xs
xsm
sm
md
lg

“ผอ.ศูนย์ร้องทุกข์ พปชร.” สอน “ธนาธร -รังสิมันต์” เรียนรู้จากรัฐธรรมนูญฉบับแรกของชาติจะได้สำนึกบุญคุณแผ่นดิน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วันนี้ (8 ต.ค.) นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ร้องทุกข์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ให้สัมภาษณ์ที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ว่า ตนได้รับข้อมูลจากประชาชน กรณี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กว่า เหตุการณ์ในวันที่ 6 ต.ค. เป็นการต่อสู้ระหว่างอำนาจจากการเลือกตั้งและอำนาจจากจารีตประเพณี ซึ่งปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่าอำนาจใดเป็นอำนาจของสังคม โดย นายธนาธร ยังได้พูดถึงการปฏิรูปสถาบัน ว่า เป็นความหวังดีนั้น ตนคิดว่า นายธนาธร คงมีแนวความคิดผิดปกติ หรืออาจขาดความรู้ด้านประวัติศาสตร์ชาติไทย เพราะตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 2475 ประเทศไทยได้มีรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ โดยสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ซึ่งนายธนาธรพยายามใส่ข้อมูลเท็จต่อประชาชนให้เข้าใจผิด หรือต้องการปลุกระดมมวลชนให้มาชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค.นี้

นายสามารถ กล่าวอีกว่า สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย บทบัญญัติทั่วไป มาตรา 1 ระบุว่า สยามประเทศเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ประชาชนชาวสยามไม่ว่าเหล่ากำเนิดศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน มาตรา 2 ระบุว่า อำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยาม พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นแต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา 3 ระบุว่า พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ มาตรา 6 ระบุว่า พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 7 ระบุว่า พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจบริหารทางรัฐมนตรี และ มาตรา 8 ระบุว่า พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาลที่ได้ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ฯลฯ

นายสามารถ กล่าวต่อว่า ตนรู้สึกแปลกใจที่นายธนาธรอ้างว่าเป็นคนรุ่นใหม่ อ้างว่า มีความคิดประชาธิปไตย แต่ที่ตนเห็นการกระทำของนายธนาธรนั้น คล้ายแนวความคิดเผด็จการ โดยการหยิบยกวันที่ 6 ต.ค. ขึ้นมาพูดนั้นเป็นการยกเรื่องเผด็จการที่ล้มล้างสถาบันมากล่าวอ้างหรือไม่ ทั้งนี้ ขอนำเรื่องสำนักงานคณะกฤษฎีกาได้มีการบัญญัติไว้ว่ามีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกในยุค พ.ศ. 2475 ได้ระบุว่า สั่งให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามประกาศพระราชทานแก่ประชากรของพระองค์ จึงอยากให้ นายธนาธร มีความสำเหนียกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่ทรงสละพระราชอำนาจให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ การกระทำของนายธนาธร คล้ายสุภาษิตว่า อย่าทำตัวเหมือนพวกเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง เพราะตนเป็นห่วงว่าคณะก้าวหน้าจะถอยหลังลงคลอง จะไม่มีคนเดินตาม

นายสามารถ ยังได้กล่าวถึงกรณี นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา พ.ศ. 2554 มาตรา 58 ว่า ปกติการทำงานของกรรมาธิการภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจมาน้อยอยู่แล้ว เพียงเป็นการศึกษาในเรื่องต่างๆ ทำรายงานส่งสภาผู้แทนราษฏรและส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี จึงอยากให้ นายรังสิมันต์ ได้ไปเรียนคณะรัฐศาสตร์ เพราะนายรังสิมันต์ยังไม่เข้าใจหลักการแบ่งอำนาจว่าในประเทศไทยนั้นได้ แบ่งอำนาจเป็น 3 อำนาจแยกออกจากกัน ทั้ง อำนาจฝ่ายบริหาร อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ และ อำนาจฝ่ายตุลาการ ซึ่งได้มีการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจกันอย่างชัดเจน

“การที่ นายรังสิมันต์ ออกมาพูดถึงมาตรการคำสั่งเรียกให้หน่วยงานรัฐ หรือรัฐมนตรีต้องมาชี้แจ้งตามที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธาน กมธ.ป.ป.ช. เคยมีมติและได้มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น เป็นเรื่องการถ่วงดุลอำนาจว่าการกระทำอย่างนั้น กมธ. ทำได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยแล้ว เพราะทั้ง 3 อำนาจดังกล่าว ก็ได้มีการตรวจสอบกันอยู่แล้ว สภามีอำนาจตรวจสอบรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ โดย “การอภิปรายไม่ไว้วางใจ” หรือ สิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 151

โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1) ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสภา หรือ ส.ส. 100 คน ขอใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือรายคณะ 2) เมื่ออภิปรายทั่วไปเสร็จแล้ว โดยไม่มีการผ่านระเบียบวาระไปหรือการขอถอนญัตติดังกล่าว ให้มีการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจในวันถัดไป 3) มติไม่ไว้วางใจต้องใช้ ส.ส. จำนวนมากกว่ากึ่งหนึ่งของสภา หรือ ส.ส. 251 คน โดยระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีจะยุบสภาไม่ได้ เว้นแต่มีการถอนญัตติ หรือลงมติไม่ไว้วางใจไม่สำเร็จ และตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170(3) เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ ความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลง ทั้งนี้ มาตรา 154 ระบุว่า การเสนอญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจทำได้ปีละหนึ่งครั้ง

นอกจากนี้ อยากให้ นายรังสิมันต์ ลาออกจาก ส.ส. แล้วไปสมัครเรียนกฎหมายและการเมือง เพื่อจะได้เป็นนักการเมืองที่ดี มีเจตนารมณ์เพื่อประชาชนในอนาคต ไม่ใช่อาศัยแต่กฎกูแล้วให้ทุกคนเดินตาม ตนเห็นนายรังสิมันต์เป็นคนชอบพูดแต่ขาดแก่นสาร จึงอยากให้มีข้อมูลจริงมากกว่านี้เพื่อประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน