xs
sm
md
lg

ศาล รธน.มติเอกฉันท์! สั่งยุบ “พปช.” ตัดสิทธิ กก.บห.5 ปี - “ชายอำมหิต” หลุดเก้าอี้

เผยแพร่:

ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวิจิฉัย โดยมีมติ 9 ต่อ 0 สั่งยุบพรรคพลังประชาชน พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหาร 5 ปี ล่าสุดยุบพรรคมัชฌิมาฯ และพรรคชาติไทย พร้อมตัดสิทธิ กก.บห.พรรค 5 ปีเช่นกัน

 คลิกที่นี่ เพื่อฟัง ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยตัดสินคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัฌชิมาธิปไตย

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 ธ.ค. ที่ศาลปกครองกลาง นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกอ่านคำวินิจฉัยในคดีที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน ว่า การทำงานของศาลเป็นอิสระไม่มีการแทรกแซงหรือกดดันศาล ซึ่งศาลจะวินิจฉัยตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเอาไว้ และในสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นเช่นนี้ คำวินิจฉัยของศาลย่อมจะส่งผลให้มีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ก็ขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นและยอมรับคำวินิจฉัยตามระบอบการปกครองโดยกฎหมาย ประเด็นที่จะวินิจฉัยมีสามประเด็น ประเด็นที่ 1 คือนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กรทำความผิดตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และการได้มา.ซึ่ง ส.ว.หรือไม่ 2.มีเหตุสมควรให้ยุบพรรคที่ถูกร้องหรือไม่ ประเด็นที่ 3 หัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือไม่

รัฐธรรมนูญ 50 มีเจตนารมณ์ให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีบทบัญญัติป้องกันการทุจริต ห้ามให้ทรัพย์สินหรือซื้อเสียงเพื่อให้นักการเมืองได้รับการเลือกตั้ง อันเป็นวิธีการหนึ่งที่นักการเมืองใช้กันมานานจนเกิดความเคยชิน เป็นความผิดที่ร้ายแรงและเป็นการบ่อนทำลายไม่ให้ประชาธิปไตยพัฒนาเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง และก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศ เนื่องจากนักการเมืองเมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วก็มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ด้วยวิธีการที่ไม่ชอบ โดยไม่มีความละอาย เพื่อเตรียมไว้ใช้กับการเลือกตั้งต่อไป อันเป็นวงจรเลวร้ายไม่มีที่สิ้นสุด รัฐธรรมนูญจึงบัญญัติเพื่อป้องกันไว้อย่างเข้มงวด และเป็นการส่งเสริมนักการเมืองที่ตั้งมั่นในสุจริตเข้ามาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ

ชี้ “ยงยุทธ”ฝืน กม.เลือกตั้ง ม.35

ในประเด็นแรก นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กระทำความผิดตามพ.ร.บ.เลือกตั้งหรือไม่นั้น เห็นว่าประเด็นปัญหาการทำความผิดของนายยงยุทธ ได้มีการต่อสู้ โดยทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้องได้มีโอกาสนำพยานและหลักฐาน เข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลฎีกาอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งศาลฎีกามีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่านายยงยุทธกระทำการฝ่าฝืนพ.ร.บ.เลือกตั้งมาตรา 53และทำให้การเลือกตั้ง ส.ส.ที่ จ.เชียงรายมิได้เป็นไปโดยสุจริต ตามคำสั่งของศาลฎีกาที่ 5019/2551 ประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วนั้นเป็นประเด็นข้อเท็จจริงเดียวกัน และอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาทีจะวินิจฉัยตามที่กฎหมายกำหนดเขตอำนาจวินิจฉัยของแต่ละศาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา239วรรค2ประกอบกับพ.ร.บ.เลือกตั้งมาตรา111บัญญัติให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งโดยเฉพาะ และเรื่องนี้ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้ว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านายยงยุทธกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งมาตรา53และมีผลให้การเลือกตั้งส.ส.เชียงรายไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ประเด็นนี้จึงยุตามคำสั่งของศาลฎีกาแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีอำนาจรับวินิจฉัยหรืออุทธรณ์คำสั่งของศาลฎีกา


