xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 13-19 ธ.ค.2563

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



1.พบผู้ติดโควิด-19 ที่ตลาดกุ้งสมุทรสาคร เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้าน สธ.เชื่อ ไม่ซ้ำรอย “อู่ฮั่น”!

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร ได้นำทีมผู้เกี่ยวข้องทั้งแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมุทรสาคร แถลงข่าวพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร 1 ราย เป็นหญิงอายุ 67 ปี อาชีพค้าขาย (เจ้าของแพปลา) ในตลาดกุ้ง จ.สมุทรสาคร โดยเริ่มมีอาการเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. มีอาการปวดเมื่อย จมูกไม่ได้กลิ่น เข้ารับการตรวจที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง พบมีผลเป็นบวก จึงส่งตัวเข้ารักษาต่อที่ รพ.สมุทรสาคร กระทั่งวันที่ 17 ธ.ค. ผลตรวจ 2 ครั้งจาก รพ.สมุทรสาครและศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 5 สมุทรสงคราม พบผลเป็นบวก ขณะนี้อยู่ระหว่างกักกันรักษาตัวที่ รพ.สมุทรสาคร หลังจากนั้น ได้มีการกักตัวผู้ใกล้ชิดเพื่อเฝ้าดูอาการ 4 กลุ่ม รวมทั้งหมด 18 คน

นายวีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า “ผู้บริหารตลาดให้ความร่วมมือหยุดให้บริการตลาดกุ้ง 1 วัน ส่วนแพปลาที่พบผู้ป่วย จะหยุดให้บริการจนครบ 3 วัน และทำความสะอาดและฆ่าเชื้อตลาดกุ้ง แพกุ้ง แพปลา...”

วันต่อมา (18 ธ.ค.) นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร แถลงพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีก 3 ราย คือ ลูกจ้างชายชาวพม่า อายุ 40 ปี เสมียนวัย 24 ปี พ่อค้าขายกุ้งในตลาดกลาง อายุ 42 ปี

ซึ่งในช่วงค่ำวันเดียวกัน (18 ธ.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้ากรณีพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ตลาดกลางกุ้ง จ.สมุทรสาคร พร้อมเผยว่า ขณะนี้ทีมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งทีมทำงานร่วมกับโรงพยาบาลในจังหวัดสมุทรสาคร และผู้ว่าราชการจังหวัดในการติดตามสอบสวนโรคและตรวจหาเชื้อแล้ว ซึ่งมีความพร้อมค่อนข้างมาก โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณส่งรถตรวจหาเชื้อนิรภัยพระราชทานจำนวน 3 คัน เพื่อตรวจผู้ที่พักอาศัยในตลาดกลางกุ้ง จ.สมุทรสาคร ประมาณ 4,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว ในจำนวนนี้มีคนไทยอยู่ประมาณ 10%

นายอนุทิน เผยด้วยว่า ขณะนี้ตรวจหาเชื้อไปแล้วกว่า 2,000 คน เบื้องต้นพบผู้ติดเชื้อ 13 ราย ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับตลาด และจะขยายการสอบสวนโรคต่อไป สำหรับผู้ติดเชื้อรายแรกขณะนี้ได้ทราบไทม์ไลน์ในแต่ละวันแล้ว มีอาชีพค้าขาย โดยรวบรวมกุ้งไปขายอีกตลาดหนึ่ง ซึ่งจะต้องติดตามหาผู้สัมผัสเพิ่มเติม ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูงขณะนี้ได้เข้าระบบกักกันแล้ว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า สถานการณ์ที่ จ.สมุทรสาคร ถือว่ายังไม่เป็นที่กังวล แต่ขอให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา หลีกเลี่ยงจุดเสี่ยงที่อาจเกิดการติดเชื้อ ล้างมือบ่อยๆ เพิ่มความระมัดระวังตนเอง ส่วนกรมควบคุมโรคต้องเร่งสอบสวนโรคและตรวจหาเชื้อให้ได้มากที่สุด เพื่อจำกัดวงการแพร่ระบาด หากประชาชนที่พักอาศัยในบริเวณตลาดกลางกุ้ง มีความประสงค์จะตรวจหาเชื้อ สามารถขอเข้ารับการตรวจได้ฟรี

