xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 20-26 มิ.ย.2564

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



1.“บิ๊กตู่” ขอปิดเฉพาะจุดแทนล็อกดาวน์ สั่งปิดแคมป์คนงาน กทม.-ปริมณฑล-4 จังหวัดใต้ 1 เดือน เริ่ม 28 มิ.ย.นี้!

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทยรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันยังพุ่งสูง คนป่วยหนักเพิ่มขึ้น และเกิดปัญหาเตียงเต็ม โรงพยาบาลหลายแห่งทั้งใน กทม.และปริมณฑลเริ่มประสบปัญหาไม่มีเตียงรองรับผู้ป่วยแล้ว ส่งผลให้แพทย์หลายๆ คนเริ่มออกมาส่งสัญญาณให้สาธารณชนและผู้บริหารประเทศได้ทราบว่า วิกฤตเตียงเต็มเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และควรได้รับการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน โดย ศ.คลินิก นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์ รองคณบดีฝ่ายสารสนเทศคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “บันทึกเรื่องน่ารู้ by Dr.Adune” เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ว่า "เตือนกันดังๆ กทม. ใกล้จุดระเบิดแล้ว ผู้ป่วยหนักกำลังจะล้นเตียง กทม. แล้ว จากข้อมูลถึงแม้ผู้ป่วยรวมจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยใหม่ไม่ลดลง และมี cluster เกิดขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับ Covid19 ยุคใหม่ ร้ายกว่าเก่า ป่วยหนักเพิ่มขึ้น จาก 1,000 เป็น 1,500 ราย (ขณะนี้วัคซีนที่ฉีดยังน้อยมาก ยังช่วยไม่ได้)...เรียนผู้บริหารโปรดทราบ ไม่ว่าระดับประเทศ ระดับกระทรวง ระดับ กทม. สนใจด้วยครับ ด่วนครับ ก่อนจะสายเกินแก้"

วันเดียวกัน (22 มิ.ย.) รศ.ยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Yuwares Sittichanbuncha" ว่า "เตียงไอซียูล้นแล้ว เริ่มต้องเลือกว่าใครจะได้ไปต่อ/ใครควรจะยุติ การ์ดอย่าตก การป้องกันสำคัญเสมอ ปาร์ตี้สังสรรค์เบาได้ก็เบานะ"

ทั้งนี้ ปัญหาเตียงเต็มได้ส่งผลให้ผู้ป่วยโควิดบางรายเข้าไม่ถึงการรักษา ต้องรอเตียงอยู่ที่บ้าน และสุดท้ายก็เสียชีวิตคาบ้าน โดยเหตุการณ์นี้เกิดกับสามีภรรยา ซึ่งอยู่ห้องเช่าในชุมชนบ้านครัวเหนือ เขตราชเทวี และติดโควิด-19 ทั้งคู่ ภรรยาตรวจพบเชื้อตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. ส่วนสามีตรวจพบเชื้อวันที่ 20 มิ.ย. หลังจากนั้นสามีได้โทรสายด่วน 1668 และ 1669 เพื่อหาเตียง แต่เจ้าหน้าที่ให้รอ เพราะเตียงเต็ม ซึ่งรอแล้วรอเล่า เจ้าหน้าที่ก็ไม่มารับ โดยแจ้งคำเดิมว่าไม่มีเตียง กระทั่งสุดท้าย ภรรยาเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตาหลังรอเตียงอยู่ 7 วัน เมื่อเสียชีวิต กู้ภัยจึงมารับศพ หลังภรรยาเสียชีวิตกลายเป็นข่าวดัง จึงมีรถมารับสามีไปรักษาที่ รพ.ตำรวจ แม้อาการป่วยของสามีจะดีขึ้น แต่ยังทำใจไม่ได้ที่ภรรยาเสียชีวิต เพราะภรรยาไม่เคยป่วย ยืนยันถ้าได้รักษาเร็ว ภรรยาจะไม่ตาย

