xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 20-26 ธ.ค.2563

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



1.ยอดผู้ป่วยโควิด-19 ในไทยยังเพิ่มไม่หยุด “ระยอง” ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่ง หลังพบต้นตอจากบ่อนการพนัน!

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ จ.สมุทรสาคร ที่มีผู้ติดเชื้่อทั้งแรงงานต่างด้าวและคนไทยทะลุพันกว่าราย และยังแพร่กระจายไปจังหวัดต่างๆ อีกหลายสิบจังหวัด ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น

ล่าสุด วันนี้ (26 ธ.ค.) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์อำนวยการบริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 110 ราย เป็นผู้ติดเชื้อภายในประเทศ 64 ราย เกี่ยวเนื่องคลัสเตอร์ในจังหวัดสมุทรสาคร 60 ราย สัมผัสผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้า 3 ราย และรอสอบสวน 1 ราย ผู้ติดเชื้อค้นหาคัดกรองเชิงรุกแรงงานต่างด้าว 30 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ และพบในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ ทุกรายเข้าสถานกักกันที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) 16 ราย

ส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสมล่าสุดอยู่ที่ 6,020 ราย เป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อภายในประเทศ 4,061 ราย ติดเชื้อค้นหาคัดกรองเชิงรุกแรงงานต่างด้าว 1,338 ราย ผู้เดินทางจากต่างประเทศ 1,959 ราย สถานที่กักันที่รัฐจัดให้ 1,427 ราย ส่วนผู้ป่วยรักษาหายแล้วเพิ่มอีก 15 ราย รวมเป็น 4,152 ราย ยังมีผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 1,808 ราย ขณะที่ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม โดยยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 60 ราย

ต่อมา ช่วงบ่าย (26 ธ.ค.) นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร ได้เผยถึงจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ใน จ.สมุทรสาครล่าสุดว่า พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 87 ราย รวมเป็น 1,455 คน โดยในจำนวนนี้เป็นต่างด้าวประมาณ 95% คนไทย 5%

ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร กล่าวถึงการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ด้วยว่า ได้มีการจัดตั้งศูนย์ห่วงใยคนสาคร ที่สนามกีฬากลางขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งชณะนี้กำลังประกอบ วางพื้นที่ กางเต็นท์ คาดว่าจะใช้ได้ในวันจันทร์ที่ 28 ธ.ค. นี้ จำนวน 200 เตียง ตั้งเป้าเปิดให้ได้ 500 เตียงวันพฤหัสฯ ที่ 31 ธ.ค. “ที่เราสร้าง รพ.สนามไว้ที่ท่าฉลอม เดิมทีเราคิดว่าตัวเลขเท่าที่เป็นมา 50 เตียงพอรับไหว แต่ตัวเลขตอนนี้มีเป็นพัน แล้วยังตรวจไม่ครบ ยังตรวจไปแค่ 1 หมื่นกว่า ได้มาพันกว่า เป้าหมายที่เราจะตรวจอาจจะถึง 2 หมื่น ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเป็นเท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องหาศัยความร่วมมือกัน”

นายวีระศักดิ์ เผยด้วยว่า การตั้งศูนย์ฯ ถูกคัดค้านมาหลายที่ เดิมทีจะตั้งสวนน้ำ ซึ่งเอกชนที่เป็นเจ้าของก็ยินดี แต่ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ คัดค้าน จึงได้ไปทำความเข้าใจ จนชาวบ้านยินดีให้ตั้ง แต่พอไปคุยกับผู้บริหารของสวนน้ำกลับไม่ยินยอม หลังจากนั้นจะไปตั้งที่มหาวิทยาลัยการกีฬา ผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ยินดี แต่ชาวบ้านคัดค้าน จึงย้ายมาที่สนามกีฬากลาง ซึ่งอยู่หน้าจวนผู้ว่าฯ จึงหวังว่าจะไม่มีใครมาคัดค้านอีก เพราะผู้ว่าฯ รับผิดชอบเอง ถ้าเชื้อหลุดรอดออกมาผู้ว่าฯ ต้องรับก่อน ทั้งนี้ อยากขอความร่วมมือคนสมุทรสาคร ถ้ายังกลัวจังหวัดตัวเองอยู่ แล้วจะมีใครกล้ามาเที่ยวจังหวัดสมุทรสาคร

