างโรงกลั่น เพราะฉะนั้นแล้วจีนเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์เรื่องพลังงาน และรัฐบาลชุดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมไปจนถึงนายทักษิณ ชินวัตร ร่วมมือกับประเทศจีน เพื่อทำให้ประเทศไทยฉิบหาย
การเปิดฟรีวีซ่า ระหว่างไทยกับจีน คนที่ฉิบหายคือประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศจีน เพราะว่าประชากร 1,300 ล้านคน มาแค่ประเทศไทย 1 เปอร์เซ็นต์ ก็คือ 13 ล้านคน ไม่ต้องมีวีซ่า แล้วไม่ต้องทำอะไร ไม่กลับบ้าน งานการที่ประเทศเราที่มีอยู่ ทุกคนตกงานกันหมด วันนี้ไม่ต้องมีฟรีวีซ่า ไปเดินแถวรัชดาจะเห็นว่าเป็นเมืองจีนไปหมดแล้ว แถวคลองถม คนที่วางของขายริมเท้าก็เป็นคนจีน เพราะฉะนั้นแล้ว เบื้องหลังของการเปิดฟรีวีซ่าที่นายทักษิณคุยโวโอ้อวด นั่นคือการขายชาติ ยกประเทศให้ประเทศจีนอย่างสมบูรณ์แบบ

จำลอง- กลับมาเรื่องไม่รับอำนาจศาลโลก ไม่รับคำตัดสินของศาลโลก ปรากฏเป็นเอกสารอยู่เยอะแยะเลยครับ เช่น ในปี พ.ศ.2489 ศาลโลกมีคำตัดสินว่า สหรัฐอเมริกากระทำความผิด แต่สหรัฐอเมริกาไม่รับอำนาจของศาลโลก บอกว่าตัวเองไม่ผิด ใครจะทำไม ส่วนในปี พ.ศ.2498 ที่ศาลโลกให้สหภาพโซเวียตรับผิดชอบความเสียหายซึ่งเกิดจากการโจมตีเกาะฮอกไกโด ของประเทศญี่ปุ่น รัสเซียปฏิเสธ ไม่รับอำนาจศาลโลก ไม่รับคำตัดสินของศาลโลก แล้วประเทศไทยทำไมจะต้องไปรับอำนาจของศาลโลก ผมได้บอกตั้งแต่ต้นนะ ว่าคนไทยเป็นคนที่นิยมความยุติธรรมอย่างยิ่ง ไม่ว่าศาลโลกจะประกาศว่าเราได้หรือเราเสีย เราไม่รับทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าเราได้แล้วเรารับ เราเสียแล้วเราไม่รับ ไม่ใช่ นี่ล่ะคือความยุติธรรม ถึงได้ชิงประกาศก่อนก่อนที่ศาลโลกจะมีคำตัดสิน เพื่อเป็นการแสดงเจตนาที่บริสุทธิ์ของประชาชนคนไทย

และผมขอเพิ่มเติมนะครับว่า ทีท่าของรัฐบาลปัจจุบันนี้ มีทีท่าในการที่จะสมยอมที่จะยกดินแดนให้เขมร ทำไมผมพูดเช่นนั้น ปรากฏในสื่อมวลชนครับว่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประะเทศของไทย อุตส่าห์แบกหน้าไปขอพบรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา คือนายฮอร์ นัมฮง ทำไล่ะครับ ทำไมเสียศักดิ์ศรีถึงขนาดนั้น ทำไมต้องไปพบเขา ประเทศเราใหญ่กว่าเขาตั้งเยอะแยะ มีแสนยานุภาพที่เทียบกันไม่ติดเลยระหว่างเขมรกับไทย ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้น จะไปเจรจากับเขาก่อนหรือยังไง ว่าไทยยอมทำตามอำนาจของศาลโลก ไม่ว่าศาลโลกจะออกมาอย่างไร พวกเราคนไทยยอมได้หรือ อย่างที่อ่านแถลงการณ์ไปแล้ว เราจะยอมให้เสียแผ่นดินในรัชสมัยแผ่นดินนี้ ซึ่งเรายังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นหรือ นี่เป็นเรื่องใหญ่นะครับ