หลังเกิดวิกฤตเตียงเต็ม และมีเสียงเรียกร้องจากบุคลากรทางการแพทย์บางส่วนให้ล็อกดาวน์ กทม.7 วัน เพื่อให้สถานการณ์ไม่วิกฤตไปมากกว่านี้ ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เรียกประชุมศูนย์ปฎิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศปก.ศบค. และที่ปรึกษาด้านสาธารณสุข ศูนย์โควิด-19 ที่มี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นประธาน และคณะ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. โดยก่อนการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องการล็อกดาวน์ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ต้องรับฟังข้อมูลจากทุกภาคส่วนถึงเหตุผลและความจำเป็น ที่สำคัญ ต้องถามประชาชนด้วยว่า หากปิด และได้รับความเดือดร้อนจะทำอย่างไร ซึ่งรัฐบาลต้องหางบประมาณมาดูแล จะแน่ใจได้อย่างไรว่า เมื่อปิดแล้วจะจบ และหากไม่จบจะทำอย่างไร ส่วนตัวคิดว่า ถ้าเจ็บแล้วจบ ก็ควรทำ แต่ถ้าเจ็บแล้วไม่จบ ก็ต้องหาวิธีการอื่นๆ อีก แต่ยืนยันจะทำให้ดีที่สุด

หลังประชุม พล.อ.ประยุทธ์ แถลงยืนยันว่า ยังไม่มีการล็อกดาวน์ แต่จะมีมาตรการปิดเฉพาะจุดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด เช่น ปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง 1 เดือน โดยในระหว่างที่ปิดจะให้กระทรวงแรงงานเข้าไปดูแลเยียวยา จึงขอให้อดทนในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน สำหรับโรงงานยังประกอบการได้ แต่ต้องมีมาตรการบับเบิ้ล แอนด์ซีล "เราไม่ใช้คำว่า ปิดทั้งหมด แต่จะมีมาตรการเฉพาะออกมาเป็นการชั่วคราว แล้วมาประเมินว่า ถูกต้องตามเป้าหมายหรือเปล่า ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พร้อมที่จะดูแล คำว่าล็อกดาวน์มันยิ่งใหญ่ เราขอใช้คำว่าเป็นกิจการ เป็นพื้นที่ เป็นคลัสเตอร์ ที่เราต้องดูแลเป็นพิเศษ"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า การปิดแคมป์คนงานจะปิดทั้งในส่วนของ กทม. ปริมณฑล รวมถึง 4 จังหวัดภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา เป็นมาตรฐานเดียวกัน "สรุปแล้วรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจเลยสักเรื่อง ผมให้เกียรติกับคณะหมอ สาธารณสุข แม้จะมีความจำเป็นด้านเศรษฐกิจอยู่ แต่วันนี้สาธารณสุขต้องมีบทบาทนำ ขณะเดียวกันเราก็ต้องทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าด้วยความปลอดภัย ถ้าเน้นข้างใดข้างหนึ่งอาจจะลำบากได้ เราจึงต้องพิจารณาตามความเหมาะสม โดยทั้งหมดที่พิจารณาวันนี้ จะออกเป็นมาตรการภายในสัปดาห์นี้ วันจันทร์ที่ 28 มิ.ย.นี้ จะเริ่มปฏิบัติ ขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งในเรื่องการเดินทางไปมาน้อยลง โดยเฉพาะสถานที่ที่มีการสุ่มเสี่ยง"

ส่วนปัญหาเตียงเต็มนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขและ กทม. จัดหาเตียงเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้ได้ประมาณ 100 เตียงแล้ว โดยจะทำในลักษณะเป็นห้องไอซียู ซึ่งขณะนี้มีคนทำแล้ว ส่วนปัญหาการขาดบุคลากรทางการแพทย์นั้น จะมีการปรับโยกจากต่างจังหวัดมาที่กรุงเทพฯ รวมทั้งให้นักศึกษาแพทย์ปีสุดท้ายที่กำลังจะจบมาช่วยงานด้วย

ส่วนเรื่องการฉีดวัคซีน พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า ในช่วง 2 เดือน คือ ก.ค. ถึงเดือน ส.ค จะ.ฉีดให้กับผู้สูงอายุและ 7 กลุ่มโรคตามเป้าหมายเดิมให้ครบทั้งหมด "ผู้เสียชีวิตในขณะนี้คือ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เราต้องลดการสูญเสียตรงนี้ให้ได้ อีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มเป้าหมายต่างๆ จะทยอยดำเนินการ"

