xs
xsm
sm
md
lg

คดีประวัติศาสตร์ ราษฎรฟ้อง ร.๗ หมิ่นประมาท! อัยการสมัยคณะราษฎรฟ้องกลับ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ-กบฏ!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค



เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๔๗๖ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาได้เพียงปีเศษ ก็ปรากฏข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ครึกโครมว่า นายถวัติ ฤทธิเดช ผู้นำกรรมกรรถราง และเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมกรรมกรรถราง ได้ยื่นฟ้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในข้อหาหมิ่นประมาท โดยอ้างพระบรมราชวินิจฉัยเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐมนูธรรม มีข้อความตอนหนึ่งพาดพิงตนว่า

“การที่กรรมกรรถรางหยุดงานนั้น หาใช่เกิดการหยุดเพราะความเดือดร้อนจริงจังอันใดไม่ ที่เกิดเป็นดังนี้นั้น ก็เพราะมีคนยุให้เกิดการหยุดงานขึ้น เพื่อจะได้เป็นโอกาสให้ตั้งสมาคมคนงาน และตนจะได้เป็นหัวหน้า และได้รับเงินเดือนกินสบายไปเท่านั้น”

การฟ้องของนายถวัตินี้ ไม่ได้ยื่นต่อศาล แต่ได้ยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรโดยผ่านทางนายมังกร สามเสน สมาชิกสภา

นายมังกรไม่ยอมรับ อ้างว่าในรัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ที่กำลังใช้อยู่ มาตรา ๓ กล่าวว่า

“องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการ ผู้ใดจะละเมิดมิได้”

เหตุที่นายถวัตินำไปยื่นต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ด้วยจะถือโดยอนุโลมเอามาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง บัญญัติกำกวมไว้ว่า

“กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย”

ข่าวที่นายถวัติฟ้องพระเจ้าอยู่หัวนี้ทำให้สะดุ้งกันไปทั้งเมือง พระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เขียนจดหมายไปถึงพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ ๑๘ กันยายนต่อมาว่า

“ด้วยมีหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ลงข่าวเรื่องนายถวัติ ฤทธิเดช ยื่นฟ้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อสภาผู้แทนราษฎร ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นในบัดนี้ น่าจะเป็นทางเพาะภัยให้แก่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดจนบ้านเมืองได้อย่างไม่เคยพบเห็น ระรางนี้ได้ให้กรมอัยการตรวจอยู่แล้ว ข้าพเจ้าขอโอกาสที่จะได้นำมากราบเรียนในวันนี้เวลาบ่าย”

ต่อมาในวันที่ ๑๐ ตุลาคม พระยาพหลฯได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯที่วังไกลกังวล หัวหิน ด้วยเรื่องใดไม่ปรากฏ แต่พระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชกระแสเรื่องการฟ้องของนายถวัติ และมีพระราชประสงค์ให้สภาตีความรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ นั้นให้ชัดเจน พระยาพหลฯจึงเรียกประชุม ครม.ด่วน และยื่นเป็นญัตติด่วนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตีความในเรื่องนี้ สภาจึงบรรจุเรื่องนี้เข้าต่อในวาระประชุมทันที แต่บรรดาสมาชิกได้รับญัตติสำคัญนี้กระทันหัน ตั้งตัวกันไม่ทัน จะขออ่านคำอธิบายมาตรานี้ให้เข้าใจก่อน จึงต้องเลื่อนการประชุมออกไป แล้วพิมพ์คำอธิบายมาตรา ๓ ของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แจกจ่ายให้สมาชิกอ่าน ข้อความอธิบายมาตรานี้มีความว่า

“คำว่าผู้ใดจะละเมิดมิได้นี้ เราหมายว่า ใครจะไปละเมิดฟ้องร้องกล่าวหาว่ากล่าวมิได้ ถ้าอาจจะมีใครสงสัยว่าถ้าฟ้องร้องท่านไม่ได้แล้ว จะทำอย่างไรเมื่อมีใครได้รับความเสียหาย ประการหนึ่ง เราต้องนึกว่าที่เป็นประมุขนั้น ตามแบบเรียกว่า รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ศาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิจารณาตัดสินความในนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดถึงหลักกฎหมายในบางประเทศแล้ว ฟ้องร้องท่านไม่ได้ทั้งทางอาชญาและประทุษร้ายส่วนแพ่ง แต่มีว่าถ้าท่านต้องทรงรับผิดชอบในเรื่องเงินแล้ว ก็ฟ้องร้องได้ทางพระคลังข้างที่ และที่เขียนมานี้ไม่กระทบกระเทือนสิทธิและความเสียหายของราษฎรใดๆเลย”

ในการประชุมสภาครั้งต่อมาในเย็นวันที่ ๕ ตุลาคม ก่อนที่สภาจะได้เข้าสู่วาระประชุม ประธานสภาได้นำจดหมายของถวัติ ฤทธิเดช ลงวันที่ ๔ ตุลาคม มาปรึกษาที่ประชุม จดหมายนั้นมีความว่า

“เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบริภาษใส่ความเป็นการหมิ่นประมาทข้าพเจ้าในหนังสือที่ชื่อ บันทึกพระบรมราชวินิจฉัยเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐมนูธรรม ข้าพเจ้าจึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้นำเสนอสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัย แต่นายมังกร สามเสน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่งฟ้องกลับคืนมายังข้าพเจ้า โดยอ้างเหตุว่าขัดต่อมาตรา ๓ แห่งรัฐธรรมนูญ