ส่วนสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดต่างๆ ได้แก่ กทม. มีรายงานว่า ยอดผู้ติดเชื้อ ณ วันที่ 26 ธ.ค. อยู่ที่ 58 ราย ส่วนที่ จ.นครปฐม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม รายงานว่า วันนี้ (26 ธ.ค.) พบผูู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 13 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสมเป็น 30 ราย พักรักษาตัวในโรงพยาบาลทั้ง 30 ราย

ส่วนที่ จ.ระยอง วันนี้ (26 ธ.ค.) นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า จ.ระยอง พบผู้ป่วยโควิด-19 รายแรกเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. โดยเป็นญาติกับผู้ติดเชื้อที่ไปตรวจที่ รพ.รามาธิบดีเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ทางจังหวัดจึงนับญาติที่ป่วยภายหลังเป็นรายแรกของ จ.ระยอง หลังจากนั้นพบผู้ติดเชื้อเพิ่มในอีก 8 คนในวันที่ 25 ธ.ค. และพบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 27 คนในวันนี้ (26 ธ.ค.) รวม 3 วัน มีผู้ติดเชื้อ 36 คน

นายชาญนะ เผยด้วยว่า “ผู้ป่วยรายแรกๆ ปิดบังข้อมูล จนเริ่มสอบสวนไปเรื่อย ๆ คนรอบข้างก็บอกเราว่า ต้นเหตุของการติดนั้น มาจากบ่อนการพนันแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง” ทั้งนี้่ ผู้ป่วยทั้งหมดยังอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองระยอง ที่ประชุมจึงมีมติให้ปิดสถานที่ที่เป็นจุดเสี่ยงเฉพาะในอำเภอเมืองจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.เป็นต้นไป

มีรายงานว่า จนถึงวันนี้ (26 ธ.ค.) พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดต่างๆ แล้ว 38 จังหวัด ประกอบด้วย สมุทรสาคร, กรุงเทพมหานคร, นครปฐม, สมุทรปราการ, สุพรรณบุรี, สมุทรสงคราม, สระบุรี, นนทบุรี, ปทุมธานี, นครราชสีมา, กำแพงเพชร, ปราจีนบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ประจวบคีรีขันธ์, ภูเก็ต, ขอนแก่น, กระบี่, ชัยนาท, เพชรบุรี, เพชรบูรณ์, อุตรดิตถ์, ราชบุรี, นครศรีธรรมราช, ฉะเชิงเทรา, สุราษฎร์ธานี, พิจิตร, ชัยภูมิ, ตาก, อ่างทอง, นครสวรรค์, อุดรธานี, สงขลา, เลย, ชลบุรี, อุบลราชธานี, ตรัง, ระยอง, สตูล


2.ศบค. ยังไม่ล็อกดาวน์ เลือกแบ่ง 4 โซนคุมโควิด-19 "สมุทรสาคร" พื้นที่ควบคุมสูงสุด!


สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ ในไทย ซึ่งเริ่มจาก จ.สมุทรสาคร ก่อนขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ รวม 30 กว่าจังหวัดแล้วนั้น เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์อำนวยการบริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงผลการประชุม ศบค.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค.เป็นประธาน ถึงมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ว่า ที่ประชุมไม่มีคำว่าล็อกดาวน์ประเทศไทยแต่อย่างใด แต่มีการพิจารณาเตรียมความพร้อมในการป้องกันการระบาดใหม่ของเชื้อโควิด-19 โดยการแบ่งพื้นที่ตามสถานการณ์ออกเป็น 4 พื้นที่ และจะไม่เรียกว่าเป็นพื้นที่สีอะไร ได้แก่ พื้นที่ควบคุมสูงสุด คือ พื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อจํานวนมากและมีมากกว่า 1 พื้นที่ย่อย, พื้นที่ควบคุม คือ พื้นที่ที่ติดกับพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อเกินกว่า 10 ราย และมีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น, พื้นที่เฝ้าระวังสูง คือ พื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อไม่เกิน 10 ราย แต่มีแนวโน้มสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และพื้นที่เฝ้าระวัง คือ พื้นที่ยังไม่มีผู้ติดเชื้อ และยังไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะมีผู้ติดเชื้อ