เป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วงท้ายของการแถลง ผู้สื่อข่าวได้ถาม พล.อ.ประยุทธ์ว่ายังไหวใช่หรือไม่กับการแก้ปัญหาโควิด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ปัดโธ่" ก่อนชูสองนิ้วให้สื่อ พร้อมขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และครอบครัวที่ยอมให้สามีภรรยามาทำงานเสี่ยงทุกวัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ จิตอาสา อสม. “นี่คือคนแก้ปัญหาให้เราคนไทยทุกคนขอเพียงกำลังใจได้หรือไม่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวพร้อมชูสองนิ้วลักษณะตัว V พร้อมกับบอกว่า นี่คือ v วัคซีน และ Victory เราต้องชนะไปด้วยกัน จะเชื่อใจตนหรือไม่ว่าจะทำให้สำเร็จ

2.“เพนกวิน” ตั้งเป้าไล่ “บิ๊กตู่” ให้ได้ใน 3 เดือน ด้าน “ปิยบุตร” ล่าชื่อรื้อระบอบประยุทธ์!


เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. กลุ่มราษฎร นำโดยนายอานนท์ นำภา, นายถรรพล บัวพัฒน์ หรือครูใหญ่ หัวหน้าพรรคก้าวล่วง, นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน กลุ่มทะลุฟ้า, นักเรียนเลว ฯลฯ และประชาชนจำนวนหนึ่ง ได้ทำกิจกรรม ยืนยันดันเพดาน เพื่อรำลึกภารกิจเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร 2475 และร่วมแสดงพลังต่อต้านรัฐธรรมนูญ 2560 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนินกลาง กทม.

จากนั้นได้มีการผูกป้ายผ้ามีข้อความ เช่น “89 ปี อภิวัฒน์สยาม” ก่อนติดตั้งหมุดคระราษฎรขนาดใหญ่ พร้อมป้ายแบ๊กดร็อปขนาดใหญ่ต่อต้านรัฐธรรมนูญ 2560 เรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ข้อความว่า “ผนึกกำลังทั้งแผ่นดินต่อต้านรัฐธรรมนูญเผด็จการ ปิดสวิตซ์ ส.ว. รัฐธรรมนูญประชาชน” นอกจากนี้ยังมีการร้องเพลง วันชาติ 24 มิถุนา ร่วมกันตะโกน ประยุทธ์ออกไป ระบอบประยุทธ์ออกไป ฯลฯ

ต่อมา นายจตุภัทร์ หรือไผ่ ดาวดิน ได้นัดหมายตั้งขบวนไปรัฐสภา ที่มีการประชุมเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 13 ร่างในวาระแรก เพื่อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1.รัฐธรรมนูญประชาชน 2.ให้ ส.ว.ออกไป 3.แก้รัฐธรรมนูญได้ทุกหมวดทุกมาตรา

ทั้งนี้ หลังชุมนุมที่หน้ารัฐสภา เกียกกาย แล้ว ได้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายเล็กน้อย เมื่อนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เดินทางมารับหนังสือข้อเรียกร้องของกลุ่มราษฎร โดยแกนนำกลุ่มฯ ต่างชู 3 นิ้วให้ ขณะที่นายสิระทำมือเป็นรูปหัวใจตอบกลับ ซึ่งผู้ชุมนุมบางส่วนไม่พอใจโห่ร้องด่าทอขับไล่ จนนายสิระต้องรีบลงจากเวที และวิ่งกลับเข้ารัฐสภา ท่ามกลางการ์ดของนายสิระที่คอยคุ้มกัน

ต่อมา บรรยากาศภายในรัฐสภา นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำกลุ่มราษฎร พร้อมด้วย น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง, นายจตุภัทร์ หรือไผ่ ดาวดิน, นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ ได้เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อสมาชิกรัฐสภา โดยมี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และนายสิระ เป็นตัวแทนรับหนังสือ โดย น.ส.ปนัสยา กล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ของส่วนตัว ขอแถลงการณ์จุดยืนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องผ่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่สืบทอดอำนาจจาก พล.อ.ประยุทธ์ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องแก้ได้ทุกหมวดทุกมาตรา ไม่มีข้อยกเว้น เพราะรัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน

