xs
xsm
sm
md
lg

โซเชียลเข้าใจผิด! หมอชี้หน้าท้อง 'วิว กุลวุฒิ' คือผลจากความแกร่ง ไม่ใช่ไม่ฟิต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กลายเป็นประเด็นร้อนหลังโลกโซเชียลแห่คอมเมนต์หุ่นของ 'วิว กุลวุฒิ' อดีตแชมป์โลกแบดมินตัน ล่าสุดคุณหมอผู้เชี่ยวชาญออกโรงเบรกดรามา! เผยความจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ยิ่งซ้อมหนัก ยิ่งเครียด ร่างกายยิ่งสั่งให้ "เก็บไขมันหน้าท้อง" ชี้ชัดความฟิตระดับแชมป์โลกไม่จำเป็นต้องมี Six-pack เสมอไป เพราะสนามจริงตัดสินกันที่ Performance ไม่ใช่ความลีน

จากกรณีปรากฏภาพของ วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ อดีตแชมป์โลกประเภทชายเดี่ยว ในการแข่งขันแบดมินตันชิงแชมป์โลก 2023 ขณะกำลังถอดเสื้อ พร้อมมีแคปชันว่า "คือเหนื่อยหลายแท้พี่หมูเด้ง"

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 ม.ค. เพจ "Suthipong Treeratana" ของ นายแพทย์ สุธิพงศ์ ตรีรัตนานนท์ แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปรับรูปร่าง ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับภาพดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดของสังคมที่ใช้ Six-pack เป็นตัวชี้วัดความฟิตของนักกีฬา โดยนายแพทย์ สุธิพงศ์ได้ระบุข้อความว่า

"เมื่อ “แชมป์โลก” ถูกตัดสินจาก “หน้าท้อง” หลังจบการแข่งขัน ผมเห็นภาพหนึ่งของ วิว ภาพธรรมดามากนักกีฬาถอดเสื้อ เหนื่อยหอบหลังเกมที่กดดันระดับโลก แต่สิ่งที่ไม่ธรรมดาคือบรรดาคอมเมนต์ในโซเชียล “ไม่ฟิต” “พุงออก” “ลดอีกหน่อย”  “ร่างนางไม่ไหวแล้ว” ผมหยุดอ่านไปพักหนึ่งไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะรู้สึกว่าเรากำลังเข้าใจคำว่า “ฟิต” ผิดไปไกลมากจริงๆ

อะไรคือสิ่งที่โซเชียลเห็น สิ่งที่เห็นคือ “ท้องที่ไม่แบน” ไม่มี six-pack และสิ่งนั้นถูกตีความว่า = “ไม่ฟิต” แต่ ความฟิต กับ six-pack ไม่ใช่สิ่งเดียวกันและไม่เคยเป็นแล้วทำไมคนที่ “ฟิตมาก” ถึงยังไม่มี #sixpack ตรงนี้คือจุดที่เราเข้าใจผิดกันบ่อยที่สุด
หลายคนเชื่อว่า cardio หนัก + คุมอาหาร = ไขมันต้องหาย = six-pack ต้องมา แต่ในโลกของร่างกายมนุษย์ มันไม่ได้ทำงานแบบนั้นเสมอไป

ฮอร์โมน / ความเครียด / ไขมันพวกเรามีฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งชื่อว่า คอร์ติซอล (cortisol) cortisol คือ stress hormone หลักของร่างกายหน้าที่ของมันไม่ใช่ทำให้เราอ้วนนะครับ แต่คือทำให้เราอยู่รอดเมื่อร่างกายเจอความเครียด เช่น การซ้อมหนัก การแข่งขัน การอดอาหาร IF การนอนไม่พอ cortisol จะถูกหลั่งออกมาเพื่อเพิ่มน้ำตาลในเลือดให้มีพลังงานใช้ทันทีและ “จัดสรรพลังงานใหม่” ทั้งระบบ ถ้าความเครียดนั้น สั้น ร่างกายก็ฟื้นกลับได้แต่ถ้าความเครียดนั้น ยาวและเรื้อรัง สิ่งที่เปลืองพลังงาน เช่น กล้ามเนื้ออาจถูกสลาย ในขณะที่สิ่งที่จำเป็นต่อการสำรองพลังงานอย่าง ไขมัน โดยเฉพาะไขมันหน้าท้องจะถูกเก็บไว้แทน

