บทนำของหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ตั้งหัวข้อว่า “ยกระดับการชุมนุม” โดยมีเนื้อหาเป็นการเปรียบการชุมนุมของคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา กับการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือคนเสื้อเหลือง ในปี 2551
บทนำมติชน ชี้ว่า การที่แกนนำคนเสื้อแดงประกาศจะไม่บุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลเหมือนกับพันธมิตรฯ ที่เข้าไปยึดทำเนียบอยู่เป็นเวลา 3 เดือนเศษ ตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค.2551 นั้นสะท้อนให้เห็นถึงยุทธวิธีที่แตกต่างกันระหว่างคนเสื้อเหลือง กับคนเสื้อแดง
นอกจากนั้น ยังสรุปแบบเลือกข้างคนเสื้อแดง ว่า การที่พันธมิตรฯ บุกยึดสถานที่ราชการ ปิดล้อมสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารไม่สามารถทำอะไรได้ จึงเป็นเหตุให้คนเสื้อแดงเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เร่งดำเนินคดีกับพันธมิตรฯ และเมื่อการชุมนุมของคนเสื้อแดง เมื่อคืนวันที่ 31 มกราคม ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย เป็นการแสดงให้เห็นว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ นั้น ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนกับผู้อื่น ไม่ก่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของราชการ เมื่อคนเสื้อแดงกระทำในสิ่งที่แตกต่างกับพันธมิตรฯ ต่อไปถ้าพันธมิตรฯชุมนุมมวลชนเพื่อกดดันรัฐบาล ก็ไม่ควรจะใช้วิธีบุกเข้าไปยึดสถานที่ราชการนั้นเหมือนกับที่เคยกระทำมา ซึ่งว่าไปแล้วก็ไม่ประสบผล เพราะ นายสมัคร และ นายสมชาย ไม่ลาออกเสียอย่าง
“อย่างไรก็ตาม ความเข้มแข็งและความมีประสิทธิภาพของตำรวจ ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การใช้สิทธิชุมนุมไม่กลายเป็นกฎหมู่ที่ขื่อแปของบ้านเมืองถูกเหยียบย่ำซึ่งหน้าอย่างอุกอาจ ซึ่งได้เป็นวีรกรรมอันน่าภาคภูมิใจไม่” บทนำมติชนสรุป ทิ้งท้าย
ทั้งนี้ เมื่ออ่านเนื้อหาทั้งหมดของบทนำชิ้นนี้ พบว่า ไม่ได้พูดถึงสาเหตุที่พันธมิตรฯ ต้องออกมาชุมนุมแม้แต่คำเดียว แต่กล่าวถึงเหตุการณ์อย่างผิวเผิน โดยให้ภาพเพียงว่า พันธมิตรฯ ได้ใช้กลยุทธ์การชุมนุมบุกยึดสถานที่ราชการเป็นเครื่องมือในการกดดันรัฐบาล
ประเด็นสำคัญ คือ การละเลยที่จะพูดถึงวิธีการที่ป่าเถื่อนสามานย์ต่างๆ นานา ที่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นำออกมาใช้เพื่อข่มขู่และกดดันพันธมิตรฯ ให้เลิกชุมนุม เริ่มตั้งแต่การหลิ่วตาให้กับอันธพาลเสื้อแดงมาขว้างปาพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมกันอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจนได้รับบาดเจ็บหลายคน เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2551 เป็นต้นมา ตามด้วยการปล่อยให้อันธพาลมาก่อกวนแทบทุกคืน การใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าทำร้ายประชาชนและรื้อเต็นท์และเวทีที่สะพานมัฆวาน การปล่อยให้คนเสื้อแดงถือมีด และไม้หน้าสามเคลื่อนขบวนจากสนามหลวงวิ่งกรูไปทำร้ายพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวาน และมาถึงการปราบปรามประชาชนด้วยระเบิดแก๊สน้ำตาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บกว่า 400 คน ตามด้วยการปล่อยให้ไอ้โม่งยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่ผู้ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลแทบทุกวัน จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก พันธมิตรฯ จึงต้องใช้มาตรการกดดันรัฐบาลขั้นแตกหักด้วยการเคลื่อนขบวนไปชุมนุมตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งที่สนามบิน
หากบทนำมติชนได้เอ่ยถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้บ้าง สภาพการณ์ที่ “ขื่อแปของบ้านเมืองถูกเหยียบย่ำซึ่งหน้าอย่างอุกอาจ” ที่มติชนสรุปในย่อหน้าสุดท้ายนั้น ก็จะมีความชัดเจนขึ้นมาทันทีว่า ใครกันแน่เป็นคนทำให้สภาพการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น และทำให้เห็นว่า การแสดงความชื่นชมต่อม็อบเสื้อแดง ว่า ไม่สร้างความเสียหายและไม่สร้างความเดือดร้อนแก่คนอื่นเหมือนคนเสื้อเหลืองนั้น เป็นการสรุปจากข้อเท็จจริงเพียงเสี้ยวเดียว และจงใจละเลยข้อเท็จจริงส่วนสำคัญไป
----------------------------------------------
ยกระดับการชุมนุม
บทนำมติชน
วันที่ 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11286 มติชนรายวัน