ส่วนที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ กลุ่มสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย หรือกลุ่มไทยไม่ทน นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้นัดหมายเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนจะตั้งเวทีชุมนุมบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ ในช่วงเย็น โดยมีกลุ่มประชาชนคนไทย นำโดยนายนิติธร ล้ำเหลือ เคลื่อนขบวนจากแยกอุรุพงษ์ มาสมทบ โดยนายนิติธร กล่าวว่า จะทำหนังสือเพื่อยื่นยุบพรรคพลังประชารัฐให้สำเร็จโดยเร็ว

ทั้งนี้ ช่วงเย็น นายจตุภัทร์ หรือไผ่ ดาวดิน ได้ชวนผู้ชุมนุมที่หน้ารัฐสภาไปต่อที่สกายวอล์ก ปทุมวัน ขณะที่นายพริษฐ์ หรือเพนกวิน ได้เดินทางจากรัฐสภาไปสกายวอล์กเช่นกัน กระทั่งช่วงค่ำ นายพริษฐ์ ขึ้นปราศรัยว่า ปีนี้ตั้งเป้าหมายภายใน 2-3 เดือน จะต้องไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ให้ได้ จะต้องเป็นปีแห่งประชาชน และว่า นี่เป็นการปฏิญาณครั้งแรกหลังออกจากเรือนจำ ให้อดอาหารนานกว่านี้ก็ได้ แต่ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ และองคาพยพต้องออกไป

ส่วนที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า พร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม อดีตผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ แกนนำกลุ่มรี-โซลูชั่น ได้ตั้งเต๊นท์รณรงค์โครงการ “ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์” สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา รื้อระบบสืบทอดอำนาจ คสช.

3. ผลโหวตร่างแก้ รธน. “ฉบับ ปชป.” ได้ไปต่อร่างเดียว บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ส่วนอีก 12 ร่าง “พปชร.-ฝ่ายค้าน” ถูกตีตก!



เมื่อวันที่ 23-24 มิ.ย. ได้มีการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 13 ฉบับ ที่เสนอโดยพรรคพลังประชารัฐ 1 ฉบับ พรรคร่วมฝ่ายค้าน 4 ฉบับ และพรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรค 8 ฉบับ โดยในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายว่า ร่างของพรรคมี 5 ประเด็น 13 มาตรา เช่น การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในเรื่องกระบวนการยุติธรรม การแก้ไขระบบเลือกตั้ง ส.ส.โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และให้มี ส.ส.แบ่งเขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน การแก้ไข พ.ร.บ.งบประมาณ โดยมาตรา 144 ที่ ส.ว.มีความห่วงใย อยากให้คงหลักเกณฑ์ที่เข้มข้นไว้ตามเดิม ขอให้ ส.ว.สบายใจได้ว่า ในการพิจารณาวาระที่ 2 ชั้นกรรมาธิการ จะผลักดันให้มีการแก้ไขมาตรา 144 และมาตรา 185 ให้กลับไปตามหลักการเดิม

ขณะที่พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งเสนอ 4 ร่าง สาระสำคัญ นอกจากการแก้เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว ยังแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของนายกฯ และยกเลิกมาตรา 272 ที่ให้อำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ แก้ไขยกเลิกมาตรา 65 เกี่ยวกับการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ฯลฯ

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค อภิปรายร่างของพรรคและสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ฉบับ พร้อมชี้ว่า การแก้ไขระบบเลือกตั้งใช้บัตร 2 ใบ เหตุผลไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรคใด แต่เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกคน และเลือกพรรคได้ ไม่ต้องถูกบังคับแบบบัตรใบเดียว ที่เอาคนกับพรรคมารวมกันเหมือนข้าวต้มมัด ที่สำคัญคือ ระบบบัตร 2 ใบจะทำให้ระบบรัฐสภาและพรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้น เพราะบัตร 2 ใบไม่เป็นเบี้ยหัวแตก

ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค พปชร.เหมือนเป็นบทใหม่ของแผนกินรวบประเทศ สืบทอดอำนาจเผด็จการ

