xs
xsm
sm
md
lg

“พิภพ” เตือน 24 อธิการฯ อย่าหวังการเมืองใหม่จากรัฐบาลขี้ฉ้อ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

พิภพ ธงไชย
“พิภพ” ชี้พี่น้องพันธมิตรฯ ตามขับไล่ รมต.เพราะเห็นว่าอยู่ร่วมกันไม่ได้ ระบุความสุภาพของ “สมชาย” ดูดีแต่ไร้ประโยชน์ เพราะซ่อนความไม่ถูกต้องเอาไว้ เตือนสติ 24 อธิการฯ อย่าหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะได้การเมืองใหม่จากรัฐบาลไร้ความชอบธรรม แถมจ่อโดนยุบพรรค ชี้ข้อเสนอยังขาดการดึง นศ.-อาจารย์เข้าไปมีส่วนร่วม แนะใช้โอกาสนี้ปฏิรูปการศึกษาดีกว่า

 คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย 

เมื่อเวลาประมาณ 21.48 น.วันที่ 29 ก.ย. นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาล โดยได้แจ้งข่าวถึงการไปเยี่ยมนักรบศรีวิชัยที่คลองเปรมว่าจะเป็นการนัดพบที่นั่น ทุกวันอังคาร และพฤหัสฯ เวลา 13.00 น. และเฉพาะวันพฤหัสฯ ทางคลองเปรมจะจัดเป็นพิเศษให้พันธมิตรฯ เข้าเยี่ยมเป็นกลุ่มใหญ่ แต่วันอังคารก็เข้าเยี่ยมเป็นกลุ่มใหญ่ได้เช่นกัน ส่วนการช่วยเหลือนั้นก็มีคนบริจาคเข้ามาเรื่อยๆ และมีค่าอาหารให้วันละ 5,000 บาท นอกจากนั้นก็มีทุนการศึกษาให้บุตรอย่างน้อยคนละ 3 เดือน ส่วนผู้ที่จะไปเยี่ยมไม่ควรนำของฝากไปเพราะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป ควรให้เป็นเงินเพื่อจะได้นำไปซื้อของที่สหกรณ์ได้

หลังจากนั้น นายพิภพได้กล่าวถึงการออกมาต่อต้านรัฐบาลของพันธมิตรฯ ตามที่ต่างๆ ว่า เกิดจากความรู้สึกที่ไม่ดีต่อรัฐบาลว่า ทำให้เกิดการบอยคอต หรือภาษาพระเรียกว่า ไม่อยากจะสังฆกรรมด้วยเพราะถือศีลไม่มีเสมอกัน เรามีศีลห้า แต่นักการเมืองไม่มีศีลและไม่มีธรรม เมื่อถือศีลไม่เสมอกันก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ ไปที่ไหนก็ใช้มือตบไล่ เพราะนักการเมืองอาสามาทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน แต่โกงการเลือกตั้งมา ยังโลภไม่สิ้นสุด ยังมีผลประโยชน์ทับซ้อน การแต่งตั้งรัฐมนตรีก็ดูไม่ได้

“คุณสมชาย ผมเคยบอกแล้วว่า ท่าทางสุภาพเรียบร้อย ถ้าไม่แก้ไขปัญหาก็เหมือนเอาปัญหาไปซ่อนไว้ใต้พรม อย่างคุณสมัคร ท่าทางไม่เรียบร้อย ก็ไม่แก้ปัญหา ทำให้ปัญหาฟุ้งกระจาย คุณสมชายมาสังคมรู้สึกว่าดูดีแต่สุดท้ายก็เห็นว่า ความสุภาพนั้นมันได้ซ่อนความไม่ถูกต้องไว้ ก็จะต้องไม่ได้รับการต้อนรับจากพี่น้องประชาชน”

นายพิภพ กล่าวต่อว่า นายสมชายอ้างว่าตั้งใจจะเข้ามาทำความดีและทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่เมื่อการแต่งตั้งรัฐมนตรีแสดงให้เห็นว่านายสมชายไม่สามารถแต่งตั้งรัฐมนตรีที่สามารถมาทำงานและไม่ทุจริตฉ้อโกงได้ เพราะฉะนั้นความสุภาพเรียบร้อยของนายสมชายจึงหมดความหมาย วันนี้ประชาชนจึงไม่กลัวรัฐ รัฐต้องกลัวประชาชน ไปไหนก็กลัวมือตบ

นายพิภพได้เปรียบการต่อสู้ของพันธมิตรฯ กับการต่อสู้ของกาย ฟ็อกซ์ ในประเทศอังกฤษเมื่อหลายร้อยปีก่อน ที่นำประชาชนบุกต่อต้านอำนาจรัฐ โดยบอกว่ารัฐบาลที่ดีต้องกลัวประชาชน ประชาชนที่ดีต้องไม่กลัวรัฐบาล รัฐบาลที่เลวจะทำให้ประชาชนกลัวรัฐ รัฐบาลที่ดีต้องทำให้ประชาชนไม่กลัวรัฐ