สนธิ- ขอขยายความ พล.ต.จำลอง นิดหนึ่ง รัฐบาลชุดนี้ได้เตรียมการทำทุกอย่างเพื่อจะยกแผ่นดินไทยให้เขมร นับตั้งแต่การแสดงออกของผู้นำรัฐบาลที่ไปเอาอกเอาใจทางเขมร รวมไปจนถึงท่าทีของผู้บัญชาการทหารบก ที่มีหน้าที่ปกป้องแผ่นดินไทย ที่ชอบพูดออกมาว่าจะรับฟังคำสั่งรัฐบาล ฉะนั้นถ้าศาลโลกมีมติให้ยก จ.สุรินทร์ กับ จ.ศรีสะเกษ ให้กับเขมร แล้วรัฐบาลไทยเห็นด้วย ผู้บัญชาการทหารบกก็ต้องทำตามคำสั่งรัฐบาล ล่าสุดท่านแม่ทัพภาค 2 ซึ่งท่านนั่งเจรจาความกับแม่ทัพของเขมร บอกว่าแล้วแต่ศาลโลกจะตัดสินยังไง เราจะอยู่กันอย่างมีสันติภาพ คำถามมีอยู่ว่า ก่อนที่ศาลโลกจะตัดสินอะไรนั้น รู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่ศาลโลกตัดสินมา มันมีเหตุผลกับกฎหมายไทย มีเหตุผลกับคนไทยมากน้อยแค่ไหน ถ้าศาลโลกตัดสินมาแล้วเราไม่เห็นด้วย แล้วท่านแม่ทัพภาค 2 ยังไปแสดงเจตนารมณ์ คำถามมีอยู่ว่า ประเทศไทยไม่ควรมีทหารอย่างเช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือท่านแม่ทัพภาค 2 มาเป็นทหารที่จะต้องปกป้องแผ่นดินไทย

จำลอง- ผมขอพูดไปถึงนายทหารรุ่นน้องๆ นะครับ ว่า คุณยืนยันว่าจะทำตามรัฐบาล ทหารไม่ใช่ทหารของรัฐบาลนะครับ ทหารเป็นทหารของพระเจ้าแผ่นดิน แล้วคุณจะยอมเสียแผ่นดินได้ยังไงในขณะที่คุณยังเป็นทหารอยู่ แม้แต่ทหารแก่ๆ ก็ยังไม่มีวันตายไปจากชาติ เกียรติ วินัย กล้าหาญ มันเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่งถ้าคุณจะทำตามนั้น

สนธิ- ทหารไทยต้องรักษาสถานภาพการเป็นทหารไทยด้วยการไม่พูดจาอะไรทั้งสิ้น พูดอย่างมากก็บอก ผมต้องรอดูคำพิพากษาศาลโลกก่อน

จำลอง- การพูด การเจรจาระหว่างประเทศนั้น ผมเรียนมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า แสนยานุภาพคืออำนาจในการต่อรอง คุณต้องใช้อันนี้ ไม่ใช่สะสมแสนยานุภาพอย่างที่ผมว่าไปแล้วว่า เพื่อเอาไว้อวดเด็กในงานวันเด็กเท่านั้น แค่นี้เหรอ ทหารไทย

ถาม- ไม่ทราบว่าหลังจากนี้ คุณสนธิ หรือในนามพันธมิตรฯ จะออกมาเคลื่อนไหวไหม

จำลอง- อันนี้ผมตอบแทนนะ เพราะว่าคุณสนธิพูดกับผมมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าผมได้พิจารณาแล้ว ผมออกมาทำอะไร คุณสนธิจะออกมาร่วมมืออย่างเต็มที่ แต่ผมก็ขอร้องคุณสนธิไว้ ดังที่ได้อ่านแถลงการณ์ไปแล้วว่า ขอเอาไว้สำรองสักคนได้มั้ย อย่าใช้จนหมดเลย ถ้าเกิดผมออกมาคราวนี้แล้วมันยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะได้มีคุณสนธิ มีใครๆ อื่นออกมานำอีกทีหนึ่ง นี่คือคำขอร้องของผม ซึ่งเจรจาตกลงก่อนที่จะมาแถลงข่าวนี่ล่ะครับ

สนธิ- ผมขอเรียนชี้แจงนิดนะครับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมมาตั้งแต่ พ.ศ.2549 เจ็ดปีที่เราทำงานมา เรามีทั้งคนรัก และมีทั้งคนเกลียด เพราะฉะนั้นแล้วการยุติบทบาทของเรานั้น เรายุติบทบาท เพราะเราต้องการให้หลายๆ คนที่ไม่ชอบเรา และมีความรู้สึกไม่พอใจที่จะต้องออกมาแล้วเดินตามเรา เขาไม่อยากจะเดิน หลายคนอาจจะไม่อยากเดินตามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เขามีความรู้สึกว่าทำไมจะต้องทำตาม เพราะฉะนั้นแล้ว อีกประการหนึ่ง ภาระความรับผิดชอบของชาติบ้านเมืองไม่ใช่แบกอยู่บนบ่าของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น เป็นความรับผิดชอบของทุกคน เพราะถ้าเราไม่ยุติบทบาท เราจะเจอหมอออกมาแบบนี้ พยาบาลออกมาแบบนี้ นักศึกษาออกมา คณาจารย์ออกมา แม้กระทั่งผู้พิพากษายังออกมาได้ยังไง เพราะฉะนั้นแล้วการยุติบทบาท คือการรุกฆาตโดยที่ไม่ต้องเดินหมาก ให้ทุกคนออกมาหมด

