วันนี้ (15 ม.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า ได้มีกลุ่มเอ็นจีโอบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับวงการช้างไทยเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลฯ ทวงคืนช้างพลายประตูผา และช้างพลายศรีณรงค์ เรียกร้องให้นำช้างทั้งสองเชือกกลับมายังประเทศไทย โดยอ้างว่าถูกส่งไปในฐานะทูตสันถวไมตรีให้ประเทศศรีลังกา แต่กลับถูกเลี้ยงดูไม่ดี ใช้งานผิดวัตถุประสงค์ โดยมีการทำคลิปและภาพดรามาเพื่อสร้างกระแส เรียกร้องความสงสารและเวทนาแก่สังคม ถึงขั้นทำข่าวปลอมโดยนำภาพช้างพังตัวเมียป่วยหนักอายุ 70 ชื่อ Tikiri มาเผยแพร่เพื่อเรียกร้องความสงสารอีกด้วย
ทั้งนี้ ช้างพลายประตูผา เป็นช้างไทยที่ทางการไทยส่งไปเป็นทูตสันถวไมตรี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 ส่วนช้างพลายศรีณรงค์ เป็นช้างพระราชทาน ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานแก่ประธานาธิบดีศรีลังกาเพื่อเป็นของขวัญจากพระราชวงศ์จักรีและรัฐบาลไทย สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. 2542 สมเด็จพระพันปีหลวงทรงได้รับหนังสือจากนางบันดาราในยเก ประธานาธิบดีศรีลังกาขณะนั้น ขอพระราชทานลูกช้างเพศผู้ 2 เชือก เพื่อเอาไปฝึกไว้เชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในงานแห่พระธาตุประจำปีของประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นงานใหญ่ระดับชาติ เพราะช้างทรงที่เชิญพระบรมสารีริกธาตุมาทุกปีนั้นอายุมากแล้ว จึงต้องฝึกช้างไว้ใหม่เพื่อใช้แทนกันได้ในภายภาคหน้า
ขณะนั้น ท่านผู้หญิงมนัสนิตย์ วณิกกุล ขณะดำรงตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ฝ่ายบริหารงานทั่วไป ได้ทำหนังสือถึงนายปลอดประสพ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ขณะนั้น เพื่อขอพระราชทานลูกช้างเพศผู้ 2 เชือก ระบุว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงยินดีในการนี้ แต่มีพระราชเสาวนีย์ว่า ใคร่จะให้เป็นงานระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีงามของประเทศไทยกับประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาด้วยกันทั้งคู่ จึงขอพระราชทานดำเนินการเรื่องนี้ในระดับรัฐบาล ซึ่งจะเป็นผลดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ต่อมากรมป่าไม้ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานในการจัดหาช้าง จำนวน 2 เชือก ส่งไปยังประเทศศรีลังกา กระทั่งนายสมโรจน์ และนางพัชรา คูกิจติเกษม พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ขณะนั้น แจ้งไปยังกรมป่าไม้ว่ายินดีจะน้อมเกล้าฯ ถวายช้างจำนวน 2 เชือก คือ ช้างพลายศักดิ์สุรินทร์ และช้างพลายศรีณรงค์ ในนามประชาชนชาวจังหวัดสุรินทร์ ก่อนที่กรมป่าไม้ขอพระบรมราชานุญาต เพื่อเข้าเฝ้าฯ น้อมเกล้าฯ ถวาย พร้อมทั้งประสานกรมปศุสัตว์ตรวจสุขภาพช้างและออกประกาศนียบัตรรับรองสุขภาพช้าง กระทั่งได้ทำพิธีรับมอบช้างเมื่อเดือน ม.ค. 2544 ที่ทำเนียบประเทศศรีลังกา
แหล่งข่าวระบุว่า เมื่อสมเด็จพระพันปีหลวงพระราชทานไปแล้ว การที่กลุ่มเอ็นจีโอและนักเคลื่อนไหวบางกลุ่มทวงคืนช้างทั้งสองเชือกจากเจ้าของที่ประเทศศรีลังกา หากไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตย่อมเป็นเรื่องที่มิบังควรอย่างยิ่ง และเนื่องจากเป็นช้างพระราชทาน ควรศึกษารายละเอียดอย่างมีหลักวิชาการ ด้วยการส่งทีมสัตวแพทย์ช้างผู้เชี่ยวชาญ กรรมการมาตรฐานปางช้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฯลฯ เข้าไปเยี่ยมและตรวจดูแลช้างดังกล่าว
"หากได้ไปเห็นสภาพจริงทั้งหมด โดยหลักวิชาการคชบาลและสัตวแพทย์แล้ว ค่อยเขียนรายงานมาเผยแพร่สู่สาธารณะ การไปเยี่ยมนั้นก็ควรไปแบบสงบเรียบร้อย สร้างและสืบสาน รักษา ต่อยอดความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับศรีลังกา ไม่ใช่ไปบูลลี่ใส่ร้ายศรีลังกา หากทำเช่นนี้จะทำให้ศรีลังกาเข้าใจผิดและเป็นการเสื่อมพระเกียรติได้" แหล่งข่าวระบุ
แหล่งข่าวเห็นว่า กลุ่มที่ยกขบวนไปทวงคืนช้างพลายประตูผา และช้างพลายศรีณรงค์ ที่ประเทศศรีลังกา โดยเฉพาะนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ไปศึกษาข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้ และกราบบังคมทูลรายงานขอพระบรมราชานุญาตหรือไม่ โดยเฉพาะท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ อดีตราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระพันปีหลวง เพราะกิจการในสมเด็จพระพันปีหลวงทั้งหมดนั้น ในปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมอบหมายให้สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงดูแล จึงเห็นว่าควรเคารพพระบรมราชวินิจฉัยก่อนจะเป็นการสมควรกว่าด้วยประการทั้งปวง
ทั้งนี้ กรณีช้างพลายประตูผา และช้างพลายศรีณรงค์ ต่างจากกรณีช้างพลายศักดิ์สุรินทร์ อย่างสิ้นเชิง เพราะช้างพลายศักดิ์สุรินทร์เจ็บป่วยมาก มีฝีใหญ่ที่ขาจนเกิดภาวะพังผืด เสี่ยงที่ช้างจะพิการและเดินไม่ได้ ทางการศรีลังกาต้องการให้ทางการไทยดูแล เพราะเกินกำลังความสามารถของทางการศรีลังกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช้างพลายศักดิ์สุรินทร์มาอยู่ภายใต้การดูแลและค่าใช้จ่ายของสำนักพระราชวัง เพื่อรักษาอาการป่วยที่สถาบันคชบาลแห่งชาติ ซึ่งประเทศศรีลังกาซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเช่นกัน
พร้อมกันนี้ แหล่งข่าวยังเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ และดำเนินการให้ถูกขั้นตอนและเป็นไปตามหลักวิชาการ เพราะที่ผ่านมาพบว่าดำเนินการผิดปกติและผิดขั้นตอนอย่างมาก เกรงว่าจะกลายเป็นการกระทบต่อพระเกียรติโดยมิบังควรยิ่ง