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า พื้นที่ควบคุมสูงสุด ขณะนี้มีอยู่จังหวัดเดียว คือ สมุทรสาคร ให้มีการจำกัดเวลาปิด-เปิด สถานประกอบการที่มีความจำเป็น, ปิดสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด, ห้ามแรงงานต่างด้าวเคลื่อนย้ายเข้า-ออก จากพื้นที่โดยเด็ดขาด, ควบคุมการเข้า-ออกของยานพาหนะและบุคคลคนไทย โดยไม่ให้กระทบการค้าและอุตสาหกรรมมากเกินจำเป็น ให้มีการจัดตั้งด่านตรวจคัดกรอง จุดสกัดและสายตรวจ เพื่อให้การควบคุมการเข้าออกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ, ใช้มาตรการทำงานจากที่บ้านอย่างเต็มขีดความสามารถ

สถานศึกษาปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์, งดจัดกิจกรรมที่มีการรวมคนจํานวนมากทุกรูปแบบ, ทุกสถานประกอบการ และโรงงานที่ยังเปิดดําเนินการ ให้เน้นมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเต็มขีดความสามารถ (D/M/H/T) ทั้งในบริเวณโรงงานและที่พัก หากไม่สามารถดําเนินการได้ตามกําหนดให้พิจารณาหยุดการดําเนินการ, การประมงสามารถดําเนินการได้ แต่ต้องผ่านการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ก่อนการออกเรือ ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขด้านบุคลากรทางการแพทย์ (ทร.) ในตรวจหาเชื้อเชิงรุกทางทะเล

ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด มีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันการระบาดใหม่ของโควิด-19 ดังนี้ เร่งรัดการตรวจหาผู้ติดเชื้อในพื้นที่ที่เสี่ยง กลุ่มบุคคลที่เสี่ยง และกิจกรรม/กิจการที่เสี่ยง, แยกกักผู้ติดเชื้อ ด้วยการจัดตั้ง รพ.สนาม ตามขีดความสามารถ (กระทรวงกลาโหมสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขในการจัดตั้ง รพ.สนาม), พิจารณาเยียวยาและดูแลความเป็นอยู่ของครอบครัวของผู้ติดเชื้อตามขีดความสามารถ, เน้นย้ำมาตรการป้องกันโรค ได้แก่ สวมหน้ากากอนามัย 100%, เน้นการทําความสะอาด (มือ, สถานที่หรืออุปกรณ์ที่สัมผัสบ่อยๆ), หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีคนจํานวนมาก, มีการติดตั้ง Application หมอชนะ เพิ่มเติมจากการใช้ Application ไทยชนะ

สำหรับพื้นที่ควบคุม ซึ่งเป็นจังหวัดอยู่ติดกับพื้นที่ควบคุมสูงสุด ได้แก่ จ.สมุทรสงคราม ราชบุรี นครปฐม กทม. ให้พิจารณาปิดหรือจำกัดเวลาปิด-เปิดสถานกระกอบการที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด, ห้ามแรงงานต่างด้าวเคลื่อนย้ายเข้า-ออกจากพื้นที่, ให้ประสานจัดตั้งด่านคัดกรองกับจังหวัดพื้นที่สีแดงตามความเหมาะสม, ให้ใช้มาตรการทำงานจากที่บ้าน สำหรับบุคคลที่มาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุด ให้สถานศึกษาพิจารณาหยุดการเรียนการสอน หรือการเรียนการสอนแบบออนไลน์ หลีกเลี่ยงจัดกิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมากทุกรูปแบบ, สถานประกอบการและโรงงานที่ยังเปิดดำเนินการให้เน้นมาตรการป้องกันโควิด-19 ทั้งในบริเวณโรงงานและที่พักคนงาน หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ ศบค.กำหนด ให้พิจารณาหยุดการดำเนินการ, เฝ้าระวังการลักลอบเข้ามาในพื้นที่ของแรงงานต่างด้าวที่มีจากพื้นที่ควบคุมสูงสุด หากตรวจพบให้แจ้งเจ้าหนาที่ตำรวจทราบ, ให้พิจารณาจำกัดเวลาปิด-เปิดสถานประกอบการที่มีความจำเป็นตามความเหมาะสม