ทั้งนี้ ประชาชนเราถูกสอนให้กลัวรัฐบาลมาตลอด การศึกษาเราก็สอนให้กลัวครู สอนให้กลัวผู้มีอำนาจ จนมาถึงวันที่สมัชชาคนจนออกมาสู้กับรัฐบาลใน 108 ปัญหา คนในเมืองก็ยังตั้งข้อสงสัยว่าถูกจ้าง ถูกเอ็นจีโอยุยงให้มา ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ ไม่มีใครยุชาวบ้านได้ ถ้าชาวบ้านไม่เดือดร้อนจนแสนสาหัส จนต้องออกมาชุมนุมล้อมทำเนียบ 90 กว่าวัน ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งวันนี้ คนทุกชนชั้นได้รู้ถึงความชั่วของรัฐบาลทักษิณแล้วจนทนไม่ได้แล้วและไม่เกรงกลัวต่อไปอีก จึงต้องออกมาชุมนุมขับไล่

นายพิภพ กล่าวว่า การเมืองใหม่จะไม่พูดถึงเฉพาะการเข้าสู่อำนาจรัฐเท่านั้น แต่จะทำหลายเรื่อง เช่น จะต้องให้แรงงานได้ค่าแรงที่ดีพอสมควร กำไรต้องเอาแต่พอเพียง การเมืองใหม่ต้องทำให้เกิดความพอเพียงทั้งแรงงาน ทุนที่ลงทุน และกำไร ไม่เอาเปรียบกัน ไม่ให้ช่องว่างของรายได้ห่างกัน จนคนงานอยู่อย่างลำบาก ลูกก็เลี้ยงไม่ได้ ต้องส่งไปอยู่ชนบท ให้ตายายเลี้ยงตามมีตามเกิดจนมีปัญหาขึ้นมา

ต่อมานายพิภพกล่าวถึงกรณีที่เคยพูดเรื่องการยึดทรัพย์นักการเมืองในอดีตว่า เคยมีการยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ 604 ล้านบาท ยึดทรัพย์จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร จำนวน 434 ล้านบาทนั้น ลูกของจอมพลถนอมได้ชี้แจงมาว่า ในส่วนของจอมพลถนอมมีเพียง 34 ล้านบาท และไม่มีโอกาสชี้แจงกับรัฐบาลสมัยนั้นเลย

นายพิภพ กล่าวต่อว่า ในอดีตนั้นนักการเมืองจะละอายในเรื่องการทุจริตมากกว่าปัจจุบัน โดยมีอยู่ครั้งหนึ่งจอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีถูกถามว่าสร้างบ้านใหญ่โตได้อย่างไร จอมพล ป.ถึงกับหน้าแดงด้วยความอาย เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไร ซึ่งถ้าเป็นนักการเมืองสมัยนี้คงหน้าแดงด้วยความโกรธ และด่าคนถามว่าจะถามทำไม

นายพิภพได้กล่าวถึงกรณีที่ 24 อธิการบดีมีข้อเสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการอิสระปฏิรูปการเมืองว่า มีการต่อว่า ว่าบนเวทีพันธมิตรฯ มีการวิจารณ์อธิการบดีอย่างเสียดสี สาดเสียเทเสีย จึงอยากขอเรียนไปยังอธิการบดีว่า การวิจารณ์เป็นเรื่องธรรมดา และพันธมิตรฯ ได้แถลงยินดีต่อข้อเสนอของอธิการบดีที่มีไปยังรัฐบาลแล้ว แต่ตนได้มีความเห็นส่วนตัวไปว่า ที่อธิการบดีโดยเฉพาะกรณี ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นข้อเสนอที่ระมัดระวังมาก อยากจะให้ได้ทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายรัฐบาลที่มีอำนาจตามกฎหมายก็จะนำข้อเสนอไปปฏิบัติได้ ฝ่ายพันธมิตรก็จะได้การเมืองใหม่

“ผมก็มานึกแย้งใจว่า ท่านเข้าใจผิดแล้วว่าการเมืองใหม่นี่ มันจะได้มาจากรัฐบาลขี้ฉ้ออย่างนี้ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้แน่นอน ท่านอย่าไปหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะได้จากรัฐบาลนี้ ท่านเห็นด้วยไหม ท่านอธิการบดี ท่านเป็นนักกฎหมาย เป็นอดีตคณะบดีคณะนิติศาสตร์ ท่านเห็นด้วยไหมว่ารัฐบาลชุดนี้หมดความชอบธรรมทางกฎหมายและจริยธรรม เพราะกำลังจะถูกยุบพรรค ถูก กกต.ตัดสินว่าทุจริตเลือกตั้ง