การชุมนุมที่ท้องสนามหลวงของคนเสื้อแดงเมื่อเย็นวันที่ 31 มกราคม นำโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และผู้จัดรายการ "ความจริงวันนี้" แล้วเคลื่อนขบวนไปชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล หากเป็นไปตามคำยืนยันของแกนนำ นปช.ว่าจะไม่บุกเข้าไปในทำเนียบเหมือนกับที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคยกระทำเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 โดยปักหลักพักค้างไม่ยอมให้ข้าราชการของทำเนียบและเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจตราดูแลความสงบเรียบร้อยเป็นเวลา 3 เดือนเศษ ก็เท่ากับแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างคนเสื้อแดงกับคนเสื้อเหลืองในยุทธวิธีการต่อสู้เพื่อเป้าหมายทางการเมือง และหากการเคลื่อนขบวนของคนเสื้อแดงไม่ถูกสกัดกั้น ขัดขวางจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนเป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงก็พิสูจน์แนวทางของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ต้องการประนีประนอมกับกลุ่มที่มีความเห็นแตกต่างกัน
การปิดล้อมทำเนียบของพันธมิตรเพื่อกดดันรัฐบาลเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ช่วงปี 2549 ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่สามารถเข้าทำเนียบได้ระยะหนึ่ง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาพันธมิตรได้ใช้มวลชนมาชุมนุมด้านหน้าทำเนียบ บนถนนติดกับสำนักงาน ก.พ. เพื่อกดดันนายสมัคร สุนทรเวช ให้ลาออกจากนายกฯ แต่ก็ถูกครูอาจารย์และนักเรียนโรงเรียนราชวินิตร้องต่อศาลหาว่าผู้ชุมนุมสร้างความเดือดร้อน กระทั่งศาลมีคำสั่งให้ย้ายที่ชุมนุมหลังจากที่พันธมิตรพยายามยื่นอุทธรณ์แต่ไม่เป็นผล ต้องกลับมาชุมนุมที่เดิมคือ ถนนราชดำเนินนอก สะพานมัฆวานรังสรรค์ สุดท้ายก็ตัดสินใจบุกเข้าไปในทำเนียบ ใช้ชื่อว่า "ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า" โดยตำรวจไม่อาจขัดขวางได้ พันธมิตรได้ใช้ทำเนียบเป็นที่ชุมนุมขับไล่ กินอยู่หลับนอนเสมือนบ้านพักของตัวเอง ซึ่งปรากฏเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ในขณะที่รัฐบาลนายสมัครเสียหน้าและรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อับอาย เพราะเป็นคณะรัฐมนตรีที่ไม่มีโอกาสได้เข้าทำเนียบ แต่พันธมิตรกลับประกาศว่าเป็นชัยชนะที่งดงาม เนื่องจากไม่มีมวลชนประเทศไหนในโลกยึดทำเนียบรัฐบาลได้เหมือนคนไทย
การปิดล้อมด้านนอกทำเนียบดูจะไม่กระไร แต่การบุกเข้าไปในสถานที่ราชการสำคัญโดยไม่เกิดอะไรขึ้น ทั้งๆ ที่บ้านเมืองมีกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ในการรักษาความสงบเรียบร้อย รักษาความมั่นคงของรัฐ และดูแลทรัพย์สินของทางราชการ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร รวมทั้งการนำมวลชนเข้าปิดล้อมท่าอากาศยานดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งๆ ที่เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล นี่เองทำให้คนเสื้อแดงเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่บังคับบัญชาตำรวจ ทหาร ดำเนินคดีกับพันธมิตรที่ยึดสนามบินและทำเนียบ ดังนั้น การปฏิบัติของตำรวจต่อคนเสื้อแดงกรณีการมาชุมนุมบริเวณทำเนียบอาจนำไปสู่การเปรียบเทียบกับพันธมิตรและถูกตั้งคำถามนำมาซึ่งผลกระทบต่อรัฐบาลและตำรวจ
น่าเห็นใจนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ให้สัมภาษณ์ว่า อยากขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมเปิดโอกาสให้รัฐบาลบริหารประเทศ และขอให้คำนึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ที่สำคัญจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคนในประเทศด้วย คำกล่าวนี้คงไม่ประสบผลเพราะต้นเหตุแห่งปัญหาความขัดแย้งยังดำรงอยู่ ในส่วนของคนเสื้อแดงได้ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลปลดนายกษิต ภิรมย์ พ้นจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำเนินคดีกับพันธมิตรที่บุกยึดสนามบิน และแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ขณะที่ฝ่ายพันธมิตรคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ต้องการให้ดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณและพวก
การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่เคลื่อนขบวนมาที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อคืนวันที่ 31 มกราคม หากผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น ก็นับว่าเป็นความโชคดีของประเทศ พร้อมกันนั้นก็แสดงให้เห็นว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ นั้นต้องไม่สร้างความเดือดร้อนกับผู้อื่น ไม่ก่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของราชการ เมื่อคนเสื้อแดงกระทำให้ในสิ่งที่แตกต่างกับพันธมิตร ต่อไปถ้าพันธมิตรชุมนุมมวลชนเพื่อกดดันรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์หรือรัฐบาลอื่นๆ ก็ไม่ควรจะใช้วิธีบุกเข้าไปยึดสถานที่ราชการนั้นเหมือนกับที่เคยกระทำมา ซึ่งว่าไปแล้วก็ไม่ประสบผลเพราะนายสมัครและนายสมชายไม่ลาออกเสียอย่าง อย่างไรก็ตาม ความเข้มแข็งและความมีประสิทธิภาพของตำรวจก็เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การใช้สิทธิชุมนุมไม่กลายเป็นกฎหมู่ที่ขื่อแปของบ้านเมืองถูกเหยียบย่ำซึ่งหน้าอย่างอุกอาจซึ่งได้เป็นวีรกรรมอันน่าภาคภูมิใจไม่
ที่มา : http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01edi01020252§ionid=0102&day=2009-02-02