ทั้งนี้ วันเดียวกัน (18 ธ.ค.) นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสมุทรสาคร และผู้กํากับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดสมุทรสาคร ได้ออกคำสั่งจังหวัด เรื่อง ห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเข้า-ออกพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 กรณีผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคําสั่งฉบับนี้ มีโทษตามมาตรา 51 ของ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2554 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ตามมาตรา 18 ของ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

ล่าสุด วันนี้ (19 ธ.ค.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ได้แถลงยืนยันการพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีก 12 ราย ตามที่นายอนุทินได้เผยเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. โดยผู้ติดเชื้อ 12 คน เป็นครอบครัว 3 คน ได้แก่ แม่ น้องสะใภ้ และพี่สาว นอกจากนี้ยังพบลูกจ้าง ทำหน้าที่ขายสินค้าและขนของ ภรรยาของลูกจ้าง และมีคนที่มาซื้อของ คนที่ทำงานแพปลาข้างๆ และลูกจ้าง ทำให้เห็นว่า 6 คน อยู่ในตลาดกุ้งชัดเจน ส่วนอีก 3 คน เป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่ใกล้ตลาด และอยู่ตลาดที่ใกล้กัน คือ ตลาดต้นสน และอีก 1 คน รอสอบสวนอยู่

นพ.โสภณ กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ขณะนี้คนที่อยู่ในพื้นที่ ต้องป้องกันตนเอง สวมหน้ากาก 100% เว้นระยะห่าง และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ และสบู่ เพื่อป้องกันการรับเชื้อโควิด-19 และป้องกันการแพร่เชื้อไปยังบุคคลอื่นด้วย พร้อมยืนยันว่า “ความปลอดภัยในการรับประทานอาหารทะเล ยังรับประทานได้ปกติ หากปรุงอาหารสุกร้อน”

ส่วนที่บางฝ่ายกังวลว่าการติดเชื้อโควิด-19 ในตลาดกลางกุ้งจะคล้ายคลึงกับการระบาดในตลาดเมืองอู่ฮั่นหรือไม่นั้น นพ.โสภณ กล่าวว่า การระบาดในตลาดเมืองอู่ฮั่นที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว เนื่องจากคนติดเชื้อโควิด-19 ไปใช้บริการ ซึ่งตลาดเป็นพื้นที่ที่คนมีโอกาสมาพบกันจากหลากหลายสถานที่ หากเทียบเคียงกับตลาดกลางกุ้งในประเทศไทย มีความคล้ายคลึงกันในด้านสถานที่ แต่แตกต่างกัน คือ ขณะนี้ไทยรู้จักโรคโควิด-19 แล้ว ทำให้รู้วิธีป้องกัน โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัย และตลาดกลางกุ้ง เป็นพื้นที่โล่ง อากาศถ่ายเทได้ดี หลังทำความสะอาด และกำจัดเชื้อแล้วความเสี่ยงในการติดเชื้อจะลดลง

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งให้ผู้ที่มีประวัติเดินทางไปตลาดกลางกุ้ง จ.สมุทรสาครตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.เป็นต้นมา หากมีอาการสงสัยว่าป่วย หรือสงสัย ให้ขอรับการตรวจโควิด-19 ได้ที่ รพ.ทุกแห่ง พร้อมแจ้งประวัติเสี่ยง หรือโทรปรึกษาได้ที่สายด่วน 1422


2.ศาลพิพากษาประหาร "บรรยิน" กับพวก คดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา แต่ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ด้านอธิบดีศาลอาญาฯ เห็นแย้ง ไม่ควรลดโทษ!


เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้อ่านคำพิพากษาคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา อดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายมานัส ทับทิม อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี, นายชาติชาย เมณฑ์กูล อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี และ ด.ต.ธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ทั้งหมดภูมิลำเนา จ.นครสวรรค์ เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิด 9 ข้อหา ส่วน พ.ต.ท.บรรยิน ถูกฟ้อง 10 ข้อหา

คดีนี้ จำเลยที่ 3 แถลงให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา แต่ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2, 4, 5 ถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เป็นให้การรับสารภาพ ขณะที่จำเลยที่ 2 ให้การภาคเสธโดยรับสารภาพบางประเด็น