อันที่สอง ณ วันนี้ ทุกเวที ไม่ว่าจะเป็นเวทีของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นเวทีของมัฆวานฯ คปท. หรือไม่ว่าจะเป็นเวทีของกองทัพธรรม ที่ผ่านฟ้าฯ ล้วนแล้วแต่มีแกนนำกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นแล้ว การที่ผมจะออกหรือไม่ออกไม่มีความหมาย แต่อย่างที่พี่ลองบอก พี่ลองอยากจะเก็บผมเอาไว้ เพราะพี่ลองพูดกันเป็นส่วนตัว เพราะผมเคยพูดกับพี่ลองว่า พี่ลอง ถ้าพี่ลองไป ผมต้องไปกับพี่ลองด้วยนะ เราเป็นกัลยาณมิตร หรือว่าเป็นลูกผู้ชาย แต่พี่ลองบอก ไม่ได้สนธิ อย่าเพิ่งออก เก็บคุณเอาไว้ อย่างน้อยมีตัวสำรอง เผื่อมีอะไรเกิดขึ้น ยังมีคุณเป็นอีกดอกหนึ่งซึ่งสามารถจะทำได้ ผมในขณะนี้ หวังว่าทุกเวทีคงจะบูรณาการความคิดกันให้ตกผลึก เพราะว่าผมเริ่มเห็นแล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เริ่มที่จะเข้าใจแล้วว่าการนำมวลชนนั้น มวลชนจะล้ำหน้าคุณไปเยอะ แล้วคุณสุเทพก็เริ่มจะยอมรับแล้วว่าวันนี้ แค่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่างเดียวไม่พอ เราต้องเปลี่ยนประเทศเพื่อคนไทย 65 ล้านคน ซึ่งความคิดนี้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว เป็นเพียงแต่ยังไม่ได้เป็นมติพรรคของเขาเท่านั้นเอง ผมก็หวังว่าจะมีการบูรณาการเรื่องราวเหล่านี้ในทุกๆ เวที ให้ตึกผลึกเป็นแนวทางของการเปลี่ยนประเทศ เราไม่ใช่แค่ต้องการล้ม พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เราไม่ได้ต้องการแค่พิพากษาคนตระกูลชินวัตร เราต้องการจะจัดระบบใหม่เพื่อเปลี่ยนประเทศทั้งหมด และผมได้ออกคำสั่งไปแล้วว่าให้เอเอสทีวีปรับผังรายการหมด ทั้งวันทั้งคืน ให้เปลี่ยนหมดเลย เพื่อที่จะรับสถานภาพการศึกสงครามครั้งนี้ เพราะศึกสงครามครั้งนี้เป็นสงครามของความดีกับความชั่ว จำไว้นะ ความดีกับความชั่ว

ท่านสื่อมวลชน ด้วยความเป็นธรรม จิตใจที่เป็นธรรม ท่านเคยเจอมั้ย ที่มีผู้บัญชาการตำรวจนครบาลออกมาประกาศ ว่าผมรับใช้ทักษิณ มีอะไรหรือเปล่า ประกาศออกมาเลย พูดออกมาอย่างนี้เลย ในขณะเดียวกัน อธิบดีดีเอสไอ ธาริต เพ็งดิษฐ์ รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คุณชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งเป็นอดีตอัยการสูงสุด ออกมาพูดจาชัดเจนว่านิรโทษกรรมไม่เสียหายตรงไหน แสดงว่าอะไรรู้มั้ย แสดงว่าเมืองไทยวันนี้ ทักษิณ ชินวัตร ว่าจ้าง ใช้ข้าราชการที่อยู่ในอำนาจตัวเอง แม้กระทั่งแกนนำของพวกเสื้อแดง จตุพร พรหมพันธุ์ ทุกคน ออกมาไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อันนี้ และไม่สนับสนุน แต่หลังจากได้มีการจ่ายเงินจ่ายทองกัน ก็ปรากฏว่ากลับตัวไปเสร็จเรียบร้อยหมด เพราะฉะนั้นแล้วผมอยากจะเตือนสติ ว่าประชาชนที่ออกมาสู้เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แล้วก็ต่อสู้เพื่อขับไล่พวกตระกูลชินวัตรนั้น เป็นประชาชนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ ผมไม่อยากให้ประชาชนชาวเสื้อแดงถูกแกนนำเขาหลอกอีก เพราะงานนี้คนที่รวยคือแกนนำพวกเสื้อแดง ได้รับเงินรับทองกันถ้วนหน้า หลักฐานมีอยู่ชัดเจน ไม่กี่วันล่วง ไม่กี่วันที่ผ่านมา ประกาศไม่เอาด้วย แต่หลังจากมีการพูดคุยกัน ปิดห้อง มีถุงขนมปลิวว่อน ประกาศออกมาต่อสู้ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ประชาธิปไตยอะไร เพราะฉะนั้นสื่อมวลชนที่รักความเป็นธรรม และเข้าใจ จะเห็นได้ชัด ว่าวันนี้สังคมไทยไม่ได้เป็นสังคมของประชาธิปัตย์สู้กับเพื่อไทยอีกต่อไปแล้ว มันเป็นสังคมไทย เป็นสังคมไทยที่ความดีต้องต่อสู้กับความชั่ว ต้องไม่กลัวคนชั่วร้าย

