xs
xsm
sm
md
lg

ไทยทำนมข้นหวานยามสงครามรสดีกว่าของนอก! กุนเชียงหมูตั้งหวงสูตรนัก เชิดสาวคนปรุงเสียเลย!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค


พันตรี หลวงจบกระบวนยุทธ
นี่ก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งของ “พ่อตาจอมพลถนอม” พันตรี หลวงจบกระบวนยุทธ (แช่ม จบกระบวนยุทธ) นักริเริ่มอุตสาหกรรมของไทยในอดีต ผู้ทำผงชูรสเพื่อคนไทย เป็นผลให้ราคาผงชูรสในท้องตลาดราคาถูกลงอย่างมากมาย ดังที่ได้เล่าเรื่องราวของท่านไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน

ในบันทึก “การดำเนินชีวิต ของ พันตรี หลวงจบกระบวนยุทธ” ท่านยังบันทึกถึงการทำนมข้นหวานที่ขาดแคลนอย่างหนักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และการทำกุนเชียงกับหมูตั้งที่คนติดใจ ต้องไปซื้อที่เยาวราชร้านเดียวเท่านั้น ท่านเลยไปล้วงเอาสูตรมาทำจนแพร่หลายไปทั่ว มีข้อความว่า

“การตั้งโรงงานทำนมข้นหวาน ในขณะนั้นในประเทศไทยไม่มีที่ใดทำนมข้นหวานได้เลย ในเวลาที่เกิดสงครามโลกครั้งทึ่ ๒ นมข้นไม่มีเข้ามาจากต่างประเทศเลย ราคานมข้นในสมัยนั้นแพงมาก ราคาตกกระป๋องละเกือบ ๑๐ บาท ข้าพเจ้าเป็นผู้ค้นหาวิธีทำนมข้นขึ้นได้เป็นคนแรกในประเทศไทย จึงได้เริ่มทำขึ้นขั้นต้นใช้ชามกาละมังสีขาวตั้งขึ้นบนเตาอั้งโล่เคี่ยวนมสดให้เป็นนมข้น ครั้นได้ที่แล้วปรากฏว่ามีรสดีกว่านมข้นของต่างประเทศมาก จึงได้ตวงใส่กระป๋องนมเก่าๆโดยไม่มีฝาปิด แล้วนำเอาไปขายให้ร้านที่ชงกาแฟขาย ข้าพเจ้าขายเพียงกระป๋องละ ๖ บาทเท่านั้น

พวกจีนตามร้านขายกาแฟชอบใจจึงสั่งซื้อมากขึ้นทุกที ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นว่า เราอยู่กรุงเทพฯเช่นนี้นมสดที่นำมาทำเป็นนมข้นก็ย่อมหายากทั้งราคาแพงด้วย แต่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีผู้เลี้ยงโคนมและรีดนมขายเป็นจำนวนมาก ข้าพเจ้าจึงตกลงไปซื้อที่ดินที่ตำบลหัวแหลม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วตั้งโรงงานทำนมข้นขึ้นโดยใช้เครื่องหมายตรากระต่ายซึ่งเป็นปีเกิดของข้าพเจ้า และมีโรงทำกระป๋องด้วย เราบรรจุกระป๋องเช่นเดียวกับต่างประเทศปิดป้ายตรากระต่าย

ต่อมาเห็นว่าราคานมข้นยังแพงอยู่ จึงได้เปลี่ยนเป็นบรรจุใส่ขวด ใช้ขวดโซดาเป็นขวดใส่นมข้น เมื่อขายแล้วให้ผู้ซื้อส่งขวดคืน เราขายเฉพาะเนื้อนม จึงทำให้นมข้นราคาถูกมากขายได้เป็นจำนวนมากทุกวัน

