xs
xsm
sm
md
lg

สารทไทย ประเพณีที่ดีงามของไทย! เป็นการกตัญญูต่อแม่โพสพ บรรพบุรุษที่ล่วงลับก็ยังทำบุญไปให้!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค



สารท เป็นการทำบุญกลางปีของไทย ตรงกับวันสิ้นเดือน ๑๐ หรือ วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ตกราวๆปลายเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม สำหรับในปี ๒๔๖๓ นี้จะตรงกับวันที่ ๑๗ กันยายน ประเพณีนี้เป็นคติที่รับมาจากอินเดีย เป็นฤดูที่พืชพันธุ์ธัญญาหารและผลไม้เริ่มให้ผลิตผลเป็นครั้งแรกในฤดู แต่เดิมก็นำพืชผลที่ได้ไปสังเวยเทวดาและผีสางต่างๆตามความเชื่อ แต่เมื่อมีการนับถือศาสนาพุทธ จึงเปลี่ยนเป็นการทำบุญถวายพระและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นการแสดงถึงความสำนึกในพระคุณของบรรพบุรุษ แม้แต่วายชนม์ไปแล้วก็ยังห่วงใย ยึดมั่นในความเชื่อว่าความกตัญญูรู้คุณคนและแผ่นดิน เป็นคุณสมบัติของผู้เจริญ

เมื่อเทศกาลสารททำบุญในวันสิ้นเดือน ๑๐ แพร่มาถึงไทย ฤดูกาลไม่ตรงกับอินเดียซึ่งเข้าฤดูใบไม้ร่วง เป็นปลายฝนต้นหนาวแล้ว แต่ฤดูของเราข้าวยังไม่สุก แต่เมื่อต้องเอาผลผลิตข้าวมาเข้าพิธีด้วย จึงคิดค้นวิธีเอาข้าวที่กำลังตั้งท้อง เปลือกยังเป็นสีเขียวจนถึงเขียวปนน้ำตาลมาใช้ โดยคั่วให้แห้งแล้วตำให้เมล็ดแบน เรียกว่าข้าวเม่า เอามาผสมกับถั่ว งา กวนกับน้ำตาลจนเหนียว เรียกว่า กระยาสารท เป็นขนมไทยดั้งเดิมรับประเพณีสารทมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยแล้ว ในตำนานนางนพมาศกล่าวไว้ว่า

“ ...ราชบุรุษชาวพนักงานตกแต่งโรงพิธีในพระราชนิเวศน์ ตั้งก้อนเส้าเตาเพลิงแลสัมภาระเครื่องใช้เบ็ดเสร็จ นายนักการระหารหลวงก็เก็บเกี่ยวครรภสาลีและรวงข้าวมาตากตำเป็นข้าวเม่า ข้าวตอก ส่งต่อมณเฑียรวังเวรเครื่อง นายพระโคก็รีดน้ำขีรารสมาส่งดุจเดียวกัน ครั้งได้ฤกษ์รับสั่งให้จ่าชาวเวรเครื่องทั้งมวลตกแต่งปรุงมธุปายาส ปรุงปนระดมเจือล้วนแต่โอชารส มีขัณฑสกร น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาล นมสด เป็นต้น ใส่ลงในภาชนะซึ่งตั้งบนเตาเพลิง จึงให้สาวสำอางกวนมธุปายาสโดยสังเขป ชาวดุริยางค์ดนตรีก็ประโคมพิณพาทย์ ฆ้อง กลอง เล่นการมหรสพ ระเบงระบำล้วนแต่นารี แล้วพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยราชบริพารนำข้าวปายาสไปถวายพระมหาเถรานุเถระ”

ช้อความนี้ นอกจากจะแสดงว่ากระยาสารทมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยแล้ว ยังแสดงว่าคนไทยก็บริโภคนมสดและข้าวสาลีมาตั้งสมัยนั้น ไม่ได้กินตามฝรั่ง

ต่อมายังพบว่ากระยาสารทนี้เข้ากันได้ดีกับกล้วยไข่ ใน “นิราสเดือน” ซึ่งแต่งโดย “นายมี” หรือ หมื่นพรหมพัตสร ศิษย์เอกของสุนทรภู่ ได้กล่าวตอนหนึ่งไว้ว่า

