พระพุทธบาทสระบุรี เป็นปูชนียสถานสำคัญที่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ได้เสด็จไปนมัสการ จนเป็นราชประเพณีตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างน้อย ๑ ครั้ง แต่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปถึง ๔ ครั้ง ครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๑๕ ตั้งแต่ยังไม่มีรถไฟ และเสด็จไปครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ.๒๔๒๖ อีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีทางรถไฟเกิดขึ้นแล้วจึงเสด็จไปอีก ๒ ครั้ง
ในการเสด็จไปครั้งที่ ๒ เพื่อบำเพ็ญพระราชกุศลในวันมาฆะบูชานั้นได้เกิดเรื่องร้ายขึ้น โดยในวันแรกที่เสด็จไปถึง ทรงประทับแรมในพลับพลาที่เจ้าพนักงานมาเตรียมสร้างไว้ล่วงหน้า รุ่งเช้าจึงเสด็จไปทอดพระเนตรตำหนักธารเกษม โบราณสถานที่พระเจ้าปราสาททองสร้างไว้ริมธารทองแดง ซึ่งป็นลำธารธรรมชาติ ไหลผ่านบริเวณพระพุทธบาท เมื่อเสด็จกลับมาพลับพลาที่ประทับแล้วจึงเกิดเรื่องร้ายขึ้นในคืนนั้น
ในเวลาประมาณ ๓ ทุ่ม ขณะที่พระเจ้าอยู่หัวเตรียมจะเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาทนั้น ก็มีเสียงปืนดังขึ้นใกล้ที่ประทับ ๒ นัด ทำให้บรรดาข้าราชบริพารพากันตื่นตกใจไปตามกัน ทรงมีพระราชดำรัสให้ทหารรักษาการณ์ไปตรวจสอบว่ามีอะไรเกิดขึ้น ก็ได้ความว่า
มีผู้ร้าย ๓ คนปีนขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนยอดไม้บนเขาโพธิลังกา เนินเขาพระพุทธบาท แล้วใช้ก้อนหินระดมขว้างเข้ามายังค่ายหลวง ทหารกองรักษาการณ์จึงกระจายกำลังกันออกไปจับคนร้าย แต่คนร้ายได้อาศัยความมืดหนีไปได้ทั้งหมด
เหตุการณ์ก็คงจะจบลงแค่นี้ถ้าคนร้ายไม่เหิมเกริมกลับมาขว้างอีกครั้งในคืนนั้น ครั้งนี้ทหารรักษาการณ์เห็นว่าถ้าจะวิ่งตามจับคนร้ายในความมืดอีก ก็คงจะหนีไปได้เช่นเดิม หากใช้อาวุธก็จะทำให้เกิดเสียดังจนตื่นตกใจกันขึ้นได้ จึงขออนุญาตจมื่นศรีสรรักษ์ ผู้ควบคุมกองกำลังรักษาพระองค์ ขออนุญาตใช้อาวุธยิงคนร้าย จมื่นศรีสรรักษ์ก็อนุญาต
ทหารคืบคลานเข้าไปจนถึงที่คนร้ายระดมขว้างอยู่ จึงยิงปืนไป ๒ นัด ถูกคนหนึ่งร่วงลง และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา อีกหนึ่งหนีไปได้ จับไว้ได้คนเดียว แต่สอบสวนไม่ได้ความ เพราะมีอาการเป็นคนบ้า
เรื่องนี้พระเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินความว่า การกระทำของทหารรักษาการณ์ครั้งนี้เป็นการทำเกินกว่าเหตุ แม้การตัดสินเช่นนี้จะเป็นช่องทางทำให้เกิดความรู้สึกว่าทรงลงโทษหนักต่อทหารและข้าราชบริพารก็ตาม ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งตอนนั้นยังเป็นจมื่นไวยวรนารถ มีความตอนหนึ่งว่า
“...คือการที่จะจับศัตรูก็ดี โดยจะมีอาวุธสู้ก็ดี ถ้าจับเป็นได้ดีกว่าจับตาย เพราะจะได้รู้เหตุการณ์ที่คิดร้ายนั้นว่าเป็นเพราะเหตุอันใด ต่อเมื่อเห็นว่าจะจับโดยดีไม่ได้เพราะต่อสู้ กำลังก้ำกึ่งกัน ถ้าไม่ใช้อาวุธข้างหนึ่ง ใช้อาวุธข้างหนึ่ง มันจะทำร้ายต่อไปได้มาก นี่ผู้ร้ายคนเดียวไม่มีอาวุธ ใช้อาวุธ ทั้งผู้ร้ายก็ไม่ปรากฏว่าได้ทำอันตรายอันใดเหลือกำลัง ยิงให้ตายเสีย เป็นช่องทางที่คนทั้งปวงจะเห็นว่า เป็นทหารเที่ยวแกล้งฆ่าคน ทหารรักษาพระเจ้าแผ่นดิน คนไม่มีผิดตายเพราะการรักษาพระเจ้าแผ่นดิน การปรากฏไปเป็นการเสียเกียรติยศปรากฏไปต่างประเทศ ทำให้เสียความเชื่อถือของประเทศทั้งปวง เห็นเป็นบาเบเรียนเป็นเซเว็ชดุร้ายเกินไป ทำให้เสียราชการที่จะให้เขาไม่เชื่อ ไม่ยอมให้มีอำนาจ เพราะมีอำนาจแล้วเหมือนบำรุงให้ทำการร้ายกาจไป เขาจะไม่เชื่อดังนี้ การจะยากทุกอย่าง จึงนับว่าเป็นการเสียตลอดจนราชการ จึงต้องตัดสินว่าการที่ทำเป็นผิด เพราะทำการเกินเหตุ จะเห็นไปแก่การทหาร ธรรมเนียมทหาร อย่างเดียวไม่ได้...”
ผลของเรื่องนี้ทำให้ร้อยโทหรุ่น ร้อยโทเผื่อน ผู้บังคับบัญชาทหาร ต้องถูกออกจากราชการและถูกจำขัง ส่วนเจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ ผู้บังคับการทหาร มีความผิดฐานที่ประมาท และกระทำการโดยไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ เป็นเหตุให้นายทหารและพลทหารล่วงละเมิดพระราชอาญา ให้ถอดเสียจากตำแหน่ง และนำตัวไปขังไว้ตามระเบียบ
จะเห็นว่าในยุคนั้น ขณะที่เรากำลังปรับตัวเข้าสังคมโลก เราห่วงใยต่อความรู้สึกของชาวตะวันตกอย่างมาก ไม่ทำให้เขาเห็นว่าเรายังเป็นชาติป่าเถื่อน พยายามรักษากฏระเบียบที่งดงามของเขา แต่ในยุคนี้เห็นกันแล้วว่า แม่แบบของเรานั้นไม่ว่ายุคไหน ล้วนแต่ปากถือศีล แต่มือถือสากกันทั้งนั้น