นอกจากการทำนมข้นแล้ว ข้าพเจ้ายังทำเนยทั้งเนยแข็งเนยเหลว ทำได้ไม่แพ้เนยที่มาจากต่างประเทศ ผู้ที่ซื้อเนยจากข้าพเจ้าชี้แจงว่า เขาไปต่างประเทศมาหลายประเทศแล้ว ไม่เคยพบเนยที่มีรสอร่อยเช่นนี้ เพราะเนยของเราไม่มีการเจือปนเลย ในระหว่างที่ข้าพเจ้าผลิตนมข้นและเนยอยู่ที่ตำบลหัวแหลม จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น ได้มีพวกจีนไปขอดูทุกวันๆละประมาณ ๑๐-๒๐ คน พวกจีนสอบถามถึงวิธีทำช้าพเจ้าก็อธิบายให้ฟังหมดทุกคน จึงปรากฏว่า มีผู้ผลิตนมข้นขึ้นมาขายมากมายตลอดจนถึงปัจจุบันนี้ การผลิตนมข้นและเนยขายนั้นมีกำไรมาก ข้าพเจ้าได้ตั้งให้บุตรชายของข้าพเจ้าเป็นผู้จัดการโรงงาน ครั้นต่อมาเมื่อบุตรชายของข้าพเจ้าถึงแก่กรรมแล้ว ข้าพเจ้าไม่มีเวลาพอที่จะอำนวยการด้วยตนเองได้ จึงได้งดการผลิตทั้งนมข้นและเนย
ทำกุนเชียงและหมูตั้ง

สินค้าทั้งกุนเชียงและหมู่ตั้งนั้น ในสมัยนั้นมีร้านจีนอยู่ ๑ ร้าน ตั้งอยู่ที่ข้างตลาดเจ๊สัวเนียม เป็นร้านที่มีฝีมือทำอย่างดีที่สุด ใครจะต้องการซื้อกุนเชียงหรือหมูตั้งชนิดดีจะต้องไปที่ร้านนี้ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าได้ไปขอดูเขาก็ให้ดู แต่ถามวิธีทำเขาไม่ยอมบอกให้ เขามอบให้หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเขาเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเด็กๆอยู่ ข้าพเจ้าถามหญิงสาวคนนี้แกก็ไม่ยอมบอก ในที่สุดข้าพเจ้าจึงใช้เด็กผู้ชายรุ่นเดียวกันไปคอยเกี้ยวพาราสีหญิงสาวคนนี้ ในเวลาที่หญิงสาวคนนี้ซึ่งเป็นผู้ผลิตกุนเชียงและหมูตั้งออกมาจ่ายตลาดทุกวัน ประมาณเกือบ ๓ เดือนเศษ เด็กชายของเราจึงได้พาเด็กสาวคนนั้นมาได้ ข้าพเจ้าก็จัดที่อยู่อาศัยให้เขา แล้วนำไปจดทะเบียนเป็นสามึภรรยากันโดยเปิดเผย แล้วเลี้ยงดูเขาไว้ด้วยกันทั้งสองคน โดยจ่ายเงินเดือนให้ทั้ง ๒ คน ข้าพเจ้าจึงได้รับความรู้ในการทำกุนเชียงและหมูตั้ง โดยมอบให้จีนแก่คนหนึ่งซึ่งเป็นลูกจ้างเก่าแก่ประจำอยู่ในบ้านของข้าพเจ้าเป็นผู้จัดการผลิตทั้งกุนเชียงและหมูตั้ง โดยปิดป้ายตรากระต่ายเช่นเดียวกับนมข้น ข้าพเจ้าจึงผลิตขายอยู่หลายปีขายดีมาก จนกระทั่งจีนแก่ลูกจ้างคนนั้นถึงแก่กรรม จึงได้งดการผลิตตลอดมา”

นี่ก็เป็นเรื่องราวในอดีตการเริ่มมีอุตสาหกรรมในประเทศไทย ของนักคิดและนักทำในยุคบุกเบิกท่านหนึ่ง ซึ่งในยุคนั้นประเทศไทยเราดูจะขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง เมื่อหันไปนิยมของที่มาจากต่างประเทศ พอเกิดสงครามขึ้นของเหล่านั้นก็หายไปจากตลาดทั้งหมด แป้งสาลีไม่มีเข้ามา มีคนคิดเอาแป้งข้าวเจ้ามาทำขนมปังขาย กระด้างหน่อย แต่พอค้าคืนขว้างหมายังร้อง สบู่ซักผ้ายังต้องไปกวาดขี้เถ้าจากเตาไฟมาแช่น้ำไว้ พอรุ่งเช้าเทเอาน้ำด่างใสมาซักผ้า ก็ยังทำกันมาแล้ว แต่ตอนนี้เราเป็นประเทศกสิกรรมที่ผลิตวัตถุดิบ และแปรรูปเป็นสินค้าอุตสาหกรรมส่งไปขายทั่วโลก ถ้าเกิดสงครามขึ้นตอนนี้ นอกจากฝรั่งจะอดกินกะทิแล้ว ยังต้องอดอีกหลายอย่างที่ไปจากประเทศไทย
กำลังโหลดความคิดเห็น...