ในพื้นที่ควบคุม มีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันการระบาดใหม่ของโควิด-19 ดังนี้ พิจารณาการตรวจหาเชื้อเชิงรุกในพื้นที่ที่เสี่ยง กลุ่มบุคคลที่เสี่ยง และกิจกรรม/กิจการที่เสี่ยง, เน้นย้ำมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ได้แก่ สวมหน้ากากอนามัย 100%, เน้นการทําความสะอาด (มือ, สถานที่หรืออุปกรณ์ที่สัมผัสบ่อยๆ), หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีคนจํานวนมาก, มีการติดตั้ง Application หมอชนะ ตามความเหมาะสม เพิ่มเติมจากการใช้ Application ไทยชนะ

ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังสูง (ณ วันที่ 24 ธ.ค. ได้แก่ สระบุรี สมุทรปราการ สุพรรณบุรี นนทบุรี ปทุมธานี อุตรดิตถ์ ฉะเชิงเทรา กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ อยุธยา ภูเก็ต เพชรบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี กระบี่ ขอนแก่น ชัยนาท อุดรธานี พิจิตร นครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ ชัยภูมิ นครสวรรค์ อ่างทอง) ให้พิจารณาปิดหรือจํากัดเวลาเปิด-ปิดสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดตามความเหมาะสม, ห้ามแรงงานต่างด้าวเคลื่อนย้ายเข้า-ออกจากพื้นที่, พิจารณาใช้มาตรการ Work from Home ตามความเหมาะสม, พิจารณาใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของระบบตามความเหมาะสม, หลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่มีการรวมคนจํานวนมากทุกรูปแบบ

ในพื้นที่เฝ้าระวังสูง มีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันการระบาดใหม่ของโควิด-19 ดังนี้ เร่งรัดการตรวจหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในพื้นที่ที่เสี่ยง กลุ่มบุคคลที่เสี่ยง และกิจกรรม/กิจการที่เสี่ยง, เน้นย้ำมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ได้แก่ สวมหน้ากากอนามัย 100%, เน้นการทําความสะอาด (มือ, สถานที่และอุปกรณ์ที่สัมผัสบ่อยๆ), หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีคนจํานวนมาก, มีการติดตั้งและสแกน Application ไทยชนะอยู่เสมอ

ส่วนพื้นที่เฝ้าระวัง (จังหวัดที่เหลือ) ให้พิจารณาปิดหรือจํากัดเวลาเปิด-ปิดสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดตามความเหมาะสม, ห้ามแรงงานต่างด้าวเคลื่อนย้ายเข้า-ออกจากพื้นที่, หลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่มีการรวมคนจํานวนมาก หากมีความจําเป็นต้องดําเนินการให้มีการปรึกษาคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด โดยให้พิจารณาลดจํานวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมลง ให้มีมาตรการลดความหนาแน่นของผู้ร่วมกิจกรรมและให้มีการกํากับดูแลให้เป็นไปตามมาตรการที่ได้วางแผนไว้

ในพื้นที่เฝ้าระวัง มีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันการระบาดใหม่ของโควิด-19 ดังนี้ ให้มีการตรวจหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในพื้นที่ที่เสี่ยง กลุ่มบุคคลที่เสี่ยง และกิจกรรม/กิจการที่เสี่ยง, เน้นย้ำมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ได้แก่ สวมหน้ากากอนามัย 100%, เน้นการทําความสะอาด (มือ, สถานที่หรืออุปกรณ์ที่สัมผัสบ่อยๆ), หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีคนจํานวนมาก, มีการติดตั้งและสแกน Application ไทยชนะอยู่เสมอ