ถาม- เปลี่ยนระบบ รวมถึงการล้มรัฐบาลด้วยหรือเปล่า

จำลอง- มันรวมอยู่ในนี้ หลายสิ่งหลายอย่าง เดี๋ยวผมขอเรียนนิดหนึ่งว่า วันนี้ เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ประเทศไทยไม่รับอำนาจของศาลโลก ไม่รับคำตัดสินของศาลโลก รัฐบาลไม่ใช่เจ้าของประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่ พวกเราต่างหาก คือเจ้าของประเทศ เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นวันประกาศโดยแน่ชัด และได้แถมไปนิดหนึ่งว่า ทำไมมีผม ทำไมมีคุณสนธิ แล้วคุณสนธิ ผมขอเก็บไว้ก่อน อย่าเพิ่งมานะ ก็เนื่องจากว่าผมอยู่ในภาวะที่แตกต่างจากอดีตแกนนำคนอื่นๆ ดังที่ได้แถลงไปแล้ว 1. ผมเป็นประธานกองทัพธรรมมูลนิธิ กองทัพธรรมมูลนิธิเป็นมูลนิธิที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมาย ซึ่งมีผมเป็นประธานกองทัพธรรมตั้งแต่ตอนก่อตั้ง จนถึงวันนี้ และกองทัพธรรมมูลนิธิได้ไปร่วมกับกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ ซึ่งเดิมอยู่ที่สวนลุมพินี แล้วก็ย้ายมาอยู่เชิงสะพานผ่านฟ้าฯ นี่ล่ะครับ เป็นภาวะที่แตกต่างจากคนอื่น

ภาวะที่ 2 ก็คือ ผมเป็นทหาร และเป็นทหารผ่านศึกมาแล้วด้วย เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องที่บีบบังคับว่า สำหรับเรื่องนี้ ถ้าเกิดผมเสี่ยงไป แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับผม มันคุ้มค่านะ ถ้าผมไม่ออกมาเสี่ยง ไม่คุ้มค่า พี่น้องประชาชนชาวสื่อมวลชนคงจำได้นะครับ ผมยกตัวอย่างเล็กๆ ในอดีต ที่ผมออกจากทำเนียบฯ มาแล้วถูกตำรวจจับในวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผมบอกกับแกนนำทุกคน บอกกับคุณสนธิเป็นคนแรกเลย คุณออกมาไม่ได้นะ เพราะคุณไม่ได้ตกในที่นั่งอย่างผม ผมเคยเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมา 6 ปี และเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคนเดียวของเมืองไทยที่ได้รับรางวัลแมกไซไซ ตั้งแต่มีผู้ว่าฯ มา ไม่เคยมีใครเลย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นบุคคลสำคัญที่จะสนับสนุนการเลือกตั้ง ไม่วาจะเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น หรือเลือกตั้งระดับประเทศก็ตาม เพราะฉะนั้นผม ในฐานะอดีตผู้ว่าฯ ผมต้องออกมา จับก็จับ เป็นไงก็เป็นกัน เห็นชัดนะครับ เหตุการณ์นี้ก็มาซ้ำกับเหตุการณ์ที่แล้ วเหมือนกันเปี๊ยบเลย เราโชคดีนะครับว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำอะไรพิจารณาอย่างรอบคอบ พิจารณาแล้วพิจารณาอีก ตามประสาทหารเขาเรียกว่า การเสี่ยงที่ใคร่ครวญแล้ว ภาษาอังกฤษเรียกว่า Calculated Risk การเสี่ยงที่ได้มีการคิดคำนวณแล้ว

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำอะไรมีหลักฐานเอกสารพร้อมมูลหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยู่ซ้ายมือ ที่แจกประชาชนไป "ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน 33 ประเด็นถามตอบ" แล้วนี่ แถลงการณ์ของพันธมิตรฯ มีหมดทุกอย่างเลย เราไม่ได้ขึ้นมาพูดลอยๆ แล้วผมขอเรียนอีกทีนะครับ ก่อนที่ผมจะตัดสินใจนั้น ผมได้หารือกับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เป็นผู้ใหญ่มาก ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ตอนที่ศาลโลกตัดสินเราเมื่อปี 2505 ไม่ใช่อยู่ดีๆ นึกสนุกขึ้นมา ไม่สนุกนะครับ การที่ออกมาร่วมมือกับประชาชนอย่างเต็มที่ มันไม่ใช่สิ่งที่น่ารื่นรมย์เลย ผมเจอมาแล้ว 384 วัน 384 คืน รวมกับพวกเราด้วย มันไม่ใช่เรื่องน่าสนุก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ออกมาหรอกครับ

