xs
xsm
sm
md
lg

“เกียรติ” ชี้ต่างชาติไม่หนุนยุบสภา หวั่นเดดล็อกเดิม มั่นใจศักยภาพ รบ.

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เกียรติ สิทธีอมร
ปธ.ผู้แทนการค้าไทย เผย ศก.ไทยพังยับ 3 แสนล้าน หลังสูญเสียโอกาสจากช่วงวิกฤตการเมือง ชี้ นักลงทุนต่างชาติจับตาการเคลื่อนไหวคนเสื้อแดง ก่อนตัดสินใจลงทุนในไทย แต่ไม่เห็นด้วยปฏิวัติ เพราะไม่ใช่ทางออกที่ต่างชาติยอมรับ ยันต่างชาติเริ่มมีความมั่นใจศักภาพ รบ.ชุดนี้มากขึ้น และไม่หนุนยุบสภาหวั่นเดตล็อกเดิม

วันนี้ (5 มี.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวถึงสถานการณ์กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 มี.ค.ว่า นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติจับตาดูด้วยความเป็นห่วง และพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า ไม่อยากเห็นประเทศไทยเป็นเช่นนี้ นักลงทุนรู้ดีว่า ความขัดแย้งมันมาจากไหน คำตัดสินของศาลฎีกาค่อนข้างจะชัดเจน สิ่งที่เขาแปลกใจ คือ ทำไมมีคนกลุ่มหนึ่งที่ต่อสู้ ทั้งๆ ที่หลักฐานคำพิพากษาที่ลงรายละเอียดชัดเจน แน่นอนมีคนที่ยังรักและชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่ต้องแยกกัน ระหว่างการทำผิดกฎหมายกับความนิยมชมชอบ จะเอามาปนกันไม่ได้ มิฉะนั้นบ้านเมืองก็ไม่มีหลักในการบริหาร นี่คือ สิ่งที่ทุกคนสะท้อนใกล้เคียงกันหมดในทุกประเทศที่ตนได้เดินทางไป

“นักธุรกิจเขาบอกเสียดายโอกาสประเทศไทย เพราะไทยมีศักยภาพเยอะมาก ทั้งการค้าการลงทุน เห็นได้ชัดการลงทุนแผ่วลงกว่าที่ควรจะเป็น แม้ว่ารัฐบาลจะไปบอกทุกเวทีว่า สถานการณ์การเมืองเป็นไปตามกระบวนการของการเติบโตทางประชาธิปไตย เราก็ต้องพูดอย่างนั้น แต่นักลงทุนก็บอกว่าอย่างไรก็ต้องมีกระทบ ปัญหาที่เป็นอยู่มาจากนักการเมือง แต่ไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมือง ดูให้ดีสิ่งที่เรียกร้องเป็นผลประโยชน์ของบางคนเท่านั้น อย่างนี้คือการใช้มวลชนเป็นเครื่องมือ ในการเรียกร้องผลประโยชน์ในสิ่งที่ตัวเองต้องการหรือเปล่า” นายเกียรติกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากสถานการณ์รุนแรง เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ประเมินความเสียหายไว้อย่างไร นายเกียรติกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับเหตุผลความเปลี่ยนแปลงนั้นคืออะไร สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นคืออะไร ถ้าเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยปกติไม่รุนแรง คงไม่มีใครเขาว่า คำถามแรกที่ตนไปที่บาห์เรน เขาถามว่าได้ข่าวว่าไทยมีบอมบ์ ตนก็บอกใช่ แต่ก็บอกไปชัดเจนว่า ไม่มีเป้าหมายที่จะทำให้คนตาย แต่เป็นลักษณะเชิงข่มขู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไปถึงแล้วเขาพูดถึง ตนก็ต้องพูดไปตรงๆ และบอกไปอีกว่า รัฐบาลก็พยายามดำเนินการเต็มที่ เขาก็บอกว่าทำไมตำรวจไทยจับไม่ได้เลย และบอกว่าถ้าเป็นบ้านเขาอย่างนี้ไม่รอด เขาสะท้อนมุมที่ตนคิดว่าเรากำลังพยายามแก้ปัญหา