สำหรับการจัดกิจกรรมฉลองปีใหม่และการจัดกิจกรรมงานวันเด็กนั้น ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดให้งดจัดกิจกรรมฉลองทุกชนิด เว้นแต่จัดกิจกรรมแบบออนไลน์ ส่วนพื้นที่ควบคุม ให้งดการจัดกิจกรรมที่เป็นสาธารณะ แต่ผ่อนผันให้จัดกิจกรรมที่จำกัดผู้เข้าร่วมกิจกรรม หรือกิจกรรมที่มีเฉพาะผู้คุ้นเคยได้ หรือพิจารณาจัดกิจกรรมแบบออนไลน์ สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังสูง และพื้นที่เฝ้าระวัง สามารถจัดกิจกรรมได้ แต่ต้องลดขนาดลงกว่าปกติ มีมาตรการลดความหนาแน่นของผู้ร่วมกิจกรรม และมีมาตรการควบคุมไม่ให้เกิดความคับคั่ง ทั้งนี้ สามารถหารือกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือคณะกรรมการโรคติดต่อของ กทม.ได้

3.“ธนาธร” พ่ายยับเลือกตั้ง อบจ. อ้างคนไทยไม่เปิดใจ-ไม่พร้อมสำหรับอนาคตที่ดีกว่า!



ความคืบหน้าการเลือกตั้งนายกและสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยบางจังหวัดในภาคใต้ที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วม ประชาชนถึงกับเดินลุยน้ำมาเลือกตั้ง เช่นที่ จ.พัทลุง ขณะที่บางจังหวัดลงทุนพายเรือมาเลือกตั้ง เช่นที่ จ.สุราษฎร์ธานี 

วันต่อมา 21 ธ.ค. หลังทราบผลการเลือกตั้ง ได้มีความเคลื่อนไหวจากพรรคต่างๆ ที่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ได้แก่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และคณะ ได้แถลงขอบคุณชาวสงขลาที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้นายไพเจน มากสุวรรณ์ ผู้สมัครของพรรคได้รับเลือกตั้งนายก อบจ.สงขลา

ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้แถลงภาพรวมการเลือกตั้งนายก อบจ.ของพรรค โดยแสดงความพอใจที่พรรคส่งสมัคร 25 จังหวัด ชนะเบื้องต้น 9 จังหวัด คิดเป็น 40% แบ่งเป็นภาคเหนือ 5 จังหวัด เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และภาคอีสาน 4 จังหวัด อุดรธานี อุบลราชธานี ยโสธร มุกดาหาร

ส่วนที่เชียงใหม่ นายทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ หลานนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ อดีตนายก อบจ. 2 สมัย ที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ช่วยหาเสียงให้ แต่พ่ายเลือกตั้งให้กับนายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร หรือ ส.ว.ก๊อง ที่นายทักษิณ ชินวัตร ออกมาช่วยหาเสียงให้ เผยว่า นายบุญเลิศยอมรับผลการเลือกตั้ง เคารพการตัดสินใจของประชาชน และว่า เท่าที่ทราบ นายบุญเลิศอาจไม่ร้องหรือคัดค้านการเลือกตั้งกรณีนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2 อดีตนายกฯ เขียนจดหมายและอัดคลิปภาพและเสียงสนับสนุนนายพิชัย เพื่อเป็นนาย อบจ.ที่อาจเข้าข่ายชี้นำหรือครอบงำเลือกตั้งดังกล่าว เพราะเลือกตั้งได้จบไปแล้ว

ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และผู้หลบหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ สั่งจำคุก 5 ปี คดีทุจริตจำนำข้าว ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ขอแสดงความยินดีกับนายก อบจ.ใหม่ทุกท่านนะคะ ที่ได้รับเลือกตั้ง หลังถูกยึดอำนาจมานาน โดยเฉพาะนายก อบจ.เจียงใหม่ ก็ต้องขอบคุณปี้น้องจาวเจียงใหม่ที่บ่ลืมเฮาสองปี้น้อง เฮาฮักไผเฮาก็ฮักตวยกั๋น เฮาเชียร์ไผเฮาก็เชียร์ตวยกั๋นเน้อเจ้า”

ขณะที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้แถลงผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์เพจคณะก้าวหน้าว่า ใน 42 จังหวัดที่คณะก้าวหน้าได้ส่งตัวแทนเข้าแข่งขัน ไม่สามารถช่วงชิงมาได้สักจังหวัดเดียว เพราะเรายังทำงานไม่หนักพอและไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ขอโทษพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนพวกเรา ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ประสบความเร็จเลย เพราะใน 42 จังหวัดที่เราส่งลงแข่งขัน เราได้รับความไว้วางใจและคะแนนรวมทั้งหมด 2.6 ล้านคะแนน นอกจากนี้ ได้สมาชิกสภา อบจ.55 คน ใน 18 จังหวัด