เพราะ cortisol คือฮอร์โมนฉุกเฉิน ไม่ใช่ฮอร์โมนเพื่อรูปร่างสวยงาม นี่คือเหตุผลที่หลายคนมี ท้องล่าง / พุงหมาน้อย ซึ่งทำยังไงก็เอาไม่ออก แม้จะวิ่ง คุมอาหาร หรือทำ IF แล้วก็ตาม และมักเกิดในคนที่ stress สูง เช่น นักวิ่งมาราธอน ไตรกีฬา หรือคนที่ volume การซ้อมหนักมาก (ไม่รวมกลุ่ม elite ที่มี recovery นาน และพันธุกรรมดีตั้งแต่ต้นนะครับ)

ในนักกีฬาแบบวิว หรือคนที่ ซ้อมหนัก + อดอาหาร cortisol ไม่ได้พุ่งสูงเป็นครั้งๆแต่จะอยู่ในภาวะสูงเรื้อรัง เกิดปรากฏการณ์ย้อนแย้ง คือ

- กล้ามเนื้อสลายมาใช้เป็นพลังงาน
- ไขมันถูกเก็บ โดยเฉพาะบริเวณพุง
- พลังงานตก
- performance เริ่มแย่

และนี่คือสิ่งที่ทีมดูแลแชมป์โลกอย่างวิวต้องประเมินอยู่ตลอดว่าจะเอา performance หรือจะเอา ลีนเห็น six-pack

ทำไมต้องเป็น “ไขมันท้องล่าง”

เพราะไขมันไม่ใช่อวัยวะที่เหมือนกันทั้งตัวไขมันบริเวณท้องล่างและลำตัวส่วนกลางมีความไวต่อ cortisol มากกว่าไขมันแขน-ขาถึงหลายเท่า (จากระดับตัวรับฮอร์โมนและเอนไซม์เฉพาะที่มีมากกว่า, Rebuffé-Scrive M. et al) แถมยังมีความสามารถในการขยายฤทธิ์ของ cortisol ในเนื้อเยื่อของตัวเอง พูดง่ายๆ คือท้องล่างสามารถ “ตอบสนองต่อความเครียดได้แรงกว่าส่วนอื่น” แม้ระดับ cortisol ในเลือดจะไม่ได้สูงมากก็ตาม

หลักฐานจากโรคจริง

ถ้า cortisol ออกฤทธิ์เท่ากันทั้งร่างกายเราไม่ควรเห็นภาพแบบนี้ในคลินิก แต่ในคนที่ใช้สเตียรอยด์เรื้อรังหรือผู้ป่วย Cushing’s syndrome
เราจะเห็นชัดมากว่า
- หน้าอ้วนกลม (moon face)
- พุงป่องกลาง (central obesity)
- ไขมันสะสมหลังคอ (buffalo hump)

แต่แขนขาลีบทั้งที่ฮอร์โมนตัวเดียวกันไหลเวียนไปทั่วร่างกาย นี่คือหลักฐานชัดเจนว่า cortisol ออกฤทธิ์ไม่เท่ากัน ในแต่ละตำแหน่งของร่างกาย

แล้วทำไมบางคนมี six-pack

six-pack ไม่ใช่ตัวชี้วัดความฟิต แต่มันคือผลพลอยได้ของร่างกายที่ไม่เครียด six-pack ต้องการ:

1. ระบบฮอร์โมนสงบ

2. cortisol ต่ำ

3. ร่างกายไม่อยู่ในโหมดเอาตัวรอด

และแต่ละคนมีความได้เปรียบทางพันธุกรรม (genetic lottery) ไม่เท่ากัน ตัวรับฮอร์โมนที่พุงของแต่ละคนจึงตอบสนองต่อความเครียดต่างกัน นี่ยังไม่นับเพศ อายุ การใช้ยาและปัจจัยอื่นๆ อีกมาก สิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีใครบอก และอย่าลืมว่าภาพในโซเชียลไม่ใช่ตัวแทนคนส่วนใหญ่แต่มันคือ survivorship bias

ปัญหาเรื่องพุงจึงไม่ได้อยู่ที่ “วิว” แต่อยู่ที่มาตรฐานที่เราใช้ตัดสิน เรากำลังใช้ภาพจากโลกโซเชียลไปตัดสินร่างกายที่ต้องชนะในสนามจริง และอาจลืมไปว่าร่างกายที่ฟิตและชนะได้ไม่จำเป็นต้องถูกใจสายตาคนดู"


กำลังโหลดความคิดเห็น