ข้ออ้างหนีผิดฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าคำสั่งของศาลฎีกาไม่มีผลผูกพัน พรรคผู้ถูกร้อง หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคเพราะมีบุคคลภายนอกทุจริตนั้น เห็นว่าประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยมิใช่ผู้ถูกร้องหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง หรือไม่ แต่เป็นการพิจารณาวินิจฉัยว่าเมื่อนายยงยุทธฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งให้มีการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคตามรัฐธรรมนูญมาตรา 237และมาตรา68วรรค3หรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคคนอื่นเป็นผู้กระทำ ผิดด้วยหรือไม่ คำคัดค้านของผู้ถูกร้องจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยให้เป็นอย่างอื่นอีก

ประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าการกระทำของนายยงยุทธเกิดขึ้นก่อนที่พรรคจะมีมติ ส่งนายยงยุทธลงรับสมัครเลือกตั้งจึงยังไม่ถือว่าเป็นผู้สมัคร ศาลเห็นว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยในประเด็นนี้แล้วว่าแม้จะทำก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งก็ตามแต่ภายหลังก็ได้สมัครรับเลือกตั้ง ก็ถือว่าเป็นการกระทำในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้นจึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นเช่นกัน และไม่มีบทบัญญัติใดที่จะกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลฎีกา เนื่องจากศาลแต่ละระบบนั้นนอกจากจะเป็นอิสระจากการเมืองแล้วยังเป็นอิสระต่อกันด้วย

ยันพรรคห้ามศาลฯ สั่งยุบพรรคไม่ได้

ประเด็นต่อมาที่ต้องวินิจฉัยว่าสมควรจะต้องยุบพรรคการเมืองหรือไม่นั้นเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 237วรรคสองบัญญัติว่าหากมีการทำผิดของผู้สมัครรับเลือกตั้งและมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยการกระทำนั้น หรือมิได้ยับยั้งให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา68และบัญญัติอีกว่าหากศาลมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองก็ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคมีกำหนดเวลา 5 ปีนับตั้งแต่ศาลมีคำสั่ง บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากรรมการบริหารพรรคผู้ใดมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย การกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือไม่แก้ไขให้สุจริตและเที่ยงธรรม กฎหมายให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิถีทางอันไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้ข้อเท็จจริง พรรคการเมืองหรือหัวหน้าพรรคจะไม่มีส่วนร่วมก็ได้ กฎหมายถือว่าเป็นผู้กระทำ จึงเป็นข้อยุติที่ไม่อาจโต้แย้งได้ และศาลรัฐธรรมนูญก็มิอาจวินิจฉัยเป็นอื่นได้ เนื่องจากความผิดในการซื้อเลือกตั้งเป็นความผิดที่ร้ายแรงและผู้กระทำจะใช้วิธีการอันแยบยลกฎหมายจึงบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้บริหารพรรค ต้องคัดเลือกบุคคลที่จะเข้าทำงานกับพรรคและควบคุมดูแลสอดส่องไม่ให้คนของพรรคทำความผิดโดยมีบทบัญญัติให้พรรคการเมืองและผู้บริหารต้องรับผิดตามหลักนิติบุคคลต้องรับผิดชอบของการกระทำของผู้แทนหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้นด้วย จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ คดีนี้จึงถือมีเหตุตามกฎหมายที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าสมควรยุบพรรคการเมืองผู้ถูกร้องหรือไม่

ผู้ถูกร้องเป็นพรรคการเมืองที่เป็นองค์กรที่มีความสำคัญยิ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต้องเป็นตัวอย่างที่ถูกต้องชอบธรรมและสุจริต การได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้อง ควรได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ด้วยความนิยมในตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์หรืออามิสสินจ้างที่เป็นเหตุจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้ กรรมการบริหารพรรคทุกคนควรช่วยทำหน้าที่ควบคุมและดูแลผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่พรรคส่ง ตลอดจนกรรมการบริหารพรรคด้วยกันเอง ไม่ให้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่นายยงยุทธ กลับใช้วิธีที่ผิดกฎหมายให้ตัวเองได้รับการเลือกตั้ง ทำให้พรรคการเมืองได้รับส.ส.เพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ถูกร้องถือว่าได้รับประโยชน์ และกรณีนี้เป็นเรื่องร้ายแรง