นายธนาธร ยังยืนยันด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ท้อถอยหรือหยุดเดินไปข้างหน้า ตนและแกนนำคณะก้าวหน้ารวมถึงผู้สมัครนายก และสมาชิกสภา อบจ.ยังก้าวเดินต่อไป ทำงานเพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่านี้ ...ตั้งใจอย่างยิ่งว่าจะนำนโยบายที่ทำมาแล้วไปทำต่อ จะขับเคลื่อนในสิ่งที่เป็นพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ปักธงทางความคิด ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และการปฏิรูปสถาบันอย่างต่อเนื่อง และนั่นคือแนวทางการทำงานของพวกเราในปี 2564

นายธนาธร กล่าวอีกว่า “ผลการเลือกตั้ง อบจ.นี้ แสดงให้เห็นว่า คนไทยยังไม่ยอมเปิดใจ และยังไม่พร้อมสำหรับอนาคตที่ดีกว่า”

ส่วนผลเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง หรือบิ๊กแจ๊ส สามารถล้มแชมป์เก่าเก่าอย่างนายชวญ พวงเพ็ชร์ ได้แบบเหนือความคาดหมาย โดย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวปทุมธานี ที่ทุ่มเทคะแนนให้ และเมื่อถึงเวลาที่ตนได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้ว จะพัฒนาเปลี่ยนแปลง จ.ปทุมธานี ตามนโยบายที่ตนให้ไว้ และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ด้าน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร.เผยภาพรวมการดูแลความเรียบร้อยช่วงเลือกตั้ง อบจ.ว่า ไม่มีเหตุรุนแรง มีการจับกุมการซื้อเสียง 2 ราย คือ ในพื้นที่ จ.นครปฐม และที่ อ.เมืองตรัง สรุปภาพรวมการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอื่นๆ มีผู้กระทำผิด 16 ราย เป็นการฉีกบัตรเลือกตั้ง 12 ราย ดำเนินคดี 8 ราย เปรียบเทียบปรับ 5 ราย และไม่ดำเนินคดี 2 ราย

สำหรับการเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้มีการร้องต่อ กกต.ให้ตรวจสอบการกระทำของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล น.ส.พรรณิการ์ วานิช และกลุ่มก้าวหน้า ว่ากระทำการคล้ายพรรคการเมือง เข้าข่ายผิดตามมาตรา 111 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองหรือไม่ นอกจากนี้ยังขอให้ตรวจสอบกรณีนายทักษิณ ชินวัตร โพสต์ข้อความสนับสนุนผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ สังกัดพรรคเพื่อไทย ซึ่งโพสต์ดังกล่าวค้างอยู่จนถึงเวลาเลือกตั้ง ถือว่าเข้าข่ายผิดเพราะเป็นการหาเสียงเกินเวลาที่กำหนดหรือไม่

4.ศาลพิพากษาจำคุกแนวร่วม นปช.มีระเบิดสังหาร 20 ลูก ยกฟ้องมือปาระเบิดใส่ กปปส. เหตุฟ้องซ้ำคดีที่ศาลตัดสินไปแล้ว!



เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้องนายกฤษดา หรือดา ไชยแค อายุ 49 ปี และนายพัสนัย หรือเอก พนัส อายุ 45 ปี แนวร่วม นปช. (กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้มีไว้ได้ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฯ จากกรณีเมื่อระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. 56-13 ส.ค. 57 ต่อเนื่องกัน จากกรณีจำเลยทั้งสองกับพวกได้มีระเบิดขว้างชนิดสังหารแบบ RGD5 และชุดเรือนชนวนจำนวน 20 ลูก ซึ่งหากเกิดระเบิดจะมีอนุภาพทำลายล้างที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ภายในรัศมี 15-20 เมตร เหตุเกิดที่แขวง-เขตบางซื่อ กทม. และที่อื่นเกี่ยวพันกัน ซึ่งเบื้องต้นจำเลยให้การรับสารภาพ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เบิกตัวจำเลยทั้งสองจากเรือนจำมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษา โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในข้อหา พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้มีไว้ได้ ที่เคยถูกฟ้องในคดีหมายเลขแดง อ.588/2563 ไปแล้ว ซึ่งในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลเห็นว่า เป็นการทำผิดในช่วงเวลาเดียวกัน และศาลได้มีคำพิพากษาเด็ดขาดไปแล้ว การที่โจทก์นำมาฟ้องอีกย่อมต้องระงับไป จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1

ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลเห็นว่า มีความผิดตามฟ้อง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุด คดีร่วมกันมีวัตถุระเบิดฯ จำคุก 4 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 2 ปี ส่วนที่อัยการโจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีของศาลอาญามีนบุรี ขณะนี้คดีดังกล่าวยังไม่มีคำพากษา จึงไม่สามารถนับโทษต่อได้

สำหรับนายกฤษดานั้น ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 12 มี.ค ที่ผ่านมา ศาลอาญาได้พิพากษาจำคุกชีวิต ในคดีหมายเลขดำเลขที่ อ.426 /2563 กรณีเมื่อวันที่ 19 ม.ค.2557 นายกฤษดาได้ปาระเบิดใส่เวทีผู้ชุมนุมกลุ่ม กปปส. บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 26 ราย และศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนจำคุกตลอดชีวิตในเวลาต่อมา


5.พยานคดีสินบนให้การยืนยัน ได้รับเช็ค 20 ล้านจาก "น้องธนาธร" จริง ด้านกองปราบฯ เตรียมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้อง!


เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ที่กองปราบปราม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด น้องชายของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า จ่ายเงินสินบนให้นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และนายสุรกิจ ตั้งวิทูวณิช พนักงานบริษัทเอกชน 20 ล้าน เพื่อให้บริษัทนายสกุลธรได้เช่าที่ดิน 2 แปลงใน ซ.ร่วมฤดี และย่านชิดลม จากสำนักงานทรัพย์สินฯ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการประมูลตามปกติ ซึ่งนายประสิทธิ์ และนายสุรกิจ สองผู้ต้องหาถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางตัดสินจำคุกไปแล้วว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 24 ธ.ค. ทางนายสุรกิจ ได้เดินทางมาติดต่อเข้าให้ปากคำกับทางพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เป็นที่เรียบร้อย โดยเป็นการเข้าให้ปากคำก่อนกำหนดนัดหมายเดิมในช่วงสัปดาห์หน้า

มีรายงานว่า จากการสอบปากคำดังกล่าว แม้ว่านายสุรกิจเองจะไม่ยอมกล่าวลงลึกไปถึงรายละเอียดเชิงลึกในทางคดีมากนัก แต่ก็มีคำให้การบางส่วนที่ค่อนข้างเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีพอสมควร เพราะมีการยอมรับว่า เป็นผู้รับเช็คมาจากนายสกุลธร 3 งวด รวม 20 ล้านบาท ก่อนส่งต่อเช็คให้กับนายประสิทธิ์จริง ส่วนนายประสิทธิ์จะนำไปให้ใครต่อนั้น ยืนยันว่าไม่ทราบ

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า คำให้การของนายสุรกิจดังกล่าวสอดคล้องกับคำให้การของนายประสิทธิ์ ที่ยอมรับว่า มีการรับเช็คต่อมาจากนายสุรกิจจริง ก่อนจะนำไปส่งต่อให้กับบุคคลอื่นตามพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบก่อนหน้านี้ ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นใครบ้าง ส่วนเงินสดที่ได้จากการทุจริตนั้น นายประสิทธิ์ อ้างว่าจำไม่ได้ว่านำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง อย่างไรก็ตามในส่วนของการดำเนินการของพนักงานสอบสวนกองปราบฯ หลังจากนี้จะออกหมายเรียกบุคคลที่มีหลักฐานว่า เป็นผู้รับเช็คดังกล่าวต่อจากนายประสิทธิ์ มาให้ปากคำ เพื่อชี้แจงข้อสงสัย ส่วนจะมีการเชิญนายสกุลธร มาเข้าพบหรือไม่ ยังไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่


กำลังโหลดความคิดเห็น...