ครั้นเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.นี้ กรมอัยการกลับเป็นโจทก์ฟ้อง หาข้าพเจ้ากับพวกว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและเป็นกบฏ ต่อศาลโปรีสภาที่ ๑ คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างไต่สวน

บัดนี้ ข้าพเจ้าทราบว่าสภาผู้แทนราษฎรจะได้ประชุมวินิจฉัยตีความในมาตรา ๓ แห่งรัฐธรรมนูญ ข้าพเจ้าจึงขอเสนอคำแถลงการณ์เปิดคดี ซึ่งข้าพเจ้าให้ทนายของข้าพเจ้าเตรียมทำไว้เพื่อยื่นฟ้องต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๗๐ ท่าน แต่ต้องระงับไว้ก่อน เพราะอัยการกลับเป็นโจทก์ฟ้องข้าพเจ้ากับพวกดังกราบเรียนมาแล้ว
ข้าพเจ้าขอให้ถือว่าคำแถลงการณ์เปิดคดีนี้เป็นคำแถลงของข้าพเจ้าในการที่โต้แย้งคัดค้านความในมาตรา ๓ แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่คุ้มครองพระมหากษัตริย์ในเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงทำผิด และผู้ถูกประทุษร้ายหรือเสียหายมีอำนาจฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ได้

ข้าพเจ้าขอความกรุณาพระเดชพระคุณ ได้โปรดนำคำแถลงการณ์ของข้าพเจ้าซึ่งส่งมาพร้อมกับเรื่องราวฉบับนี้ แจกจ่ายแด่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๗๐ ท่านเพื่อพิจารณาด้วย จักได้สิ้นวิมุติกังขาในเรื่องพระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายกันเสียที”

ที่ประชุมได้ถกเถียงเรื่องนี้กันอยู่นาน ในที่สุดตกลงกันว่า การเสนอเรื่องนี้เข้าสภาต้องผ่านสมาชิก แล้วให้ที่ประชุตโหวตว่าจะรับหรือไม่ แต่ในกรณีนี้ไม่มีสมาชิกผู้หนึ่งผู้ใดยอมรับ จึงถือว่าไม่มีเรื่องนี้เข้าสภา

อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯมีพระราชประสงค์ไม่ต้องการให้เรื่องค้างคาอยู่แบบนี้ จึงทรงให้ราชเลขานุการในพระองค์มีจดหมายถึงพระยาพหลฯ ถามถึงพระราชดำรัสเมื่อครั้งที่พระยาพหลฯเข้าเฝ้าที่วังไกลกังวล และทรงขอให้คณะรัฐมนตรีเสนอญัตติต่อสภาตีความในมาตรา ๓ แห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป แต่พอดีเกิดกบฎบวรเดชขึ้น พระเจ้าอยู่หัวไม่ประสงค์ให้เรื่องที่กบฎอ้างเกี่ยวพันมาถึงพระองค์ จึงเสด็จไปประทับที่จังหวัดสงขลา
หลังจากเหตุการณ์กบฎยุติลง รัฐบาลได้นำญัตตินี้สู่สภาผู้แทนราษฎรในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ โดยมีปรีดี พนมยงค์เป็นผู้นำเสนอต่อที่ประชุม ในที่สุดก็ลงมติกันตามคำอธิบายของพระยามโนปกรณ์ฯ คือไม่สามารถจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ได้ ถ้าเป็นคดีแพ่งก็ให้ฟ้องกระทรวงวัง

ปรากฏว่าในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายนต่อมา นายถวัติ ฤทธิ์เดช กับ นาย ต. บุญเทียม จำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้ไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯถึงสงขลา ขอพระราชทานอภัยโทษ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับการขอขมาพระราชทานอภัยโทษให้ ด้วยมีพระราชดำริว่า นายถวัติ ฤทธิเดช เข้าใจผิดในเรื่องรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นของใหม่ ส่วนนาย ต.บุญเทียมมิได้มีเจตนาร้าย

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนายถวัติมีหนังสือถึงคณะรัฐมนตรี ขอทราบว่ารัฐบาลจะถอนฟ้องคดีหมื่นพระบรมราชานุภาพหรือไม่ เพราะได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว ที่ประชุม ครม.ได้ลงมติให้ดำเนินคดีในศาลต่อไป เพราะถ้าถอนฟ้องจะเป็นตัวอย่างไม่ดี และอาจเกิดความไม่สงบขึ้นได้ เมื่อศาลพิพากษาลงโทษแล้ว จะพระราชทานโทษให้ก็ได้

มติ ครม.นี้ทำให้นายถวัติต้องทำหนังสือกราบทูลฟ้องรัฐบาลต่อพระเจ้าอยู่หัวว่า ทรงพระราชทานอภัยโทษแล้ว แต่รัฐบาลไม่ยอมถอนฟ้อง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯจึงรับสั่งให้ราชเลขาธิการอัญเชิญพระราชกระแสถึงรัฐบาลว่า ทรงรับการขอขมาและพระราชทานอภัยโทษนายถวัติกับพวกแล้ว ส่วนคณะรัฐบาลจะจัดการต่อไปอย่างไรก็แล้วแต่จะเห็นสมควร แต่ต้องเป็นไปในความรับผิดชอบของรัฐบาล

ในที่สุดคดีประวัติศาสตร์นี้ ก็จบลงด้วยรัฐบาลได้ให้นายถวัติกับพวกทำหนังสือกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษอย่างเป็นทางการ เมื่อรัฐบาลนำขึ้นกราบบังคมทูลและทรงลงพระปรมาภิไธยอภัยโทษแล้ว อัยการก็ถอนฟ้อง ปิดคดีไป






กำลังโหลดความคิดเห็น...