ด้านนายถวิล เปลี่ยนศรี ส.ว.อภิปรายถึงมาตรา 272 ที่บางฝ่ายต้องการยกเลิกอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ ต้องการปิดสวิตช์ ส.ว.ว่า เราปิดสวิตช์เราเองได้ และเสียง ส.ว.ไม่ใชเสียงชี้ขาดในการเลือกนายกฯ ส.ว.เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง มีคนเอากระดูกมาแขวนคอให้ โดนด่าฟรีมาตลอด “อยากให้ตั้งสติพิจารณาอย่างเป็นธรรม ใจกว้าง บ้านเมืองเราที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย มืดมน อย่างหลายปีที่ผ่านมา เป็นฝีมือใคร คิดว่าไม่ใช่ฝีมือพวกผม ใครอาศัยประชาธิปไตยบังหน้า สมคบกันโกงกินสารพัด จนบ้านเมืองเสียหายย่อยยับ ใครกันดำเนินนโยบายผิดพลาดจนบ้านเมืองแทบล่มจมล่มสลาย ไม่ต้องพูดว่านโยบายเรื่องอะไรก็คงทราบกัน”

นายถวิล กล่าวอีกว่า “ใครบ้างที่ลุแก่อำนาจ อาศัยเสียงข้างมากผ่านกฎหมายตามอำเภอใจ โดยเฉพาะกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ฟังเสียงใคร จนประชาชนต้องออกมาเดินขบวนขับไล่บนท้องถนนเป็นล้านๆ คน นักการเมือง พรรคการเมืองที่ดีมีอยู่ แต่เสียดายยังมีนักการเมืองดีไม่มากพอที่จะไปต้านทานนักการเมืองที่ไม่ดี ด้วยเหตุและผลข้อบกพร่องอย่างนี้ รัฐธรรมนูญฉบับี้จึงได้มีบทบัญญัติเพื่อป้องกันแก้ปัยหาไม่ให้เกิดขึ้นอีก รวมถึงบทเฉพาะกาลที่ให้ ส.ว.มีส่วนเลือกนายกฯ”

ทั้งนี้ หลังจากที่ประชุมได้อภิปรายเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 13 ฉบับ ในที่สุด ได้มีการลงมติแบบขานชื่อเรียงตามลำดับตัวอักษร โดยใช้เวลาลงมติกว่า 6 ชั่วโมง และใช้เวลานับคะแนนอีกประมาณ 2 ชั่วโมง พบว่า ผลการลงมติ ที่ประชุมมีมติรับหลักการวาระหนึ่งเพียง 1 ฉบับ คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ ประเด็นระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ด้วยมติเห็นชอบ 552 เสียง แบ่งเป็น ส.ส. 342 เสียง และ ส.ว. 210 เสียง ส่วนไม่เห็นชอบ 24 เสียง และงดออกเสียง 130 เสียง

ส่วนฉบับอื่นๆ เนื่องจากเสียง ส.ว. ไม่ถึง 84 เสียง ตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทำให้ต้องตกไป โดยเฉพาะฉบับปิดสวิตช์ ส.ว.ของพรรคฝ่ายค้าน และฉบับของพรรคพลังประชารัฐ ที่มีปัญหาเสนอแก้กลไกปราบโกงของรัฐธรรมนูญ โดยผลโหวตของร่างแต่ละฉบับ ออกมาดังนี้

1.ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคพลังประชารัฐ แก้ไข 5 ประเด็น ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 334 เสียง ไม่เห็นชอบ 199 เสียง งดออกเสียง 173 เสียง 2.ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับฝ่ายค้าน นำโดยพรรคเพื่อไทย ประเด็นสิทธิและเสรีภาพ ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 399 เสียง ไม่เห็นชอบ 136 เสียง งดออกเสียง 171 เสียง 3.ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับฝ่ายค้าน นำโดยพรรคเพื่อไทย ประเด็นระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 376 เสียง ไม่เห็นชอบ 89 เสียง งดออกเสียง 241 เสียง

4.ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับฝ่ายค้าน นำโดยพรรคเพื่อไทย ประเด็น ปิดสวิตช์ ส.ว. ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 455 เสียง ไม่เห็นชอบ 101 เสียง งดออกเสียง 150 เสียง 5.ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับฝ่ายค้าน นำโดยพรรคเพื่อไทย ประเด็นยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 327 เสียง ไม่เห็นชอบ เสียง งดออกเสียง 129 เสียง 6.ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคภูมิใจไทย ประเด็นประแก้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 454 เสียง ไม่เห็นชอบ 86 เสียง งดออกเสียง 166 เสียง