เมื่อถามว่า การตัดสินคดียึดทรัพย์อดีตนายกฯของไทยในสายตานักลงทุนในต่างชาติมองอย่างไร นายเกียรติกล่าวว่า คนที่มองข้างนอกเขามองเห็นชัดขึ้นว่าอดีตนายกฯ ได้มีการกระทำความผิดอะไรบ้าง เพราะที่ผ่านมามีเรื่องคดีที่ดินที่โดดเด่น และมีข้อกล่าวหาการทุจริตคอร์รัปชัน คำวินิจฉัยของศาลครั้งนี้เป็นคำอธิบายว่า พฤติกรรมเป็นอย่างไรและผิดอะไรบ้าง ตรงนี้จะเป็นบรรทัดฐานกระบวนการยุติธรรมไทยในการพิจารณาคดี มันชัดเจนขึ้นและจะกระทบอีกหลายๆ คดี ที่กำลังอยู่ในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

นายเกียรติยอมรับว่า สถานการณ์บ้านเมืองที่แย่ตอนนี้ มีผลกระทบต่อการเจรจาการค้า มันเป็นเรื่องยากต้องยอมรับ โดยเฉพาะเรื่องการลงทุน แต่การโต้ระหว่างกันไม่มีอะไรมาก เรื่องการลงทุนคนที่เขามีโอกาสเลือกลงทุนเขาก็มีทางเลือกที่จะไปที่โน้นที่นี่ได้ ฉะนั้นอุตสาหกรรมที่เขายังไม่ได้ลงและมีทางเลือกเขาก็ต้องคิด ไม่มีใครอยากเห็นความไม่แน่นอนทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไทยสูญเสียโอกาสไปแล้วเท่าไร นายเกียรติกล่าวว่า โดยส่วนตัวตนประเมินว่าประเทศไทยโดยปัจจัยพื้นฐานและความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์เราควรจะโตปีหนึ่ง 6-8% ได้อย่างง่ายๆ ตอนนี้อย่างเก่งสุด 4-5% แล้วจะเห็นได้ชัดส่วนที่คล่องไม่ใช่เรื่องการค้าแต่เป็นเรื่องการลงทุนทั้งสิ้น ส่วนที่นายกฯตั้งไว้ 4.7% นั้นเป็นไปได้ เพราะตลาดเริ่มกระเตื้องขึ้นทุกภูมิภาค ส่วนสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นจะมีผลกระทบหรือไม่นั้น จะมีกลุ่มหนึ่งที่เขานั่งรอดูสถานการณ์อยู่ว่าจะเป็นไปอย่างไร บางกลุ่มเขาอาจจะเลือกประเทศที่บรรยากาศมีความแน่นอนมากกว่า แม้ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบก็ตาม ภาคธุรกิจเขาขอรู้ความแน่นอน ขอให้คาดเดาได้ แต่ 4.7 ที่ต้องไว้มีการประเมินในเรื่องนี้ไว้แล้ว โดยสรุปเราเสียโอกาสไปแล้วประมาณ 3 แสนล้านบาท

เมื่อถามว่า เท่าที่ดูนักธุรกิจต้องการให้บ้านเมืองเราตัดสินใจอย่างไร หากจำเป็นต้องเกิดขึ้นระหว่างการยุบสภา ลาออก และการปฏิวัติ นายเกียรติ กล่าวว่า เมื่อ 6-7 เดือนที่แล้วบางส่วนมีแนวโน้มยุบสภาล้มกระดานเลือกตั้งใหม่ แต่ตอนนี้เขาเริ่มมองเห็นว่า หากยุบสภาและเข้ามาแล้วเดตล็อกเหมือนเดิมแบบเดิม อย่างนี้จะแย่ลง เพราะช่วงรอยต่อกว่าจะตั้งรัฐบาลกว่ารัฐบาลจะเข้าทำงานมัน 6 เดือน ตรงนี้การบริหารงบประมาณ ความแน่นอนเชิงนโยบายจะกระทบ ดังนั้น ที่เขามองตอนนี้ คือ รัฐบาลจะมีศักยภาพในการดูแลสถานการณ์หรือไม่ นั่นคือประเด็นหนึ่ง และนักธุรกิจต่างชาติสะท้อนว่า ในแง่นโยบายที่รัฐบาลทำมาจนทุกวันนี้เขารับได้ เรื่องระหว่างประเทศเขาโอเค เราพูดภาษาเดียวกันชัดเจน