สนธิ- จริงๆ แล้วการชุมนุมครั้งนี้ ทุกเวทีมีพันธมิตรฯ หมด ไม่ว่าจะเป็นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่ผ่านฟ้าฯ หรือที่มัฆวานฯ เพราะฉะนั้นแล้วพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จริงๆ ก็เข้าร่วมอยู่แล้ว ส่วนที่รอผมอยู่นั้น เขาก็สามารถเข้าร่วมได้ทุกเมื่อ วันนี้กลับเป็นเรื่องที่ดี เพราะมีเวทีให้เลือก มันเป็นซูเปอร์มาเก็ตของการชุมนุม พอใจจะเข้าร่วมเวทีไหน พอใจจะปฏิรูปการเมือง ก็เวทีนั้น พอใจจะเอาเฉพาะล้าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็ไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มันมีได้หมด แต่ในที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าจะเป็นเวทีไหนก็ตาม แค่เฉพาะ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่างเดียวไม่พอแล้ว มันต้องเอามากกว่านั้น เหตุผลที่ต้องเอามากกว่านั้นเพราะว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม นั้นมันเป็นแค่ส่วนๆ หนึ่งเท่านั้นเอง หมดจาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แล้วยังจะมีเรื่องอื่นต่อเข้ามาอีก ไม่หยุดยั้ง เพราะฉะนั้นแล้วในขณะนี้ อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ การที่ผมจะออก หรือไม่ออกนั้น ผมพร้อมจะออกกับพี่ลอง แต่พี่ลองขอร้องไม่ให้ออก ขอร้องอย่างจริงจัง บอกว่า สนธิ อย่างน้อยที่สุดเก็บคุณเอาไว้สักคนหนึ่ง ถ้าทุกอย่างมันล้มเหลว เรายังมีคุณเหลือคนสุดท้าย ผมถือว่าอันนี้เป็นการให้เกียรติ แต่ขณะเดียวกันเป็นการสร้างภาระให้ผมอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งผมไม่รู้ว่าเมื่อวันนั้นมาถึงแล้ว ผมจะทำยังไงได้บ้าง

จำลอง- และคุณสนธิพร้อมที่จะขึ้นเวทีที่ผ่านฟ้าฯ กับผมตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วนะ นี่เรื่องจริงนะ ผมบอกคุณยังไม่ต้องขึ้นเวที เก็บไว้เป็นตัวสำรองก่อน ไม่ใช่ผมอยากใหญ่อยากโตคนเดียว เพราะคุณสนธิเวลาพูดกับใครแล้ว แกมีวิญญาณของสื่อ แกพูดแล้วเข้าใจ เห็นแจ่มแจ้ง ทะลุปรุโปร่งไปหมด ไม่เหมือนผมที่เป็นทหารแก่ๆ พูดยังไงก็สู้แกไม่ได้ ขึ้นเวทีก็สู้แกไม่ได้ แต่ผมขอร้องแกไว้ เท่านั้นเองล่ะครับ

ถาม

สนธิ- ยุบสภามันไม่ใช่ทางออก ผมมองว่าเมืองไทยจะต้องยุตินักการเมืองอย่างน้อย 2 หรือ 3 ปี ต้องถวายอำนาจคืนพระเจ้าอยู่หัวไปเลย ให้พระองค์ท่านพระราชทานใครก็ได้มาดูแลประเทศสัก 2-3 ปี แล้วเรามานั่งคุยกันว่าการเมืองในอดีตที่มันเป็นอย่างนั้น ที่มันไม่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล มันเป็นเพราะอะไร มันเป็นเพราะอะไรการเมืองถึงสามารถที่จะทำให้คนอย่างนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนักโทษเร่ร่อนอยู่นอกประเทศ สามารถตั้งน้องสาวตัวเองขึ้นมาเป็นนายกฯ และสามารถที่จะกำหนดว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีได้ และสามารถที่จะกำหนดว่าใครจะเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจส่วนใหญ่ต้องไปกราบเท้าทักษิณ ชินวัตร เพื่อขอตำแหน่ง แล้วในขณะเดียวกัน การเมืองแบบนี้มันไม่ใช่การเมืองที่คุณจตุพร พรหมพันธุ์ หรือคุณธิดา ถาวรเศรษฐ บอกว่าเราต้องสู้เพื่อประชาธิปไตย คนพวกนี้พูดไปไม่อายตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว ว่าสิ่งที่ตัวเองพูดนั้นเป็นเรื่องโกหกทั้งมวล ไม่มีเหลือ มันการเมืองประเทศอะไรกันนะ แม้กระทั่งนักเขียน คอลัมนิสต์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ยังเขียนออกมาชัดเจนเลยว่ามันเป็นการเมืองที่ต้องการที่จะตั้งสาธารณรัฐชินวัตร พูดอย่างนั้นชัดเจนเลย นี่ฝรั่งเขียนนะ ไม่ใช่ผมเขียน