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้ว มีคำพิพากษาว่า การกระทำของ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำความผิดอาญาฯ จำคุก 1 ปี, ฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานฯ จำคุก 1 ปี, ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ ให้ลงโทษประหารชีวิต, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ ลงโทษประหารชีวิต และฐานร่วมกันซ่อนเร้นทำลายศพฯ อำพรางคดี จำคุก 4 ปี

แต่จำเลยที่ 1 ให้การรับข้อเท็จจริงบางส่วน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำความผิดอาญาฯ จำคุก 8 เดือน, ฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานฯ จำคุก 8 เดือน, ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ จำคุกตลอดชีวิต, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ จำคุกตลอดชีวิต และฐานร่วมกันซ่อนเร้นทำลายศพฯ อำพรางคดี จำคุก 2 ปี 8 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว และให้นับโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีนี้ ต่อจากโทษจำคุกคดีโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ของศาลอาญากรุงเทพใต้

สำหรับนายมานัส จำเลยที่ 2 มีความผิดเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุด ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่จำเลยที่ 2 ให้การรับข้อเท็จจริงบางส่วน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน

นายณรงค์ศักดิ์ จำเลยที่ 3 มีความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว, นายชาติชาย จำเลยที่ 4 และนายประชาวิทย์ จำเลยที่ 5 ให้ลงโทษฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ ลงโทษประหารชีวิต แต่จำเลยที่ 4-5 ให้การรับข้อเท็จจริงบางส่วน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว

ด.ต.ธงชัย หรือ สจ.อ๊อด จำเลยที่ 6 ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ ลงโทษประหารชีวิต แต่จำเลยที่ 6 ให้การรับข้อเท็จจริงบางส่วน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต

เป็นที่น่าสังเกตว่า คดีนี้ นายบวรศักดิ์ ทวิพัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีความเห็นแย้งคำพิพากษาขององค์คณะผู้พิพากษาสำนวนคดีนี้ไว้ โดยเห็นควรให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1, จำเลยที่ 2, จำเลยที่ 4-6 สถานเดียวโดยไม่ลดโทษ เนื่องจากเห็นว่า จำเลยที่ 1 เคยรับราชการตำรวจตำแหน่ง พ.ต.ท. และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับรัฐมนตรีมาก่อน ประกอบกับมีทนายความช่วยแก้ต่างคดีให้ แต่จำเลยที่ 1 กับพวกในคดีนี้กลับใช้วิธีการที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้เจ้าพนักงานปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงสมควรลงโทษในสถานหนัก เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเป็นการป้องปรามมิให้มีการกระทำความผิดในลักษณะเช่นนี้อีก ประกอบกับเห็นว่า คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1, 2 และ 4-6 เพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน จึงไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษที่จะลดโทษให้

ทั้งนี้ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เผยว่า ความเห็นแย้งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในคดีนี้จะถูกแนบไปพร้อมกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเพื่อประกอบการจารณา หากมีการนำคดีขึ้นสู่ศาลสูงต่อไป

3."ณัฐวุฒิ" ได้ออกนอกคุกคดีบุกบ้านป๋าเปรม โดยใส่กำไล EM ด้านอธิบดีกรมราชทัณฑ์แจง เข้าเกณฑ์พักโทษกรณีมีเหตุพิเศษ!



เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. เพจเฟซบุ๊ก “ธิดา ถาวรเศรษฐ” อดีตประธาน นปช. ได้แชร์ข่าวของยูดีดีนิวส์ โดยระบุว่า ด่วน! แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรมแจ้งว่า พรุ่งนี้ (17 ธ.ค.) คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครในเวลา 10.00 น.

ทั้งนี้ กรณีที่นายณัฐวุฒิจะได้รับการปล่อยตัว สร้างความสงสัยให้หลายฝ่ายเป็นอันมาก เนื่องจากนายณัฐวุฒิยังรับโทษไม่ครบกำหนดในคดีชุมนุมปิดล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550 ที่ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

ร้อนถึงนายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ต้องชี้แจงว่า มีการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ ซึ่งมีรายชื่อของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้รับการพักโทษในครั้งนี้ด้วย และว่า โครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษนักโทษเด็ดขาดที่มีโทษระยะสั้น เป็นโครงการสำหรับพักการลงโทษนักโทษชั้นกลางขึ้นไป ที่ได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ และเหลือโทษที่ต้องได้รับต่อไปไม่เกิน 5 ปี