กก.บห.พรรคต้องมีสามัญสำนึกสุจริตชน

ประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าการกระทำความผิดตามมาตรา 237 วรรคสอง จะต้องเป็นคนละคนกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 237 วรรคหนึ่ง และยืนยันว่าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคคนอื่นไม่มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย หรือทราบแล้วไม่ระงับยับยั้ง หรือแก้ไขให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เห็นว่าหากผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคเสียเองย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ากรรมการบริหารพรรคคนนั้นย่อมมีเจตนากระทำความผิดยิ่งกว่าเพียงผู้รู้เห็นเป็นใจกับผู้อื่นเสียอีก จึงย่อมไม่มีความจำเป็นต้องให้หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคคนอื่นเป็นผู้มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย หรือทราบแล้วไม่แก้ไข เพราะกรรมการบริหารพรรคที่ทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ก็มีฐานะเป็นกรรมการบริหารพรรคขณะที่กระทำความผิดจึงเป็นกรณีที่ร้ายแรงกว่าบุคคลอื่นเป็นผู้กระทำ อันเป็นไปตามหลักกฎหมายที่ว่า เมื่อกฎหมายห้ามกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายใดไว้ สิ่งที่ชั่วร้ายมากกว่านั้นย่อมถูกห้ามไปด้วย ซึ่งตรงกับสามัญสำนึกของสุจริตชนทั่วไป และตรงกับตรรกะที่ว่า ยิ่งต้องเป็นเช่นนั้น ข้ออ้างของผู้ร้องจึงฟังไม่ขึ้น

พรรคเข้มแข็งต้องมีคุณภาพ คำอ้างไม่ควรยุบฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าพรรคการเมืองเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งควรมีความเข้มแข็งและไม่ควรถูกยุบโดยง่าย เห็นว่าการเป็นองค์กรที่เข้มแข็งต้องเป็นความเข้มแข็งที่มีคุณภาพมาตรฐานดำเนินกิจกรรมทางการเมืองด้วยความสุจริต แต่หากเป็นพรรคการเมืองที่เข้มแข็งด้วยทางทุจริต ย่อมเป็นการทำลายพรรคการเมืองที่สุจริต และเป็นการทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย แม้พรรคที่หย่อนคุณภาพมาตรฐานจะถูกยุบ แต่คนที่มีอุดมการณ์อันบริสุทธิ์ทางการเมืองตรงกัน ย่อมมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่จะตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่เมื่อใดก็ได้ การยุบพรรคการเมืองที่กระทำผิดจึงเป็นการปลูกฝังการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองให้เป็นไปโดยสุจริต อันจะเป็นคุณประโยชน์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง


ประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าพรรคได้กำหนดมาตรการป้องกันผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบของ กกต.ก่อนจะประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งโดยจัดประชุมชี้แจงผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคทราบแล้วนั้น เห็นว่าแม้จะได้กระทำจริงก็ไม่ได้เป็นข้อยกเว้นการรับผิดทางกฎหมาย ในกรณีที่หัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคทำผิดเสียเองเพราะในกรณีเช่นนั้นก็แสดงให้เห็นว่า มาตรกาต่างๆที่จัดทำไม่มีผลบังคับใช้แต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำความผิดโดยผู้ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคของผู้ถูกร้อง ผู้ถูกร้องย่อมต้องรับผิดตามบทบัญญัติของกฎหมาย

ชี้ กกต.ดำเนินการโดยชอบตาม กม.

ประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า ไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆจากการกระทำของนายยงยุทธตามที่มีการกล่าวหา เห็นว่าประเด็นนี้ศาลฎีกาได้มีการวินิจฉัยไว้แล้วว่าการกระทำของนายยงยุทธ ทำให้การเลือกตั้งจังหวัดเชียงรายไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งยังผลให้พรรคของผู้ถูกร้องมี ส.ส.จำนวนมากขึ้น อันเป็นประโยชน์สำคัญประการหนึ่ง



สำหรับประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าการสืบสวนสอบสวนของ กกต.และการยื่นคำร้องเป็นการละเมิดสิทธิ์ในกระบวนการยุติธรรม ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เห็นว่า ประเด็นนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ยื่นคำร้องเป็นผู้มีหน้าที่ตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 95 และดำเนินการโดยถูกต้องตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญทุกประการ จึงเป็นการดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมาย การที่นายยงยุทธที่เป็นรองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค เป็นส.ส.หลายสมัย มีบทบาทสำคัญจนได้รับยกย่องให้เป็นรองหัวหน้าพรรคและประธานรัฐสภา จึงมีหน้าที่ต้องควบคุมและสอดส่องดูแลให้สมาชิกพรรคที่ตนบริหารดำเนินการด้วยการสุจริต แต่กลับทำความผิดที่ร้ายแรงเสียเอง และเป็นภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยของประเทศ จึงมีเหตุสมควรต้องยุบพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานพฤติกรรมทางการเมืองที่ดีงาม เพื่อให้เกิดผลในทางยับยั้งและป้องกันไม่ให้กระทำความผิดซ้ำ