ถาม- ที่บอกว่าต้องเว้นวรรคนักการเมือง 2-3 ปี ลักษณะของผู้มาบริหาร จะต้องเป็นคนยังไง

สนธิ - ไม่ทราบ ผมว่าการบริหารงาน คือบริหารชั่วคราว เพื่อให้สังคมได้มีการตกผลึกว่าระบบการเมือง ที่เราเลียนแบบฝรั่งมา 100 เปอร์เซ็นต์ มันไม่เวิร์กอีกต่อไปแล้ว เราควรจะมีระบบการเมืองแบบไหนที่ ข้อที่ 1 ที่ไม่มีการลงทุนทางการเมือง ทุกวันนี้ ส.ส.ของพรรครัฐบาล มีอยู่ 310 คน คนละ 50 ล้านบาท 15,000 ล้านบาท 15,000 ล้านบาท ซื้อประเทศไทยได้ เพื่อแลก ... ยกตัวอย่างงบประมาณน้ำ 3.5 แสนล้านบาท 350,000 ล้านบาท 10 เปอร์เซ็นต์ก็คือ 35,000 ล้านบาท แค่โครงการเดียวก็เอาเงินคืนมาแล้ว นี่ไม่ใช่เป็นการทำงานเพื่อประชาชน แต่นี่เป็นการทำงานเพื่อคืนการลงทุนให้กับนักลงทุน และลักษณะการลงทุนทางการเมืองเป็นอย่างนี้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคคุณบรรหาร ศิลปอาชา พรรคสายคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ทักษิณ ชินวัตร เป็นอย่างนี้จริงๆ คำถามคือ เราจะนั่งอยู่อย่างนี้อีกนานแค่ไหน ผมถึงบอกว่าประเทศชาติต้องให้มันล่มสลายไปคนไทยถึงจะรู้สึก แล้ววันนี้มันก็ใกล้เข้ามาแล้ว ยังดีที่ผมต้องขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ที่เขาลุกขึ้นมาสู้ ถึงแม้จะช้ากว่าที่ผมขอร้องเขา แต่ก็ไม่เป็นไร ผมหวังว่าเขาไม่ถอดใจ เขาไม่มีทางเลือกแล้ว เขาต้องเดินหน้าต่อ แล้วจะเดินหน้าต่อแค่นิรโทษกรรมอย่างเดียว ไม่พอ

ถาม- คุณสนธิกำลังพูดถึงมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ

สนธิ- ผมไม่ทราบ มาตราไหนก็ตาม ผมไม่รู้ ผมไม่อยากจะพูดเรื่องนั้น ผมไม่อยากลงรายละเอียดในเรื่องของกฎหมาย แต่ว่าถ้าคุณล้มรัฐบาลชุดนี้ได้ สมมุติคุณล้มได้ ก็น่าที่จะถวายคืนพระราชอำนาจไปเลย เพราะว่า ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ถ้าสมมุติว่าเกิดมีสุญญากาศเกิดขึ้น ส.ส.310 คน ที่ยกมือเพื่อให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ แล้วเกิดผิดรัฐธรรมนูญ แล้วหมดสภาพการเป็น ส.ส.ไป มันเกิดสุญญากาศในสภา จะทำยังไงต่อไป ตรงนั้นต่างหากที่ผมมอง

จำลอง- เรายังไม่ได้วางกรอบความคิดไปไกลถึงขนาดนั้นนะ วันนี้ผมขอนึกทีนะ เพราะผมจำลอง กลายเป็นจำเลยแล้ว วันนี้ ว่าทำไมปลีกตัวออกมาคนเดียว ในบรรดาอดีตแกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อกี้ผมพูดไปแล้ว ขอพูดเพิ่มเติมนะครับว่า ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งก็คือ ผมเป็นทหารผ่านศึก ที่อยู่ในโครงการป้องกันไกลบ้าน อาสาไปรบถึงเวียดนาม อาสาไปรบถึงลาว เพื่อไม่ให้ข้าศึกมาประชิดติดแดนไทย แล้ววันนี้เรากำลังจะสูญเสียดินแดน ผมอยู่ได้ยังไง ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สมัยเราเป็นนักเรียนนายร้อย 5 ปี ต่อเนื่องกัน เวลาผ่านพระบรมรูปของในหลวงรัชกาลที่ 5 จะต้องทำความเคารพและกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า ข้าจักรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยเลือด เพราะฉะนั้น ผมไม่ได้อยากใหญ่อยากโตนัก ด้วยภาวะบังคับ ด้วยภาวะที่จำเป็นจริงๆ เพราะฉะนั้นผมพูดวันนี้สั้นๆ ว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ออกมาเสี่ยงคราวนี้เพื่อชาติและราชบัลลังก์ มีอะไรมั้ย เป็นไงเป็นกัน