ถึงเดือนสิบเห็นกันเมื่อวันสารทใส่อังคาสโภชนากระยาหาร
กระยาสารทกล้วยไข่ใส่โตกพานพวกชาวบ้านถ้วนหน้าสาธารณะ

ขนมที่ทำในเทศกาลสารทนี้ไม่ได้มีแต่กระยาสารท ยังมี ข้าวยาคู ข้าวมธุปายาส และข้าวทิพย์ด้วย

ข้าวยาคู ก็คือข้าวสาลีที่กำลังตั้งท้อง นำมารีดเอาน้ำนมข้าวออกมา แล้วต้มกับนมสด เจือด้วยเนยใส น้ำผึ้ง และน้ำตาลกรวด

ข้าวมธุปายาส คือข้าวที่หุงด้วยนมและน้ำผึ้ง เชื่อกันว่าเป็นอาหารวิเศษ ผู้มีวาสนาเท่านั้นที่ได้กิน จะทำให้ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัย มีสติปัญญา และเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

ส่วนข้าวทิพย์ เป็นอาหารวิเศษอีกอย่างหนึ่ง ตามสูตรโบราณต้องใช้เครื่องปรุงถึง ๑๐๗ ชนิด แต่ที่เป็นหลักมีอยู่ ๙ ชนิด คือ นมข้าว นมสด เนย น้ำอ้อย น้ำผึ้ง น้ำตาล ถั่ว งา และข้าวเม่า ทั้งการกวนก็ยังต้องใช้สาวพรหมจารีย์ ฟืนใช้ไม้ชัยพฤกษ์หรือไม้พุทรา ส่วนไฟก็ต้องเกิดจากแสงแดดผ่านแว่นขยาย ถือเป็นข้าวศักดิ์สิทธิ์ เป็นมงคลแก่ชีวิตสำหรับผู้ที่ได้ลิ้มรส

ข้าวทั้ง ๓ อย่างนี้มีปรากฎเรื่องราวมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ทำถวายพระพุทธเจ้า

เทศกาลสารท การนำผลิตผลทางการเกษตรมาถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอพรให้พืชผลของตนนี้ ไม่ได้มีเฉพาะอินเดียและไทย ในประเทศจีนและตอนเหนือของยุโรปก็มีประเพณีนี้ด้วย

สำหรับประเทศไทย การทำบุญวันสารทนี้ ตามภูมิภาคต่างๆมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป คือ

ภาคกลาง เรียกว่า สารทไทย
ภาคเหนือ เรียกว่า งานทานสลากภัติ หรือ ตานก๋วยสลาก
ภาคอีสาน เรียกว่า ทำบุญข้าวสาก
ภาคใต้ เรียกว่า งานบุญเดือนสิบ หรือ ประเพณีชิงเปรต

แม้จะเรียกชื่อต่างกัน ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการทำบุญกลางปี เป็นการแสดงความกตัญญูต่อแม่โพสพ หรือผีไร่ผีนาที่ช่วยรักษาข้าวในนาให้เจริญงอกงาม อีกทั้งช่วงเวลานี้ยังเป็นเวลาว่างจากงานในไร่ในนา รอเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงมีเวลาทำบุญให้จิตใจผ่องใสเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และอุทิศส่วนกุศลให้บรรพชนผู้ล่วงลับ แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณเหล่านั้น อีกทั้งยังเผื่อแผ่ไปยังผู้ล่วงลับที่ไม่มีลูกหลานทำบุญไปให้ที่เรียกกันว่าเปรต และเอื้อเฟื้อนำขนมกระยาสารทแจกจ่ายบ้านใกล้เรือนเคียง เป็นการผูกสัมพันธ์สมัครสมานสามัคคีกัน ซึ่งนับว่าเป็นประเพณีที่ดีงาม สร้างความสุขให้จิตใจ ซึ่งบรรพบุรุษไทยได้สร้างวัฒนธรรมประเพณีนี้ไว้ให้คนรุ่นหลัง
กำลังโหลดความคิดเห็น...