“ช่วงยุคก่อนที่จะเป็นนายกฯอภิสิทธิ์ มีปัญหาเพราะเราไม่ออกต่างประเทศเลย แม้ไปเขาก็เมินๆ เหมือนกันในหลายๆ เรื่อง ตรงนี้ว่ากันตรงๆ ในแง่ความมั่นใจในหลักการ วิธีการ แนวคิด นโยบายประชาคมโลกเขาเห็นบทบาทของเรา อันนี้ต่างคนต่างแสดงความยินดีถือว่าในความยากของการเมืองเรายังบริหารไปได้ดีในระดับหนึ่ง ตรงนี้เห็นชัดเจนในความยอมรับ แต่ภาคเอกชนไทยในตอนนี้เขาก็ออกมาสะท้อนโดยบอกว่าให้การเมืองเบาๆ หน่อย” นายเกียรติกล่าว

ส่วนที่ถามว่า การยุบสภา ลาออก และการปฏิวัติ ทางเลือกไหน ต่างชาติยอมรับ นายเกียรติ กล่าวว่า วันนี้การยุบสภาเห็นได้ว่าจะยิ่งแย่ไม่แน่นอน ส่วนการปฏิวัติไม่มีใครอยากเห็น เมื่อถามว่าหากเป็นสูตรทาง 3 แพ่งที่ต้องเลือกนักลงทุนอยากให้ตัดสินในในทิศทางไหน นายเกียรติ กล่าวว่า นักลงทุนไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง แต่อยากให้มีการคาดเดาได้ ที่ผ่านมาประชาชนไม่ได้เป็นคนเลือกว่าจะต้องปฏิวัติ แต่ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และความยอมรับเหตุผลของการดำเนินการและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น การยอมรับในปี 2549 เพราะกำลังจะฟาดฟันกัน มีประเด็นเรื่องคอร์รัปชัน แต่ทุกคนก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่าเสียดาย ช่วง 1 ปีทำได้เยอะ แต่หลายอย่างไม่ได้ทำ จึงทำให้เรามีปัญหาจนทุกวันนี้ ฉะนึ้นถ้าบอวก่าปฏิวัติไม่มีใครอยากได้ในโลกปัจจุบัน แต่ไปถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงถามว่ากลไกอื่นมีไหม ตนคิดว่ารัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ไม่ได้มีทางเลือกทางเดียวมีหลายทางเลือกขึ้นอยู่กับทุกฝ่าย ขอให้ย้อนดูทุกครั้งที่มีการปฏิวัติประชาชนไม่ได้เป็นคนเลือก ไม่ใช่รัฐบาล แต่สถานการณ์มันพาไป คนทที่มีอำนาจในการดำเนินการเป็นผู้เลือก แต่ภายใต้การเลือกของเขา ต้องรับผิดชอบผลการกระทำของเขาด้วย

เมื่อถามว่าอะไรที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยพังน้อยที่สุดใน 3 ทางเลือกนี้ นายเกียรติ กล่าวว่า ไม่ดีสักอย่าง ตอนนี้ประเมินยากขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเหตุผล แต่ทั้ง 3 ทางเลือกมันทำให้ไม่ต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายและการใช้งบประมาณ หากพูดด้านเศรษฐกิจทั้ง 3 ทางเลือกเขาไม่อยากเลือก ส่วนกรณีที่ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ออกมาสนับสนุนให้ทหารปฏิวัติถ้าเกิดความรุนแรงนั้น คงเป็นความเห็นของ รมว.คลัง

“วันนี้ผมว่าทุกคนมองออกในความยากการบริหารบ้านเมือง ไม่เหมือนยุค 20 ปี 30 ปีที่แล้วใครมาก็ได้ แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ ในเวทีระหว่างประเทศ หากคุณเดินเข้าไปถ้าไม่เป็นที่ยอมรับเขาก็ไม่คุยกับคุณ ฉะนั้น ผมคิดว่าทางเลือกที่คนอยากเห็น คือ บ้านเมืองไทยสงบ ดำเนินนโยบายต่อเนื่อง และผมคิดว่าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลปีกว่าที่ผ่านมาในสายตาประชาคมโลกยอมรับได้ในระดับหนึ่งของแง่วิธีคิด แนวนโยบาย การเจรจา แต่สิ่งที่ดีที่สุดเขาอยากเห็นเราประคองไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่นั่นคือดีที่สุด แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ก่อความไม่สงบ คุณบอกต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พูดชัด แต่พอมีคนไปทำในสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีความรุนแรง คุณบอกมือที่ 3” นายเกียรติกล่าว