ถาม-

สนธิ- ผมว่า อย่างนี้อย่าเพิ่งพูดเลยนะ วันนี้ เพราะว่า คุณถามผม ผมก็เลยหลุดออกมา แต่ผมกำลังคิดว่าวันนี้ให้พี่ลองเป็นพระเอก ไม่ใช่จำเลย พี่ลองกับผมมีสัญญาใจกันเยอะมาก เมื่อคืนนี้ผมจะไปขึ้นเวทีกับพี่ลองที่ผ่านฟ้าฯ พี่ลองบอก ผมยังไม่ให้คุณไป เมื่อเช้านี้ก็พูดกันยาวพอสมควร จบ พี่ลองบอกว่า สนธิ เก็บเอาไว้เป็นลูกธนูสำรอง เผื่อพวกผมธนูมันด้าน จะได้ใช้ธนูดอกสุดท้าย เก็บรักษาไว้หน่อย

ถาม-

จำลอง- สำหรับวันนี้ ประเด็นวันนี้ที่เราออกมาไม่รับอำนาจศาลโลก ผมอยากจะรู้ว่าคนกลุ่มไหนที่มันอยากจะเสียดินแดน ไหนปรากฏตัวออกมาซิ ที่มันจะออกมาปะทะ มีมั้ย มีก็แสดงว่ามันเป็นคนขายชาติ ก็ชาติจะเสียดินแดนอยู่แล้ว ยังมาต่อต้านเราอยู่ได้ยังไง

สนธิ- คืออย่างนี้ฮะ การปะทะกันเป็นสงครามมวลชนที่ฝ่ายรัฐบาลเขาต้องการให้เกิดขึ้น ผมเข้าใจว่าเขาต้องการให้เกิดขึ้นนะ แต่ผมมองอย่างนี้ ผมมองว่า มวลชนในขณะที่ที่ออกมา ในเรื่องของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และมวลชนที่ออกมา ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลวันนี้ เหลืออดแล้ว ระหว่างคนที่เหลืออด และทนไม่ได้ กับคนที่สู้เพื่อประชาธิปไตยจอมปลอม จนกระทั่งตัวเองยังไม่รู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร มาตามคำสั่งของแกนนำซึ่งรับเงินเขามา ผมคิดว่า สมมุติมีการปะทะกัน ผมยังเชื่อว่าประชาชนชนะ ประชาชนฝั่งเราชนะ ผมไม่ได้ชอบความรุนแรงนะ แต่ถ้าฝ่ายโน้นต้องการความรุนแรง ผมเชื่อว่าประชาชนที่มาทุกวันนี้เขาไม่กลัวกันแล้ว วันนี้ไม่มีใครกลัวแล้ว ไม่มี ไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ เพราะว่าความดีถึงที่สุดแล้ว วันนี้ อดทนต่อความชั่วไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าความชั่วมันจะมาในรูปแบบไหน ความดีก็พร้อมจะชนกับความชั่วได้ทุกรูปแบบ

จำลอง- มีมากนะครับ คำถามที่ว่า ไม่เกรงจะมีการปะทะกันหรือ ยกตัวอย่างที่ผ่านมาแล้วในอดีต ไม่ใช่ว่าพูดเลื่อนลอยและคาดหวังเอาไว้ จำได้มั้ยตอนที่เราชุมนุมอยู่ในทำเนียบ มีอยู่คืนหนึ่ง พวกเราถูกยิงตายข้างเวที ผู้ที่มีหน้าที่ในการป้องกัน ไม่ให้ประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตาย ที่เรียกว่าการ์ด เขารวมตัวกัน เขามีหนังสือถึงผม ในฐานะที่ผมเป็นที่ปรึกษาฝ่ายรักษาความปลอดภัยของการชุมนุม เขาบอกเขาจะลาออกเดี๋่ยวนี้ เขาจะไปจับอาวุธมาสู้ ผมต้องขึ้นเวทีทันทีเลย ว่าเราชุมนุมอย่างสันตินะ ถ้าคุณจะจับอาวุธมาสู้ ถ้าผมสนับสนุนคุณ ไม่ยากเลย ผมประกาศไปเดี๋ยวแม่ยกก็ซื้อมาให้แล้ว เยอะแยะไปหมดเลย ไม่ว่าจะปืนลูกซอง หรืออะไร มันฆ่ากันตายทั้งนั้น แต่คุณทำแล้วใครตาย ฝ่ายเรากับฝ่ายรัฐบาลก็ตายด้วยกันทั้งคู่ แล้วดียังไงคนไทยตายด้วยกันทั้งคู่ แล้วผมยกตัวอย่างท่านมหาตมะ คานธี ถ้าท่านจะปลุกประชาชนและแจกอาวุธให้ประชาชนชาวอินเดียไปสู้กับทหารอังกฤ ท่านก็ทำได้ แล้วมันได้อะไรขึ้นมา เอกราชก็ไม่ได้ แล้วก็ตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทั้งอังกฤษและอินเดีย นี่เป็นตัวอย่างเห็นชัดแจ้งนะครับ ว่าเราได้ผ่านเหตุการณ์นั้นมาแล้ว และเราไม่ได้กลัวด้วย