7.ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคภูมิใจไทย ประเด็นหน้าที่ของรัฐแก้ปัญหาความยากจน ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 476เสียง ไม่เห็นชอบ 78 เสียง งดออกเสียง 152 เสียง 8.ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นสิทธิเสรีภาพ ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 469 เสียง ไม่เห็นชอบ 75 เสียง งดออกเสียง 162 เสียง 9.ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นสัดส่วนการโหวตแก้รัฐธรรมนูญ ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 415 เสียง ไม่เห็นชอบ 102 เสียง งดออกเสียง 189 เสียง

10.ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นการตรวจสอบ ป.ป.ช. ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 431 เสียง ไม่เห็นชอบ 97 เสียง งดออกเสียง 178 เสียง 11.ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นที่มานายกรัฐมนตรีและปิดสวิตช์ ส.ว. ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 461 เสียง ไม่เห็นชอบ 96เสียง งดออกเสียง 149 เสียง 12.ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นกระจายอำนาจท้องถิ่น ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 457 เสียง ไม่เห็นชอบ 82เสียง งดออกเสียง 167 เสียง

ทั้งนี้ หลังลงมติ ที่ประชุมได้ตั้งกรรมาธิการจำนวน 45 คน ประกอบด้วย พรรคร่วมรัฐบาล 17 คน พรรคร่วมฝ่ายค้าน 13 คน และ ส.ว.15 คน มีกำหนดแปรญัตติ 15 วัน โดยประชุมนัดแรกในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น.

4. รวบอดีตทหารคลั่ง ยิง พนง.เซเว่น-ผู้ป่วย รพ.สนามปทุมธานีดับ ด้านพ่อเผย ผู้ก่อเหตุเคยป่วยทางจิต-เครียดสะสม!



เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. เวลา 02.50 น. ได้เกิดเหตุคนร้ายใช้ปืนยิงพนักงานร้านสะดวกซื้อเสียชีวิต บริเวณร้านปากซอยลาดพร้าว 25 เขตจตุจักร กทม. จากการสอบสวนทราบว่า คนร้ายคือ นายกวิน แสงนิลกุล อายุ 23 ปี เข้ามาซื้อของภายในร้านสะดวกซื้อ รวมทั้งเบียร์ 1 แพค 3 ขวด แต่ทำขวดเบียร์ตกแตก และไม่ยอมจ่ายค่าเบียร์ที่ตกแตก จึงมีปากเสียงกับพนักงานร้านสะดวกซื้อ ก่อนที่พนักงานคนอื่นจะมาไกล่เกลี่ย โดยให้คนร้ายจ่ายค่าสินค้าเฉพาะที่ซื้อ ไม่ต้องจ่ายค่าเบียร์ที่แตก

หลังคนร้ายกลับออกไป ปรากฏว่า ในเวลาต่อมา คนร้ายได้กลับมาที่ร้านอีกครั้ง พร้อมอาวุธปืน ก่อนจะมากระหน่ำยิงใส่หลังพนักงานที่มีปากเสียงกันจนเสียชีวิต หลังจากนั้นได้เหยียบหน้าอกผู้เสียชีวิตก่อนเดินออกจากร้านไป

ต่อมา ให้หลังแค่ครึ่งชั่วโมงเศษ คนร้ายยังได้ไปก่อเหตุต่อที่สถาบันธัญญารักษ์ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสนาม จ.ปทุมธานี จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้ป่วยชายที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลสนาม นอกจากนี้กระจกทางเข้าโรงพยาบาลสนามยังถูกยิงจนแตกกระจาย

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เผยว่า คนร้ายใส่ชุดลายพรางทหาร ขับรถกระบะอีซูซุ เข้ามาจอด ก่อนใช้ปืนยิงเข้าไปในโรงพยาบาลสนามหลายนัด ก่อนขับรถหลบหนีไป