นายอายุตม์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันนายณัฐวุฒิถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในคดีเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ มีกำหนดโทษตามคำพิพากษา 2 ปี 8 เดือน และเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นดีมาก แต่ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2563 รอบที่ 1 คงเหลือโทษจำคุกครั้งหลังสุด 2 ปี 1 เดือน 18 วัน เมื่อหักวันต้องโทษจำคุกมาแล้ว จึงเหลือโทษจำคุกอีก 12 เดือน ซึ่งถือเป็นนักโทษที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์การพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ

นายอายุตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนายณัฐวุฒิแล้ว ยังมีนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับความเห็นชอบพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษเนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง พิการ หรืออายุ 70 ปีขึ้นไป และโครงการกำลังใจในพระดำริฯ ที่ถูกนำรายชื่อเข้าประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.จำนวนรวม 76 ราย ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ที่นักโทษทุกคนจะได้รับอยู่แล้ว

และว่า การดำเนินการพิจารณาเพื่อพักการลงโทษดังกล่าว นอกจากพิจารณาจากคุณสมบัตินักโทษที่เข้าเกณฑ์แล้ว รายชื่อทั้งหมดได้ถูกพิจารณาโดยคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ หากคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษให้ความเห็นชอบแล้ว จะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอีกชั้นหนึ่ง จึงจะถือว่าได้รับการพักการลงโทษ

นายอายุตม์ กล่าวด้วยว่า ขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจว่า การพักการลงโทษของนักโทษ ไม่ใช่การปล่อยตัวพ้นโทษ เป็นเพียงการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดออกไปอยู่นอกเรือนจำก่อนครบกำหนดโทษ ภายใต้เงื่อนไขการควบคุมความประพฤติ ที่ผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับการพักการลงโทษทุกคน จะต้องได้รับการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลาจนกว่าจะครบกำหนดโทษที่เหลืออยู่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายณัฐวุฒิเดินทางออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปยังสำนักงานคุมประพฤติ และเข้าพบเจ้ากรมคุมประพฤติเพื่อชี้แจงเงื่อนไขการปล่อยตัวจากการพักโทษ ต่อมา นายณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ได้รับการปล่อยตัวเป็นกรณีพิเศษจากกระทรวงยุติธรรม ซึ่งรายละเอียด กรมราชทัณฑ์ได้ชี้แจงไปเรียบร้อยแล้ว โดยตนมาติดกำไล EM พร้อมรับฟังเงื่อนไขจากเจ้าหน้าที่ เช่น ตนสามารถเดินทางได้ภายในพื้นที่ จ.นนทบุรี ตามสำเนาทะเบียนบ้านที่พักอาศัยอยู่ หากจะออกต่างจังหวัดต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ อาทิ หากต้องไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ หรือ ส่งลูกๆ ไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ในกรุงเทพฯ เป็นต้น รวมทั้ง ต้องเข้าฝึกอบรมโครงการจริยธรรมของกรมคุมประพฤติ หลักสูตรพุทธศาสนา

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า "ผมเป็นผู้ต้องหาคดีการเมือง มีเงื่อนไขห้ามแสดงความคิดเห็นหรือสัญลักษณ์ทางการเมือง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองไม่สามารถทำได้ ตามกรอบระยะเวลาควบคุมตัว ประมาณปลายเดือน มี.ค.64 อีกทั้งไม่สามารถเดินทางไปสนามบินหรือขึ้นเครื่องบินได้ เพราะมีสัญญาณ GPS และห้ามปรากฎตัวในพื้นที่สุ่มเสี่ยง จะมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาตักเตือน แต่หากถอดเมื่อไหร่ สิทธิขั้นพื้นฐานของผมจะกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ขอยืนยันว่า ผมยังเป็นคนเดิมทั้งร่างกายและจิตใจที่แข็งแกร่งกว่าเดิม"

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า ขอขอบคุณ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ดูแลตนช่วงไร้อิสรภาพในเรือนจำ มีรายงานว่า นายณัฐวุฒิ ได้ติดกำไลEM บริเวณข้อเท้าขวา แต่ไม่ได้โชว์ให้ผู้สื่อข่าวเห็นแต่อย่างใด

4.“สกุลธร” ยัน 20 ล้านเป็นค่านายหน้า ไม่ใช่ “สินบน” เช่าที่สำนักทรัพย์สินฯ ด้าน “ชูวิทย์” เสียวไส้จะเป็นสินบน!