สนธิ- ผมสรุปแล้วกันนะครับ ผมสรุปว่า วันนี้มาถึงจุดที่ความดี และคนที่ต้องการยืนอยู่บนความถูกต้อง ไม่ได้กลัวอะไรอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าความเลว หรือความชั่ว ความไม่ถูกต้องจะมาในรูปแบบไหน ผมเชื่อว่ากระแสและการตกผลึกของความดีของประชาชนทั้งหมดจะลุกขึ้นมาทุกวงการ ก็ดูสิครับ ตั้งแต่ผมเป็นผู้เป็นคนมา 66 ปี ผมยังไม่เคยเจอ น้องๆ ผมยังไม่เคยเจอผู้พิพากษา 63 ท่าน เซ็นไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของกระบวนการยุติธรรมนะ ผมจะบอกให้รู้ แสดงว่าถึงที่สุดจริงๆ ถ้าผู้พิพากษา ซึ่งท่านจะต้องรักเนื้อสงวนตัว เก็บเนื้อเก็บตัว ท่านทนไม่ได้ ขอให้เชื่อผม คนอีกหลายๆ กลุ่ม หลายๆ ฝ่าย หลายๆ อาชีพ เขายิ่งทนไม่ได้กว่าท่านผู้พิพากษา ผมคิดว่าใครก็ตามที่จะสร้างความรุนแรง ก็เตรียมตัวอพยพ ผมจะเรียนอะไรให้ทราบนะครับ อธิบดีคนหนึ่งไปซื้ออพาร์ตเมนต์อยู่ที่ลอนดอนแล้ว พูดกันวงในเลยนะ โอนเงินโอนทองไปที่อังกฤษหมดแล้ว หลายคน นักการเมืองหลายคน เตรียมตัวที่จะลี้ภัยไปอยู่อังกฤษกัน หลายคนขอวีซ่าเข้าสถานทูตอังกฤษ เยอะ เข้าอังกฤษเยอะมากครับตอนนี้ คนพวกนี้ไม่ได้คิดอะไรเลย สูบเงินสูบทองจากประเทศไทย กุมอำนาจให้ได้ เพื่อที่จะทำมาหากินต่อไป คนพวกนี้เป็นคนซึ่งไม่ใช่ขยะของประเทศนะ เป็นปุ๋ยที่เอาไปโรยใต้ต้นไม้ก็ยังไม่ได้ เพราะว่าปุ๋ยนี้ มันเป็นปุ๋ยมีพิษ ผมไม่รู้จะอธิบายคนพวกนี้ได้ยังไง คือมันต่ำกว่าสิ่งที่ต่ำที่สุดในโลก คนพวกนี้

จำลอง- ผมเติมนิดนะครับ ก่อนหน้านี้ ผมยืนยันนะ ไม่ใช่เรื่องโกหก มีพี่น้องพันธมิตรฯ ถามกันนักหนาเหลือเกินว่า ทำไมลุงสองคน คนหนึ่งชื่อจำลอง อีกคนหนึ่งชื่อสนธิ ทำไมเงียบ ทำไมไม่มีอะไรออกมาเลย ไปอยู่ซะที่ไหน ทำอะไรบ้าง นี่ล่ะครับ ที่มีความจำเป็นจะต้องแถลงในวันนี้ ว่าออกมาแล้ว คุณจะว่ายังไง

ถาม -

สนธิ- ถ้าถึงวันนี้มันก็หมายความว่าพร้อมจะตายแล้วไง จะไปกลัวติดเงื่อนไขอะไรล่ะ

จำลอง- ผมด้วยนะ นี่จำเลยหมายเลข 1 นะ หัวหน้าผู้ก่อการร้าย

สนธิ- ขอบพระคุณมากนะครับ หวังว่าจะคงจะตื่นเต้นกันภายในอาทิตย์นี้ ผมว่าคงจะมีอะไรหลายอย่างที่น่าตื่นเต้นพอสมควร










กำลังโหลดความคิดเห็น