ทั้งนี้ คนร้ายได้หลบหนีไปที่บ้านย่าที่ จ.ระนอง โดยระหว่างทาง ได้แวะเติมน้ำมัน และไม่จ่ายค่าน้ำมัน 1,800 บาท โดยหยิบปืนขู่พนักงานปั๊ม พร้อมแจ้งว่า เพิ่งยิงคนตายที่กรุงเทพฯ มา นอกจากนี้ ยังได้ใช้ปืนขู่ขอเบียร์และบุหรี่จากร้านขายของชำอีกด้วย

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังลงพื้นที่ปิดล้อมบ้านเลขที่ 64/1 หมู่ 3 บ้านหินช้าง ต.ปากน้ำ อ.เมืองระนอง หลังสืบทราบว่า คนร้ายอยู่บ้านดังกล่าว ซึ่งเป็นบ้านย่าของคนร้าย โดยย่าเป็นผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งภายหลัง คนร้ายได้ยอมมอบตัว ก่อนจะถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์มาสอบปากคำที่กรุงเทพฯ

รายงานข่าวแจ้งว่า นายกวิน คนร้ายเคยเป็นพลอาสา (ทหารเกณฑ์) ระหว่างเดือน พ.ย.2560 ปลดประจำการเดือน พ.ย.2562 เป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองสูง ชอบปืน และชอบดูหนังสงคราม โดย พ.ท.มงคล ปุริสา ผู้บังคับกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 รักษาพระองค์ ได้เรียก จ.ส.อ.ยงยุทธ สุขเกษม ครูฝึกมาสอบถามข้อเท็จจริงหลังจากมีการเผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของคนร้ายว่า ไม่พอใจที่ถูกครูฝึกทำร้ายในช่วงที่อยู่ในค่ายทหาร ซึ่งทางครูฝึกยืนยันว่า ไม่เคยทำร้ายร่างกาย ปฏิบัติตามกรอบของการฝึกทหารใหม่ 10 สัปดาห์

หลังนำตัวคนร้ายมาสอบปากคำที่ สน.พหลโยธิน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน และข้อหามีและพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ที่สาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร

ด้าน พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร จตร.สบ8 ปฏิบัติราชการ บช.น.เผยหลังสอบปากคำคนร้ายว่า ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ส่วนมูลเหตุมาจากบันดาลโทสะเรื่องการไปซื้อเบียร์ในร้านสะดวกซื้อ ส่วนเหตุที่เดินทางไปก่อเหตุในพื้นที่ จ.ปทุมธานี เนื่องจากจุดดังกล่าวเป็นจุดที่ผ่านบ่อยและใกล้บ้าน และทราบว่าสถานที่นั้นเป็นที่บำบัดยาเสพติด โดยคนร้ายอ้างว่า มีปมเคยถูกทำร้ายจากผู้ติดยามาก่อน เลยมาก่อเหตุ ซึ่งรายละเอียดอยู่ในสำนวน ไม่สามารถเปิดเผยได้

ล่าสุด 26 มิ.ย. ก่อนที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน จะนำตัวนายกวินไปขอศาลอาญาฝากขัง นายกิตติและนาบงสุพัตรา แสงนิลกุล พ่อและแม่ของนายกวินได้เดินทางมาเยี่ยมลูกชาย โดยนายกิตติ กล่าวว่า ต้องกราบขอโทษครอบครัวผู้สูญเสียทั้ง 2 ราย ก่อนหน้านี้ก็ได้ไปเยี่ยมครอบครัวผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย แต่ไม่ได้เจอกัน เหลืออีก 1 ราย จะเดินทางไปเยี่ยมหลังจากนี้ โดยจะนำเงินไปเยียวยาตามกำลังทรัพย์ ต้องขออภัยทั้งสองครอบครัวที่สูญเสีย ส่วนตัวก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

นายกิตติ ยังกล่าวด้วยว่า ขณะที่ลูกชายก่อเหตุไม่มีสติ และมีความเครียด โดยก่อนหน้านี้หลังปลดประจำการทหาร เมื่อเดือน พ.ย.2562 ลูกชายก็มีอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัด จึงพานายกวินไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคพีทีเอสดี (โรคความผิดปกติทางจิตที่เกิดขึ้นภายหลังประสบเหตุการณ์สะเทือนขวัญ) จึงได้ทำการรักษาจนแพทย์ระบุว่าอาการเริ่มดีขึ้น