ความคืบหน้ากรณีมีการเผยแพร่คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ ลงวันที่ 27 พ.ย. 2562 ซึ่งสั่งจำคุกนายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์และนายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช นายหน้าค้าที่ดิน ในข้อหาเรียกรับสินบนและปลอมแปลงเอกสารราชการของสำนักทรัพย์สินฯ ซึ่งจำเลยในคดีมีการอ้างถึงชื่อนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้บริหารบริษัท บริษัทเรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด น้องชายของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ว่าได้จ่ายเงินจำนวน 20 ล้านบาทในการว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองดำเนินการติดต่อประสานงานเพื่อให้ทางบริษัทได้เช่าที่ดิน 2 แปลงใน ซ.ร่วมฤดี และย่านชิดลม จากสำนักงานทรัพย์สินฯ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการประมูลตามปกติ ซึ่งคดีดังกล่าวมีจำเลยเพียง 2 คน คือ นายประสิทธิและนายสุรกิจ ส่วนนายสกุลธรนั้น ตำรวจไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและไม่ได้ระบุชื่อเป็นผู้ต้องหา ท่ามกลางความคลางแคลงใจและการตั้งคำถามจากหลายฝ่ายในสังคม

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. รายงานข่าวแจ้งว่า นายสกุลธร ได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีการจ่ายเงิน 20 ล้านบาท เพื่อให้ได้สิทธิเช่าที่ดินสำนักทรัพย์สินฯ บริเวณชิดลม ว่า 1.ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักนายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ เป็นการส่วนตัว รวมถึงข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักเจ้าหน้าที่ในสำนักงานทรัพย์สินฯ ท่านใดก็ตาม...

2. ในปี 2560 ข้าพเจ้าได้รู้จักนายสุรกิจผ่านนายหน้าที่รู้จักอีกท่านหนึ่ง ...ตลอดระยะเวลาในการทำงาน ที่ดินแปลงนี้มีคณะนายหน้าจำนวนหลายท่านได้รวมตัวเข้ามาเสนอที่ดินให้กับข้าพเจ้า ...โดยที่ผมไม่ได้เป็นผู้มอบหมายให้นายหน้าไปจัดหา เมื่อผมพิจารณาแล้วเห็นว่า มีความคุ้มค่าในเชิงธุรกิจ จึงมีการดำเนินโครงการต่อ

3. ตลอดการทำงาน มีการระบุลงไปในสัญญาการจ้างอย่างชัดเจนว่า “นายหน้าจะต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย ตามข้อบังคับหรือระเบียบต่างๆ และรวมถึงการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานของวิชาชีพของนายหน้า”

4. ตลอดในช่วงระยะเวลาดังกล่าว มีการทำงานหลายขั้นตอน ...การชำระเงินตามที่มีข่าวอออกไป เป็นการชำระค่าจ้างในลักษณะของ real estate consultancy ตามคู่สัญญาการค้าที่มีการระบุในสัญญาตามมาตรฐานธุรกิจทั่วไป โดยแบ่งจ่ายเมื่อแผนงานมีความคืบหน้า ทุกครั้งมีการชำระเงินเป็นเช็คและได้มีการบันทึกใบรับเช็คตามมาตรฐานสัญญาธุรกิจทั่วไป ซึ่งไม่ได้มีเจตนาที่จะหลบหลีกการตรวจสอบ...

5. ในวันที่ 16 พ.ย. 2560 ข้าพเจ้าได้รับหนังสือจากสำนักงานทรัพย์สินฯ เพื่อเชิญไปนำเสนอแผนพัฒนาโครงการในวันที่ 23 พ.ย. 2560 (ภายหลังทราบว่าเป็นหนังสือที่ได้ถูกปลอมแปลงขึ้นมา) ปรากฏว่า ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากนายหน้าว่า ขอยกเลิกการประชุมล่วงหน้า 1 วันก่อนถึงวันประชุม จึงเป็นเหตุที่ทำให้เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงได้ส่งหนังสือถึงสำนักงานทรัพย์สินฯ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการเช่าที่ดินแปลงดังกล่าว โดยมีการบันทึกรับเอกสารจากสำนักงานทรัพย์สินฯ และได้รับหนังสือตอบกลับจากสำนักงานทรัพย์สินฯ แจ้งว่า ยังไม่มีนโยบายในการหาผู้เช่ารายใหม่แต่อย่างใด ข้าพเจ้าจึงได้ยกเลิกสัญญา และส่งหนังสือทวงหนี้ 2 ครั้งตามระบบ ซึ่งจากการที่เราตรวจสอบเอกสารจนค้นพบข้อเท็จจริงทั้งหมดแสดงถึงความบริสุทธิ์ว่า เราไม่มีการไหว้วานใครให้ไปกระทำการที่ผิดกฎหมาย จนทำให้สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้ทำการตรวจสอบและได้ทำการสืบสวนต่อ จนทราบว่ามีการปลอมแปลงเอกสาร จนสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ และที่ผ่านมาได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ จนสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้จากเหตุการณ์นี้

6. ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้เสียหายจากเหตุการณ์นี้ และขอยืนยันในความบริสุทธิ์ ...ในส่วนของค่านายหน้านั้น เป็นการตกลงตามมาตรฐานในวิชาชีพตามหลักสากลของธุรกิจนี้ และจะทำการชำระก็ต่อเมื่อได้ทำธุรกรรมจดสิทธิการเช่าที่สำนักงานที่ดินให้แล้วเสร็จ ข้าพเจ้าขอยืนยันสิ่งที่ชี้แจงมาทั้งหมดเป็นความสัตย์จริง และยืนยันว่า ไม่เคยใช้ให้ผู้ใดไปดำเนินการสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามที่เป็นข่าว...

ด้านนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรค และอดีต ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในวันนี้ (19 ธ.ค.) ถึงกรณีที่นายสกุลธรชี้แจงยืนยันว่า เงิน 20 ล้านเป็นค่านายหน้า ไม่ใช่สินบน โดยนายชูวิทย์ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง "ค่านายหน้า" กับ "ค่าสินบน" ว่า หลักการง่ายๆ ในเรื่อง "ค่านายหน้า" สำหรับพ่อค้าที่สุจริตใจทั่วไป คือ ถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง ต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในทางบัญชีของบริษัท และต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ว่าจะเรียกค่านายหน้า หรือค่าดำเนินการ ก็ต้องหักภาษี เพราะในทางบัญชีต้องบันทึกไว้เป็น "ต้นทุน" ของบริษัท

ยกเว้นจ่ายเป็น ค่า "ใต้โต๊ะ" ค่า "น้ำร้อนน้ำชา" ค่า "ส่วย" ค่า "เบี้ยบ้ายรายทาง" ค่า "อำนวยความสะดวก" แล้วแต่จะเรียก หรือจะเรียกอย่างเป็นทางการว่า ค่า "เงินสินบน" แบบนี้ไม่มีพ่อค้า หรือนักบัญชีหน้าไหนกล้าบันทึกไว้เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทครับ ยิ่งเป็นบริษัทต่างประเทศยิ่งกลัวมากเรื่องพวกนี้ แต่ที่ไทยเราชิลล์ๆ เพราะหากไม่จ่าย เรื่องไม่เดิน จึงบันทึกเป็นอย่างอื่น เช่น ค่ารับรอง หรือเอาเงินส่วนตัวจ่ายไปแทน

ดังนั้นจึงต้องดูว่า การที่คุณสกุลธรอ้างว่า ที่จ่ายไป 20 ล้าน เป็นค่าดำเนินการเพื่อจะได้มาซึ่งสิทธิในการเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ แปลงงามติดถนนชิดลมนั้น ในขณะที่จ่ายเงินก้อนนี้ออกไป ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้หรือไม่? และมีการนำเงินที่หักส่งกรมสรรพากรในเดือนนั้นๆ หรือไม่? แถมจะจ่ายย้อนหลังก็ไม่ได้ เพราะหากไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำเงินที่หักส่งกรมสรรพากรไว้เสียตั้งแต่ตอนนั้น ก็มีแนวโน้มเสียวไส้แทนว่าจะเรียกเป็น "เงินสินบน" แต่ก่อนผมทำธุรกิจสีเทา ถนัดนักล่ะครับเรื่องพรรค์นี้ ส่วนคนที่ครอบครัวเข้าสู่วงจรการเมืองต้องระวังตัว พลาดแล้วคดีตามมาเป็นลูกระนาด

5.อุกอาจ! คนร้ายปลอมเป็นคนไข้กระหน่ำยิง ผอ.รพ.พระจอมเกล้า เพชรบุรี ดับคาคลินิก!



