ปตท.ฟ้องเอง “นิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา” พร้อมอดีตผู้บริหารระดับสูงรวม 3 ราย ตกเป้นจำเลยคดีทุจริตโครงการปลูกปาล์มที่อินโดนีเซีย เสียหาย 2 หมื่นล้าน หลัง ป.ป.ช.เคยมีมติเสียงข้างมากยกคำร้อง ล่าสุดศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้วเมื่อ 30 มิ.ย.2569
ความคืบหน้ากรณีคดีโครงการจัดหาที่ดินเพื่อปลูกปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศอินโดนีเซียของบริษัทในเครือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ล่าสุดมีรายงานว่า ปตท. และ PTT Green Energy PTE Limited ได้มอบหมายให้ทนายความยื่นฟ้อง นายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตกรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด กับพวกรวม 3 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
คดีดังกล่าวเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 179/2568 โดยเกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการจัดหาที่ดินเพื่อปลูกปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นเหตุให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท.กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ได้รับความเสียหาย
รายงานข่าวระบุว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ประทับรับฟ้องโจทก์ทั้งสองไว้พิจารณาแล้ว
สำหรับการดำเนินคดีครั้งนี้ มีขึ้นภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมากยกคำร้องในคดีกล่าวหา นายนิพิฐ กับพวก ในกรณีเดียวกัน เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 โดย นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นเสียงข้างน้อยที่เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิด
ภายหลังคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติดังกล่าว คณะกรรมการบริษัท ปตท. ได้นำเรื่องกลับมาพิจารณา และมีมติให้บริษัทใช้สิทธิฟ้องคดีเองต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
จากการพิจารณาข้อมูลและพยานหลักฐานที่ ปตท.มีอยู่ พบว่ามีอดีตผู้บริหารระดับสูงของ ปตท. ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวรวม 3 ราย จึงมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการฟ้องคดี พร้อมทั้งขอสำนวนการไต่สวนจาก ป.ป.ช. มาประกอบการพิจารณาและจัดเตรียมพยานหลักฐานสำหรับการดำเนินคดีต่อศาล
ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ นายนิพิฐได้มอบหมายให้ทนายความส่งหนังสือแจ้งเตือน หรือโนติส ถึงบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เพื่อเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนรวม 500 ล้านบาท
การเรียกร้องดังกล่าวอ้างถึงกรณีการจงใจกระทำละเมิด การกลั่นแกล้ง และการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งในทางอาญาและทางแพ่ง รวมถึงประเด็นการเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่เห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกรณีไม่ได้รับเงินสมทบตามระเบียบการจ้างของ ปตท.สผ. เป็นต้น
ทั้งนี้ คดีที่ ปตท.และ PTT Green Energy PTE Limited ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล โดยการประทับรับฟ้องเป็นขั้นตอนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี และยังไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมีความผิด
โครงการจัดหาที่ดินเพื่อปลูกปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศอินโดนีเซีย ของบริษัท พีทีที กรีนเอเนอร์ยี่ จำกัด (PTTGE) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีมูลค่าความเสียหายประเมินรวมสูงถึง ประมาณ 20,000 ล้านบาท (หรือราว 624.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
มูลค่าความเสียหายจำแนกตามรายโครงการหลัก มีรายละเอียดดังนี้:
-โครงการ PT.Az Zahara Plantation: ความเสียหายประมาณ 1,642 ล้านบาท (ประมาณ 50.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
-โครงการ PT.MAR (Pontianak) และ PT.MAR (Banyuasin): ความเสียหายรวมประมาณ 5,248 ล้านบาท (ประมาณ 161.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
-โครงการ PT.First Borneo Plantations (PT.FBP): ความเสียหายประมาณ 5,290 ล้านบาท (ประมาณ 162.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
-โครงการ Kalpataru Investama (KPI) และโครงการอื่นๆ: รวมส่วนต่างความเสียหายเพิ่มเติมจากการซื้อที่ดินและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด
ยอดความเสียหายรวมดังกล่าว เป็นตัวเลขที่ ทาง ปตท. และ PTTGE นำมาใช้ยื่นฟ้องดำเนินคดีทางแพ่งกับผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการบริหารและจัดซื้อที่ดินที่ส่อไปในทางทุจริตในขณะนั้น
ข่าวเกี่ยวเนื่อง
-โคตรอภิมหาทุจริต! กระชากหน้ากากขบวนการ “สวาปา(ล์)ม ปตท.” ปล้นประชาชน
-กระชากหน้ากากแก๊งสวาปา(ล์)ม ปตท. อดีตผู้บริหาร-คนในรวมหัวเครือข่ายนักการเมือง
-เบื้องหลังแก๊งสวาปาล์มอินโดฯ ปั่นเฟกนิวส์ทุบหุ้น ปตท.-ทำลายผู้บริหาร