แต่หลังจากนั้นลูกชายก็ยังคงมีอาการเครียดอยู่ตลอด พูดถึงนายยงยุทธ ซึ่งเป็นคนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ โดยลูกชายเล่าว่า ขณะที่ยังประจำการเป็นทหาร มักจะถูกบุคคลดังกล่าวด่าทอว่าเป็นคนติดยา และกล่าวหาว่าบุตรชายเสพยาเสพติด จนถูกทำร้ายร่างกายเป็นประจำ ซึ่งเป็นปมที่ทำให้ลูกชายเกิดความเครียดสะสมมาโดยตลอด จนวันเกิดเหตุลูกชายบอกว่ามีความเครียด จึงได้ให้คำแนะนำว่าไปสงบสติอารมณ์ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ทำให้ก่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น

ด้านนายกวิน ผู้ต้องหา ได้พูดกับสื่อมวลชนด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวระหว่างถูกตำรวจคุมตัวไปฝากขังต่อศาลอาญารัชดาว่า “ยงยุทธและณัฐพล มึงทำให้กูเป็นแบบนี้”

5. สหภาพ รฟท.ยกคำวินิจฉัยศาล รธน. ยื่นศาลปกครองรื้อคดีจ่ายค่าโง่ “โฮปเวลล์”!



เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ได้เข้ายื่นหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง เพื่อขอให้เสนอคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้กับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด โดยระบุว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2564 ว่า มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2556 เรื่องปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครอง เป็นการออกระเบียบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 โดยอ้างมติที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครองสูงสุดเรื่องการนับอายุความฟ้องศาลปกครองมาตรา 44 แต่มิได้ดำเนินการตามมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 197 วรรคสี่

ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันต่อศาลและทุกองค์กร ดังนั้นเมื่อคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับระเบียบออกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาของศาลปกครอง และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ระเบียบดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ย่อมมีผลต่อการที่กระทรวงคมนาคมและ รฟท.จะยื่นรื้อคดีใหม่ ทั้งประเด็นการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งการนับอายุความของคดีที่ถูกต้องว่า คดีดังกล่าวหมดอายุความไปก่อนหน้านั้นหรือไม่ เพื่อให้การพิจารณาคำร้องขอให้มีการพิจารณาคดีใหม่ มีความรอบคอบ ซึ่งอยู่ในความสนใจของประชาชน เพราะเกี่ยวข้องกับงบประมาณแผ่นดิน

นายสาวิทย์ กล่าวด้วยว่า “หากเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน มูลค่าความเสียหายจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากอัตราดอกเบี้ย ถ้ายังไม่มีการชำระ ตอนนี้ยอดรวมประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เงินจำนวนนี้แน่นอนว่า รฟท.ไม่มีจ่าย ต้องเป็นการเอาเงินภาษีประชาชนมาจ่าย และในข้อเท็จจริงโครงการนี้เกิดขึ้นจากนโยบายรัฐบาล ถ้าจำเป็นต้องแพ้คดี ให้ รฟท.ชำระฝ่ายเดียวไม่เป็นธรรม”

ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า หลังจากกระทรวงคมนาคมได้มีการพิจารณาคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองสูงสุด กรณีคดีโครงกรถนนและทางรถไฟยกระดับในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในโครงการโฮปเวลล์ โดยละเอียดแล้ว เห็นว่า กระทรวงคมนาคม โดย รฟท. จะขอรื้อฟื้นคดีโฮปเวลล์ใหม่ และจะยื่นเรื่องต่อศาลปกครองกลางเร็วๆ นี้ เนื่องจากกระทรวงคมนาคมได้พบประเด็นเรื่องการนับอายุความฟ้องคดีตามตัวบทกฎหมาย

นายศักดิ์สยาม เผยด้วยว่า “คณะทำงานหาผู้กระทำผิดทางละเมิดที่มีนายชยธรรม์เป็นประธาน อยู่ระหว่างประชุม เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมการขอรื้อฟื้นคดีโฮปเวลล์ รวมทั้งกำหนดทิศทางก่อนมีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองต่อไป”


กำลังโหลดความคิดเห็น...