ถ้าท่านมีสักประโยคตรงนี้ว่า ถึงแม้รัฐบาลจะไม่ชอบธรรม แต่ถ้าฝากสิ่งดีๆ ไว้ให้รัฐบาลต่อไปทำ มีประโยคซักประโยคเดียวว่ารัฐบาลถึงแม้จะไม่ชอบธรรม อาจจะถูกตัดสินว่ายุบพรรค ฟังอย่างนี้เราก็ชื่นใจ ในฐานะท่านเป็นนักกฎหมาย ผมอยากเห็นประโยคที่ถูกต้อง แต่ก็บอกต่อไปว่าถึงยังไงรัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องทำความถูกต้อง ถึงแม้พันธมิตรฯ มองไม่เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำความถูกต้องได้ รัฐมนตรีเลวค่อนคณะเนี่ย จะทำความถูกต้องได้อย่างไร”

นายพิภพ กล่าวต่อว่า อธิการบดีทั้งหลายต้องพูดความจริง จึงจะนำไปสู่การสมานฉันท์ได้ เพราะหลักการสมานฉันท์นั้น จะต้องเริ่มจากการประกาศความจริง และยอมรับผิดและนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมว่าใครผิดใครถูก หลังจากนั้นจึงจะสมานฉันท์ ไม่ใช่สมานฉันท์ขณะที่เจ้าตัวยังไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดเลย

นายพิภพ กล่าวว่า ตนไม่ขัดข้องในสิ่งที่อธิการบดีอยากจะให้รัฐบาลทำ แต่ควรจะมีประโยคนำในเรื่องความถูกต้องเอาไว้เป็นบรรทัดฐาน ว่าสถาบันอุดมศึกษาก็สามารถทำในเรื่องที่ถูกต้อง ทำความจริง ความดีความงามได้ โดยไม่กลัวอิทธิพลของนักการเมือง

นายพิภพ กล่าวอีกว่า การที่อธิการบดียื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลนั้นเป็นการเสนอในแนวดิ่งคือมุ่งไปที่อำนาจ ก็ไม่ว่ากัน แต่ขณะเดียวกันต้องเสนอในราบด้วย นั่นคือทำให้เรื่องการเมืองใหม่ จะต้องทำให้นักศึกษา นักวิชาการ ได้มามีส่วนร่วมในการสร้างการเมืองใหม่ หรือจะเรียกว่าการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบตรวจสอบ ซึ่งนักวิชาการที่มีอยู่ตามคณะต่างๆ รวมทั้งนักศึกษา มีภูมิปัญญาอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นการสร้างจิตสำนึก กระตุ้นให้นักศึกษามาสนใจความจริงของสังคมยิ่งขึ้น

นายพิภพ กล่าวต่อว่า การปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนในเยอรมัน หลังจากฮิตเลอร์ทำให้เยอรมันถูกทำลายช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ทำการปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย ปฏิรูปการศึกษาให้ประชาชนกระตือรือร้นทางการเมือง พร้อมกับแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยการกระจายรายได้ ทำให้ความยากจนหมดไป

“การเมืองใหม่จะทำแบบนี้ แต่จะทำแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ที่เรียกว่าปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้มีการนำที่ดินออกมาใช้ประโยชน์ ใช้ระบบภาษีแบบก้าวหน้า ให้มีการกระจายที่ดิน อันนี้การเมืองใหม่ต้องคิด ไม่เช่นนั้น ความแตกต่างกันระหว่างเมืองกับชนบทจะเป็นหอกทิ่มแทงให้เกิดพรรคการเมืองแบบที่อยู่ในสภาแบบนี้ไปตลอดกาล”

นายพิภพ กล่าวในตอนท้ายว่า อธิการบดีน่าจะใช้โอกาสในช่วงนี้ จากข้อเสนอ 4 ข้อ ควรทำการปฏิรูปการศึกษาในมหาวิทยาลัยเสีย ใช้โอกาสที่มีวิกฤติ ดึงครูบาอาจารย์ ดึงนักศึกษามาศึกษาเรื่องจริงของสังคม เรื่องจริงทางการเมือง มาศึกษาปัญหาของสังคม ไม่มีโอกาสใดที่จะดึงอาจารย์และนักศึกษามาพบกับความจริงของสังคมเท่ากับในช่วงนี้ ควรใช้โอกาสนี้เปลี่ยนแปลงหลักสูตร เปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอนให้นักเรียนนักศึกษาเข้าใจปัญหาของสังคมมากขึ้น

กำลังโหลดความคิดเห็น