หัวหน้าพรรค-กก.บห.ต้องถูกตัดสิทธิ 5 ปี

ประเด็นที่ 3 หัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกร้อง จะต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรค 2 บัญญัติว่าในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรค ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีกำหนด 5 ปีนับจากวันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรค ตรงกับมาตรา 68 วรรคสี่ ที่บัญญัติไว้เช่นเดียวกัน บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อบังคับทางกฎหมาย เมื่อศาลมีคำสั่งยุบพรรคแล้วจะต้องเพิกถอนสิทธิของหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคที่อยู่ในขณะกระทำความผิดเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งศาลไม่มีดุลพินิจจะสั่งเป็นอื่นได้


ส่วนข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้องที่ว่าการเพิกถอนสิทธิของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารต้องเป็นกรณีที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคแต่ละคนต้องมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย ตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 98 เห็นว่า การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคในคดีนี้เป็นการเพิกถอนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสาม ประกอบมาตรา 237 วรรคสอง ซึ่งไม่ใช่ตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองและไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นใดก็ตาม บทบัญญัติของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ มิอาจลล้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ ข้อโต้แย้งจึงฟังไม่ขึ้น

มติเอกฉันท์ยุบพรรค “พลังประชาชน”

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่าควรยุบพรรคพลังประชาชน เนื่องจากนายยงยุทธ ทำความผิดตามพ.ร.บ.เลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองของประเทศ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และมาตรา 237 วรรคสองและให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งอยู่ในตำแหน่งในขณะที่กระทำความผิดเป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสี่และมาตรา 237 วรรคสอง


วินัจฉัย “มัชฌิมาธิปไตย”


ต่อมา ตุลาการรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่า การที่นายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคมัชฌิมาธิปไตย มีบทบาทสำคัญภายในพรรคจึงมีหน้าที่สำคัญที่จะต้องสอดส่องดูแลกันในพรรคให้สมาชิกพรรคที่ตนบริหารอยู่ กระทำการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่กลับเป็นผู้กระทำความผิดเสียเองอันเป็นความผิดที่ร้ายแรงและเป็นภัยคุกคามต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศ กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จะต้องยุบพรรคการเมืองผู้ถูกร้องเพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน พฤติกรรมทางการเมืองที่ดีงามและเพื่อให้เกิดผลในการยับยั้ง ป้องปรามมิให้เกิดการกระทำผิดซ้ำขึ้นอีก


กรณีที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 มาตรา 103 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 237 นั้น เห็นว่ามาตรา 103 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว มิได้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 237 แต่เป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกัน พรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ซึ่งตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง การสิ้นสุดสภาพนิติบุคคลของพรรคการเมืองจึงเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด การยุบพรรคเป็นการสิ้นสุดสภาพของพรรคการเมือง ประเภทหนึ่ง ที่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ได้ มิใช่ จำกัดเฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ให้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจสั่งยุบพรรค แต่มีอำนาจสั่งให้เลิกกระทำการ ตามมาตรา 68 วรรค 3 เท่านั้น เห็นว่าการร้องขอให้ยุบพรรคตามคำร้องในคดีนี้ เป็นการร้องขอให้ยุบพรรคตามมาตรา 237 วรรค 2 ประกอบกับมาตรา 68 มิใช่เป็นการร้องขอให้ยุบพรรคตามมาตรา 68 เพียงลำพัง ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยยุบพรรคได้ โดยไม่จำเป็นต้องสั่งให้เลิกกระทำการตามมาตรา 68 วรรค 3

สำหรับการยื่นคำร้องของผู้ร้องนั้น เป็นการยื่นคำร้องต่อศาลตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 มาตรา 95 และได้ดำเนินการมาโดยถูกต้องตามครรลองแห่งข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญ ทุกประการแล้ว จึงเป็นการดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมาย

หน.พรรคลาออก ไม่ทำให้ฐานะ กก.บห.เปลี่ยน

สำหรับประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า นายประชัย เลี่ยวไพรัช หน.พรรคได้ลาออก ตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. 2550 แล้ว จึงถือว่ากรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งแล้วนั้น เห็นว่า แม้ว่าหัวหน้าพรรคจะลาออกทำให้กรรมการบริหารพรรคทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง แต่ตามข้อบังคับของพรรคผู้ถูกร้อง พ.ศ. 2550 ข้อ 30 วรรค 5 กำหนดให้กรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะตอบรับการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เช่นนี้จึงต้องถือว่า นายสุนทร ยังเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ถูกร้อง อยู่ในขณะเกิดเหตุ แม้เป็นเพียงผู้รักษาการก็ไม่ทำให้ฐานะเปลี่ยนแปลงไป


ประเด็นที่ 3 หัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ถูกร้อง ต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่ เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 237 วรรค 2 บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้นให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง ดังกล่าว มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นการเน้นย้ำตรงกับมาตรา 68 วรรค 4 ที่บัญญัติไว้เช่นเดียวกัน บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติตามกฎหมายว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ยุบพรรคแล้ว จะต้องเพิกถอนสิทธิพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในขณะที่มีการกระทำผิด เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งศาลไม่อาจใช้ดุลยพินิจเป็นอื่นได้

ส่วนข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้องและผู้เกี่ยวข้องที่อ้างว่า การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมือง จะต้องเป็นกรณีที่หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคแต่ละคน มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 98 นั้น เห็นว่า การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองในคดีนี้ เป็นการเพิกถอนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 3 ประกอบกับมาตรา 237 วรรค 2 มิใช่ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นใดก็ตาม บทบัญญัติของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ก็มิอาจลบล้างบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญได้

มติเอกฉันท์ยุบพรรค “มัชฌิมาธิปไตย”

ข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้อง และผู้เกี่ยวข้องในประเด็นนี้ทั้งหมดจึงฟังไม่ขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์ จึงวินิจฉัยว่า ให้ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย เนื่องจากนายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคมัชฌิมาธิปไตยกระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้ง มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ประกอบมาตรา 237 วรรค 2 และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยและกรรมการบริหารพรรคมัชฌิมาธิปไตยซึ่งรักษาการในตำแหน่งดังกล่าวอยู่ ในขณะที่กระทำความผิด เป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุบพรรค ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 4 ประกอบมาตรา 237 วรรค 2

วินิจฉัยยุบ “ชาติไทย”- ร่ายยาว รธน.50 คุมเข้มห้ามทุจริตเลือกตั้ง

ต่อมา ตุลาการรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยยุบพรรคชาติไทย ประเด็นที่ 1 นายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการพรรคชาติไทยและกรรมการบริหารพรรคชาติไทย กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 หรือไม่ ประเด็นที่ 2 มีเหตุสมควรจะยุบพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องหรือไม่ ประเด็นที่ 3 หัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารของผู้ถูกร้องต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่

ความคิดเห็น ศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีเจตนารมณ์ที่จะต้องการให้การเลือกตั้งของประเทศเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีบทบัญญัติป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งด้วยการใช้เงินหรือทรัพย์สินอื่นใด ซื้อสิทธิ์ของประชาชนเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นพฤติกรรมที่นักการเมืองส่วนหนึ่งใช้กันมานานจนเป็นความเคยชิน แล้วกลายเป็นจุดเปราะบางทางการเมืองที่นักการเมืองผู้กระทำความผิดไม่รู้สำนึกว่าเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรง ทำให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่พัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศเป็นอย่างมาก

เนื่องจากนักการเมืองเหล่านั้นเข้าสู่อำนาจแล้วย่อมใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงโดยไม่มีความละอายเพื่อเพียงไว้ใช้สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจสำหรับแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบต่อไป อันเป็นวัฏจักรทีเลวร้ายอย่างที่ไม่มีที่สิ้นสุด


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 จึงได้กำหนดมาตรการป้องกันและกำหนดวิธีการลงโทษไว้อย่างชัดเจน และเข้มงวดเพื่อป้องกันนักการเมืองที่ไม่สุจริตเหล่านี้ไม่ให้มีโอกาสเข้ามาก่อให้เกิดความเสื่อมเสียทางการเมือง และเพื่อส่งเสริมนักการเมืองที่ตั้งมั่นอยู่ในสุจริตธรรมให้ได้มีโอกาสทำภารกิจอันเป็นประโยชน์ไห้แก่ประเทศชาติและประชาชนมากยิ่งขึ้น