วันนี้ (19 ธ.ค.) เวลา 11.00 น. เกิดเหตุคนร้ายกระหน่ำยิง นพ.ชุมพล เดชะอำไพ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จ.เพชรบุรี เสียชีวิตคาคลินิกหมอชุมพล ซึ่งเป็นคลินิกของ นพ.ชุมพลเอง ตั้งอยู่ริมถนนมาตยาวงษ์ ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เบื้องต้นพบว่า คนร้ายเป็นชาย ขับรถยนต์เก๋งสีขาวมาจอดฝั่งตรงข้ามคลินิก จากนั้นเดินเข้ามาภายในคลินิก ให้ นพ.ชุมพล ตรวจรักษา หลังจากตรวจเสร็จ รอชำระเงินค่าตรวจ ระหว่างนั้นผู้ก่อเหตุบอกกับพนักงานในคลินิกว่า จะไปเอาเงินที่อยู่ในรถมาจ่ายค่ายา

จากนั้นคนร้ายได้เดินไปที่รถและเดินกลับเข้ามาในคลินิกอีกครั้ง โดยมีท่าทางลุกลี้ลุกลน ก่อนที่จะตรงเข้าไปเปิดประตูเข้าไปในห้องที่ นพ.ชุมพล ตรวจรักษา และใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิง นพ.ชุมพล จนเสียชีวิต แล้ววิ่งขึ้นรถ ขับหลบหนีไปทันที

ด้าน พล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี เผยว่า ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิง ผอ.โรงพยาบาลพระจอมเกล้าส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างตรวจสอบและติดตามคนร้าย ซึ่งคาดว่าน่าจะได้ตัวเร็ว ๆ นี้

มีรายงานว่า พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.ภ.7 ได้สั่งการชุดสืบสวนภาค 7 ร่วมกับชุดสืบสวน ภ.จว.เพชรบุรี ตรวจสอบพยานหลักฐานจนทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายเด่นภูมิ สังข์ทอง อายุ 22 ปี และจากการตรวจสอบรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีขาว ทะเบียน 1กฌ-7581 เพชรบุรี ไม่พบครอบครองแต่อย่างใด คาดว่าน่าจะเป็นของญาติ

ทั้งนี้ โลกออนไลน์ต่างแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อการจากไปของ นพ.ชุมพล โดยคนไข้ที่เคยรักษากับคุณหมอ ต่างสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่า หมอชุมพลเป็นคนดี เป็นกันเอง เวลาเจอคนไข้ข้างนอกก็ทักทายกันเสมอ แถมยังคอยบอกกล่าวให้รักษาสุขภาพ ห่วงใยสุขภาพคนไข้อยู่ตลอด พร้อมเรียกร้องให้คนร้ายเข้ามอบตัวต่อตำรวจ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า นพ.ชุมพล เก็บตัวและระวังตัวมานานกว่า 3 เดือน โดยประเด็นโครงการการรับเหมาก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่หลายแห่งในพื้นที่ รพ.พระจอมเกล้า อาจจะเป็นประเด็นที่ทำให้ถูกสังหาร และจากประวัติที่ผ่านมา นพ.ชุมพลเป็นผู้บริหารที่มีความซื่อตรง ขณะที่ข่าวบางกระแสระบุว่า คนร้ายมีภรรยาทำงานอยู่ที่คลินิกดังกล่าว อาจมีปมหึงหวงภรรยา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนและติดตามคนร้ายต่อไป

สำหรับ นพ.ชุมพล อายุ 58 ปี จบคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีลูกชาย 2 คน โดยเพิ่งได้รับรางวัลศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพและการบริหารจัดการความขัดแย้งในหน่วยบริการดีเด่นประจำปี 2562 ระดับประเทศ จากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา

ล่าสุด มีรายงานว่า ตำรวจจับกุมนายเด่นภูมิ สังข์ทอง ผู้ก่อเหตุยิง นพ.ชุมพล ได้แล้วโดยตามจับได้ที่โรงแรมใน จ.สมุทรสงคราม ก่อนควบคุมตัวไปสอบปากคำ


กำลังโหลดความคิดเห็น