ศาล รธน.เปลี่ยนคำสินิจฉัย กกต.ไม่ได้

ในประเด็นข้อที่ 1 นายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการพรรคชาติไทย กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 หรือไม่

เห็นว่าประเด็นปัญหาการกระทำความผิดของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการพรรคชาติไทยผู้ถูกร้องนั้นได้ผ่านกระบวนการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว อันเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 239 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 อันเป็นกระบวนการองค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญ ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 239 วรรค 1บัญญัติให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งในกรณีดังกล่าวได้ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่านายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการพรรคชาติไทย ก่อให้ผู้อื่นกระทำสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าว อันเป็นการฝ่าฝืนพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53

ประเด็นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ได้วินิจฉัยไปแล้วนั้นเป็นประเด็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนี้ และเป็นประเด็นที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะเป็นผู้วินิจฉัยตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 239 วรรค 1 ประกอบพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 103 บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นการทุจริตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาไว้โดยเฉพาะ

ประเด็นเรื่องข้อเท็จจริงเรื่องการกระทำของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา เป็นการฝ่าฝืนพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53 หรือไม่ จึงถือเป็นที่ยุติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบหรือเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวได้ ด้วยเหตุนี้ศาลรัฐธรรมนูญจึงลงมติวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ในประเด็นข้อนี้

ย้ำ กก.บห.ทำผิดสมควรต้องยุบพรรค

ประเด็นที่ 2 มีเหตุสมควรยุบพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องหรือไม่ เห็นว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรค2 บัญญัติไว้เป็นการเด็ดขาดว่า ถ้ามีการกระทำความผิดของผู้สมัครรับเลือกตั้งและปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรคการเมือง และ กรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปะละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการหรือมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา 68 ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้นก็ให้เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลา 5 ปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง

บทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าว เป็นข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่บัญญัติไว้เด็ดขาดแล้วว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมือง หรือ กรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปะละเลยหรือทราบถึงการกระทำผิดของผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กฎหมายให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้ข้อเท็จจริงพรรคการเมือง หัวหน้าพรรคการเมือง หรือ กรรมการบริหารพรรค จะไม่ได้เป็นผู้กระทำก็ตาม กฎหมายยังให้ถือว่าเป็นผู้กระทำจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิอาจโต้แย้งได้ แม้ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ไม่อาจวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้

ทั้งนี้ เนื่องจากความผิดในการทุจริตซื้อเสียงในการเลือกตั้งเป็นความผิดที่มีลักษณะพิเศษที่ผู้กระทำจะใช้วิธีการอันแยบยลจนบากที่จะจับได้ กฎหมายจึงบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้บริหารพรรค จะต้องคัดเลือกบุคคลที่เข้ามาร่วมทำงานกับพรรคคอยควบคุมดูแล สอดส่อง ไม่ให้คนของพรรคกระทำความผิดโดยที่บทบัญญัติให้พรรคการเมือง และ กรรมการบริหารพรรคการเมือง ต้องรับผิดในการกระทำความผิดของกรรมการบริหารพรรคคนที่ไปกระทำความผิดด้วย

ในทำนองเดียวกันกับหลักความรับผิดของนิติบุคคลทั่วไปที่ว่า ถ้าผู้แทนของนิติบุคคลหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลไปกระทำการใดที่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั้นแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น นิติบุคคลจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของผู้แทนหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้นด้วย จะปฏิเสธความรับผิดชอบนี้มิได้ คดีนี้จึงถือได้ว่ามีเหตุตามกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า สมควรยุบพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องหรือไม่

ประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า ผู้กระทำผิดตามมาตรา 237 วรรค 2 จะต้องเป็นบุคคลคนละคนกับบุคคลที่กระทำความผิดตามวรรค 1 และยืนยันว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปะละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้วที่จะยับยั้งหรือแก้ไขให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมนั้น เห็นว่า หากผู้กระผิดตามวรรค 1 เป็นกรรมการบริหารพรรคเสียเองย่อมเป็นประจักษ์ชัดอยู่ในตัวแล้วว่า กรรมการบริหารพรรคคนนั้นมีทั้งเจตนาและการกระทำผิดยิ่งกว่าเพียงรู้เห็นเป็นใจกับผู้อื่นเสียอีก จึงย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ เป็นผู้มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยละเลยหรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้
กำลังโหลดความคิดเห็น...